<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประสาร&#039;นั่งประธานบอร์ดตลท.คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการตลท. ได้มีมติเลือกนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลท. คนที่ 17 แทนนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง และเลือกนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการตลท. โดยคณะกรรมการตลท.ชุดปัจจุบันจะมีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี ตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 - 4 กุมภาพันธ์ 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท Engineering in Industrial Engineering and Management จาก Asian Institute of Technology (AIT) และ Master in Business Administration จาก Harvard University สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก Doctor of Business Administration จาก Harvard University สหรัฐอเมริกา นายประสารเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และปัจจุบันนายประสารยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรต่าง ๆ อาทิ ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท บริหารธุรกิจ University of Texas at Austin สหรัฐอเมริกา นายพิเชษฐมีประสบการณ์ทำงานในภาคตลาดทุนมาอย่างยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งสำคัญในภาคตลาดทุน อาทิ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กรรมการ คณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย กรรมการ คณะกรรมการวินัยบุคคลากรในธุรกิจตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มี 11 ท่าน ประกอบด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก 9 ท่าน ได้แก่ นางกุลภัทรา สิโรดม &amp;nbsp;นายธิติ ตันติกุลานันท์ นายนรเชษฐ์ แสงรุจิ &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร &amp;nbsp;นางวรวรรณ ธาราภูมิ &amp;nbsp;นายเสรี นนทสูติ &amp;nbsp;นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย นายอนุชิต อนุชิตานุกูล และนายภากร ปีตธวัชชัย ซึ่งเป็นกรรมการและผู้จัดการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ประธานตลาดหลักทรัพย์คนใหม่, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601cfd6161e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BSF:มาตรการในภาวะไม่ปกติ : ดีที่สุดคือไม่ต้องใช้เงินแบงก์ชาติ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศจะออกพระราชกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตั้งกองทุนเพื่อเข้าไปซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เรียกว่า Corporate Bond Stabilization Fund (BSF) ก็ย่อมจะต้องมีความเห็นที่หลากหลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะจากคนของแบงก์ชาติทั้งเก่าและปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะนี่คือบทบาทที่ธนาคารกลางไม่คุ้นเคย และไม่เคยคิดจะทำในยามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นี่เป็นวิกฤติ และตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมีขนาดใหญ่กว่า 3.6 ล้านล้านบาท หรือกว่า 20% ของ GDP ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ผู้ว่าแบงก์ชาติวิรไท สันติประภพ ต้องยอมรับบท &amp;ldquo;อัศวินขี่ม้าขาว&amp;rdquo; ในภาวะไม่ปกติ...ทั้งที่หากเลือกได้คงไม่อยากสวมบทนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมี &amp;ldquo;จดหมายเปิดผนึก&amp;rdquo; จากอดีตคนสำคัญของแบงก์ชาติ นำโดย ดร.วีรพงษ์ &amp;ldquo;โกร่ง&amp;rdquo; รามางกูร ตั้งคำถามว่าทำไมไม่มอบหน้าที่นี้ให้ธนาคารรัฐทำ ทำไมธนาคารกลางรับมาทำเอง ไม่เสี่ยงที่จะทำให้ถูกมองว่า &amp;ldquo;เอื้อประโยชน์&amp;rdquo; ต่อเอกชนบางรายหรือ? ไม่ทำให้แบงก์ชาติเสียความเป็นมืออาชีพหรือ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลันก็มีความเห็นออกมาสนับสนุนแบงก์ชาติโดยอดีตผู้ว่าฯ อย่างน้อยสามท่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกว่าการที่ ธปท.ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับตลาดผ่านการตั้งกองทุนในลักษณะนี้ อาจจะทำให้ธนาคารกลางไม่ต้องใช้เงินเข้าซื้อหุ้นกู้ด้วยซ้ำไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเมื่อตลาดมีความมั่นใจว่ามีคนดูแลก็กล้าลงทุนต่อ เมื่อมีคนลงทุน ธปท.ก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปรับซื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อเสียงทักท้วงนั้น คุณชายอุ๋ยบอกว่าเท่าที่ติดตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ ก็ไม่ได้คัดค้านการจัดตั้งกองทุน BSF เพียงแต่มองว่าการที่ ธปท.เข้าไปรับซื้อเองอาจไม่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่ต้องเข้าใจว่า ธปท.เองก็เคยลองจัดตั้งกองทุนลักษณะนี้โดยให้ธนาคารรัฐเข้ามาเป็นผู้รับซื้อแล้ว แต่ตลาดยังไม่มีความมั่นใจเท่าไหร่นัก แตกต่างไปจากที่ ธปท.เข้ามาดูแลเองซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจได้มากกว่า&amp;rdquo; อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประเด็น &amp;ldquo;เลือกที่รักมักที่ชัง&amp;rdquo; หรือไม่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณชายอุ๋ยบอกว่า &amp;ldquo;หากเป็นแบงก์กรุงไทย...อาจจะถูกมองว่าเลือกที่รักมักที่ชังมากกว่า เพราะด้วยความที่เป็นธนาคารของรัฐ อยู่ในมือของนักการเมืองซึ่งมีอิทธิพล แต่ถ้าเป็นแบงก์ชาติ นักการเมืองเข้ามามีอิทธิพลไม่ได้ เรื่องเลือกที่รักมักที่ชังจึงหายห่วงได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติอีกคนหนึ่ง ตอบคำถามเรื่องนี้กับสำนักข่าวอิศราที่น่าสนใจว่าอย่างนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลาดตราสารหนี้ของภาคเอกชนทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันตลาดนี้มีขนาด 3.6 ล้านล้านบาท เทียบกับสินเชื่อธุรกิจของระบบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ประมาณ 10.0 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นตลาดที่สำคัญมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาวะที่ตลาดตราสารหนี้ผันผวนภายใต้วิกฤติโควิด คุณประสารบอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าแบงก์ชาติได้ประเมินและพิจารณาแล้วว่า เที่ยวนี้ปัญหามีขนาดใหญ่มากและแบงก์ชาติคงเห็นสัญญาณแล้ว จำเป็นต้องหามาตรการมารองรับให้รวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในทางตรงข้าม หากไม่ทําอะไรเลย หรือทำช้าไม่ทันการณ์ อาจจะเกิดความเสียหายหนักและย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวมของประเทศ จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้ลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นที่กำลังเปราะบางอย่างหนัก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณประสารมองว่า คงต้องคิดต่อไปว่าการที่แบงก์ชาติจำเป็นต้องเข้าไปดูแลเสถียรภาพในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ต้องระวัง เช่นที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของธนาคารกลางในอดีต รวมทั้งอาจจะไม่ใช่ภารกิจที่ธนาคารกลางมีความชำนาญ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณประสารได้สอบถามคนของธนาคารกลางเหมือนกันและได้สรุปว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าทีมงานของแบงก์ชาติรับทราบข้อห่วงใย และเมื่อพิจารณาจากกรอบ พ.ร.ก.นี้ สะท้อนว่าแบงก์ชาติพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรัดกุมและบริหารความเสี่ยงในส่วนที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เช่น จำกัดการใช้อำนาจไว้เฉพาะช่วงวิกฤติโควิดเท่านั้น และจำกัดวงเงินความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งมีการกำหนดเงื่อนไขเชิงคุณภาพของตราสารหนี้ที่กองทุนจะเข้าไปซื้อ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นของความเสี่ยงที่จะถูกมองว่า &amp;ldquo;เลือกปฏิบัติ&amp;rdquo; อดีตผู้ว่าฯ คนนี้บอกว่าก็ต้องอาศัยหลักความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รวมทั้งมีการกำหนดหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติที่ชัดเจน การดำเนินการก็จะมีมืออาชีพเข้ามาช่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีอีกประเด็นหนึ่งว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ธปท. หรือไม่? และเป็นการเปิดช่องให้ทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงบทบาทแบงก์ชาติในอนาคตได้หรือไม่?