<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2020 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2020 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รศ.พิเศษ อดิศร-อ้วน-หัวเขียง&#039; พ้นจากตําแหน่งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ธ.ค.63 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎรเรื่อง ให้ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองพ้นจากตําแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้พ้นจากตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๓ จึงเป็นเหตุให้ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ต้องพ้นจากตําแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามมาตรา ๙๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๔ คน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. นายภูมิธรรม เวชยชัย ตําแหน่งที่ปรึกษาผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. รองศาสตราจารย์ พิเศษ อดิศร เพียงเกษ ตําแหน่งโฆษกผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ตําแหน่งเลขานุการผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔. นายสุรพล เกียรติไชยากร ตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการผู้นําฝ่ายค้านในสภา
ผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ชวน หลีกภัย
ประธานสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87877</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, ภูมิธรรม, อดิศร เพียงเกษ, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201224/image_big_5fe416a65d4c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรศักดิ์&#039; ปัดคุย &#039;หัวเขียง&#039; จะขนส.ส.อีสานเพื่อไทย ช่วย &#039;บิ๊กตู่&#039; สร้างรัฐบาลสมานฉันท์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.63 - นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แกนนำอีสานพรรคเพื่อไทยจะนำส.ส. ไปช่วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม สร้างรัฐบาลสมานฉันท์ ว่า ไม่ได้คุยกัยนายประยุทธ์ ถึงเรื่องดังกล่าว และเป็นไปได้ยาก นายประยุทธ์ อยู่พรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านทำงานด้านกฎหมายอยู่คงไม่ออกมา และแม้จะคุยโทรศัพท์กับนายประยุทธ์บ้างแต่ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ มองว่าการมีข่าวเช่นนี้ออกมา เพราะต้องการทำให้นายประยุทธ์เสียหาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68594</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, รัฐบาลสมานฉันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200613/image_big_5ee4a6f2cab56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดแตกคอหน่อย &#039;2นักโทษ&#039;อบอุ่น ลิ่วล้อบินไปเยี่ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก๊วนอีสานโต้ข่าวแตกคอ &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ไม่จริง แจงเชิญเข้าร่วมประชุมภาคด้วยเหตุอยากให้รับทราบยุทธศาสตร์อีสาน ชื่นชมเป็นคนทุ่มเทเสียสละทำงาน ส.ส.ศรีสะเกษอ้างเปลี่ยนตัวอนุ กมธ.เป็นความผิดพลาดการประสานงาน &amp;quot;หัวเขียง&amp;quot; ปัดไม่มีการตำหนิ &amp;quot;สุดารัตน์&amp;quot; ต่อหน้า &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; ไปดูไบพร้อมกันถือโอกาสอวยพรปีใหม่นายทักษิณ ยันไม่มีเรื่องขัดแย้ง ขณะที่ &amp;quot;นายใหญ่&amp;quot; ทวีตข้อความขอบคุณลิ่วล้อมาให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) และประธาน ส.ส.ภาคอีสาน ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีมีการปล่อยข่าวจากผู้ไม่หวังดีว่า ส.ส.อีสานไม่พอใจการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ยืนยันไม่เป็นความจริง เป็นการให้ข่าวเท็จ 100% คุณหญิงสุดารัตน์ได้ร่วมกับ ส.ส.อีสานทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ส.ส.ต่างชื่นชมถึงความทุ่มเท ความเสียสละที่ทำให้กับพรรค คนอีสานก็รักคุณหญิงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์กล่าวว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ 1.คุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้บริหารพรรค ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักและสนับสนุนการทำงานของ ส.ส.อีสานและ ส.ส.ทุกคนเป็นอย่างดี 2.การที่คุณหญิงได้ร่วมประชุม ส.ส.อีสาน เป็นเพราะตนในฐานะประธาน ส.ส.อีสานได้รับการร้องขอจาก ส.ส.อีสานให้เชิญมาร่วมประชุม เพื่อจะได้รับทราบยุทธศาสตร์การทำงานในสภาแต่ละสัปดาห์ และภาคอีสานจะเชิญไปร่วมประชุมทุกสัปดาห์ด้วย 3.ส.ส.อีสานต่างมีความรักและชื่นชมต่อตัวคุณหญิงสุดารัตน์ ที่ได้ทุ่มเทเสียสละทำงานให้พรรคอย่างหนัก ส.ส.อีสานทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ และจะยืนเคียงข้างคุณหญิงสุดารัตน์ในการทำงานให้ประชาชนต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีแหล่งข่าวระบุว่า ส.ส.อีสานไม่พอใจการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ โดยมีการหยิบยกเรื่องการเปลี่ยนตัวอนุกรรมาธิการงบประมาณจากตนเองเป็นคนอื่นว่า ที่ตนเองไม่ได้เป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณไม่ได้เกิดจากคุณหญิงสุดารัตน์แต่ประการใดเลย คุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวเลย แต่เป็นความผิดพลาดของการประสานงานในภาค ซึ่งประธาน ส.ส.อีสานได้ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ตนก็ไม่ได้ติดใจ ไม่เกี่ยวกับคุณหญิงสุดารัตน์เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากขอร้องผู้ไม่หวังดีว่าอย่าพยายามสร้างข่าวเท็จที่ทำความเสียหายต่อคุณหญิงสุดารัตน์และต่อพรรค คุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้นำหลักให้พรรคที่ ส.ส.อีสานให้ความรักชื่นชม และการที่ท่านเข้ามาประชุมกับภาคอีสานก็เป็นความต้องการของ ส.ส.อีสาน ที่ต้องการให้ท่านเข้ามาให้แนวทางการทำงาน &amp;nbsp;จึงได้ให้ประธาน ส.ส.อีสานเชิญท่านเข้าร่วมประชุม&amp;quot; นายวีระพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ประธานพรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน กล่าวชี้แจงพร้อมปฏิเสธกระแสข่าวความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะประเด็นที่มีการเสนอข่าวว่าตนเองลุกขึ้นพูดกลางโต๊ะอาหารตำหนิการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ต่อหน้านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตรงกันข้ามตนได้ลุกขึ้นพูดแสดงความชื่นชมการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ด้วยซ้ำ และการเดินทางไปที่ดูไบครั้งนี้ ตนไปพร้อมกับคุณหญิงสุดารัตน์และ ส.ส.