<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนประหาร ผอ.กอล์ฟฆ่าชิงทอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต &amp;ldquo;ผอ.กอล์ฟ&amp;rdquo; ฆ่า 3 ศพชิงทองในห้างลพบุรี ไม่สมควรลดโทษ รับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ระบุจำเลยไม่ยำเกรง กม. เป็นการกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม กระทบความสงบเรียบร้อยสังคม &amp;nbsp;
วันที่ 20 ก.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;คดีหมายเลขดำที่ อ.300/2564 ในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ที่พนักงานอัยการคดีอาญา และบริษัท ออโรร่า ดีไซน์ พร้อมด้วยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายอีก 10 ราย เป็นโจทก์ร่วมฟ้องนายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือกอล์ฟ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ, พยายามฆ่าผู้อื่นฯ, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนฯ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน กรณีก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่าในห้างสรรพสินค้าที่ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ส.ค.64 ว่าจำเลยมีความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) ประกอบมาตรา 60, 289 (6) ประกอบมาตรา 80, 289 (7), 339 วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคท้ายประกอบมาตรา 340 ตรี, 371, 376, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน, ฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน, ฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 ปี, ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการหรือเพิ่มความสะดวกในการจะกระทำผิดให้ประหารชีวิต, ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต, ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ให้ประหารชีวิต และปรับ 1,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย และปรับ 1,000 บาท ริบของกลาง อาวุธปืนและเครื่องกระสุน หมวกโม่งคลุมศีรษะสีดำ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า เสื้อยืด โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้กระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 1.8 แสนบาท, ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 9.9 หมื่นบาท, ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1.3 แสนบาท, ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 2.2 ล้านบาท, ผู้ร้องที่ 5 จำนวน 7.5 แสนบาท ผู้ร้องที่ 6, 7 และ 8 จำนวน 2.25 ล้านบาท, ผู้ร้องที่ 9 และ 10 จำนวน 7.5 แสนบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือเเล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือไม่ เห็นว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมกรณีมาสืบให้รับฟังได้อย่างมั่นคงว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและผู้เสียหายที่ 1-3 และที่ 5 และชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมแล้วหลบหนีไปดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งจำเลยมิได้ลุแก่โทษเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานและสารภาพความผิด แต่ได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงเพื่อขอออกหมายจับจำเลย จนกระทั่งจับจำเลยได้ ซึ่งลำพังแต่พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาก็เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้แล้ว ฉะนั้น การที่จำเลยรับสารภาพเป็นเพราะเกิดจากจำนนต่อหลักฐาน และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ... ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ... &amp;nbsp;เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด เพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่ การที่จำเลยชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และฆ่าผู้อื่น เพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ลักษณะของการกระทำความผิดจึงเป็นไปโดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณ ไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แม้จำเลยชดใช้ความเสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายสำนึกผิด หรือมีคุณความดีดังที่อุทธรณ์ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะสมควรใช้ดุลยพินิจลดโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยโดยไม่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.แพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่ง ป.แพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน ดังนั้น ในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับคือ วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปนั้น จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่ (ผู้ร้องทั้งสิบ ในอัตราตาม ป.แพ่งและพาณิชย์ ม.224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.แพ่งและพาณิชย์ 2564 มาตรา 7 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระค่าสินไหมทดแทนเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110474</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิงทองในห้างลพบุรี, ประหารชีวิต, ผอ.กอล์ฟ, พิพากษายืนให้ประหารชีวิต, ศาลอุทธรณ์พิพากษา, ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ให้ประหารชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6767a51179.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนโทษประหาร &#039;ผอ.