<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลปกครอง มองต่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.64 - นายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ในตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่กำหนดให้การนับอายุความฟ้องคดีปกครอง ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มี.ค. 2544 &amp;nbsp;มาใช้อ้างอิงในคดีสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เข้าข่ายเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ว่า &amp;nbsp;การที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2555 เมื่อ วันที่ 27 พ.ย.2556 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองเป็นการออกระเบียบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 44 แต่มิได้ดำเนินการตามมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 197 วรรคสี่ &amp;nbsp;นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเพียงการชี้ว่า ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ดำเนินการนำมติที่ประชุม เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2556 &amp;nbsp;มาออกเป็นระเบียบตามบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 5 &amp;nbsp;ที่กำหนดว่า บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ &amp;nbsp;และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา44 และมาตรา66 ต้อง ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ &amp;nbsp;ส่วนประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับผลการชี้ขาดแห่งคดี ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น ต้องดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อนว่าประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครอบคลุมไปลึกแค่ไหน &amp;nbsp;เพราะ ที่ผ่านมา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดใช้หลักปฏิบัติเดียวกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาของศาลยุติธรรม &amp;nbsp;เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 &amp;nbsp;มาตรา 68 ที่กำหนดว่า กรณีประธานศาลปกครองสูงสุด เห็นสมควรที่จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใด คดีใด ให้เสนอที่ประชุมใหญ่พิจารณา ซึ่งที่ผ่านมาหากประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคดีนั้นมีปัญหา หรือเป็นคดีสำคัญ หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงก็จะจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่ฯพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนั้น ซึ่งทำกันเกือบทุกเดือน มีเป็นร้อยเรื่อง ไม่ได้มองว่า เป็นระเบียบที่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามมาตรา 5 มาตรา 6 &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ จึงต้องดูว่า มตินี้เป็นระเบียบเพราะอะไร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประวิตร กล่าวย้ำว่า มันไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแบบนี้แล้วมันจะกระทบไปยังคดีเดิม เพราะคดีนั้นศาลพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว &amp;nbsp;ถ้าทุกคนนิ่งก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ศาลวินิจฉัยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้วก็เป็นไปตามนั้น แต่จะไม่นิ่งก็เมื่อคู่กรณีใช้ช่องทางขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 ซึ่งตรงนี้เป็นช่องทางที่เป็นสิทธิของคู่กรณี เมื่อขอมาศาลก็พิจารณา หากเมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยเต็มของศาลรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่า มันเข้าเกณฑ์พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 75 ก็สามารถรับพิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ถ้าดูแล้วไม่เข้าเกณฑ์ ถึงจะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตรงนั้น ก็ต้องยกไม่รับคำขอเหมือนกับคดีที่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96480</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประวิตร บุญเทียม, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605309a01dd02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประธานศาลปกครองสูงสุดประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น &#039;กรรมการตุลาการศาลปกครอง ผู้ทรงคุณวุฒิ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวิตร บุญเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.64 -&amp;nbsp;นายประวิตร บุญเทียม ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ในศาลปกครองสูงสุด โฆษกศาลปกครอง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการดำเนินการเลือกกรรมการ ตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (กรณีเลือกตามวาระ) ได้ดำเนินการเลือก กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (กรณีเลือกตามวาระ) ตามมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยท าการตรวจนับคะแนน เมื่อวันที่๒๕ กุมภาพันธ์๒๕๖๔ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๖ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกอบกับมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๑ ประธานศาลปกครองสูงสุด จึงมีประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิประเภทตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง (๒) (ก) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) นายชาญชยั แสวงศกัดิ์