หลายคน ซึ่งทุกคนก็ไปเที่ยว และถือโอกาสไปอวยพรปีใหม่นายทักษิณในฐานะที่เป็นคนรู้จักกัน โดยได้ทานข้าวด้วยกันเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ์กล่าวอีกว่า ระหว่างที่นั่งทานข้าวตนก็ได้พูดชื่นชมการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์กับทุกคนในโต๊ะอาหารรวมถึงนายทักษิณ ว่าที่ผ่านมาหากพรรคเพื่อไทยไม่ได้คุณหญิงสุดารัตน์ถือว่าแย่ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นคนที่มีความตั้งใจในการทำงานสูง เป็นคนขยันหาตัวจับได้ยาก ซึ่งไม่มีเรื่องที่ตนเองลุกขึ้นตำหนิ หรือเสนอให้ปลดคุณหญิงสุดารัตน์ออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ของพรรคเลย จึงแปลกใจว่ามีคนเอาไปบิดเบือนว่าตนเองตัดพ้อ และนำเสนอข่าวใหญ่ให้เห็นความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์กับผมนั้นดี เพราะทั้งสองครอบครัวรู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องใดที่จะให้ขัดแย้งหรือเห็นต่างกัน ข่าวที่ออกมาผมไม่รู้ว่าคนที่ออกมาปล่อยข่าวคือใคร แต่หากเป็นคนในพรรคเพื่อไทยที่ใช้วิธีการสร้างความขัดแย้งด้วยการนำเอาผมมาเป็นเป้า ก็อยากเตือนว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมงคลทั้งกับตนเองและพรรคเพื่อไทย&amp;quot; นายประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าทุกครั้งที่มีปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยก็จะมีชื่อนายประยุทธ์เข้าไปเกี่ยวข้องตลอดนั้น เขากล่าวว่า ก็ไม่แปลกใจเพราะตนเองเป็นประธานพรรคที่ดูพื้นที่ภาคอีสาน หากจะโจมตีคนก็จะพุ่งเป้ามาที่ตนเองเป็นคนแรก ทั้งนี้หากมีโอกาสตนและ ส.ส.อีสานจะไปร่วมนั่งแถลงข่าวด้วยกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร ทวีตข้อความผ่าน Thaksin Shinawatra@ThaksinLive ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ขอบคุณท่านหัวหน้าสมพงษ์ คุณหญิงหน่อย ท่านประยุทธ์ และพี่ๆ น้องๆ ที่แวะมาให้กำลังใจกัน ในเทศกาลปีใหม่ ผมและน้องสาวรู้สึกอบอุ่นและดีใจทุกครั้งที่มีเพื่อนฝูงจากเมืองไทยมาเยี่ยมเยียนถึงดูไบ &amp;nbsp;หวังว่าจะได้เจอกันอีกครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51638</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ, ทักษิณ ชินวัตร, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, วีระพล จิตสัมฤทธิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de51d9344a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 06:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้าวแล้ว!ประธานภาคอีสานเพื่อไทยตอกแกนนำพรรคจะเป็นจะตายหรืออย่างไรตั้งกก.สอบส.ส. ยืนยันกินข้าวพปชร.แค่เอื้ออาทรต่อกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.62 - นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะเปิดเผยหลักฐานสิ่งจูงใจเพื่อดูส.ส.พรรคเพื่อไทย ของแกนนำพรรคพลังประชารัฐ หากไม่หยุดพฤติกรรม ว่าขณะนี้ยังไม่ได้พบกับส.ส.ที่มีชื่อในข่าว ยังไม่ได้สอบถามข้อเท็จจริง ส่วนตัวมองว่าการที่ส.ส.จะไปทานข้าวกับใครถือเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หากมีความสนิทสนมกันสามารถไปทานข้าวร่วมกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก ถือเป็นการเอื้ออาทรต่อกันด้วยซ้ำไป เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นจะเป็นจะตาย หากกรรมการบริหารพรรคติดใจในเรื่องนี้สามารถตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ว่า มีการมอบสิ่งจูงใจเหมือนที่เป็นข่าวหรือไม่ หากผลออกมาเป็นทางลบค่อยตั้งกรรมการสอบวินัยต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ถ้าไม่มีอะไรก็ควรปล่อยเรื่องนี้ไป ส่วนตัวมองว่าแค่เขาไปกินข้าวกันแล้วต้องมาระแวงเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส.ส.แต่ละคนมีวุฒิภาวะรู้ผิดชอบชั่วดีหากทานข้าวกันแล้วไม่มีการก้าวล่วงงานของกันและกันก็ไม่มีอะไรเสียหาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า จากกรณีกระแสข่าวส.ส.พรรคเพื่อไทยไปทานข้าวร่วมกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐก่อนการประชุมสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 วันที่ 18 ก.ย. ขณะนี้ทางพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องคือส.ส.ที่ปรากฏชื่อในข่าวมาสอบถามข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูดส.ส., ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ส.ส.ย้ายพรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe27e90138b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 07:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เป็นฝ่ายค้าน! จ่อเลือกหัวหน้าใหม่/&#039;สมศักดิ์&#039;ลั่นพปชร.ตั้งรัฐบาล&#039;บิ๊กตู่&#039;นอนมา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่ากังวล! &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; มั่นใจ พปชร.ตั้งรัฐบาลได้แน่ การันตี &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทุกคนอย่าเป็นห่วง หายเจ็บหายจนแน่นอน &amp;quot;ธนกร&amp;quot; เย้ยเพื่อไทยกับพันธมิตรไม่มีทางรวมเสียงได้ 375 เสียงแน่นอน ขณะที่ พท.เตรียมตัวเป็นฝ่ายค้าน หาหัวหน้าพรรคใหม่ที่เป็น ส.ส. ขณะที่ &amp;quot;หมอระวี&amp;quot; ชี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติ แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ไม่ต้องเป็นห่วงและกังวลใจ ดูสถานการณ์ล่าสุดแล้วเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะมีข่าวหลายกระแสเผยแพร่ออกไป เช่น เรื่องข้อเสนอการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้รับรอง ส.ส.เลย และยังต้องมีการเลือกตั้งในบางเขตอีกหรือไม่ เพราะมีเรื่องร้องเรียน กกต.อยู่เยอะพอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า วันรับรอง ส.ส.ที่ กกต.ประกาศไว้คือ วันที่ 9 พ.ค. ซึ่งยังเหลือเวลาอีกประมาณ 20 วัน และยังมีขั้นตอนตามกฎหมายในการตั้งรัฐบาล ดังนั้นเราอย่าไปสนใจและกังวล ซึ่งจะเหมือนกระแสข่าวช่วง 2-3 วันหลังเลือกตั้ง ดังนั้นอย่าได้เป็นห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า เรื่องช่วยชาวบ้านนั้น เมื่อท่านเลือกพรรคพลังประชารัฐ จะได้รัฐบาล และได้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯ อีกครั้งแน่นอน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจะสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ดีของรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือคนจนอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนโยบายหลักที่พรรคพลังประชารัฐได้วางไว้ เช่น โครงการช่วยเหลือชาวนา ซึ่งเมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วเราจะรีบทำโครงการนี้ทันที เพราะใกล้ถึงฤดูกาลการทำนาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอีกหลายโครงการ เช่น มารดาประชารัฐ พักหนี้กองทุนหมู่บ้านและการศึกษา ที่ต้องทำทันทีเมื่อเราจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งโครงการเหล่านี้เราสามารถทำต่อเนื่องได้ทันที ไม่ต้องรอนานเหมือนพรรคอื่นๆ ที่อาจจะต้องไปออกเป็นกฎหมายหมาย ทั้งนี้ตนยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะทำให้พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ ทุกคนอย่าเป็นห่วง หายเจ็บหายจนแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การจับขั้วทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังวันที่ 9 พ.ค. ก็จะดำเนินการได้อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน และ พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับการสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยนั้นก็สามารถทำได้ หากพรรคเพื่อไทยกับพรรคพันธมิตรได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.และ ส.ว.ครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือ 375 เสียงขึ้นไป ซึ่งในความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นยอมรับความจริงได้แล้ว และไม่ต้องโทษกติกา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนเข้าสู่สนามการเลือกตั้งภายใต้กติกาตามรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ จะสานงานต่อในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ การดูแลภาคเกษตรโดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร รวมถึงการท่องเที่ยว และการคมนาคมให้ดียิ่งขึ้น วันนี้บ้านเมืองสงบ ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามทิศทางที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด&amp;quot; นายธนกรกล่าว
