<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 19:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โทษประหารเจ็ดชั่วโคตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นถกเถียงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการประหารชีวิตนักโทษในประเทศไทย หลังไม่มีการประหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แอมเนสตี้ ประเทศไทยออกแถลงการณ์คัดค้าน รวมถึงประจานประเทศไทยไปทั่วโลกว่าล้าหลัง มีการเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษประณามไทยขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;เดินทางไปลอนดอนและพบปะกับนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โทษประหารชีวิตควรมีหรือควรยกเลิกเป็นเรื่องของอนาคต แต่ในอดีตนั้นการประหารชีวิตมีอยู่ทั่วโลกไม่เว้นยุโรป ซึ่งปัจจุบันได้ยกเลิกไปหมดแล้ว ต่างจากฝรั่งอเมริกายังคงมีอยู่ใน ๓๒ รัฐ ซึ่งจะว่าไปแล้วกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐนั้นเข้มข้นและเด็ดขาดกว่าฝั่งยุโรปมาก เราเห็นผู้ต้องหาถูกจับใส่กุญแจมือหรือมีการวิสามัญกันบ่อยๆ ซึ่งมักไม่เกิดในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุโรปเป็นจุดเริ่มต้นยกเลิกโทษประหารชีวิต เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติ French Revolution of 1848 แต่มีการถกเถียงเรื่องความชอบธรรมของโทษประหารกันจริงจังตั้งแต่หลังสงครามโลกทั้ง ๒ ครั้ง โดยนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสได้แก่ Albert Camus กับ Jean-Paul Sartre และแพทย์เยอรมันคือ Albert &amp;nbsp;Schweitzer เขียนบทความและพูดคุยเสนอแนวทางความคิดต่อสาธารณชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว นักโทษประหารคนสุดท้ายของยุโรปตะวันตกที่ถูกประหารด้วยกิโยตีน มีพยานรับรู้และบอกเล่าถึงโมงยามสุดท้ายของนักโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮามิดา ฌองดูบี เสียชีวิตในตอนเช้ามืดของวันที่ ๑๐ กันยายน ๑๙๗๗ เล่ากันว่าถึงแม้ศีรษะของเขาจะหลุดจากบ่าแล้ว เขายังสามารถขยับปากพูดได้อีก ๓๐ วินาที แต่นั่นน่าจะเป็นเรื่องเล่าลือกันมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ฌองดูบีคือนักโทษคนสุดท้ายในยุโรปตะวันตกที่ถูกประหารด้วยกิโยตีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นักโทษประหารที่มีสถานะสูงสุดได้แก่ พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงถูกประหารโดยการตัดพระเศียรด้วยข้อหากบฏ ทุรยศต่อแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยในอดีตมีการประหารกันถึงเจ็ดชั่วโคตร โดยราชบัณฑิตยสถานอธิบายถึงวิธีการนับ &amp;quot;เจ็ดชั่วโคตร&amp;quot; ว่านับกันอย่างไร คนไทยส่วนใหญ่คงเคยได้ยินวลี &amp;quot;เจ็ดชั่วโคตร&amp;quot; กันมาบ้างแล้ว &amp;nbsp;เพราะคนเฒ่าคนแก่มักจะพูดถึงการประหารเจ็ดชั่วโคตร คนรุ่นใหม่บางส่วนอาจจะไม่เคยรู้ว่าเจ็ดชั่วโคตรคืออะไร หรือมีที่มาจากอะไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับวลี &amp;quot;เจ็ดชั่วโคตร&amp;quot; กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ็ดชั่วโคตร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ระบุว่าหมายถึง วงศ์สกุลที่สืบสายโลหิตซึ่งนับตั้งแต่ตัวเองขึ้นไป ๓ ชั้น คือ ชั้นพ่อ ชั้นปู่ และชั้นทวด กับนับจากตัวเองลงมาอีก ๓ &amp;nbsp;ชั้น คือ ชั้นลูก ชั้นหลาน และชั้นเหลน รวมเป็นเจ็ดชั่วโคตร ไม่นับผู้หญิงรวมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่าเจ็ดชั่วโคตรมีปรากฏใน พระไอยการกระบดศึก กฎหมายตราสามดวง ซึ่งกล่าวถึงโทษของผู้เป็นกบฏต่อแผ่นดิน หรือปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ หรือเอาใจออกหากเข้ากับฝ่ายศัตรู หรือกระทำการเป็นไส้ศึก ต้องมีโทษ ๓ สถาน คือ (๑) ริบราชบาตรแล้วให้ประหารให้สิ้นทั้งโคตร (๒) ริบราชบาตรแล้วให้ประหารเจ็ดชั่วโคตร (๓) ริบราชบาตรแล้วให้ประหารผู้กระทำผิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโคตรที่เหลือนั้นอย่าให้เลี้ยงไว้ ในพระไอยการกระบดศึก