กอล์ฟ&#039; กราดยิง 3 ศพ ชิงทองลพบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 - ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.300/2564 ในส่วนคดีอาญาเเละคดีเเพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ที่พนักงานอัยการคดีอาญา เเละบริษัทออโรร่า ดีไซน์ พร้อมด้วยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายอีก 10 ราย เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ กอล์ฟ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ, พยายามฆ่าผู้อื่นฯ, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนฯ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน กรณีก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ร้านทองออโรร่า ในห้างสรรพสินค้าที่ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ส.ค.64 ว่าจำเลยมีความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) ประกอบมาตรา 60, 289 (6) ประกอบมาตรา 80, 289 (7),339 วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคท้ายประกอบ มาตรา 340 ตรี,371,376 ,พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน,ฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน , ฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน โดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 ปี ,ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการหรือเพิ่มความสะดวกในการจะกระทำผิดให้ประหารชีวิต,ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต,ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะ ให้ประหารชีวิต และปรับ 1,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลย และปรับ 1,000 บาท ริบของกลาง อาวุธปืนและเครื่องกระสุน หมวกโม่งคลุมศีรษะสีดำ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า เสื้อยืด โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ใช้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 1.8 แสนบาท &amp;nbsp;,ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 9.9 หมื่นบาท , ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1.3 แสนบาท, ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 2.2 ล้านบาท, ผู้ร้องที่ 5 จำนวน 7.5 แสนบาท ผู้ร้องที่ 6,7 และ8 จำนวน 2.25 ล้านบาท,ผู้ร้องที่ 9 และ 10 จำนวน 7.5 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือเเล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หรือไม่ เห็นว่าโจทก์ และโจทก์ร่วมมีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และพยานแวดล้อมกรณีมาสืบให้รับฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามและผู้เสียหายที่ 1-3 และที่ 5 และชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมแล้วหลบหนีไปดังที่วินิจฉัยมาแล้วทั้งจำเลยมิได้ลุแก่โทษเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงาน เเละสารภาพความผิด แต่ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง เพื่อขอออกหมายจับจำเลย จนกระทั่งจับจำเลยได้ซึ่งลำพัง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์ และโจทก์ร่วมนำสืบมาก็เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้แล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยรับสารภาพเป็นเพราะเกิดจากจำนนต่อหลักฐาน และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ที่บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ .... ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ... &amp;nbsp;เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไปหาใช่บทบังคับที่จะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด เพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จำเลยชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และรับอันตรายสาหัสฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิด แต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ลักษณะของการกระทำความผิดจึงเป็นไปโดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยชดใช้ความเสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายสำนึกผิดหรือมีคุณความดีดังที่อุทธรณ์ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะสมควรใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยโดยไม่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากที่เเก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพ.ร.ก..แก้ไขเพิ่มเติมป.แพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งป.แพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนดังนั้นในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับคือวันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปนั้น จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่ (ผู้ร้องทั้งสิบ ในอัตราตามป.แพ่งและพาณิชย์ม. 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ตามพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมป.แพ่งและพาณิชย์ 2564 &amp;nbsp;มาตรา 7 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับ แต่วันที่ 11 &amp;nbsp;เม.ย.2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระค่าสินไหมทดแทนเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสิบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110429</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าชิงทรัพย์, ครูกอล์ฟ, ประสิทธิชัย เขาแก้ว, ประหารชีวิต, ผอ.กอล์ฟ, ศาลอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6767a51179.