พท.เตรียมเป็นฝ่ายค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ขณะนี้สมาชิกพรรคได้พูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่ต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เนื่องจาก พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่ง ไม่ได้เป็น ส.ส. ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ประเด็นนี้จะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจำเป็นต้องเปิดประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เป็นส.ส. เพราะในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ผู้นำฝ่ายค้าน ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส.มากที่สุด จึงจำเป็นต้องมีหัวหน้าพรรคที่เป็น ส.ส.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความชัดเจนในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 9 พ.ค. ที่ กกต.จะประกาศรับรองผล เพราะตอนนั้นจะรู้แน่ชัดว่าพรรคได้เป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และหากเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังต้องเป็นที่ยอมรับของ ส.ส.ส่วนมาก และต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาได้ด้วย เพราะต้องอาศัยความสามารถในการทำหน้าที่ และสมาชิกบางส่วนมองว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ ถือเป็นคนหนึ่งที่มีความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ และว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงกรณีข้อเสนอตั้งรัฐบาลปรองดองว่า จากคำถามและข้อสงสัยของหลายฝ่ายเรื่องการเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลปรองดองขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง การตั้งรัฐบาลปรองดองคือการตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ถูกต้องตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเพียงแต่ชื่อที่เรียกไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลปรองดอง ที่มีคนกลางเป็นนายกฯ จะต้องดำเนินการหาตัวนายกฯ ตาม มาตรา 159 ล้มเหลว จึงต้องใช้มาตรา 272 หาตัวนายกฯ จากคนนอกต่อไป ถ้าทุกฝ่ายพร้อมใจกัน การได้ซึ่งนายกฯ คนนอกไม่ใช่เรื่องยาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า การเสนอตั้งรัฐบาลปรองดองไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพียงแต่เป็นข้อเสนอที่ต้องการให้เป็นทางเลือกของ 2 ขั้วการเมืองที่กำลังห้ำหั่นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล ได้พิจารณาข้อเสนอนี้เมื่อการเมืองเดินสู่ทางตัน เชื่อว่าความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลจะปรากฏชัดหลัง 9 พ.ค.นี้ ถ้า กกต.รับรองผล ส.ส.แล้ว ยังไม่สามารถหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ เชื่อว่าสังคมจะกดดันทุกฝ่าย เพื่อถามหาความรับผิดชอบในการจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนเจ้าของประเทศจะรอคอยการเล่นเกมช่วงชิงอำนาจของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ได้อีกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในอดีตที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งเพียง 1 วัน ก็สามารถฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ในครั้งเวลาล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือน แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ยังชิงไหวชิงพริบ เกทับบลัฟแหลกเป็นรายวัน ปั้นตัวเลขจำนวน ส.ส.ที่สนับสนุนฝ่ายตน เพื่อหวังผลด้านจิตวิทยากัน มีการปล่อยข่าวเรื่องยุบพรรค การให้ใบแดง ใบส้ม ใบเหลือง และงูเห่า นับว่าไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองของประเทศ มีแต่การบั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศลงไปเรื่อยๆ&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
รัฐบาลปรองดอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวด้วยว่า ขอให้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับกติกาและผลการเลือกตั้งของประชาชน ข้อเสนอรัฐบาลปรองดอง ไม่ใช่การช่วงชิงความได้เปรียบของฝ่ายใดๆ เป็นเพียงข้อเสนอหาทางออกให้ประเทศ หากการเมืองถึงทางตัน แต่ถ้าหากขั้วการเมืองใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ และจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอเรียกร้อง อย่าเพิ่งมองว่ารัฐบาลปรองดอง ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ขอให้มองว่า การใช้มาตรา 272 เพื่อแก้วิกฤติการเมืองของประเทศ เป็นการแก้ปัญหาบ้านเมืองตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญที่ควรจะรับฟังและพิจารณาให้ถ่องแท้ มากกว่าการผลักไส ต่อต้านอย่างมีอคติ และขอยืนยันว่า การเสนอแนวรัฐบาลปรองดองเป็นความเห็นส่วนตัวที่บริสุทธิ์ใจ ในฐานะนักการเมืองหนึ่ง ที่มีส่วนร่วมในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ถ้าหากผมนิ่งเฉยดูดายไม่มีข้อเสนอใดๆ ในวันที่บ้านเมืองมีวิกฤติ ก็ไม่ใช่วิสัยที่ดีของนักการเมืองอย่างผม&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุมีความเป็นไปได้จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปได้ยาก เพราะในการเลือกตั้งของประชาชนได้แบ่งข้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งชัดเจน และเป็นประเด็นหลักที่ทุกพรรคใช้ในการหาเสียง เรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว นักการเมืองทั้งหมดจะฝืนมติประชาชนจึงเป็นไปได้ยาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป เสนอให้ใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่ให้ ส.ว.มีส่วนในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ให้ ส.ว.มีส่วนในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป เป็นทางออกกรณีกฎหมายไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องแยกแยะระหว่างกฎหมายทั่วไปกับกฎหมายปฏิรูป นักกฎหมายทุกคนเขาเข้าใจกัน การออกมาให้ความเห็นแบบนี้ เหมือนกำลังหลงป่า อยากให้คนใกล้ชิดไปเอาออกจากป่าดีกว่าปล่อยให้ตายคาป่า และที่สำคัญ นายไพบูลย์ต้องไปอ่านกฎหมายอีกหลายๆ รอบ เพื่อได้ทำความเข้าใจด้วยตนเอง จะได้ไม่ออกมาให้ความเห็นจนทำให้คนอื่นสับสน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายยุทธพรเป็นนักวิชาการที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง ความเห็นจึงถือว่าออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทุกฝ่ายควรรับฟัง แต่ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้การตั้งรัฐบาลตามวิถีทางระบบรัฐสภายังทำได้อยู่ ส่วนความชัดเจนคงต้องรอ กกต.ประกาศรับรองจำนวน ส.ส.เสียก่อน อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้กังวลใจต่อประเด็นรัฐบาลแห่งชาติ แต่มีความกังวลเรื่องวาระแห่งชาติ อาทิ เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่นักการเมืองทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องร่วมกันแก้ปัญหาให้ได้
