<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นแล้ว! Mini FTA ฉบับแรกพาณิชย์ไทย-โคฟุญี่ปุ่นร่วมมือค้าอัญมณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการ MOU แบบ Online ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงนามครั้งนี้ นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการลงนาม ใน MOU ฉบับนี้ ว่า การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย กับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น โดยเป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม มูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564 นี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท เพิ่ม 2% ปี 2564 ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5% หรือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้ เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศในงานวันนี้ ช่วงหนึ่งทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000 คน ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายโดยเร็ว และอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นหลังเสร็จพิธี นายจุรินทร์กล่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า การลงนามนี้ ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก โดยเมืองโคฟุ เป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Mini FTA ฉบับต่อไป ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า คือ ทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดีย และอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนส.ค.2564 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109465</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mini FTA, MOU, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, จังหวัดยามานาชิ, นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายยูอิชิ ฮิงุชิ, นายสมเด็จ สุสมบูรณ์, นายสุริยน ศรีอรทัยกุล, ประเทศญี่ปุ่น, ผลิตผลึกแก้วคริสตัล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับ, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0f66626d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP เดินหน้าดันดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจกว่า 430 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า &amp;ldquo;จากนโยบายสร้างไทยเป็นฮับของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)&amp;nbsp; วางแผนผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้จัดการเจรจาการค้างาน Asian Digital Content Virtual Business Matching ขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน 2564 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ One-On-One Virtual Meeting&amp;nbsp; โดยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จำนวน 31 ราย เข้าร่วมเจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนท์ไทย จำนวน 20 ราย รวมจำนวน 216 นัดหมาย สร้างมูลค่าเจรจาการค้าได้ตามเป้าหมายรวม 430.1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าการเจรจาการค้าด้านคาแรคเตอร์ 86.6 ล้านบาท&amp;nbsp; ซึ่งประเภทของการบริการที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ Character Licensing and Merchandising&amp;nbsp; ในขณะที่มูลค่าการเจรจาการค้าด้านแอนิเมชั่น 343.5 ล้านบาท โดยประเภทของการบริการที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ VFX and Computer Graphic Service
ตัวอย่างผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศที่ให้ความสนใจผลงานของบริษัทไทย อาทิ บริษัท King Records บริษัทด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ยักษ์ใหญ่ครบวงจรจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของวง AKB48 และ การ์ตูนแอนิเมะ Evangelion บริษัท PlatinumGames จากญี่ปุ่นผู้ผลิตและเผยแพร่เกมแอคชั่น (Console/PC) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น เกม BAYONETTA, NieR : Automata และ บริษัท Next Animation


