<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2019 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนยืนยันไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนทรงยืนยันว่า บรูไนจะไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตชายรักร่วมเพศและการคบชู้ภายหลังโดนทั่วโลกต่อต้านหนัก ขณะนักวิจารณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายชะรีอะฮ์ที่รุนแรงทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายหลักอิสลามฉบับใหม่ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว บัญญัติโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินในความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายและการคบชู้ นอกจากนี้ยังกำหนดบทลงโทษตัดมือตัดเท้าในคดีลักทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของบรูไนทำให้กลุ่มสิทธิ, รัฐบาลหลายประเทศ และองค์การสหประชาชาติประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และบรรดาคนดังนำโดย จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงฮอลลีวู้ด รณรงค์ให้บอยคอตโรงแรมที่บรูไนเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพระราชดำรัสถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันอาทิตย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ มีรับสั่งเกี่ยวกับบทลงโทษรุนแรงดังกล่าวว่ามีคำถามและมีการรับรู้ที่ผิดมากมายเกี่ยวกับกฎหมายชะรีอะฮ์ ทั้งกฎหมายจารีตประเพณีและกฎหมายชะรีอะฮ์มีเจตนาเพื่อรักษาสันติสุขและความกลมเกลียวของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูไนมีบทลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงบางประเภท อาทิ การฆาตกรรมและยาเสพติด ด้วยวิธีการแขวนคอตามกฎหมายอาญาทั่วไป ซึ่งบังคับใช้เคียงคู่กับชะรีอะฮ์ แต่บรูไนก็ไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระราชาธิบดีตรัสว่า ในทางทฤษฎี บรูไนระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายจารีตประเพณี และการระงับการบังคับใช้บทลงโทษนี้ก็จะถูกนำมาปฏิบัติกับคดีภายใต้หลักชะรีอะฮ์ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นกลุ่มสิทธิต่างกล่าวกันว่า คำประกาศระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายอิสลามของบรูไนนั้นยังไม่เพียงพอ แมทธิว วูลฟี ผู้ก่อตั้งกลุ่มเดอะบรูไนโปรเจ็กต์ กล่าวกับเอเอฟพีว่า คำประกาศนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด และไม่ได้คลายความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนลงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โทษปาหินประหารชีวิตนั้นเป็นโทษสูงสุดที่กำหนดใช้กับพฤติกรรมรักร่วมเพศของผู้ชาย แต่ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกนานหลายปีหรือโบยแทนได้ ส่วนผู้หญิงที่พฤติกรรมรักร่วมเพศมีบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี หรือโบย 40 ที โทษโบยและจำคุกรวมถึงการตัดมือตัดเท้านั้นไม่ได้อยู่ในข่ายการระงับใช้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35143</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน, สุลต่านบรูไน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd037f982aea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนเริ่มบังคับใช้กฎหมายอิสลาม ปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บรูไนเริ่มใช้กฎหมายอาญาตามหลักกฎหมายอิสลามฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เพิ่มโทษรุนแรงความผิดฐานคบชู้และรักร่วมเพศ โดยเฉพาะผู้ชายมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน องค์กรนานาชาติและกลุ่มสิทธิประณามป่าเถื่อน เหล่าคนดังรณรงค์คว่ำบาตรโรงแรมบรูไน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่รักเพิ่งแต่งงานถ่ายรูปที่มัสยิดสุลต่านโอมาร์อาลีไซฟุดดินในกรุงบันดาเสรีเบกาวัน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน มีพระราชประสงค์ให้บรูไนใช้กฎหมายชะรีอะฮ์หรือหลักกฎหมายอิสลาม อย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่ปี 2556 หลังจากเลื่อนการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบมานานหลายปี วันพุธที่ 3 เมษายน 2562 ทางการบรูไนยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเล็กๆ บนเกาะบอร์เนียวประเทศนี้เป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ในระดับประเทศ แบบเดียวกับอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมบรูไนเริ่มใช้กฎหมายชะรีอะห์ชุดแรกเมื่อปี 2557 แต่ครอบคลุมความผิดและบทลงโทษที่เข้มงวดน้อยกว่า เช่น การลงโทษปรับหรือจำคุกกรณีความผิดเช่นกระทำอนาจารหรือไม่ละหมาดวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงการศาสนาคนหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี ยืนยันว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เมษายน ตามคำประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐบาลอีกคนที่ไม่เปิดเผยนาม ก็ยืนยันว่ากฎหมายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีกล่าวว่า กฎหมายอาญาอิสลามนี้มีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ตัดมือตัดเท้าหากเป็นความผิดฐานลักทรัพย์, การข่มขืนและปล้นทรัพย์มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต และอีกหลายฐานความผิดเช่นการดูหมิ่นศาสดามุฮัมมัดนั้น มีผลบังคับใช้ทั้งกับผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า การกำหนดความผิดทางอาญาและบทลงโทษรุนแรงที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและองค์กรสิทธิมากที่สุดคือ การห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศ และกำหนดบทลงโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์นี้ กฎหมายบรูไนห้ามการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายอยู่แล้ว โดยกำหนดบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี แต่ตามกฎหมายอาญาอิสลามฉบับใหม่ ความผิดฐานรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายคือการประหารชีวิตด้วยการปาหิน ส่วนรักร่วมเพศระหว่างผู้หญิงนั้นมีโทษตั้งแต่โบยด้วยหวาย 40 ครั้ง หรือโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายแม้นานาชาติจะพยายามทักท้วงและคัดค้านอย่างแข็งขัน กระตุ้นความตื่นกลัวทั่วโลก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า กฎหมายนี้โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ส่วนนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก นำโดยจอร์จ คลูนีย์ นักแสดงอเมริกัน และเอลตัน จอห์น นักร้องชาวอังกฤษ เรียกร้องให้คว่ำบาตรโรงแรมของบรูไน 9 แห่งในยุโรปและสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรต์วอชต์ กล่าวถึงกฎหมายนี้ว่าโหดร้ายป่าเถื่อนถึงแก่นที่กำหนดบทลงโทษล้าสมัยกับพฤติกรรมที่ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์วิจารณ์ว่า บทลงโทษใหม่บางประการนั้นเทียบเท่ากับการทารุนทรมาน, การกระทำโหดร้าย, ไร้มนุษยธรรม และลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดี ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานอันดับ 2 ของโลกและมีพระราชทรัพย์มากมายมหาศาล มีพระราชประสงค์เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านอิสลามของพระองค์ในสายตากลุ่มคนหัวอนุรักษนิยม ในช่วงยามที่รายได้ของประเทศผู้พึ่งพาน้ำมันชาตินี้ลดน้อยลงเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่แจ้งชัดด้วยว่าการลงโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินจะถูกนำมาบังคับใช้จริงหรือไม่ เพราะบรูไนไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายชะรีอะฮ์, กฎหมายอาญาอิสลาม, บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca4b7d77d855.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