อภินิหารไพบูลย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ในหลายๆ เหตุการณ์ นายไพบูลย์มักออกมาแสดงความคิดเห็นอันเป็นทางออกของกฎหมายแบบคาดไม่ถึง หรือจะเรียกได้ว่าสามารถคิดอภินิหารทางกฎหมายได้เสมอๆ แบบที่คนทั่วไปไม่สามารถคิดได้ ดังนั้น เมื่อนายไพบูลย์ออกมาพูดอะไร เราก็ควรจะเก็บเอาคำพูดของนายไพบูลย์ไปคิดให้ดี ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด เรื่องวิธีแก้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ หากพรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้จริง นายไพบูลย์เป็นคนแรกที่ออกมากล่าวถึงทางออกในเรื่องนี้ โดยมองเห็นช่องของกฎหมายที่เขียนไว้โดยคนที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แสดงว่าความพยายามในการสืบทอดอำนาจนั้นอาจจะมีอยู่จริง และอาจจะมีการวางแผนกันมานานแล้ว โดยใส่ช่องว่างอภินิหารเข้าไปในรัฐธรรมนูญ จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จะทำอะไรก็ควรนึกถึงประเทศชาติประชาชนบ้าง หากยังได้ชื่อว่าประเทศเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การนำเอาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.มาร่วมออกเสียงและพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการผิดหลักการประชาธิปไตย ประเพณีการปกครอง และเจตจำนงของรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ผิดหน้าที่ ผิดวัตถุประสงค์ของการมี ส.ว. ซึ่งยังไม่รวมถึงกรณีบันลือโลกอย่างการตั้ง ส.ว. 250 คน มาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ก็นับว่าหนักหนาสาหัสสากรรจ์แล้ว เช่นนี้เท่ากับว่าเป็นการวางกับดัก เตรียมสร้างอภินิหาร โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ก็จะหาทางสืบทอดอำนาจจนได้ แม้จะผิดวิธีการ ผิดหลักการ และผิดเจตนารมณ์ของประชาชน ผมรู้สึกสงสารประเทศ และไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้ต่อไปเราจะสั่งสอนลูกหลานของเราอย่างไรเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.รยุศด์กล่าวอีกว่า วิธีหนึ่งอันเป็นกระบวนการสำคัญที่จะเป็นหนทางแห่งการตั้งรัฐบาลคือ การรวบรวมเสียง ส.ส.ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.มาเป็นอันดับสอง และประกาศจัดตั้งรัฐบาลหลังพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เสียงของพรรคพลังประชารัฐที่ประกาศออกมานั้น บางเสียงซ้ำซ้อนกับการรวมเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศแล้ว ดังนั้นเสียงที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ก็คืองูเห่าหรือไม่ เมื่อรัฐบาลชุดใหม่จะเกิดจากกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม แล้วจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ทั้งการซื้อตัว ส.ส.งูเห่า หรือถ้ามีการใช้มาตรา 270 ให้ ส.ว.ร่วมยกมือผ่านร่างฯ ล้วนแล้วแต่สร้างรอยด่างพร้อยให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ให้ไม่เป็นที่ยอมรับกับชาวโลก ไม่เป็นที่เชื่อมั่น แล้วจะติดต่อค้าขาย ทำการค้ากับต่างบ้านต่างเมือง พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปได้อย่างไร
เป็นงูเห่าต้องสงสารญาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมอยากจะขอเตือน ส.ส.ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไปเป็นงูเห่ายกมือสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐด้วยว่า แม้พวกท่านจะไม่สนใจอนาคตทางการเมืองแล้ว เพราะคงไม่คิดว่าจะมีอนาคตทางการเมืองอีก แต่ขอให้สงสารพ่อแม่ญาติพี่น้องของพวกท่านบ้าง ถ้าไปเป็นงูเห่า นอกจากตัวพวกท่านที่ชาวบ้านจะสาปแช่งก่นด่าแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็คงรู้สึกละอายใจไปกับพวกท่านด้วย&amp;quot; รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา คะแนนเสียงของทั้งสองพรรคใหญ่ที่ใกล้เคียงกัน ทำให้จะเกิดรัฐบาลปริ่มน้ำขึ้นได้ ก็ทำให้มีข้อวิตกกังวลว่ารัฐบาลจะอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งตนมองว่าจะสามารถเกิดรัฐบาลได้ 4-5 รูปแบบ คือ 1.รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ซึ่งได้มีการประกาศร่วมกัน 6 พรรค คะแนนทั้งหมดประมาณ 240 เสียง แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำให้ปลอดภัย ต้องหาคะแนนให้ได้มากกว่า 376 เสียง ส.ส. ซึ่งจะเป็นไปได้ยากพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า ในแบบที่ 2 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยร่วมกับพรรคอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด รวมถึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วย ยกเว้นพรรคที่ไปร่วมลงสัตยาบันกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำให้มีคะแนนทั้งหมด 259 คะแนน โดยมีฝ่ายค้าน 6 พรรค ในฝั่งของพรรคเพื่อไทย 240 เสียง โดยถ้าประผลความสำเร็จ ก็จะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านเพียง 19 เสียงเท่านั้น น่าจะเป็นรูปแบบของรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การที่มีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านเพียง 19 เสียง ก็จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพพอ ถ้าสมมุติว่าพรรคพลังประชารัฐดำเนินการตามรูปแบบนี้ได้ พรรคพลังประชารัฐอาจจะก้าวสู่การสร้างเสถียรภาพมากขึ้น โดยอาจจะเป็นรัฐบาลแบบที่ 2 พลัส ก็คือรวมพรรคประชาชาติด้วย พรรคพลังประชารัฐต้องพยายามหาเสียง ส.ส.ให้ได้มากขึ้น ถ้าชวนพรรคประชาชาติที่มีทั้งหมด 7 เสียงเข้ามาร่วมได้ ก็จะทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงทั้งหมด 266 เสียง ฝ่ายค้านเหลือ 233 เสียง แบบนี้ก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น&amp;rdquo; นพ.ระวีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีงูเห่าที่เคยเกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลหลายๆ สมัย นพ.ระวีกล่าวว่า ตนมองว่าอาจจะมีการดึงงูเห่าเกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ ลักษณะแบบนี้แล้วไม่ค่อยเป็นผลดี นั่นหมายความว่าพรรคพลังประชารัฐ อาจจะต้องดึงงูเห่ามาจาก 5 พรรคที่เหลือ อาจจะมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ หรือมีส่วนหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีงูเห่าซึ่งสมมุติว่าดึงมาได้ 10 เสียง ก็จะเป็นรัฐบาลงูเห่ามีเสียงทั้งหมด 276 เสียง ฝ่ายค้านมีทั้งหมด 223 เสียง
จับตาศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า ในวันนี้สถานการณ์การเมืองไทยคงต้องจับตาไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยเรื่อง ส.ส.สัดส่วน ถ้าสมมุติการวินิจฉัยออกมาในรูปแบบที่ กกต.เห็นชอบ ก็จะทำให้มีเสียงของพรรคเล็กทั้งหมด 13 พรรค ซึ่งจะทำให้เสียงของพรรคพลังประชารัฐมีมากขึ้น แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้อีกแบบหนึ่ง เสียงของฝ่ายนี้ก็จะลดน้อยลง และถ้าสมมุติว่าพรรคพลังประชารัฐทำไม่สำเร็จ เช่น พรรคเศรษฐกิจใหม่ไม่มาร่วม พรรคประชาชาติไม่มาร่วม พรรคประชาธิปัตย์มีมติออกมาอยู่เป็นกลางๆ ฝ่ายค้านอิสระ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทำให้พลังประชารัฐไม่สามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง หน้าตารัฐบาลก็จะออกไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาคาดว่าหากพลังประชารัฐล้มเหลวในการรวบรวมเสียง ซึ่งหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ นั่นอาจจะเกิดรัฐบาลคนกลาง หมายถึงพรรคอันดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย และพรรคอันดับที่ 2 พรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคลำดับถัดไป ก็มีพรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เท่าที่ดูสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสองพรรคนี้ที่จับมือเป็นแกนนำรัฐบาลขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อว่ารัฐบาลคนกลาง ซึ่งจะต้องเอาทั้งสองกลุ่ม หมายถึงว่าเอาทั้งกลุ่มเพื่อไทยและกลุ่มพลังประชารัฐมาร่วมกัน ประกอบด้วย พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทางด้านพลังประชารัฐ จะมีพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักผืนป่าประเทศไทย และพรรคเล็กอีก 12 เสียง ต้องรวมทั้งหมด 282 เสียง เหลือพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ เป็นฝ่ายค้าน 211 เสียง ด้วยกระบวนการนี้ จะเกิดรัฐบาลแบบที่ 3 รัฐบาลคนกลาง มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือ คนของประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวียังกล่าวต่อว่า ซึ่งถ้าพลังประชารัฐไม่ยอมก็อาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ อาจจะขาดพรรคเศรษฐกิจใหม่ ขาดพรรคใหญ่ไป แต่มีเสียง ส.