Studio ซึ่งเป็นบริษัทแอนิเมชั่นในไต้หวันที่เป็นบริษัทในเครือของบริษัท Apple Digital News ซึ่งเป็นช่องข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงในประเทศฮ่องกง เป็นต้น
นายกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนท์ไทย (DCAT) กล่าวถึงโอกาสที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้ว่า &amp;ldquo;งาน Asian Digital Content Virtual Business Matching เป็นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงรุกให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยในช่วงวิกฤต Covid-19 ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเดินทางไปพบปะลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งการเจรจาธุรกิจในงานนี้ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยในธุรกิจคาแรคเตอร์ได้พบปะลูกค้าต่างชาติใหม่ๆ จำนวนมากที่ให้ความสนใจคาแรคเตอร์ไทย ส่งผลให้เกิดโอกาสในการต่อยอดทางด้านลิขสิทธิ์ในต่าง ประเทศมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;
นายนพ ธรรมวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) กล่าว ถึงความสำเร็จจากการเจรจาการค้าในงานนี้ว่า &amp;ldquo;ในแง่อุตสาหกรรมแอนิเมชั่น ผลสำเร็จจากการเจรจาธุรกิจในโครงการนี้ได้สร้างความแตกต่างจากกิจกรรมเจรจาการค้าในงานอื่นๆ คือก่อให้เกิดการสร้างโอกาสในการต่อยอดทางด้าน Original IP ในหลายรูปแบบ ทั้งการซื้อขายลิขสิทธิ์ การร่วมทุน (Co-Production) ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นไทย นอกจากนี้บริษัทต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจที่จะจ้างงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107235</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศเกาหลีใต้, อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1aa3a8edf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเรียนไทยทดลองพิสูจน์ &quot;ปลูกโหระพาในอวกาศ&quot; กับบนพื้นโลก แบบไหนโตเร็วกว่ากัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนม กับ แพร เพื่อนร่วมกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2เม.ย.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักบินอวกาศญี่ปุ่นทดลองปลูกโหระพาในสถานีอวกาศนานาชาติครบ 30 วัน พร้อมส่งต้นโหระพากลับสู่พื้นโลก เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ผลการเจริญเติบโต และใช้เปรียบเทียบกับต้นโหระพาที่นักเรียนไทยปลูกบนพื้นโลก ภายใต้โครงการ Asian Herb in Space (AHiS) หวังสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยสนใจวิทยาศาสตร์อวกาศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการ Asian Herb in Space (AHiS) ว่า โครงการ AHiS เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า เข้าร่วมการทดลองปลูกโหระพาบนพื้นโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนได้ศึกษาและวิจัยการปลูกพืชบนอวกาศสำหรับใช้ในการดำรงชีวิตและต่อยอดการวิจัยสู่การปลูกพืชบนดาวเคราะห์ดวงอื่น เพื่อรองรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นอกโลกในอนาคต ทั้งนี้ภายหลังจากการปิดรับสมัคร (เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564) มีนักเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมากถึง 312 ทีม จาก 133 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยในแต่ละทีมจะมีสมาชิก 3 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ณรงค์ กล่าวว่า ในส่วนของการทดลองปลูกโหระพาบนอวกาศ นายโซอิจิ โนกุจิ (Soichi Noguchi) นักบินอวกาศญี่ปุ่นของแจ็กซา ได้เริ่มทำการทดลองปลูกโหระพาในห้องทดลองคิโบะ (Kibo Module) บนสถานีอวกาศนานาชาติ ตั้งแต่วันแรก คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากนั้นจะให้น้ำทุกๆ 10 วัน จนสิ้นสุดการทดลองครบ 30 วัน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 ทั้งนี้ภายหลังเสร็จภารกิจนักบินอวกาศญี่ปุ่นได้ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนการทดลองโครงการ Asian Herb