(๒) นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์
(๓) นายวิษณุ วรัญญู
(๔) นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ
(๕) นายสมชาย เอมโอช
(๖) นายอนุวัฒน์ ธาราแสวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิประเภทตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ตามมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจั้ดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) นายเกียรติภูมิ แสงศศิธร
(๒) นายอิทธิพร จิระพัฒนากุล
(๓) นายไพรชั โตสวสัดิ์
(๔) นายเทอดพงศ์ คงจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการในศาลปกครองตามมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ
(๒) นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโฆษกศาลปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง (๒) หรือ (๓) ดังกล่าว จะอยู่ในต าแหน่งคราวละสองปีนับตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป โดยอาจได้รับเลือกใหม่ได้อีก แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศประธานศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95103</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประวิตร บุญเทียม, โฆษกศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041f402d2d69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองสูงสุดชงชื่อ&#039;บรรจงศักดิ์  วงศ์ปราชญ์&#039;ให้ส.ว.เคาะนั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลังรอบแรกถูกตีตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.2563 - นายประวิตร &amp;nbsp;บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคมได้มีการประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เพื่อคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากในการประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ไม่มีตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่มีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ความยินยอมที่จะไปทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่สามารถคัดเลือกผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีมติให้ลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่จะได้รับการคัดเลือกให้ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นไม่น้อยกว่า 3 ปี ทำให้มีผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการคัดเลือกให้ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มจากเดิมที่มีจำนวน 14 คน เป็น 25 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประวิตรกล่าวต่อว่า ในการประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ปรากฏว่า มีผู้ให้ความยินยอมที่จะไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้มีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด คัดเลือกผู้ที่ให้ความยินยอมดังกล่าว ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสำนักงานศาลปกครองได้ส่งชื่อของผู้ได้รับการคัดเลือกไปยังวุฒิสภา ตามมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจึงต้องดำเนินการคัดเลือกใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ เพื่อเสนอวุฒิสภาตามมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 12 วรรคเก้า แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คน ปรากฏว่า มีผู้ให้ความยินยอมที่จะไปทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน คือ นายบรรจงศักดิ์ &amp;nbsp;วงศ์ปราชญ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้มีมติเป็นเอกฉันท์คัดเลือกนายบรรจงศักดิ์ &amp;nbsp;วงศ์ปราชญ์ ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สำนักงานศาลปกครองจะส่งชื่อของผู้ได้รับการคัดเลือกไปยังวุฒิสภาต่อไป โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ตามมาตรา 204 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประวัติการศึกษาและการรับราชการของนายบรรจงศักดิ์นั้น ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ส่วนประวัติการทำงาน ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองชั้นต้น เมื่อปี พ.ศ.2544 ดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น เมื่อปี พ.ศ.2552 ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อปี พ.ศ.2555 และดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เมื่อปี พ.