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาพิพากษายืนประหาร &#039;บังฟัต&#039; พร้อมพวกอีก 6 คน คดีฆ่าโหดยกครัว 8 ศพที่กระบี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากคดี นายซูริก์ฟัต หรือบังฟัต บ้านนบวงศ์สกุล อายุ 41 ปี พร้อมกับพวกรวม 8 คน ร่วมกันก่อเหตุสังหารโหดนายวรยุทธ หรือผู้ใหญ่บัติ สังหลัง อายุ 46 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พร้อมครอบครัวและญาติๆรวม 8 ศพ เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก เมื่อวันที่ 9 ต่อเนื่องวันที่ 10 มี.ค.60 คดีดังกล่าวสร้างความสะเทือนขวัญแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเกิดเหตุได้ 5 วัน ทางจนท.ตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ทั้ง 8 คนประกอบด้วย นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์กุล หรือ บังฟัต อายุ 41 ปี นายคมสรรค์ เวียงนนท์ (ม่อน) อายุ 36 ปี นายอับดุลเลาะ ดอเลาะ (เลาะห์) อายุ 30 ปี นายอรุณ ทองคำ (กี้ร์) อายุ 29 ปี นายประจักษ์ บุญทอย (จักร์) อายุ 36 ปี นายธนชัย จำนอง (โกบ) อายุ 41 ปี นายธวัฒชัย บุญคง (ชัย) อายุ 37 ปี และ น.ส.ชลิดา สังข์โชติ อายุ 41 ปี ภรรยานายชูริก์ฟัต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค.62 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-7 โดยศาลให้ความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 7 คน เป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น ชดใช้ค่าเสียหายให้กับญาติผู้เสียชีวิตทุกคน ทนายจำเลยจึงได้ยื่นฏีกา ส่วนจำเลยที่ 8 คือ น.ส.ชลิดา สังข์โชติ ภรรยานายชูริก์ฟัต ถูกตัดสินจำคุก 12 เดือน&amp;nbsp;และได้รับโทษครบกำหนดไปก่อนหน้านี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8&amp;nbsp;ศาลจังหวัดกระบี่ ได้อ่านคำพิพากษาศาลฏีกา&amp;nbsp;ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากศาลจังหวัดกระบี่ไปยังจำเลย 7 คนที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช โดยในวันนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดกระบี่ด้วย แต่ศาลไม่ได้อนุญาตให้เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณาคดี โดยศาลได้นัดแยกให้มาฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายนนี้ จึงต้องรอติดตามผลด้านนอกอาคารศาลจังหวัดกระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการพิจารณาคดี ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 7 คนสร้างความพึงพอใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังทราบผลพิพากษาของศาลฏีกา นางอาส้า บุตรเติบ แม่ยายของผู้ใหญ่บัติ&amp;nbsp;กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษา ขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรมต่อครอบครัว เนื่องจากตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมาทางครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักทั้งจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปทั้งหมดถึง 8 คนและยังต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เกิดจากการที่บังฟัต นำบ้านหลังที่เกิดเหตุและบ้านของพ่อตา ไปจำนองไว้กับธนาคาร จนกระทั่งทำให้บ้านทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวถูกธนาคารยึด&amp;nbsp;ทำให้คนในครอบต่างวิตกกังวลว่าจะไม่มีที่อาศัย&amp;nbsp;จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเกรียงศักดิ์ สารภี ทนายความของนายซริก์ฟัต และพวก กล่าวว่า หลังศาลฏีกามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 7 คน ก็ได้ปรึกษากับทางญาติจำเลย เพื่อหาทางยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษฯ ภายในเวลาระยะ 60 วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96489</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกระบี่, บังฟัต, ประหารชีวิต, ศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6053148468251.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประหารสถานเดียว! &#039;2 ลูกชายเล่าต๋า&#039; ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.64 - ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ย.2613/2562 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายปรีชา แสนลี่, นายอำนาจ แสนลี่ (ทั้งสองเป็นลูกชายนายเล่าต๋า แสนลี่ นักค้ายาเสพติดระดับชาติ), นายสมเจต แสนฟู่, นายปริญญา หรือหนึ่ง หมื่นอภัย, น.ส.ศิริวรรณ วงค์สา, นายศุภกร ภารสวัสดิ์, นายนัฐพงษ์ หมื่นอภัย และ นายเชาวสิทธิ์ แก้วกองมา เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 12 พ.ค. 2561 - 11 พ.ค. 2562 พวกจำเลยได้ร่วมกันมีเฮโรอีน ไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ที่บรรจุในถุงและหลอด น้ำหนักรวม 12 กก.เศษ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันฟอกเงิน โดยมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำจัดหายาเสพติด ลำเลียงส่งจำหน่ายจากพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ไปที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โดยมีจำเลยที่ 6-8 ให้ความช่วยเหลือ เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับเงิน-โอนเงินจากการค้ายาเสพติด เพื่อการฟอกเงินโดยนำไปซื้อบ้าน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ ที่ดิน &amp;nbsp;สัตว์เลี้ยงและอื่นๆ รวม 220 รายการ มูลประมาณ 200 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. 