in Space และได้ส่งต้นโหระพาที่ทดลองปลูกบนสถานีอวกาศกลับมายังพื้นโลก โดยเก็บในอุณหภูมิติดลบ 80 องศาเซลเซียส เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ผลการเจริญเติบโตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักบินอวกาศญี่ปุ่นโชว์ต้นโหระพาอวกาศ และซองบรรจุเมล็ดราชพฤกษ์ของไทย (ซองซ้ายมือของนักบินอวกาศ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการ AHiS ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนทดลองปลูกโหระพาบนพื้นโลก เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อเปรียบเทียบกับการปลูกโหระพาบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกัน และปลูกในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แตกต่างกันในเรื่องของแรงโน้มถ่วงเพื่อเรียนรู้ว่า สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร และนำผลการทดลองที่ได้มาสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในด้านสะเต็มศึกษา (STEM Education) สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์อวกาศ โดยในโครงการ AHiS นี้ ยังมีความพิเศษคือในระหว่างที่นักบินอวกาศญี่ปุ่นทดลองปลูกโหระพาบนอวกาศ จะส่งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอมาให้นักเรียนไทยได้ดูการเจริญเติบโตของต้นโหระพาอวกาศเป็นประจำทุกวันทางทวิตเตอร์ https://twitter.com/Astro_Soichi ซึ่งสร้างความใกล้ชิดและทำให้เด็กๆ ได้รับแรงบันดาลใจในอาชีพนักบินอวกาศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในการทดลองไปพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;โหระพาที่ปลูกในอวกาศ&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การเจริญเติบโตของโหระพาบนสถานีอวกาศสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะการงอกจากเมล็ดสู่การตั้งลำต้นและแตกใบเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำนอกโลก โดยภายหลังจากที่นักบินอวกาศญี่ปุ่นได้เริ่มเพาะเมล็ดโหระพาเพียง 3 วัน เราก็ได้เห็นภาพถ่ายจากการทดลองบนอวกาศที่แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของต้นโหระพาบนสถานีอวกาศ ทั้งนี้หลังจากครบกำหนด 30 วัน นักบินอวกาศญี่ปุ่นได้นำต้นโหระพาออกมาจากกล่องปลูกเพื่อวัดขนาดของลำต้น ใบและราก เพื่อบันทึกผลการทดลอง อย่างไรก็ดีสาเหตุที่เลือกโหระพาเพราะเป็นพืชที่เติบโตง่ายและสังเกตการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกได้ง่าย และยังเป็นพืชที่ปลูกได้ในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ AHiS ได้ส่งเมล็ดพันธุ์โหระพาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโหระพาพันธุ์เดียวกับที่ส่งไปทดลองปลูกในสถานีอวกาศนานาชาติ ให้แก่นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการ ทีมละ 40 เมล็ด ซึ่งนักเรียนจะต้องทำการทดลองปลูกตามคู่มือของแจ็กซา เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย กล่องพลาสติกสำหรับปลูกพืช, ก้อนวัสดุปลูกพืช, ซีลระบายอากาศ และปุ๋ยชนิดผง 2 ชนิด โดยในการทดลองปลูกโหระพาของนักเรียนจะต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 21-25 องศาเซลเซียส ความชื้นในห้องประมาณ 40-60% และเปิดหลอดไฟแสงสีขาวด้านบนกล่องปลูกตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสภาะแวดล้อมที่เหมือนการทดลองปลูกโหระพาบนสถานีอวกาศนานาชาติ นอกจากนั้นแล้วนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทุกทีมจะได้รับข้อมูลผลการทดลองปลูกโหระพาบนสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อใช้ในศึกษาผลการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศนานาชาติเปรียบเทียบกับการทดลองปลูกของตนเองบนพื้นโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ไม่เพียงการปลูกตามคู่มือของแจ็กซา นักเรียนยังต้องออกแบบการทดลองปลูกโหระพาด้วยแปรอิสระ เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่แตกต่าง ซึ่งเป็นการฝึกฝนทักษะกระบวนการคิดและวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทั้งนี้เมื่อนักเรียนทดลองปลูกโหระพาครบ 30 วันแล้ว จะสรุปผลการทดลองทั้งหมดส่งเป็นรายงานมายังโครงการ AHiS โดยอ้างอิงจากรายละเอียดของการบันทึกข้อมูลตามคู่มือการทดลองของแจ็กซาต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทดลองปลูกโหระพาในสภาวะควบคุม ที่ปลูกบนพื้นโลกของนักเรียนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชนะชล จันทร์โชติ หรือ น้องมอส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ Asian Herb in Space (AHiS) กล่าวว่า ด้วยต้นทุนเดิมที่มีความสนใจเรื่องการตั้งถิ่นฐานใหม่บนดาวอังคารของอีลอน มัสก์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องคือการผลิตอาหารในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ทำให้สนใจอยากเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการศึกษาเรื่องนี้ กระทั่งได้ทราบข่าวโครงการ AHiS จึงสนใจสมัครพร้อมกับเพื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมเริ่มติดตามการปลูกโหระพาบนสถานีอวกาศนานาชาติร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่วันแรกที่นักบินอวกาศลงมือปลูก เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ นอกจากนี้ในแต่ละสัปดาห์ทุกกลุ่มที่โรงเรียนยังได้รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการทดลองร่วมกันด้วย ทั้งนี้ภายในกลุ่มเลือกทดลองในหัวข้อการศึกษาผลกระทบของคลื่นความถี่เสียงต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยใช้คลื่นเสียงเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมเร่งการเจริญเติบโตของต้นโหระพาในห้องทดลองที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการปลูกตามข้อกำหนดของโครงการ เพื่อศึกษาความแตกต่างที่เกิดขึ้น พวกเราเชื่อว่าการได้ทดลองปลูกด้วยสภาวะที่ไม่เหมือนปกติ จะทำให้การเรียนรู้ก้าวไปข้างหน้า และนั่นอาจทำให้ได้พบสมมติฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเรื่องนี้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ซ้าย)น้องมอส(กลาง) โตเกียว (ขวา) ปุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายศุภกร กาตาสาย หรือ น้องโจ้ &amp;nbsp;นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยาซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ปลูกโหระพาได้ 12 วันแล้ว ซึ่งสาเหตุของการใช้เสียงกระตุ้นนั้น เป็นสมมุติฐานของกลุ่มที่เคยศึกษาข้อมูลพบว่า เสียงมีผลต่อการกระตุ้นปากใบของพืช ในการดูดซึม การพ่นปุ๋ยและรับสารอาหารได้ดีขึ้น จึงนำมาทดลองใช้เสียงที่คลื่นความถี่เดียว 1,000 เฮิรตซ์ (hertz) ในช่วงเช้าของทุกวันประมาณ 30 นาที ซึ่งพบว่าการปลูกโหระพาที่ใช้คลื่นเสียงสามารถตอบสนองต่อเสียงและเจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ดีผลที่ได้เป็นเพียงการทดลองเบื้องต้นอาจจะต้องมีการทำซ้ำเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานต่อไป ทั้งนี้ประสบการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนและการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เคยเรียนรู้ ทั้งนี้ส่วนตัวคิดว่าเรื่องอวกาศควรจะเป็นเรื่องที่ทุกคนจับต้องได้ เพราะเป็นความก้าวหน้าและความน่าสนใจของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชน ซึ่งในอนาคตน่าจะทำงานด้านนี้มากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นางสาวจิณห์วรา บุญนาค หรือ น้องโตเกียว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ในกลุ่มได้ทดลอง การใช้สารพาโคลบิวทราโซลเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของต้นโหระพา โดยสารพาโคลบิวทราโซลคือสารยับยั้งความสูงของต้นโหระพา ทั้งนี้เริ่มปลูกโหระพาเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว พบโหระพามีการงอกของเมล็ดออกมา 15 เมล็ด จากการปลูก 16 เมล็ด โดยเป็นลักษณะต้นกล้าแตกใบอ่อนเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขั้นต่อไปเราเตรียมทดลองใช้สารยับยั้งความสูงแบบน้ำผสมกับปุ๋ยน้ำ โดยใช้ 200 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยรดน้ำปกติครั้งละ 50 มิลลิลิตร ในกล่องปลูก อย่างไรก็ตามจะมีการให้สารยับยั้งความสูงทุกๆ 10 วัน โดยตั้งสมมติฐานว่าหลังเสร็จสิ้นการทดลองครบ 