ส.เกิน 126 เสียง รวมกับ ส.ว.เกิน 376 เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ ซึ่งผลจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามว่า นี้จะมีการชุมนุมประท้วงหรือไม่ ตนไม่มั่นใจ รัฐบาลอาจอยู่ได้ 6-8 เดือน ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือมีการผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐบาลอาจจะต้องยุบสภา
ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และแบบสุดท้ายที่มีโอกาสเป็นไปได้คือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวมทุกพรรคเข้ามาเป็นรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งมีหลายพรรคออกข่าวไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลปรองดองขึ้น แม้จะมีการแถลงในรูปแบบนั้น ถ้าผลสุดท้ายทางออกที่ 1-4 เกิดขึ้นไม่ได้ ก็อาจเห็นรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นมาได้ แม้หลายพรรคจะไม่เห็นด้วย แต่เป็นรัฐบาลที่มีภารกิจเฉพาะ ซึ่งต้องมีการตกลงทุกๆ พรรค เช่น จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แก้ตรงหมวดใดบ้าง แก้ พ.ร.ป.เลือกตั้งในหมวดใดบ้าง ซึ่งอาจจะมีอายุ 1-2 ปี เพื่อให้ภารกิจเสร็จสิ้น จากนั้นให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถือว่าไม่เป็นประตูปิดตาย แม้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีระบุว่า ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย สำหรับพรรคพลังธรรม โดยหลักการ หากมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย พลังพรรคธรรมก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีรัฐบาลแห่งชาติ แต่เนื่องจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งสองค่ายมีจำนวนเสียงที่ใกล้เคียงกัน เป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ ตามที่ได้มีการนำเสนอไปแล้วว่าจะเป็นรัฐบาลแบบที่ 1 พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ หรือรัฐบาลแบบที่ 2 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวว่า ถ้าทั้งสองพรรคไม่ประสบผลสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่สามารถได้เสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพได้ อาจเกิดรัฐบาลแบบที่ 3 รัฐบาลคนกลางคือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการรวบรวมทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกัน เป็นรัฐบาลคนกลาง มีเพื่อไทย และอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าแบบที่ 3 เกิดไม่ได้ มันก็อาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคพลังประชารัฐรวมกับ ส.ว. ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ 1.มีการยุบสภาในเร็ววันประมาณ 6 เดือน ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือมีการอภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ไม่มั่นใจในความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง มีการปลุกม็อบเพื่อคัดค้าน ส.ว. มาร่วมโหวตทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ ทำให้รัฐบาล ประเทศไม่มีเสถียรภาพโอกาสแบบที่ 5 การเกิดรัฐบาลแห่งชาติ อาจเกิดขึ้นได้ในภาวะการเมืองที่วิกฤติ ซึ่งรัฐบาลปรองดองจะรวมทุกฝ่ายเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล มีภารกิจเฉพาะร่วมกัน แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แก้ตรงหมวดใดบ้าง แก้ พ.ร.ป.เลือกตั้งในหมวดใดบ้าง รัฐบาลแห่งชาติจะมีอายุ 1-2 ปี จากนั้นให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่หลังเสร็จสิ้นภารกิจ เสร็จสิ้นตามข้อตกลง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบการดำเนินการตามครรลองประชาธิปไตย ไม่สามารถเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทางเลือกเหลือรัฐบาลเสียงข้างน้อย กับรัฐบาลแห่งชาติ เปรียบเทียบท่านจะเห็นว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีปัญหาแบบที่ผมพูดมา แล้วถ้ายุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญเดิม ภายใต้กฎระเบียบเดิม ซึ่งไม่มั่นใจว่าเลือกใหม่ คะแนนที่ออกมาจะเหมือนเดิมอีกหรือไม่ กับยอมให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งใหม่ อาจเป็นทางออกใหม่ของสังคมไทยที่ทำให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพตามมาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นในส่วนตัว แม้จะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ แต่ถ้าถึงความจำเป็นของบ้านเมือง ผมคิดว่า โอกาสที่เกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสักช่วงหนึ่งก็เป็นได้&amp;quot; นพ.ระวีกล่าวทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34082</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รยุศด์ บุญทัน, ธนกร วังบุญคงชนะ, นพ.ระวี มาศฉมาดล, นพดล ปัทมะ, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, พรรคพลังประชารัฐ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190420/image_big_5cbb0e0705d6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2019 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หัวเขียง&#039;ซัด&#039;ไพบูลย์&#039;กำลังหลงป่า  เสนอม.270แก้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.62 - นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรัลเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณี นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุมีความเป็นไปได้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปได้ยากเพราะในการเลือกตั้งของประชาชนได้แบ่งข้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งชัดเจน และเป็นประเด็นหลักที่ทุกพรรคใช้ในการหาเสียง &amp;nbsp;เรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วนักการเมืองทั้งหมดจะฝืนมติประชาชนจึงเป็นไปได้ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป &amp;nbsp;เสนอให้ใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่ให้ส.ว.