<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา!ซุก&#039;คาร์บอมบ์&#039; บช.ภ.9สั่งจับตารถขโมย สอบเครียด6ผู้ต้องสงสัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนท.แยก 6 ผู้ต้องสงสัยเอี่ยวยิงถล่ม ชรบ.ลำพะยาสอบเครียด หน่วยความมั่นคงพบ 2 &amp;nbsp;เดือนก่อน BRN ส่งเยาวชนรุ่นใหม่ฝึกรบกองโจร 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คนเข้าก่อเหตุ 3 จว.ใต้ 4 อำเภอสงขลา &amp;quot;บช.ภ.9&amp;quot; สั่งจับตากระบะไทรทันถูกขโมยทำคาร์บอมบ์ &amp;quot;ชาวบ้านต้นหยี&amp;quot; แจงผ้าก๊อซพันแผลที่โดนทหารยึดของผู้ป่วยมะเร็งไม่ใช่ของคนร้าย &amp;quot;เลขาฯ ศอ.บต.&amp;quot; ลั่นรัฐไม่ทิ้งครอบครัวผู้สูญเสีย &amp;quot;จตุพร&amp;quot; แนะเลิกแบ่งพวกทุกฝ่ายต้องร่วมแก้ไฟใต้ &amp;quot;ไพศาล&amp;quot; หนุนประกาศเคอร์ฟิวพื้นที่เขตเขา จ.นราธิวาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าภายหลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนธิกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร จำนวน 200 &amp;nbsp;นายเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา เข้าตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 6 จุดในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รอยต่อเขต อ.เมืองยะลา และในพื้นที่จังหวัดยะลา จำนวน 13 จุด ซึ่งในการตรวจค้นครั้งนี้เป็นการขยายผลสอบปากคำจากผู้ต้องสงสัย จำนวน 2 รายที่ถูกควบคุมตัวมาก่อนหน้านี้ และจากพยานหลักฐานที่สำคัญสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 6 ราย เชื่อมโยงเหตุคนร้ายยิงถล่มป้อมจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา จนทำให้มี ชรบ.และชาวบ้านเสียชีวิต &amp;nbsp;15 ราย บาดเจ็บอีก 5 รายนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 พ.ย. มีรายงานจากชุดควบคุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนระบุว่า ขณะนี้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนไปสอบสวนที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จำนวน 2 ราย ศูนย์ซักถามกรมทหารพรานที่ 41 จำนวน 2 ราย และที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จำนวน 2 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการซักถามผู้ต้องสงสัยให้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เกรงผู้ที่ถูกซัดทอดจะหลบหนี ส่วนขั้นตอนการสืบสวนขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานที่ยึดได้จากบ้านผู้ต้องสงสัย โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอีกหลายรายการ ซึ่งต้องรอผลพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุดสืบสวนแจ้งว่า ในวันเกิดเหตุชาวบ้านแจ้งเบาะแสพบผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธปืนยาว แต่งกายชุดดำ สวมหมวกไหมพรม หลบหนีเข้าข้างทาง จำนวน 6 คน กำลังเดินเท้าไปทางมัสยิด บ.น้ำเย็น-ลำใหม่ จากนั้น ฉก.ทพ.43 และ ฉก.ยะลา 12 จึงได้ส่งกำลังตรวจพิสูจน์ทราบแต่ไม่พบ เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุว่า เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาขบวนการบีอาร์เอ็นได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษที่ผ่านการฝึกหลักสูตรการโจมตีแบบกองโจร RKK จากประเทศอินโดนีเซีย &amp;nbsp;เข้ามาเปิดปฏิบัติการในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 4 ชุด นั่นคือมีเป้าหมายให้เปิดปฏิบัติการใน &amp;nbsp;จ.ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ, เทพา, นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชุดปฏิบัติการพิเศษของบีอาร์เอ็นดังกล่าวได้ลงมือทำงานกันไปแล้วอย่างน้อย 2 เหตุการณ์ คือ คาร์บอมบ์ที่หน้า สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานีเมื่อหลายวันก่อน กับล่าสุดการรวมตัวบุกโจมตีเพื่อละลายฐาน &amp;nbsp;ชรบ.ที่บ้านทางลุ่ม ต.