30 วัน ต้นโหระพาจะลดขนาดความสูงลง แต่ยังคงได้ผลผลิตไม่ต่างจากเดิม ซึ่งจะเป็นแนวทางในการปลูกพืชในอวกาศ เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายจักรภพ ขัติศรี หรือ น้องเนม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ในกลุ่มสนใจศึกษาในหัวข้อ ภาวะเครียดจากการเขย่าที่มีผลต่อการเติบโตของโหระพา ซึ่งการเขย่ากล่องปลูกต้นโหระพาด้วยเครื่องเขย่าความเร็ว 130 รอบต่อนาที เป็นเวลา 30 นาที จะทำให้เกิดสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ซึ่งกลุ่มฯ ได้มีการทดลองปลูกแล้ว 11 วัน ผลที่ได้มีความใกล้เคียงกับการปลูกบนสถานีอวกาศนานาชาติของนักบินอวกาศญี่ปุ่นค่อนข้างมาก นอกจากนั้นแล้วในกลุ่มยังได้เรียนรู้ว่าพืชมีฮอร์โมนชื่อว่าออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณยอดใบอ่อน มีผลต่อการแบ่งเซลล์และการขยายเซลล์ของพืชที่ทำให้พืชเจริญเติบโตสูงขึ้น จึงมีการตั้งสมมติฐานต่อไปว่า หากพืชอยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเป็นเวลานานขึ้นอาจจะส่งผลทำให้พืชมีการเจริญเติบโตมากกว่าการปลูกแบบปกติ ซึ่งตรงกับการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมที่พบว่าการปลูกพืชในอวกาศแบบสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำนั้นจะทำให้เกิดชีวมวลในต้นพืช ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พืชได้รับอาหารเหลวและธาตุอาหารที่ดีขึ้นนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทดลองของนักเรียนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายภวัต เพียรงาม หรือ น้องปุน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวเสริมว่า โครงการ AHiS นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่พวกเราเยาวชนไทยได้รับประสบการณ์ความรู้ครั้งนี้ เพราะน้อยคนที่จะได้เรียนรู้จากการทดลองจริงเปรียบเทียบกับนักบินอวกาศ เนื่องจากเรื่องอวกาศใช้ต้นทุนสูงที่จะได้ศึกษาร่วมกับนักบินอวกาศแบบนี้ จึงเป็นผลดีต่อตนเองและเพื่อนๆ ที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ ที่สำคัญเรื่องอวกาศเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสนใจอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่จะนำไปต่อยอดได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้องโจ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สนใจศึกษาและลุ้นผลการทดลองปลูกโหระพาบนพื้นโลกไปกับน้องๆ นักเรียนไทย เปรียบเทียบกับการปลูกบนสถานีอวกาศนานาชาติ สามารถเยี่ยมชมการทดลองโครงการ AHiS ผ่านทาง Facebook เพจ NSTDA SPACE Education ที่ https://www.facebook.com/NSTDASpaceEducation &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98130</URL_LINK>
                <HASHTAG>Asian Herb in Space (AHiS, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล, ประเทศญี่ปุ่น, สวทช., เพจ NSTDA SPACE Education, แจ็กซา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066fc0a1a643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเตอร์ฟาร์มาจัดทัพรุกตลาดสุขภาพ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อินเตอร์ ฟาร์มา จัดทัพบุกกินรวบตลาดสุขภาพ&amp;nbsp; ชูผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกสกัดภูมิแพ้ PM 2.5&amp;nbsp; จับกลุ่มผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตั้งเป้าสิ้นปี64 ยอดขายแตะ 60 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.64 - &amp;nbsp;นายตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้คนเป็นภูมิแพ้กันมากขึ้น และหลายคนกำลังมองหาตัวช่วยในการสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค และภูมิแพ้ บริษัทฯ จึงมองเห็นโอกาสในการทำตลาด ด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 ตัว จาก 4 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ProBiota BL นวัตกรรมโปรไบโอติกแบคทีเรีย จาก &amp;ldquo;ประเทศฝรั่งเศส&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโภชนเภสัชที่มีหลักฐานการวิจัยทางการแพทย์ว่าช่วยเรื่องภูมิแพ้และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ราคา 2,400 บาท