2562 เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมพวกจำเลยได้ พร้อมยึดของกลางจำนวนมาก ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1-5, 7-8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดมาจากเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว รับฟังได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1-3 และ 6 เป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อจากพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งเส้นทางการเงินในบัญชีและพยานคนสนิทให้การ ส่วนที่จำเลยที่ 4-5,7 นำสืบทำนองว่า รายได้ที่เข้ามาในบัญชีเป็นรายได้จากอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ขายวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างขายปูนและรายได้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดวรรณศิริ 1985 (วัสดุก่อสร้าง) รวมถึงบิดามารดาของจำเลยมีรายได้ สามารถให้จำเลยที่ 4 ยืมเงิน และจำเลยที่ 4 โอนเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ทางนำสืบของจำเลย 4, 5, 7, 8 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และจำเลยที่ 2-8 มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฟอกเงินพ.ศ.2542 &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยที่ 2-8 &amp;nbsp;เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้มีการกระทำความผิด เพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 5-8 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกันกับตัวการให้ลงโทษประหารชีวิต และตามฟ้องจำเลยที่ 1, 4, 5 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2-8 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกันกับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 6-8 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษคนละหนึ่งในสาม ฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คงจำคุก จำเลยที่ 6-8 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฟอกเงินคงจำคุกจำเลยที่ 6-8 คนละ 16 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2-5 ประหารชีวิต และลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 5-8 ตามฟ้องในข้อหาสมคบกันทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วจึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมาเรียงกระทงลงโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) คงประหารชีวิตจำเลยที่ 1-5 สถานเดียว และจำเลยที่ 6-8 ให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93351</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักค้ายา, ประหารชีวิต, ลูกชายเล่าต๋า, เล่าต๋า แสนลี่, เฮโรอีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602ce57dc2130.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งประหารชีวิต บรรยินฆ่าชูวงษ์ หลักฐานมัดแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหากาพย์เพื่อนฆ่าเพื่อน ศาลสั่งประหารชีวิต &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; คดีสังหาร &amp;quot;เสี่ยชูวงษ์&amp;quot; บรรยายพยานหลักฐานยิบ ชี้ถูกตีด้วยของแข็ง ไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ ปกปิดปมปลอมเอกสารโอนหุ้น ด้าน &amp;quot;พี่สาวชูวงษ์&amp;quot; พอใจคำพิพากษา คุ้มค่ากับที่รอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ศาลอาญาพระโขนง ถ.สรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 4915/2559 ที่นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศ กับพวก และพนักงานอัยการ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2558 นายชูวงษ์ อายุ 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์หรูยี่ห้อเลกซัสสีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กทม. ชนต้นไม้ มี พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย เป็นคนขับ มีนายชูวงษ์นั่งข้างๆ โดยชนต้นไม้ริม ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เป็นเหตุให้นายชูวงษ์ถึงแก่ความตาย ซึ่งโจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆาตกรรมอำพรางนายชูวงษ์ แต่ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ให้การปฏิเสธอ้างเป็นอุบัติเหตุ เหตุเกิดที่ ต.บางโฉลง กับ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และแขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องเกี่ยวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอ่านคำพิพากษาให้ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ฟังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังตัวจำเลยที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งจำเลยถูกจำคุกในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์และคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา ขณะที่บรรยากาศในวันนี้ มีนางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์, อัยการและทนายความโจทก์, นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยา และนายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ ลูกชายของ พ.ต.ท.