มีส่วนในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป เป็นทางออกกรณีกฎหมายไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องแยกแยะระหว่างกฎหมายทั่วไปกับกฎหมายปฏิรูป &amp;nbsp;นักกฎหมายทุกคนเขาเข้าใจกัน &amp;nbsp;การออกมาให้ความเห็นแบบนี้เหมือนกำลังหลงป่า อยากให้คนใกล้ชิดไปเอาออกจากป่าดีกว่าปล่อยให้ตายคาป่า และที่สำคัญนายไพบูลย์ต้องไปอ่านกฎหมายอีกหลายๆรอบเพื่อได้ทำความเข้าใจด้วยตนเองจะได้ไม่ออกมาให้ความเห็นจนทำให้คนอื่นสับสน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34065</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, พรรคเพื่อไทย, รัฐบาลแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe27e90138b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝังรัฐบาลแห่งชาติ! &#039;สมศักดิ์-ไพบูลย์&#039;ประสานเสียงแผนขจัด&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; เสียงอ่อย! รัฐบาลแห่งชาติแค่ความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับประชาธิปัตย์ แต่ยืนยันพรรคสามารถร่วมรัฐบาลแห่งชาติได้ แถมสมประสงค์อนาคตใหม่เพราะไม่มีการสืบทอดอำนาจ แต่พลังประชารัฐขวางไม่เอาด้วย &amp;quot;สมศักดิ์-ไพบูลย์&amp;quot; พูดตรงกันเป็นแผนของคนที่ประกาศไม่สนับสนุน &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เป็นแท็กติกในการขจัดพ้นทางนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติว่า สาเหตุที่ออกมานำเสนอเรื่องนี้ เพราะหลังเทศกาลสงกรานต์การเมืองในประเทศไทยจะต้องมีความคืบหน้า ไม่ใช่รวมเสียงตั้งรัฐบาลไม่ได้แบบที่เป็นอยู่นี้ อย่างไรก็ตามหากฝ่ายใดหนึ่งรวมเสียงได้ก็จริง แต่การบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นไปในลักษณะรัฐบาลปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงเห็นว่าข้อเสนอของตนน่าจะเป็นทางออกได้และอาจจะมีคนเห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอส่วนตัว ไม่ใช่ในนามของพรรค และไม่ใช่ว่าเพราะประชาธิปัตย์ได้คะแนน ส.ส.น้อยจึงเสนอเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผมเพียงเห็นว่าทางออกนี้ก็จะมีประโยชน์กับทุกฝ่าย แม้แต่พรรคอนาคตใหม่ เพราะมีจุดยืนชัดเจนคือไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ และรัฐบาลแห่งชาติก็สามารถมาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ขอเพียงแค่ว่าหากใครเห็นตรงกันเราก็มาคุยกันได้ ประชาธิปัตย์เองก็ร่วมรัฐบาลแห่งชาติได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเป็นนายกฯ คนกลาง ประชาธิปัตย์อาจถูกมองว่าข้อเสนอนี้ทำเพื่อพรรคตัวเองหรือไม่ นายเทพไทชี้แจงว่า ไม่ได้เสนอชื่อนายชวนเพื่อพรรค แต่เสนอชื่อนายชวนเป็น 1 ใน 4 นายกฯ คนกลางในนามส่วนตัว ซึ่งชื่อของนายชวนนั้นเสนอเป็นลำดับทางเลือกสุดท้ายด้วยซ้ำ และที่เสนอชื่อก็เพราะเห็นว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในสภาและมีความอาวุโส มีบารมีทางการเมือง อีกทั้งนายชวนไม่ได้อยู่ในแคนดิเดตรายชื่อนายกรัฐมนตรีของ ปชป. แต่ท่านเป็นเพียง ส.ส.บัญชีรายชื่อเท่านั้น ซึ่งก็สามารถเสนอได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หากเราสังเกตดูจะเห็นว่าคนที่คิดถึงรัฐบาลแห่งชาติ คือคนในกลุ่มหรือฝ่ายที่มีคะแนนเสียงที่ไม่มั่นคง ไม่ถึง 250 ใช่หรือไม่ จึงพยายามชวนไปหารัฐบาลแห่งชาติ แต่สถานการณ์คงไม่ไปถึงทางตันเช่นนั้น และจะมีการจัดตั้งรัฐบาลปกติได้ คนที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญได้ออกมาให้ความชัดเจน มีแนวทางและวิธีการคำนวณที่ทำให้ กกต.ยึดเป็นแนวปฏิบัติ เป็นทางออกสำหรับทุกเรื่องได้ ดังนั้นเรื่องความรุนแรงคงไม่มี ถ้าจะมีคงเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ พายุฤดูร้อน บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของดวง แต่นี่คือเรื่องปกติของฤดูกาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลแห่งชาติที่พูดกันอยู่เชื่อว่าไม่มี เพราะสุดท้ายแล้วพรรคการเมืองที่มีอยู่จะปรับตัวเข้าหากันได้ ไม่มีใครอยากถอยกลับไปสู่ความวุ่นวายขัดแย้ง ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อบ้านเมือง&amp;quot;
เมินสัตยาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจากประสบการณ์ในวงการการเมืองที่ผ่านมา เสียงปริ่มน้ำมองว่าพรรคพลังประชารัฐจะตั้งรัฐบาลยากไหม นายสมศักดิ์ตอบว่า ผู้ที่เขียนรัฐธรรมนูญวิเคราะห์ไว้ก่อนแล้วจึงมี ส.ว. ช่วยทำให้บรรยากาศไม่รุนแรง หากรัฐธรรมนูญไม่พูดถึง ส.ว. 250 คน วันนี้การเมืองอาจจะลุกเป็นไฟ เป็นความฉลาดของผู้ร่างที่ทำให้สมการออกมาและเดินต่อไปได้ ที่เตรียมการมาได้ใช้จริง คนเขียนมองได้ขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าพรรคการเมืองควรคุยหรือทำสัตยาบันหรือไม่ นายสมศักดิ์ระบุว่า ดูบรรยากาศถ้าทำสัตยาบันคงเป็นไปไม่ได้ เหมือนกลุ่มแรกที่เปิดตัวทำกันหลังการเลือกตั้งเสร็จ สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ เพราะยังไม่รู้ว่ามีเสียงกันอยู่เท่าไร รวมทั้งนโยบายของแต่ละพรรคร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ทุกพรรคควรต้องห่วงส่วนรวมและเรื่องของชาติมากกว่า ความเป็นหนึ่งเดียวต้องปรากฏชัด นักการเมืองต้องคลายความสงสัยของประชาชนให้ได้ ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนให้เห็นแล้วหากยังดึงดันกันอยู่ มันจะแก้ปัญหาไม่ได้และบานปลายไปใหญ่โต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องเก่าที่พูดกันมานาน เป็นข้อเสนอจากกลุ่มบุคคลที่ไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์นั่นเอง ซึ่งข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการเสนอมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พอมาครั้งนี้กลุ่มที่มาเรียกร้องจะเห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมดนี้จึงเป็นการเสนอแท็กติกในการขจัด พล.อ.ประยุทธ์ออกไป และช่วงชิงชัยชนะทางการเมืองมาเท่านั้นเอง &amp;nbsp;ซึ่งเชื่อว่าการตั้งรัฐบาลแห่งชาติโอกาสมันไม่เกิดขึ้นเพราะมีหลายขั้นตอน ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ และมั่นใจว่าการตั้งรัฐบาลปกติก็น่าจะทำได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร&amp;quot; นายไพบูลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้ความเห็นว่า การเสนอรัฐบาลแห่งชาติหลังการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่ถึง 30 วันคงไม่เหมาะสม พรรคการเมืองยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย และเชื่อว่าประชาชนคงไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน โดยการตั้งรัฐบาลแห่งชาติควรจะเหมาะสมกับสถานการณ์อื่นมากกว่าปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า อนค.เคยพูดหลายครั้งแล้วว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่มีจริง เพราะขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน และต่อให้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากการมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าหากทุกพรรคเป็นรัฐบาลหมดไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ก็ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ
รังเกียจ พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเรารังเกียจ พล.อ.ประยุทธ์เพราะเป็นเผด็จการ เราไม่เข้าใจ ไม่พอใจสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะเป็นสภาตรายาง การเป็นรัฐบาลแห่งชาติทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาอยู่ในสถานะเดียวกับ คสช.และ สนช. หากประชาชนต้องการแบบนั้นก็ถือเป็นความต้องการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย &amp;nbsp;แต่เราเชื่อว่าประชาชนคาดหวังกับการเลือกตั้งมาก ฉะนั้นคงไม่มีใครอยากกลับไปเป็นเหมือน คสช. และ สนช.แน่นอน&amp;quot; โฆษกอนาคตใหม่กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ชักชวนพ่อแม่ ผู้สูงอายุไปเลือกพรรคคนรุ่นใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก จนทำให้เกิดกระแสคล้อยตาม อาจทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย จึงต้องดูแลลูกหลานไม่ให้ถูกชักจูง ว่าเป็นสิทธิ์ของ นพ.วรงค์ที่จะพูด และเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะตัดสิน นพ.วรงค์ว่าทัศนคติแบบนี้สร้างสรรค์หรือไม่ การที่บอกว่าใครชักจูงให้คล้อยตามเป็นการดูถูกวิจารณญาณและดูถูกเสียงของประชาชน และยังไม่ได้เป็นข้อวิจารณ์ที่นำไปสู่สิ่งที่สร้างสรรค์ใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่า อย่ามานั่งวิเคราะห์วิจารณ์สิ่งที่ผ่านไปแล้วโดยไม่สร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ประเทศไทยคงไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้&amp;quot; น.ส.พรรณิการ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีพรรคประชาธิปัตย์เจรจาขอตำแหน่งประธานสภาให้ตัวเอง แลกกับการร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ และเพื่อสกัดงูเห่าที่หวังตำแหน่งรัฐมนตรีว่า สามารถพูดได้อย่างไม่ลังเลว่าเป็นข่าวปล่อย ข่าวลวง เพื่อสร้างกระแสอย่างหนึ่งอย่างใดทางการเมืองแน่นอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ยังสงสัยก็คือเป็นการจงใจปล่อยข่าวนี้จากใคร เพื่อประโยชน์อะไร หรือถ้าเกิดมีคนจากพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ข่าวอ้างแหล่งข่าวว่ามีการไปติดต่อขอเจรจากับพรรคใดๆ ในทำนองที่เป็นข่าว ก็ขอให้เข้าใจว่านั่นคือการอุปโลกน์ตั้งตัวเป็นแกนนำขึ้นมาเอง โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้เห็นด้วยแต่อย่างใด จึงไม่ควรที่พรรคการเมืองอื่นใดจะเสียเวลาไปร่วมเจรจาต่อรองเรื่องใดๆ ต่อไปอีก เพราะจะเป็นการสูญเปล่า และยังจะทำให้การเมืองไทยดูเป็นเรื่องน้ำเน่าเพิ่มขึ้นไปอีกในสายตาของคนในสังคม ส่วนเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นข้อเท็จจริงว่า พรรคจะเลือกตัดสินใจเดินไปในแนวทางใด ยืนยันว่าจะต้องเป็นการตัดสินร่วมกันโดยกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคคณะใหม่ รวมกับ ส.ส.ใหม่ ภายหลังวันที่ 9 พ.ค.ที่ กกต.ระบุจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่จะถึงนี้เท่านั้น &amp;nbsp;
สถานการณ์ไม่ปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ภายหลังจากที่ทั้ง 2 ขั้วการเมืองยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ว่า ตนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คือไม่ปกติทั้งกติกา ทั้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจบางอย่าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการเมืองจากนี้มันยังไม่นิ่ง ทั้งผลการเลือกตั้ง และการเมืองหลังจากประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอย่างไร การเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีใครเข้าแข่งขัน จะเป็นไปอย่างที่คาดการณ์หรือไม่ มันยังมีเงื่อนไขปัจจัยที่จะต้องติดตาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่สะท้อนถึงกลุ่มคนที่ร่างกติกาที่ทำให้เกิดปัญหา ทั้งการร้องค้านผลการเลือกตั้ง หรือการรวบเสียงจัดตั้งรัฐบาลที่ส่อจะมีปัญหาหรือไม่ นายจุรินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบว่า เงื่อนไขที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะบทเฉพาะกาลเริ่มจะเป็นปัญหาให้เห็น ที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือสองขั้วที่แข่งกันจัดตั้งรัฐบาล โดยขั้วหนึ่งถ้ารวมเสียงข้างมากในสภาได้ อาจจะไม่มีเสียงพอที่จะเป็นนายกฯ ได้ แต่อีกขั้วหนึ่งถ้าเป็นนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็ยังมีคำถามว่า สุดท้ายจะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาหรือไม่ ล้วนเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าสภาพที่เป็นอยู่คือ ทั้ง 2 ขั้วไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็มีเสียงปริ่มน้ำ เป็นผลจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มุ่งเน้นแก้กรณีรัฐบาลมีเสถียรภาพมากเกินไป รวมถึงรูปแบบการเลือกตั้งใช้บัตรใบเดียว การออกแบบกติกาเช่นนี้ถือเป็นคำตอบของประเทศหรือเป็นระเบิดเวลามากกว่ากัน นายจุรินทร์ตอบว่า &amp;nbsp;เคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็คงคาดไม่ถึงว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างนี้ แต่เดิมอาจจะคิดว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ เช่นถึงขั้นกำหนดให้ประธานสภาต้องอยู่ฝ่ายรัฐบาล กำหนดให้วุฒิสมาชิกโหวตเลือกนายกฯ ได้ และออกแบบรูปแบบการเลือกตั้งให้เป็นบัตรใบเดียว เพราะคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเบี้ยหัวแตกและสามารถที่จะทำให้การรวมเสียงตั้งรัฐบาลทำได้ง่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เอาเข้าจริงมันเป็นผลตรงกันข้าม และเกิดภาวะการแข่งขันของ 2 ขั้วทางการเมืองที่ปริ่มน้ำ ทั้งนี้ตนไม่อยากเรียกร้องใครให้แสดงความรับผิดชอบ เพราะไม่อยากขยายประเด็นปัญหาให้เพิ่มขึ้น แต่คงจะเป็นบทเรียนให้คนร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการรวบรวมเสียง ส.ส.จัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐว่า การรวบรวมเสียงของพรรคพลังประชารัฐ หากคิดจะเอาเสียงของฝ่ายตรงข้ามไปสนับสนุนมองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะก่อนการเลือกตั้งการเมืองแบ่งข้างกันชัดเจน &amp;nbsp;ประชาชนจับตาอยู่ใครขยับก็จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก&amp;nbsp;
ไม่มีใครกล้าเป็นงูเห่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นคิดว่าคงไม่มีใครกล้าเป็นงูเห่าในสมัยนี้ เพราะนักการเมืองถูกบังคับด้วยประชาชน ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แบ่งข้างกันชัดเจน แตกต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา การตัดสินใจของประชาชนไม่ใช่แค่เลือกพรรคที่ชอบ แต่เลือกข้างว่าจะยืนฝ่ายต่อท่ออำนาจ หรือฝ่ายตรงข้ามการสืบทอดอำนาจ มันมีเส้นแบ่งที่ประชาชนเห็นได้ชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเชื่อว่านักการเมืองมีอุดมการณ์ ใครคิดขายตัวจึงเป็นเรื่องลำบาก แม้จะมีปัจจัยก้อนโตมาล่อตาก็ตาม เพราะต้องเสียผู้เสียคน รวมถึงพี่น้องในวงศ์ตระกูลก็ต้องเสียไปด้วย และมั่นใจว่าที่ ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทยไม่มีใครย้ายขั้วแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้กล่าวหาพรรคเพื่อไทยสร้างวาทกรรม &amp;quot;เผด็จการ-ประชาธิปไตย&amp;quot; ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นระบอบการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน &amp;nbsp;และเพื่อประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและอีกหลายพรรคฝ่ายประชาธิปไตยใช้เป็นแนวทางในการหาเสียง และให้คำสัญญากับประชาชนที่ผ่านมา ดังนั้นการที่พรรคที่ใช้แนวทางนี้หาเสียงได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นผู้แทน จึงหมายความว่าประชาชนจำนวนมากเห็นด้วยกับแนวทางความคิดนี้ และต้องการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานและการบริหารประเทศ จากคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจประชาชนไปแล้วปกครองตลอดเวลาที่ผ่านมาห้าปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนครกล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือการหาเสียงที่ผ่านมายังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติตามความเชื่อที่ประชาชนได้หย่อนบัตรเลือกตั้ง