&amp;nbsp;
2. ProImmo โภชนเภสัชเพื่อการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย วิจัยและพัฒนาใน &amp;ldquo;ประเทศญี่ปุ่น&amp;rdquo; ที่ประกอบด้วยสารภูมิคุ้มกันสำคัญ sIgA และ IgG เหมือนในน้ำนมแม่ เต็มไปด้วยสารภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจ ลดการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เหมาะกับผู้ที่ผ่าคลอด และ ได้รับน้ำนมแม่ไม่เพียงพอ ราคา 2,400 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. Vitamune โภชนเภสัชเพื่อการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย จาก&amp;rdquo;ประเทศเยอรมนี&amp;rdquo; ที่รวมสารอาหารและสารสกัดจากธรรมชาติ 8 ชนิด ลดภูมิแพ้ ลดเชื้อก่อโรค ลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ต้านอนุมูลอิสระ และการอักเสบที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เหมาะกับ ผู้ที่เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ ติดเชื้อง่าย ภาวะร่างกายอ่อนแอ ราคา 900 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. Vita Detozzi โภชนเภสัชจากอเมริกา เป็นสารสกัดเข้มข้นจากบร๊อคโคลี่ ที่ให้สาร ซัลโฟราเฟน ที่มีหลักฐานการวิจัยว่า สามารถขจัดสารพิษ โดยเฉพาะ PM 2.5 ได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การนำเข้าผลิตภัณฑ์ขายดี พร้อมกันถึง 4 ตัว จาก 4 ประเทศ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ที่เป็นภูมิแพ้ ผู้ที่ติดเชื้อง่าย ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน และ ขจัด PM 2.5
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับ ช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ได้นำเสนอเข้าช่องทางโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆ &amp;nbsp;ตั้งเป้าปี 2564 &amp;nbsp;มียอดขายผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ตัว น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามนอกจาก 4 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว บริษัทฯ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ ProLivo นวัตกรรมโภชนเภสัชเพื่อการดูแลตับแบบครบวงจร ที่วิจัยและพัฒนาในประเทศ ญี่ปุ่น รวมสารอาหาร สารสกัดจากธรรมชาติ และวิตามิน แร่ธาตุ มากถึง 20 ชนิด เพื่อบำรุง ปกป้อง และฟื้นฟู การทำงานของตับ และสำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และ มีภาวะไขมันแทรกตับ เข้ามาทำตลาดเสริมทัพด้วย พร้อมตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ในสิ้นปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96378</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์, ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศเยอรมนี, ลดภูมิแพ้, เภสัช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051d2451c0d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คร.แจงทำไมคนญี่ปุ่นเจอเชื้อโควิดหลังกลับจากไทย เหตุสนามบินญี่ปุ่น ตรวจวิธีใหม่ทางน้ำลาย ผลไม่แม่นยำ WHO ไม่รับรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ต.ค.63- นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานว่าพบผู้เดินทางออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่นติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) นั้น &amp;nbsp;กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า วิธีการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ที่สนามบินในญี่ปุ่นนั้นเป็นวิธีใหม่ ที่เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 63 ที่ผ่านมา คือวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่เรียกว่า CLEIA (Chemiluminescent enzyme immunoassay) โดยตรวจหาเชื้อจากตัวอย่างน้ำลายของผู้เดินทาง ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่องค์การอนามัยโลกยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นมาตรฐาน ผลการตรวจวิธีดังกล่าวพบเชื้อโควิดในผู้ที่เดินทางจากประเทศไทยจำนวนหนึ่ง และหลังจากได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว &amp;nbsp;กรมควบคุมโรคได้ประสานไปยังจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR national focal point) ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสอบสวนโรค ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวทุกราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการประสานงานและตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้น พบว่าตั้งแต่ 1 ส.