บรรยิน พร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาล โดยศาลอนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพภายในห้องพิจารณาคดีก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสร็จสิ้นในเวลา 12.00 น. โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงบริเวณใกล้กับจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้พบว่า จำเลยใช้ช่องทางเดินรถที่ 1 จากซ้ายและขับรถที่ความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งห้ายังมีกลุ่มพยานผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการทดสอบการขับรถเบิกความยืนยันว่า จากการทดสอบพบว่าจำเลยใช้ความเร็วรถขณะชนทางเท้าและปะทะกับต้นไม้ที่ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเชื่อว่าขณะที่จำเลยหักเลี้ยวรถไปทางซ้ายและชนกับทางเท้าจำเลยใช้ความเร็วรถประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ พยานกลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนำสืบว่า เมื่อไปถึงจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้ ผู้ตายไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ไม่สามารถปั๊มหัวใจจนกลับมามีสัญญาณชีพได้ และม่านตาขยาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยานกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำสืบว่า จากการชันสูตรศพผู้ตาย พบบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายพื้นที่ 8?6 เซนติเมตร บาดแผลถลอกบริเวณคาง กระดูกคอข้อที่ 6 และ 7 หัก และพบเศษเนื้อสัตว์และผักเต็มกระเพาะอาหาร และระบุสาเหตุการตายว่า เลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน สมองบวม จากการกระทบกระแทกของแข็ง ทั้งยังมีพยานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการขับรถเบิกความว่า รถยนต์คันเกิดเหตุมีเบาะรองศีรษะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่น่าส่งผลให้กระดูกคอข้อที่ 6 และ 7 หัก และมีความเห็นทำนองว่าสภาพบาดแผลที่พบอันเป็นสาเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่สอดคล้องกับลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่ตรวจพบเศษอาหารเต็มกระเพาะอาหารของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง เมื่อจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลา 20.11 น. และเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. จึงเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จึงเชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนที่จะเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ และบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายของผู้ตาย กระดูกต้นคอผู้ตายข้อที่ 6 และ 7 หัก และรอยถลอกใต้คางของผู้ตาย ไม่ได้เกิดจากการที่รถยนต์ชนต้นไม้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจทก์ทั้งห้ายังมีพยานกลุ่มพนักงานสืบสวนสอบสวนเบิกความอีกว่า จำเลยร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ทราบชื่อและจำนวนที่แน่นอนวางแผนฆ่าผู้ตาย โดยสร้างเรื่องราวว่าในวันเกิดเหตุผู้ตายมีนัดเล่นกอล์ฟกับจำเลยและผู้ใหญ่ที่ผู้ตายเคารพนับถือไว้ ผู้ตายจึงจำต้องไปเล่นกอล์ฟด้วยโดยไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากนั้นวางแผนอ้างว่าจะขับรถพาผู้ตายไปส่งที่บ้าน แต่กลับใช้โอกาสดังกล่าวร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย โดยใช้อาวุธที่เป็นวัตถุของแข็งไม่มีคมตีผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ บริเวณสถานที่ใดที่หนึ่งใน ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจุดที่ปรากฏข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยจากเสาส่งสัญญาณบางโฉลงใน 1 และเสาซอยรัตนราช ที่ห่างกันเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากสนามกอล์ฟประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเวลานานถึง 37 นาที และอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ตรงบริเวณ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 50 และซอย 48 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการร่วมกันกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ จำเลยกระทำความผิดด้วยความโลภอยากได้ในทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นอย่างมาก โดยอาศัยโอกาสและความไว้เนื้อเชื่อใจในความเป็นเพื่อนสนิทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และคบคิดกับพวกด้วยการวางแผนและลงมือฆ่าผู้ตาย จากนั้นปกปิดการกระทำโดยสร้างเรื่องและอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี ก็มิได้รู้สำนึกในการกระทำของตนและบรรเทาผลร้ายแต่อย่างใด แต่กลับปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ทั้งจำเลยยังเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงควรต้องมีสำนึกและความรู้ผิดชอบชั่วดี แต่จำเลยกลับกระทำความผิดโดยมิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ส่วนที่โจทก์ที่ 5 มีคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.636/2563 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (คดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์) และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.69/2563 ของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (คดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา) นั้น เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเสร็จสิ้นฟังคำพิพากษา นางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจกับคำตัดสินของศาล คุ้มค่ากับระยะเวลาที่รอมานาน ขอบคุณองค์คณะผู้พิพากษาที่ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ประหารชีวิต, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ศาลสั่งประหารชีวิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600832c66c3d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประหาร &#039;บรรยิน&#039; พร้อมลูกน้องคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210, ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ถูกแยกคุมขังเรือนจำกลางบางขวาง