คำนี้เขียนว่า &amp;quot;๗ ชั่วโคต&amp;quot; ในโทษสถานแรกนั้นที่ให้ประหารให้สิ้นทั้งโคตร คือ ต้องประหารหมดทั้งสกุล ไม่ว่าจะมีกี่ชั่วโคตรหรือมีกี่ชั้นก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโทษสถานที่ ๒ นั้นเป็นการประหารเจ็ดชั่วโคตร ถ้าตามความหมายในพจนานุกรมคือ นับจากตัวผู้กระทำผิดขึ้นไปหรือลงมาให้ครบ ๗ ชั่วโคตร คือครบ ๗ ชั้น เช่น พ่อ ปู่ ทวด ๓ ชั้น กับลูก หลาน &amp;nbsp;เหลน ๓ ชั้น รวมกับตัวผู้กระทำผิดเป็น ๗ ชั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็มีข้อสันนิษฐานว่า ถ้านับลงมาจากตัวมีแค่ ๒ ชั้น คือ ลูกและหลาน ยังไม่มีเหลน ก็อาจจะต้องนับขึ้นไปจากตัวอีก ๔ ชั้น เมื่อรวมกับตัวผู้กระทำผิดแล้วก็จะครบ ๗ ชั้น คือเจ็ดชั่วโคตร ส่วนที่ไม่นับผู้หญิงรวมด้วยนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากการที่ผู้หญิงจะถูกริบเป็นราชบาตรพร้อมกับทรัพย์สินของผู้กระทำผิดก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปกครองบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ นับเวลาที่สามารถสืบค้นได้พบว่าเริ่มมีกฎหมายที่ใช้กันในสมัยนั้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ นับเป็นบทลงโทษที่น่ากลัว และหวาดเสียว สยดสยองมาก โดยทำเอานักโทษกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว กฎการประหารฆ่าเจ็ดชั่วโคตร นั้น สืบเนื่องจากการบัญญัติไว้ในกฎมนเทียรบาล และกฎหมายที่เกี่ยวกับลักษณะกบฏศึก เป็นการนำมาใช้กับคนหรือพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง บุคคลประเภทนี้ถือว่าเป็นกบฏต้องถูกประหารชีวิต การลงโทษนั้นไม่ลงโทษเพียงผู้ทำผิดเท่านั้น แต่ต้องรับโทษร่วมกันถึงลูก เมีย หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เรียกกันว่าฆ่ากันทั้งโคตร หรือฆ่าเจ็ดชั่วโคตร การนับชั่วโคตรนั้นก็นับจากทั้งตระกูลฝ่ายชายและฝ่ายหญิง&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล &amp;nbsp;โดยต้องฆ่าให้ครบทุกเครือญาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครบเครือญาติ หมายถึง ๑.นักโทษ และเมีย ๒.ลูก ๓.หลาน ๔.เหลน ๕.พ่อ แม่ ๖.ปู่ ย่า ตา ยาย &amp;nbsp;๗.ทวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎมนเทียรบาลที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษสมัยโบราณพอที่จะค้นพบได้ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.ถ้าพระมหากษัตริย์เสด็จประพาสทางเรือ ห้ามทำเรือล่ม เรือเอียง อย่าทำให้ตกเรือ ถ้าตกเรือให้ให้ช่วยที่รอดพ้นจากอันตราย หรือใช้ไม้หรืออุปกรณ์อื่นๆ ช่วยให้พ้นอันตราย หรือไม่ก็โยนลูกมะพร้าวให้เกาะ ถ้าช่วยให้รอดจากอันตรายได้ให้พ้นโทษ หรือถ้าผู้ที่โยนลูกมะพร้าวให้เกาะจนรอดพ้นการจมน้ำนั้น ให้ตกรางวัลเป็นเงินสิบตำลึง พร้อมขันทองคำหนึ่งใบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.ถ้าเสด็จทรงม้าหรือทรงช้าง การทรงช้างให้พลช้างทำขื่อคาใส่คอช้าง&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์ ทำเฉลียงที่ประทับบนหลังช้างให้มั่นคง ถ้าช้างพยศให้บังคับให้เชื่องพยายามระวังอย่าให้เกิดอันตราย ถ้าพระที่นั่งเสียหาย หรือพระราชาเป็นอันตรายพลช้างต้องรับโทษให้ฆ่าเสียทั้งโคตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓.ถ้ารับนางสนมเข้ามาในวัง ตำรวจผู้มีหน้าที่ขานขันหมาก ต้องร้องแห่ขันหมาก ถ้าไม่ร้องแห่ขันหมากตามหน้าที่ต้องรับโทษแหวะปาก หรือมีพระราชพิธีต้อนรับแขกต่างเมือง ขณะแขกเมืองเข้ามาถวายบังคม ต้องร้องรับพิธี หากบกพร่องต่อหน้าที่ให้ฆ่าเสียทั้งโคตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้นำมากล่าวเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจ เป็นบทลงโทษที่รุนแรง เพื่อเป็นคติเตือนใจอนุชนคนรุ่นปัจจุบัน ให้สำนึกตนว่าควรปฏิบัติตัวกันอย่างไร ถ้าเกิดในยุคนั้นต้องรับโทษกฎมนเทียรบาลกันอ่วมอรทัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุคนั้นนอกจากมีกฎมนเทียรบาลแล้ว ยังมีกฎหมายที่บัญญัติไว้อีก เรียกว่า ลักษณะกบฏศึก เป็นบทลงโทษผู้ที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกระทำผิดกฎมนเทียรบาลนั้น