ค. ถึง 8 ต.ค. 63 มีผู้เดินทางไปจากประเทศไทย ตรวจน้ำลายพบผลบวก 15 ราย โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ตรวจพบวันที่ 1 ส.ค.&amp;ndash;21 ก.ย. 63 จำนวน 8 ราย ดังนี้ รายที่ 1 เป็นชายไทย อายุ 20 ปี, รายที่ 2 เป็นชายชาวญี่ปุ่น อายุ 47 ปี, รายที่ 3 เป็นชายชาวญี่ปุ่น อายุ 64 ปี, รายที่ 4 เป็นชายไทย อายุ 21 ปี, รายที่ 5 เป็นชายไทย อายุ 44 ปี, รายที่ 6 เป็นชายไทย อายุ 47 ปี, รายที่ 7 เป็นหญิงไทย อายุ 54 ปี และรายที่ 8 เป็นชายไทย อายุ 40 ปี &amp;nbsp;โดยทางโรงพยาบาลในญี่ปุ่นได้ทำการตรวจหาเชื้อซ้ำด้วยวิธี RT-PCR เพื่อหาสารพันธุกรรมของไวรัส SARS-COV-2 พบว่าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของทั้ง 8 รายดังกล่าว ให้ผลเป็นลบ ไม่พบเชื้อโควิด 19 แต่อย่างใด &amp;nbsp;สำหรับการสอบสวนโรคในประเทศไทย จากการตรวจผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของทั้ง 8 ราย รวม 49 คน ผลการตรวจเป็นลบทั้งหมด ไม่พบเชื้อโควิด 19 เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มที่ 2 ตรวจพบวันที่ 30 ก.ย.-8 ต.ค. 63 เพิ่มอีก 7 ราย ดังนี้ รายที่ 9 เป็นเด็กหญิงชาวญี่ปุ่น อายุ 2 ปี 9 เดือน โดยผู้ป่วยรายดังกล่าว เดินทางออกจากประเทศไทยพร้อมมารดาและพี่ชาย ถึงประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 63 เก็บตัวอย่างน้ำลายส่งตรวจ ผลเป็นบวก และถูกส่งเข้าสถานที่กักตัวของรัฐ ส่วนมารดาและพี่ชายผลตรวจน้ำลาย ให้ผลเป็นลบ &amp;nbsp;รายที่ 10 เป็นชายไทย อายุ 31 ปี ประวัติเบื้องต้นพบว่าก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ได้ไปตรวจหาการติดเชื้อโรคโควิด 19 ที่รพ.รามาธิบดี &amp;nbsp;ซึ่งผลเป็นลบ และเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 63 เก็บตัวอย่างน้ำลายส่งตรวจ ผลเป็นบวก และถูกส่งเข้าสถานที่กักตัวของรัฐ &amp;nbsp;รายที่ 11 เป็นหญิงไทย อายุ 20 ปี เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 63 เก็บตัวอย่างน้ำลายส่งตรวจ ผลเป็นบวก และถูกส่งเข้าสถานที่กักตัวของรัฐ &amp;nbsp;รายที่ 12 เป็นชายชาวญี่ปุ่น อายุ 56 ปี ประวัติเบื้องต้นเคยถูกคุมขังที่ห้องกักสวนพลูและห้องกักบางเขนในช่วงสองสัปดาห์ก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้ง 4 รายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อซ้ำด้วยวิธี RT-PCR ในโรงพยาบาลของประเทศญี่ปุ่น ต่อไป &amp;nbsp;สำหรับการสอบสวนโรคในประเทศไทย หลังจากได้รับรายงานดังกล่าวแล้ว กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการสอบสวนโรค ค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมทุกรายแล้ว โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 145 ราย อยู่ในระหว่างการเก็บตัวอย่างและรอผลการตรวจ ส่วนรายที่ 13 เป็นชายชาวญี่ปุ่น อายุ 60 ปี ได้รับการตรวจ RT-PCR ที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ผลไม่พบเชื้อ สำหรับรายที่ 14 และรายที่ 15 เป็นหญิงไทย อายุ 36 ปี และหญิงอายุ 63 ปี ตามลำดับ ทั้งสองรายอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและประสานงานเพื่อตรวจสอบรายละเอียดดังกล่าว หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวต่อไปว่า ในการตรวจที่สนามบินของญี่ปุ่นเป็นวิธีใหม่ ที่เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 63 &amp;nbsp;โดยเป็นการตรวจโปรตีนของเชื้อไวรัสโควิดด้วยตัวอย่างน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่องค์การอนามัยโลกยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นมาตรฐาน &amp;nbsp;ส่วนประเทศไทยการตรวจหาเชื้อโควิดจากโพรงจมูกด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยผู้ติดเชื้อโควิด 