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณประสารตอบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าแม้ภารกิจที่กำหนดใน พ.ร.ก.จะไม่ใช่งานประจำของแบงก์ชาติ แต่ก็ไม่ขัดและยังสนับสนุนภารกิจหลักด้านการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินในช่วงวิกฤตินี้ และในอนาคต เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ การดำเนินงานต่างๆ ก็ควรเป็นไปตาม พ.ร.บ.แบงก์ชาติ หลักการเดิมยังคงอยู่ครบถ้วน เพราะมิได้มีการแก้ไข&amp;rdquo; มีประเด็นหนึ่งคือการทำมาตรการครั้งนี้ ธปท.ต้องรับภาระแค่ไหน? มีการเอาเงินสำรองมาใช้ทำมาตรการครั้งนี้หรือไม่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมคิดว่า กระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติคงได้ปรึกษาและแบ่งงานกัน โดยหลักการถ้ามีค่าใช้จ่ายชดเชยความเสียหายต้องเป็นรายจ่ายของรัฐบาล ไม่ใช่รายจ่ายของธนาคารกลาง ถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะขอเป็นงบประมาณรายจ่ายหรือกำหนดการชดเชยความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข้อวิจารณ์ว่าแบงก์ชาติไม่ควรพิมพ์เงินหรือนำเงินสำรองมาจุนเจือภาคเอกชน คุณประสารย้ำว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เข้าใจว่าที่แบงก์ชาติทําทั้งหมดนี้คือรักษาความเชื่อมั่นในระบบ ถ้าทำสำเร็จก็อาจจะไม่ต้องใช้เงินแบงก์ชาติเลย แต่ก็ต้องรอบคอบโดยทําความเข้าใจกับกระทรวงการคลังและรัฐบาลว่า ในการดําเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐเพื่อประเทศชาติ หากในท้ายที่สุดเกิดผลกระทบต่อฐานะของแบงก์ชาติ ก็ต้องขอให้กระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในส่วนความเสียหายนั้น เพื่อดํารงฐานะความน่าไว้วางใจของธนาคารกลางเอาไว้ด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจริงบทบาทอย่างนี้สำหรับธนาคารกลางของหลายประเทศก็กำลังเจอกับการท้าทายคล้ายๆ กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณประสารยอมรับว่าในสหรัฐฯ ตั้งแต่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 เส้นแบ่งระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงินบางมาก โดยเฉพาะเวลาที่ประเทศไม่เหลือกระสุนในการดำเนินนโยบายการคลัง (Fiscal Space) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จึงต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ไม่ได้ใช้ในช่วงเวลาปกติ (Unconventional Monetary Policy) ขึ้น ซึ่งมองย้อนหลังเป็นเรื่องจําเป็น มิฉะนั้นเศรษฐกิจเขาจะลงเหว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าดูตัวอย่างที่ Fed ใช้วิธีมอบหมาย (Designate) ให้สถาบันการเงินเอกชนเป็นคนทำให้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าใช้มืออาชีพในตลาดดีกว่าแบงก์ชาติทำเอง แต่ในเมืองไทยต้องระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflicts of interest) ให้ดี&amp;rdquo; คุณประสารสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมฟังหลายๆ ฝ่ายแล้ว สรุปตรงกันว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะให้ดีที่สุด มาตรการ &amp;ldquo;กรณีพิเศษในภาวะไม่ปกติ&amp;rdquo; เช่นนี้ ถ้าทำสำเร็จได้โดยไม่ต้องมากวนเงินแบงก์ชาติดีที่สุด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดอยู่ที่ฝีมือคนแบงก์ชาติปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอดีตและอนาคตล้วนเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63243</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