ขอยกตัวอย่างที่สำคัญ ๔ กรณี ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายข้อที่ ๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ ๑ ผู้ใดมีจิตใจมักใหญ่ ใฝ่สูง เกินตัว ทำการคบคิด ทำการกบฏ ประทุษร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ทำร้ายพระองค์ด้วยยาพา ทำร้ายด้วยอาวุธ จนสิ้นพระชนม์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ ๒ พระเจ้าอยู่หัวโปรดปรานผู้ใด จนแต่งตั้งไปปกครองเมืองหน้าด่าน หรือประเทศราช&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ แล้วไม่ใส่ใจนำเครื่องราชบรรณาการ เป็นข้าวของ ทอง อาหาร เสบียง มาถวายเป็นประจำ ทุกปี ถือว่าเอาใจออกห่าง ถือเป็นกบฏเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ ๓ ผู้ใดมีจิตใจฝักใฝ่ เอาใจศัตรู ข้าศึก ร่วมสมคบกับข้าศึก นำทัพมาเบียดเบียนนคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ ๔ ผู้ใดนำความลับของบ้านเมืองไปบอกข้าศึก ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดทั้ง ๔ กรณีข้างต้นนี้ถือว่าเป็นความผิดที่รุนแรง ขั้นอุกฤษฏ์ หนักที่ร้ายแรงให้อภัยไม่ได้ &amp;nbsp;โทษสถานเดียวคือประหารชีวิต ก่อนตายต้องรับโทษโดยแยกเป็น ๓ ส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ ๑ ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้งโคตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ ๒ ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้ง เจ็ดโคตร ชั่วโคตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประหารชีวิตนั้นต้องทรมานให้ครบ ๗ วันถึงปล่อยให้ตาย โดยถ้าไม่ครบ ๗ วันห้ามทำให้ตาย &amp;nbsp;ขณะทำการทรมานให้ตายนั้น อย่าให้เลือดหรือเศษอวัยวะส่วนใดตกลงพื้นดิน ทำให้เป็นเสนียดแก่แผ่นดิน หลังจากทรมานจนตายแล้ว ให้ใช้ผ้าห่อน้ำเลือด น้ำหนอง และอวัยวะต่างๆ ที่เป็นซากศพใส่แพ ปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายข้อที่ ๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงดู โปรดปราน แล้วประทาน ยศ ศักดิ์ ให้ตำแหน่ง แต่ภายหลังมีจิตใจ คิดการใหญ่ ใฝ่สูง เกินศักดิ์ ยกทัพเข้ายึดเมือง กระทำการประทุษร้ายพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ ต้องมีโทษหนัก ให้ฆ่าทั้งโคตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายข้อที่ ๓&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งให้มียศ ตำแหน่ง เป็นนายหมู่ นายกอง นายหมวด เป็นข้าราชการ รับใช้บ้านเมือง ถึงเวลามีภัย ข้าศึกมาประชิดเมือง บ้านเมืองระส่ำระสาย แต่ไม่ยอมช่วยราชการบ้านเมือง กลับพาครอบครัว ญาติมิตรไปยอมเข้ากับข้าศึก หรือแอบหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ในถ้ำ เวลาภัยมา หนีเอาตัวรอด นั้นท่านว่าเป็นกบฏ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสียทั้งโคตร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเลี้ยงดูโปรดปรานและประทาน ยศศักดิ์ มีตำแหน่ง แต่มีจิตใจคิดการใหญ่ &amp;nbsp;ใฝ่เกินศักดิ์ยกทัพมายึดเมือง กระทำการประทุษร้ายพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์ มีโทษหนักให้ฆ่าเสียทั้งโคตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตราหนึ่ง บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งให้มียศมีตำแหน่งเป็น นายหมู่ นายหมวด นายกอง เป็นทหารถ้าเกิดมีภัยสงครามเข้ามาประชิดเมืองแล้วไม่ยอมช่วยราชการบ้านเมือง พาครอบครัวญาติมิตรไปสวามิภักดิ์ต่อข้าศึกก็ดี หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าในถ้ำหนีภัยเอาตัวรอดนั้น ท่านว่าเป็นกบฏ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสียทั้งโคตรเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr:วิกิพีเดีย,ศิลปวัฒนธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ประวัติศาสตร์, ประหารชีวิต, ประหารเจ็ดชั่วโคตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b30df4356f1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