ศ.2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58842</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะศาลปกครองสูงสุด, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ตุลาการหัวหน้า, บรรจงศักดิ์  วงศ์ปราชญ์, ประวิตร  บุญเทียม, โฆษกศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5f37a2e5b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดับฝันฝ่ายประชาธิปไตย!ศาลปกครองยันไม่เคยวินิฉัยตำแหน่งหัวหน้าคสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62- &amp;nbsp;นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง ตอบคำถามสื่อมวลชนในงานครบรอบ 18 ปี ศาลปกครอง ถึงกรณีคำนิยามเจ้าหน้าที่รัฐจากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้าคสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจจะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ว่า ศาลปกครองมีกฎหมายของตัวเองคือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองจะพิจารณาจะต้องเป็นความหมายเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายศาลปกครองเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นกรณีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองจะไม่รับฟ้อง เพราะไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจศาล เนื่องจากไม่ใช่กรณีการใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครอง โดยนิยามความหมายเจ้าหน้าที่รัฐ มีอยู่ในกฎหมายต่างๆ แล้ว แต่ลักษณะของการใช้อำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่มีการระบุไว้ชัดเจนเพียงประการเดียวว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีลักษณะเป็นอย่างไร จะต้องไปดูตามเหตุของการใช้อำนาจนั้นเช่นรัฐธรรมนูญ หากเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นศาลปกครองก็ไม่อาจตอบแทนได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.อย่างไรก็ตาม หากมีคดีเข้ามาสู่ศาลปกครอง จึงจะมีการวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยมีการฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.นั้น ศาลปกครองเคยวินิจฉัยคำว่าเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีดังกล่าวหรือไม่ นายประวิตร กล่าวว่า มีการฟ้องจริง แต่เป็นกรณีเช่น เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองโดยอาศัยประกาศและคำสั่ง คสช.ที่กำหนดนโยบายในบางเรื่องไว้เป็นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ถูกออกคำสั่งและต้องปฏิบัติก็จะนำมาใช้ เช่น กรณีสถานบันเทิง เช่นนี้จะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐตามนิยามของกฎหมายศาลปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จะเป็นการฟ้องเพิกถอนประกาศและคำสั่ง คสช.โดยตรงนั้น ศาลไม่ได้รับไว้พิจารณาเพราะเป็นการออกประกาศโดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญก็บัญญัติรับรองไว้ ดังนั้นที่ผ่านมา ศาลปกครองจึงไม่ได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับนิยามความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของหัวหน้า คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวชิระ ชอบแต่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต ในฐานะรองโฆษกศาลปกครอง กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ฟ้องเพิกถอนประกาศ คสช. ในคดี 617/2558 ซึ่งเป็นการฟ้องกรณีหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งห้ามบุคคลกลุ่มหนึ่งออกนอกประเทศ ซึ่งศาลปกครองได้วินิจฉัยไปเลยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่ได้วินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ที่เราวินิจฉัยเช่นนั้น เพราะไม่เข้าองค์ประกอบที่ว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายทางปกครอง ซึ่งการเป็นคดีปกครองจะต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจรัฐทางปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเทอดพงศ์ คงจันทร์ ตุลาการศาลปกครองกลาง ในฐานะรองโฆษกศาลปกครอง ตอบคำถามถึงความคืบหน้าคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และนายภูมิ สาระผล ฟ้องต่อศาลปกครองกรณีมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ว่า เนื่องจากคดีดังกล่าวมีมูลค่าทรัพย์ที่ให้ชดใช้เป็นจำนวนที่สูง ขณะที่คู่ความก็ต่อสู้ว่าการออกคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นศาลก็จะต้องพิจารณาถึงอำนาจโดยชอบของการออกคำสั่งที่จะมีผลต่อการชดใช้ค่าเสียหาย จึงต้องใช้ระยะเวลา โดยระหว่างนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งเราต้องเน้นงานที่มีคุณภาพดี ไม่ใช่เร็วแต่เพียงอย่างเดียว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30545</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประวิตร บุญเทียม, ศาลปกครอง, เจ้าหน้าที่รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e21c0b6748.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช.เมินเยียวยาดีแทค ลุ้นศาลปกครองอีกเฮือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กสทช.มีมติ 4 ต่อ 2 ไม่รับเยียวยา &amp;ldquo;ดีแทค&amp;rdquo; คลื่น 850 MHz จะหมดอายุ 15 ก.ย.