แล้วพรรคการเมืองที่รับปากกับประชาชนไว้กลับเปลี่ยนใจไม่นำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปปฏิบัติ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้หรือไม่ มิฉะนั้นการหาเสียงเลือกตั้งก็จะเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมอย่างที่นักการเมืองชอบพูดกัน แต่ไม่มีการนำไปปฏิบัติตามที่ได้บอกให้ประชาชนเหล่านั้นมีความเชื่อในการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ดังนั้นประชาธิปไตยไม่ได้จบแค่การเลือกตั้ง แต่ครอบคลุมไปถึงการนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ไปปฏิบัติในฐานะตัวแทนของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ เข้าไปดำเนินการทางการเมืองแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยเคารพในเสียงของประชาชน และมีความเชื่อในการรับรู้ข่าวสารและการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งเราจะเห็นได้จากการให้ความสนใจของประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา &amp;nbsp;อันเป็นผลมาจากข่าวลือเรื่องพรรคเศรษฐกิจใหม่สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคต่างๆ จะถูกจับตาจากประชาชนและจะถูกตัดสินทางการเมือง เมื่อประชาชนมีอำนาจอยู่ในมือ เหมือนหลายพรรคการเมืองที่ได้รับบทเรียนเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา
หยุดสร้างวาทกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้นักการเมืองบางคน บางพรรค หยุดสร้างวาทกรรมผูกโยงกับนายกฯ ทักษิณเสียเถิด เพราะนายกฯ ทักษิณก็เป็นเพียงนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยคนหนึ่งเท่านั้น ควรให้ความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่มั่นคงยั่งยืนกว่าตัวบุคคล ซึ่งต่างจากระบอบเผด็จการที่ได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจของประชาชนไปโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความเห็นชอบ&amp;quot; นายนครกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยืนยันจะทำทุกอย่างเพื่อรวบรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 251 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลว่า &amp;nbsp;ความจริงสังคมไทยอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันผู้สูงอายุ วันครอบครัว แต่พรรคการเมืองอย่าง พปชร.กลับหมกมุ่นอยู่แต่กับการทำไอโอปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ไม่ถูกจังหวะเวลา ขนาด กกต.ที่มีหน้าที่รับรอง ส.ส.ยังยื่นถามศาลรัฐธรรมนูญในหลักการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ถูกต้อง &amp;nbsp;แทนที่จะรอการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต.ในวันที่ 9 พ.ค.ว่าแต่ละพรรคมีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร กลับกระเหี้ยนกระหือรือป่าวประกาศจะตั้งรัฐบาล ซึ่งโดยหลักการพรรคอันดับหนึ่งต้องมีสิทธิ์ในการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่พรรคอันดับสองอย่าง พปชร.ประกาศจะทำทุกอย่างเพื่อตั้งรัฐบาลนั้น ไม่รู้ว่าจะมีการใช้อภินิหารทางกฎหมายอีกหรือไม่ ปัญหาเร่งด่วนของประเทศชาติและประชาชนในขณะนี้มีมากมายที่รอฟังวิสัยทัศน์ของทุกพรรคการเมือง รวมถึง พปชร.จะแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปากท้อง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาฝุ่นควันพิษ การลดอุบัติเหตุ ลดการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างไร เอาเวลาไปคิดหาทางออก ไปแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลยังยืดเยื้อออกไปมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติมากขึ้นจนอาจถึงขั้นวิกฤติได้ ภาคเอกชนที่เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนแล้วหลายครั้งว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องล่าช้าออกไปถึงไตรมาสที่ 4 อาจทำให้เศรษฐกิจปี 2562 เติบโตแค่ 3.5% หรืออาจลดลง เพราะเศรษฐกิจของโลกก็อยู่ในภาวะชะลอตัวเช่นกัน แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังยอมรับ หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงต่างชาติ
สัญญาณอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า ทุกความเห็นที่แสดงออกมาล้วนแล้วแต่เป็นการส่งสัญญาณอันตรายจากภาคธุรกิจ หากฝ่ายการเมืองแสวงหาอำนาจโดยไม่เคารพกติกาตามกฎหมาย เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะรุนแรงมากกว่าที่ทุกคนคาดคิด โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกระดับ ทางออกในเรื่องนี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนเส้นผมบังภูเขา แค่ฝ่ายการเมืองยอมรับในกติกา ให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล หากดำเนินการไม่ได้ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคที่ได้ลำดับสอง ลำดับสาม ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากพรรคการเมืองยอมรับในกฎกติกาดังกล่าว ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น หน่วยงานและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็สามารถทำงานได้อย่างอิสระ ยุติธรรม ตรงไปตรงมา เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกติกา เราก็จะได้รัฐบาลที่ตรงกับความต้องการของประชาชนเข้ามาบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจได้โดยเร็ว ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้&amp;quot; นางลดาวัลลิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า แม้ กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว แต่จำนวน ส.ส.ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากการเลือกตั้งได้ถูกออกแบบให้มีบัตรใบเดียว ดังนั้นหากต้องมีการเลือกตั้งซ่อมไม่ว่าจะด้วยการให้ใบเหลือง ส้ม หรือแดงก็ตาม คะแนนเดิมของผู้สมัครทุกคนในเขตที่มีการเลือกตั้งซ่อมจะถูกยกเลิกทั้งหมด เพราะต้องเอาคะแนนจากการเลือกตั้งซ่อมมาคำนวณจำนวน ส.ส.พึงมีใหม่ ซึ่งจะทำให้จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แย่มากขึ้นคือการให้ใบส้มซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดของ กกต. จะทำให้พรรคที่ได้รับใบส้มนั้นถูกตัดออกจากการแข่งขัน ไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมได้ จำนวน ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อจะหายไปทันที ใบส้มคือหมัดเด็ดที่เผด็จการจะใช้ตัดคู่แข่งที่ไม่หนุนฝ่ายตนออกไปจากการแข่งขัน สาธุชนที่ติดตามการทำงานของ กกต.คงพอมองออกว่าพรรคไหนจะได้ใบส้มและพรรคไหนจะอยู่รอดปลอดภัยหรือได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดคือผลพวงที่ฝ่ายเผด็จการสุมหัวกันวางแผนทำขึ้น เริ่มจากการยึดอำนาจจากนั้นเขียนกติกาเพื่ออยู่ต่อ ที่จริงแล้วเผด็จการเหล่านี้ไม่ได้มีสติปัญญาพอที่จะมาออกกฎเกณฑ์เพื่อสืบทอดอำนาจ &amp;nbsp;แต่ก็ได้เนติบริกรทั้งหลายที่ก้มหัวรับใช้ออกแบบกติกาให้จนสร้างความวุ่นวายไม่รู้จบ ประเทศชาติจะยังคงวุ่นวายต่อไปจนกว่าเผด็จการจะได้ครองอำนาจต่อสมตามเจตนารมณ์ที่ออกแบบรัฐธรรมนูญไว้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33719</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นคร มาฉิม, บัญญัติ บรรทัดฐาน, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์, พรรณิการ์ วานิช, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, วัฒนา เมืองสุข, วันมูหะมัดนอร์ มะทา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb4a2e514db9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