19 &amp;nbsp;ผลการสอบสวนผู้เดินทางจากประเทศไทย 8 รายแรก สรุปได้ว่าไม่ใช่การติดเชื้อโควิด โดยพิจารณาจากผลตรวจ RT-PCR &amp;nbsp; ที่ไม่พบเชื้อก่อนถูกปล่อยออกจากที่กักกัน ทั้งนี้กรมควบคุมโรค &amp;nbsp;ได้ปฏิบัติตามหลักในการป้องกันควบคุมโรค ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations :IHR) ที่ได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศที่มีระบบความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ &amp;nbsp;ทำให้มีการตรวจสอบติดตามและสอบสวนป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็ว มีการดำเนินงานและควบคุมโรคภายในประเทศได้ดี จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในมาตรฐานการป้องกันควบคุมโรคที่มีความเข้มแข็งและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79876</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมควบคุมโรค (คร.), คนญี่ปุ่นติดโควิดจากไทย, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, ประเทศญี่ปุ่น, วิธีตรวจหาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7ef1ac9e680.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดิฉันไม่ได้แดกหญ้า&#039;ปวินกัดเรื่องติ่งส้มแถอุ้ม&#039;พงศกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.2562 - &amp;nbsp;นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้ต้องหาหนีคดีมาตรา 112 โพสต์อย่างต่อเนื่องกรณี พล.ท.พงศกร รอดชมภู ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เกษียณอายุราชการแล้วยังอยู่บ้านหลวงว่า เสนอปฏิรูปกองทัพ แต่รองหัวหน้าพรรคยังอยู่บ้านหลวงหลังเกษียณ 55555 งามไส้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้นายปวินก็โพสต์เรื่องนี้ว่า ...พอพงศกร รอดชมภู ยังอยู่บ้านหลวง ติ่งส้มกลับแก้ต่างว่า ที่ต้องอยู่บ้านหลวงต่อเพราะต้องการชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหานี้ แต่จริงๆ ไม่มีเจตนาอยู่ และตั้งใจจะย้ายออกนานแล้ว อื้อหือ ติ่งส้มคะ ดิขั้นแดกข้าวค่ะ ไม่ได้แดกหญ้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57337</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, ประเทศญี่ปุ่น, ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, ผู้ต้องหาหนีคดีมาตรา 112, พล.ท.พงศกร รอดชมภู, มหาวิทยาลัยเกียวโต, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26e16a3ed5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วัด Nenbutsushu ประเทศญี่ปุ่น  อัญเชิญพระรูปหล่อกรมสมเด็จพระเทพฯ ประดิษฐาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;26พ.ย.62- เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ อัญเชิญพระรูปหล่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประดิษฐาน &amp;nbsp;ณ The Royal Grand Hall of Buddhism วัด Nenbutsushu ศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ 520 ล้าน คนทั่วโลก ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ โดยท่านเจ้าอาวาส และพระสงฆ์จำนวน 300 รูป และชาวญี่ปุ่นเกือบพันคน ร่วมสวดมนต์ถวายในมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ นายกฤษณ์ ตันคณารัตน์ กงสุลใหญ่ &amp;nbsp;ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวแทนเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี อาจารย์วัชระ ประยูรคำ ประติมากร เจ้าของผลงาน พร้อมด้วย นายนฤชัย นินนาท รองกงสุลใหญ่ และคณะมูลนิธิธรรมดี เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย มอบพระรูปหล่อฯ ที่งดงาม ประดิษฐาน ณ วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสร้างขึ้นตามมติที่ประชุมสุดยอดผู้นำพุทธโลก ในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พุทธศักราช 2549 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศญี่ปุ่น, พระรูปหล่อกรมสมเด็จพระเทพ, วัด Nenbutsushu</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd0c36ba565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
