<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยันฉีดแอสตร้าเซนเนก้า-ไฟเซอร์ครบ2โดสมีประสิทธิภาพต้านเดลตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลการศึกษาล่าสุดเผยแพร่ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ย้ำว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือไฟเซอร์ ครบ 2 เข็ม มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัสสายพันธุ์เดลตาใกล้เคียงกับการต้านไวรัสแอลฟาที่เคยเป็นสายพันธุ์ระบาดหลักก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดหนักที่สุดทั่วโลกเวลานี้ แทนที่สายพันธุ์แอลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ และมีความกังวลว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพกับไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ยืนยันผลการค้นพบก่อนหน้านี้ของหน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (พีเอชอี) เมื่อเดือนพฤษภาคม เกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยไฟเซอร์-ไบออนเทค และออกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการศึกษาที่เผยแพร่ล่าสุดพบว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 โดสมีประสิทธิภาพ 88% ในการป้องกันการเจ็บป่วยตามอาการจากสายพันธุ์เดลตา เปรียบเทียบกับประสิทธิภาพ 93.7% ต่อไวรัสสายพันธุ์แอลฟา ซึ่งเหมือนกับที่เคยรายงานก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มนั้นมีประสิทธิภาพต้านสายพันธุ์เดลตา 67% เพิ่มขึ้นจากรายงานก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ที่ 60% และวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์แอลฟา 74.5% เทียบกับที่ประเมินไว้เดิมซึ่งอยู่ที่ 66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยของพีเอชอีเขียนไว้ในผลการศึกษาชิ้นนี้ว่า พบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยด้านประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์เดลตา เปรียบเทียบกับสายพันธุ์แอลฟา หลังจากได้รับวัคซีนครบ 2 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อมูลจากอิสราเอลประเมินประสิทธิภาพของไฟเซอร์กับการเจ็บป่วยตามอาหารต่ำกว่านี้ ถึงแม้ว่าการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงยังมีประสิทธิภาพสูงก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ พีเอชอีเคยกล่าวด้วยว่า การฉีดวัคซีนเข็มแรกของทั้งสองชนิดนั้นมีประสิทธิภาพต้านโรคตามอาการจากเดลตาแค่ราว 33% แต่รายงานฉบับสมบูรณ์ของเมื่อวันพุธพบว่า ไซเฟอร์แค่โดสแรกโดสเดียวมีประสิทธิภาพ 36% ส่วนของแอสตร้าเซนเนก้าอยู่ที่ราว 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เขียนรายงานผลการศึกษาฉบับนี้กล่าวว่า การค้นพบว่าประสิทธิภาพจากวัคซีนเข็มเดียวลดลงจากที่เคยประเมินนั้น จะสนับสนุนความพยายามในการเพิ่มการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด 2 โดส ในกลุ่มเสี่ยงภายใต้สภาพการณ์ที่มีการระบาดของเดลตา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110766</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดครบ2โดส, ต้านสายพันธุ์เดลตา, ประสิทธิภาพวัคซีน, วัคซีนโควิด, แอสตร้าเซนเนก้า, ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f96414dca8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039; เผยผลศึกษา &#039;วัคซีนหนึ่งโดส&#039; สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างน้อย 1 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.ค.64- แอสตร้าเซนเนก้า เผยผลการวิเคราะห์ย่อยจากการทดลองใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ในการศึกษากลุ่ม COV001 และ COV002 โดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูง ทั้งจากการเว้นระยะการฉีดวัคซีนโดสแรกและโดสที่สองเป็นระยะเวลากว่า 45 สัปดาห์ และการฉีดวัคซีนโดสที่สามเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดฉบับก่อนตีพิมพ์ในวารสาร เดอะ แลนเซต ระบุว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าหนึ่งโดส มีผลทำให้ระดับแอนติบอดีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเว้นระยะในการฉีดวัคซีนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าโดสแรกและโดสที่สองห่างกันนาน 45 สัปดาห์ มีผลกระตุ้นให้ระดับแอนติบอดีในร่างกายเพิ่มขึ้นถึง 18 เท่า เมื่อมีการอ่านค่าแอนติบอดี 28 วันภายหลังการฉีดวัคซีนโดสที่สอง พบว่าระดับแอนติบอดีจากการเว้นระยะระหว่างวัคซีนโดสแรกและโดสที่สองนาน 45 สัปดาห์ มีสูงกว่าระดับแอนติบอดีจากการเว้นระยะห่างระหว่างโดส 12 สัปดาห์ ถึง 4 เท่า บ่งชี้ว่าการเว้นระยะห่างระหว่างโดสที่นานขึ้นไม่ก่อให้เกิดผลเชิงลบ แต่ช่วยกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า โดสที่สามห่างจากโดสที่สองเป็นระยะเวลา 6 เดือน สามารถกระตุ้นระดับแอนติบอดีให้เพิ่มขึ้นได้ 6 เท่า และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ในร่างกาย โดยยังพบว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าโดสที่สาม มีศักยภาพสูงขึ้นในการป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์อัลฟ่า (B.1.1.7 หรือสายพันธุ์เคนท์), สายพันธุ์เบต้า (B.1.351 หรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้) และสายพันธุ์เดลต้า (B.1.617.2 หรือสายพันธุ์อินเดีย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าโดสที่สองซึ่งเว้นระยะห่างขึ้น และโดสที่สาม พบการเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่ำกว่าการฉีดวัคซีนโดสแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ เซอร์ แอนดริว เจ พอลลาร์ด หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและผู้อำนวยการกลุ่มวัคซีน (Oxford Vaccine Group) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ประเทศที่ยังมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปริมาณน้อยและอาจกำลังกังวลต่อความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนโดสที่สองสำหรับประชาชนในประเทศ จะมั่นใจและลดความกังวลได้ เพราะเราพบว่าแม้จะเว้นระยะห่างจากโดสแรกนานกว่า 10 เดือน วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าโดสที่สองก็สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซอร์ เมเน แพนกาลอส รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ (biopharmaceuticals) กล่าวว่า &amp;ldquo;การค้นพบว่าวัคซีนของเราสามารถกระตุ้นให้เกิดระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและยาวนานมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันในระยะยาว โดยเรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและพันธมิตรทั่วโลกเพื่อประเมินผลจากการค้นพบครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง การทดลองในกลุ่ม COV001 และ COV002 ในครั้งนี้ มีอาสาสมัครอายุ 18-55 ปี ซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว ทั้งที่ได้รับเพียงหนึ่งหรือสองโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือชื่อ Vaxzevria ในสหภาพยุโรป (เดิมเรียก AZD1222) ถูกคิดค้นและพัฒนาร่วมกับโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและบริษัท วัคซีเทค ซึ่งก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัสซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซีที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงและไม่สามารถแบ่งตัวได้ โดยหลังจากฉีดวัคซีนเซลส์ในร่างกายมนุษย์จะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในกรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ในกว่า 80 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีปทั่วโลก ตามเกณฑ์การให้วัคซีนสองโดสแรกห่างกัน 4-12 สัปดาห์สำหรับกลุ่มผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งนี้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ากว่า 600 ล้านโดสได้ถูกส่งมอบให้แก่กว่า 170 ประเทศทั่วโลก รวมถึงกว่า 100 ประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อและจัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ โดยในสหราชอาณาจักร โดยเป็นที่รู้จักกันในชื่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษากลุ่ม COV001 จากการวิจัยในระยะที่หนึ่งและสองในกลุ่มควบคุมแบบสุ่มแบบอำพรางฝ่ายเดียว เพื่อประเมินวัคซีน AZD1222 ในด้านความปลอดภัย ความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน และประสิทธิผล ซึ่งมีจำนวนอาสาสมัครจำนวน 1,077 รายจากศูนย์ทดลอง 5 แห่งในสหราชอาณาจักร โดยอยู่ในกลุ่มอายุ 18-55 ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรง กลุ่มอาสาสมัครสุ่มได้รับวัคซีน AZD1222 จำนวนหนึ่งหรือสองโดส ซึ่งมีปริมาณอนุภาคไวรัสที่ 5x1010 หรือวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น MenACWY หนึ่งโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการนำตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครไปตรวจในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่วันแรก