ภายหลังจากมีข่าววางแผนเพื่อหลบหนีออกจากเรือนจำและจับตัวประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่ต่อมา พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2, 4, 5 ถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพ (จำเลยที่ 2 ให้การภาคเสธโดยรับสารภาพบางประเด็น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 จากเรือนจำมารับฟังคำพิพากษา ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาซึ่งมีรายละเอียดความยาวนานประมาณ 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความ พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่น ลงโทษบทหนักสุดให้ประหารชีวิต ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองสถานเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานัส จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนนายชาติชาย จำเลยที่ 4 และนายประชาวิทย์ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด จำเลยที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันสนับสนุนให้มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;///////&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86916</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน ตั้งภากรณ์, ประหารชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกตลอดชีวิต! หนุ่มหึงโหดยิงแฟนเก่าดับคาคลินิกกลางห้างดัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค. 63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1211/2563 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายดนุสรณ์ หรือเจ นุ่มเจริญ อายุ 28 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร ซึ่งก่อเหตุยิงอดีตแฟนสาว เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือในที่ชุมนุมชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 288, 289, 371, 376 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 18 ก.พ. 2563 ตำรวจ สน.พญาไท ได้รับแจ้งเหตุว่ามีเหตุการณ์ยิงกันที่คลินิกดิไอคอน คลินิกเวชกรรม จึงเดินทางไปตรวจสอบพบ น.ส.ปิยานุช ฉัตรไทย ถูกยิงที่บริเวณศีรษะ คอ และลำตัว จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าขณะที่ น.ส.ปิยานุช กำลังนั่งทำงานอยู่ที่เก้าอี้เคาน์เตอร์ของคลินิกดังกล่าว นายดนุสรณ์ จำเลย (อดีตแฟน) เดินเข้าไปด้านหน้า พร้อมกับล้วงเอาอาวุธปืนพกสั้นแบบออโตเมติก ยี่ห้อโคลท์ ขนาด .45 มม. ที่ซุกซ่อนอยู่ ออกมาจ่อยิง น.ส.ปิยานุช จำนวน 2-3 นัดจนล้มลง จากนั้นนายดนุสรณ์ได้เดินเข้าไปจ่อยิงซ้ำอีก 4-5 นัด เป็นเหตุให้กระสุนปืน ถูกบริเวณศีรษะ คอ และลำตัวหลายแห่งจนถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังพลาดไปถูก น.ส.วิลาสินี ที่ปั่น พนักงานคลินิกอีกราย ซึ่งนั่งข้างๆ ผู้ตายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วหลบหนีไปต่างจังหวัด เหตุเกิดที่ ห้างเซ็นจูรี่ มูฟวี่ พลาซ่า ถ.พญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. โดยจำเลยให้การรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายดนุสรณ์ จำเลยซึ่งไม่ได้รับการประกันตัว จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์มี น.ส.วิลาสินี ที่ปั่น พนักงานคลินิกดังกล่าว เบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า วันเกิดเหตุจำเลยใส่สูทสีดำ พกพาอาวุธปืนเดินเข้ามาที่คลินิกแล้วยิงปืน 2 นัด ตนเองตกใจกลัวจึงรีบหมอบลงข้างเคาน์เตอร์ จากนั้นคนร้ายจึงยิงปืนอีก 3-4 นัด ซึ่งตนเองถูกยิงเข้าที่บริเวณข้อมือได้รับบาดเจ็บด้วย จากนั้นคนร้ายได้วิ่งหลบหนีไป โดยตนเองสามารถจดจำจำเลยได้เพราะผู้ตายเคยเล่าให้ฟังว่าทะเลาะวิวาทกันกับอดีตแฟน ขณะที่พนักงานคลินิกดังกล่าวอีกราย เบิกความว่า ขณะกำลังเดินออกมาจากห้องยาของคลินิก ได้ยินเสียงปืนและเสียงคนร้องจึงหันไปมองเห็นคนร้ายเดินอ้อมเคาน์เตอร์แล้วยิง น.ส.ปิยานุช ผู้เสียชีวิต เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองรายเบิกความไปตามความจริงและต่างเบิกความสอดคล้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เบิกความว่า ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่ห้างเซ็นจูรี่ฯ จึงเดินทางไปตรวจสอบเห็นคนกำลังช่วยกันปั้มหัวใจ น.ส.ปิยานุช ที่ถูกยิง เสียชีวิตในเวลาต่อมา และมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ส่วนเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานแล้ว พบว่า น.ส.ปิยานุช เสียชีวิตจากกระสุนปืนยิงเข้าที่บริเวณลำคอ และยังมีพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ รวมทั้งบันทึกวิดีโอเคลื่อนไหว ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ พยานหลักฐานทั้งหมดเชื่อว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เนื่องจากอ้างว่าโกรธเคืองและหึงหวงอดีตแฟนสาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต, ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครองครองฯ จำคุก 1 ปี, พาอาวุธปืนไปในเมืองฯ จำคุก 2 ปี รวมโทษทั้งหมดแล้วให้ประหารชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต และให้ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่บิดาผู้ตาย จำนวน 171,600 บาท ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่มารดาผู้ตาย จำนวน 249,600 บาท และค่าปลงศพอีก 1 แสนบาทด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86164</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำคุกตลอดชีวิต, ประหารชีวิต, ยิงแฟนสาว, ศาลอาญา, หนุ่มสมุทรสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcdab2290eee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