นี้ ระบุมีลูกค้าไม่ถึงเกณฑ์ ชี้ไม่มีเหตุผลเพียงพอหนีประมูลคลื่น จึงต้องรับกรรม DTAC รอลุ้นศาลปกครองต่อลมหายใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ มีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาทบทวนมติที่ประชุม กสทช. เรื่องมาตรการเยียวยาเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงผลประชุมว่า จำนวนผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ 850 MHz ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่ดีแทคสมควรเข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะเป็นจำนวนผู้ใช้บริการที่ไม่ได้มีมากจริง ประกอบกับ กสทช.ได้แจ้งให้ดีแทคทำการโอนย้ายลูกค้าไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยผู้ใช้บริการเหลืออยู่ 94,625 ราย เป็นผู้ใช้บุคคล 60,000 ราย ผู้ใช้ซิมในอุปกรณ์ 20,000 ราย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ใช้บริการ 60,000 ราย ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่ดีแทคสมควรเข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะเป็นจำนวนผู้ใช้บริการที่ไม่ได้มีมากจริง ประกอบกับ กสทช.ได้แจ้งดีแทคโอนย้ายลูกค้าก่อนหน้านี้แล้ว&amp;quot; นายฐากรย้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากรยังกล่าวถึงเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ กรณีที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องทำระบบป้องกันการรบกวนและตำแหน่งของคลื่นความถี่ที่ย้ายจากคลื่น 850 MHz ไปใช้คลื่น 900 MHz นั้น คณะกรรมการ กสทช.พิจารณาเห็นว่า แม้จะเป็นการผลักภาระให้ผู้ชนะประมูล แต่ กสทช.ได้เข้าไปกำกับดูแลเอง โดยให้หักเงินค่าทำระบบกับ กสทช.ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่ดีแทคจะไม่เข้าประมูล นอกจากนี้ การที่ดีแทคอ้างว่า กสทช.เคยยอมให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้าสู่มาตรการเยียวยาได้ คือบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นเพราะขณะนั้น กสทช.ไม่สามารถจัดประมูลได้ทันก่อนหมดสัญญาสัมปทาน ทำให้ทั้งสองบริษัทได้รับการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีดีแทคนำคลื่น 850 MHz ไปโรมมิ่งให้ลูกค้าบริษัท ไตรเน็ต จำกัด จำนวน 1 ล้านเลขหมายนั้น กสทช.เห็นว่ามาตรการเยียวยาใช้เฉพาะกับลูกค้าดีแทคที่กำลังหมดสัมปทานเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับไตรเน็ต ทำให้ประเด็นนี้ก็ไม่เข้าข่ายการเยียวยาเช่นกัน และเมื่อพิจารณาข้ออ้างดังกล่าวแล้ว ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ดีแทคจะไม่เข้าประมูล บอร์ดจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 2 เสียง ไม่ให้ดีแทคได้รับมาตรการเยียวยา&amp;quot; นายฐากรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า หลังจากนี้ กสทช.จะทำหนังสือถึงดีแทคเพื่อแจ้งมติบอร์ด และให้ดีแทคแจ้งลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ให้โอนย้ายภายในกรอบเวลาสิ้นสุดสัมปทาน แม้การโอนย้ายมีจำนวนการโอนย้ายจำกัดในแต่ละวัน และมีขั้นตอนทางเอกสาร กสทช.ได้ให้ความสำคัญ โดยขอเพียงให้ผู้ที่ต้องการโอนย้ายมาทำเรื่องเป็นเอกสารไว้แล้ว กสทช.จะช่วยดำเนินการเอง
ด้านนายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้รับทราบมติบอร์ด กสทช.มีมติไม่คุ้มครองลูกค้าดีแทคบนคลื่น 850 MHz แล้ว ซึ่งดีแทคได้ยื่นศาลปกครองกลางเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวลูกค้าที่ใช้งานมือถือได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. และขณะนี้เรายังอยู่ในระหว่างรอการพิจารณาของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครองกล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเมื่อได้มติ กสทช.แล้ว ศาลก็จะนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะมีคำสั่งอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องคำฟ้องและคำขอคุ้มครอง ซึ่งในขณะนี้ทางองค์คณะที่พิจารณาก็ยังไม่มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับองค์คณะว่าเมื่อได้รับมติ กสทช.เพิ่มเติมแล้วจะมีคำสั่งอย่างไร รวมทั้งจะเรียกไต่สวนเพิ่มเติม หรือจะวินิจฉัยมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะแจ้งให้คู่ความทราบก่อน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งอะไรออกมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้นดีแทคพบว่า ในการซื้อขายในช่วงเช้าวันที่ 12 ก.ย. ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาปิดที่ 40 บาท ลดลง 3.75 บาท หรือลดลง 8.57% ทำราคาต่ำสุดที่ 39 บาท และราคาสูงสุด 44.75 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 671 ล้านบาท ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างมากนั้น มาจากกรณี กสทช.มีมติไม่เยียวยาดีแทคนั่นเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17437</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ฐากร ตัณฑสิทธิ์, ดีแทค, ประวิตร บุญเทียม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b9925c31cfa4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