วันที่ 28 วันที่ 184 และวันที่ 364 เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและการสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้อาสาสมัครซึ่งสมัครเข้าร่วมการทดลองระยะที่หนึ่งและอยู่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนสองโดสได้รับการตรวจสอบในวันที่ 3 วันที่ 7 วันที่ 14 และวันที่ 28 หลังจากได้รับวัคซีนแต่ละโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษากลุ่ม COV002 จากการวิจัยในระยะที่สองและสามในกลุ่มควบคุมแบบสุ่มแบบอำพรางฝ่ายเดียวจากศูนย์วิจัยหลายแห่งเพื่อประเมินวัคซีน AZD1222 ในด้านความปลอดภัย ประสิทธิผลและความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีอาสาสมัครจำนวน 12,390 ราย ในสหราชอาณาจักรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ประกอบด้วยผู้มีสุขภาพแข็งแรงและอาสาสมัครที่โรคประจำตัวซึ่งยังควบคุมอาการได้ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัส SARS-C0V-2 มากกว่าบุคคลทั่วไป กลุ่มอาสาสมัครสุ่มได้รับวัคซีน AZD1222 หนึ่งหรือสองโดส &amp;nbsp;จากการฉีดเข้ากล้ามเนื้อซึ่งมีปริมาณอนุภาคไวรัสเทียบเท่ากับครึ่งโดส (มีจำนวนอนุภาคไวรัสที่ ~2.5 x 10) หรือ เต็มโดส(มีจำนวนไวรัสที่ ~5 x 10&amp;nbsp;) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น MenACWY&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการนำตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครไปตรวจในช่วงเวลาต่างๆ เป็นเวลา 1 ปีหลังการฉีดวัคซีนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและการสร้างภูมิคุ้มกัน อาสาสมัครที่แสดงอาการใกล้เคียงกับการติดเชื้อจะต้องตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยเทคนิค PCR นอกจากนั้นยังมีการเก็บเชื้อในโพรงจมูกไปตรวจสอบทุกอาทิตย์เพื่อตรวจการติดเชื้อและเก็บข้อมูลด้านประสิทธิผลของวัคซีน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108267</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, ประสิทธิภาพวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d964f552f84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 07:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;ชี้ประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อนำมาใช้จริงจะน้อยกว่าในการศึกษาวิจัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ม.ค.64 - นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
โควิด 19 วัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีน
ประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อนำไปใช้จริง ประสิทธิภาพจะต่ำกว่าข้อมูลจากการศึกษาในการวิจัย
ทั้งนี้เพราะการใช้ในภาคสนาม มีตัวแปรอื่นๆอีกมากมาย
เราจะเห็นได้จากประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ถ้าเราดูตามที่บริษัทบอก&amp;nbsp; จะมีประสิทธิภาพสูงมาก&amp;nbsp; แต่ในการใช้จริง จะต่ำกว่าที่เขียนไว้ในฉลากยาอย่างแน่นอน
ในทำนองเดียวกัน การศึกษาประสิทธิภาพวัคซีนของไวรัสตับอักเสบ บี ที่ผมทำการศึกษาในอดีต
ในการศึกษาวิจัยจะมีประสิทธิภาพสูงมาก สูงถึงร้อยละ 94-95
แต่เมื่อนำไปใช้จริงในประชากรหมู่มาก หรือให้กับทารกทุกคน ประสิทธิภาพโดยรวมจะลดลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ 80 ต้นๆ
ทำนองเดียวกัน ประสิทธิภาพของวัคซีน covid19 ที่มีการศึกษากันมาก มีสูงสุดถึงร้อยละ 95 แต่เมื่อนำมาใช้จริงประสิทธิภาพจะน้อยกว่าในการศึกษาวิจัย การใช้ภาคสนามยังมีตัวแปรอื่นๆที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้
ในขณะนี้คงต้องรอดูประสิทธิภาพวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ที่ให้กับคนหมู่มากในประเทศอิสราเอลเพราะให้ไปแล้วมากกว่า 30% ของประชากร
และในทำนองเดียวกันคงต้องรอดูประสิทธิภาพ ของวัคซีนจีน Sinopharm ที่ให้ในประชากรประเทศ UAE ที่ให้ไปมากกว่าร้อยละ 20 แล้ว&amp;nbsp; คงจะเห็นผล ประสิทธิภาพในชีวิตจริง และ จะมีรายงานออกมาในเร็วๆนี้
ดังนั้นเราจะไม่รอความหวังจากวัคซีนอย่างเดียว ถึงแม้จะมีการให้วัคซีน&amp;nbsp; มาตรการอย่างอื่นในการควบคุมโรคยังจะต้องเป็นเหมือนเดิมในปีนี้ ใส่หน้ากาก ล้างมือ และ กำหนดระยะห่างของบุคคล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90618</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ประสิทธิภาพวัคซีน, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f031ccceeb72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