ลำพะยา อีกทั้งยังเชื่อว่าจะมีปฏิบัติการตามมาอีกหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลา 2 &amp;nbsp;เดือนที่เหลือของปี 2562&amp;quot; หน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษของบีอาร์เอ็นทั้ง 4 ชุดดังกล่าว มีการจัดกำลังไว้ชุดละ 6 คนที่ล้วนเป็น &amp;quot;PERMUDA&amp;quot; ทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงเป็นแนวร่วมเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติก่อเหตุมาก่อน &amp;nbsp;เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหว แต่ยุ่งยากสำหรับเจ้าหน้าที่ในการติดตามไล่ล่าหรือเข้าจับกุม โดยในการปฏิบัติการแต่ละครั้งจะมอบให้แนวร่วมระดับต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ประกอบกำลังเข้าร่วมด้วยครั้งละประมาณ 20 คนขึ้นไป ซึ่งก็แล้วแต่เป้าหมายว่าจะเล็กหรือใหญ่หรือมีความสำคัญแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาขบวนการบีอาร์เอ็นได้บ่มเพาะเยาวชนเข้าสู่ขบวนการ เพื่อให้เป็นแนวร่วมในระดับต่างๆ ไว้ได้เพียงประมาณ 800 คน แต่เมื่อมาถึงวันนี้กลับมีเยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะจากขบวนการบีอาร์เอ็นเพิ่มเป็นกว่า 10,000 คนแล้ว ทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องระวังเป็นพิเศษ&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
จับตากระบะคาร์บอมบ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศปก.สน. บช.ภ.9 ได้มีวิทยุด่วนให้เจ้าหน้าที่ทุก สภ.และชุดปฏิบัติการ จุดตรวจ จุดสกัด ทำการตรวจสอบรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีน้ำตาล ทะเบียน บฉ 4868 นราธิวาส &amp;nbsp;ซึ่งจอดไว้ที่บ้านตันหยง ม.3 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และถูกโจรกรรมไป ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำของแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อนำไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 &amp;nbsp;จังหวัด 4 อำเภอของ จ.สงขลา จึงให้ทุกหน่วยเร่งตรวจสอบติดตามรถยนต์คันดังกล่าวโดยด่วน รวมทั้งให้กองกำลังทุกหน่วยในพื้นที่ระวังป้องกันเหตุคาร์บอมบ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บ้านเลขที่ 125/2 ม.7 ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา นางธาริณี มะมิง ชาวบ้านต้นหยี ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ชี้แจงต่อสื่อมวลชนกรณีมีภาพข่าวพบอุปกรณ์ทำแผล ทั้งผ้าก๊อซ ยาทาแผล สำลีทายา ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเหตุยิงชุด ชรบ.ต.ลำพะยา และเจ้าหน้าที่คาดว่าจะนำไปช่วยเหลือกลุ่มคนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บว่า ผ้าก๊อซพันแผลและอุปกรณ์ที่พบเป็นของตนเองที่ใช้ทำแผลให้แม่ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งคอหอยระยะที่ 3 ที่ต้องเจาะคอและหน้าท้อง มีแผลต้องทายาวันละ 2 ครั้ง และทุกวันพฤหัสบดีจะนำไปวางทิ้งไว้ที่ริมถนนหน้าบ้าน ทำให้ในเช้าวันเสาร์เจ้าหน้าที่มาตรวจค้นผู้ต้องสงสัยและพบอุปกรณ์เหล่านี้ จากนั้นขอนำไปตรวจ DNA ตนจึงให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้คิดว่าจะมีข่าวออกไปว่าเป็นของผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวไปได้ 1 คนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จึงขอมาชี้แจงว่าผ้าก๊อซและอุปกรณ์ทำแผลเป็นของตนเอง ไม่ใช่ของผู้ต้องสงสัย หรือจะนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ก่อเหตุแน่นอน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจ DNA ดูได้ และพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ไปสอบปากคำ&amp;quot; นางธาริณีกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านต้นหยีรายนี้ระบุว่า ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดกับชาวบ้านชุมชนลำพะยาที่รักกันดี และตนเองก็เสียใจกับเหตุความสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย จึงไม่อยากให้พี่น้องชาวไทยพุทธเข้าใจผิด ซึ่งผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดต่างเป็นเพื่อนที่รู้จักกันดี เช่น นายสุนทร-นางรัชนก พูลแก้ว ตนเองก็เสียใจกับเหตุการณ์นี้มากเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายปรีดี มะมิง กล่าวทั้งน้ำตาว่าเสียใจกับการเสียชีวิตของ ชรบ.และประชาชนทั้ง 15 คน ซึ่งตนเองก็ถือเป็นเพื่อนเป็นลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมาก่อน จึงไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงครอบครัวผู้ต้องสงสัย ที่ยืนยันว่าอุปกรณ์ทั้งหมดไม่ใช่ของผู้ต้องสงสัย และไม่ได้นำไปใช้ช่วยเหลือผู้ก่อเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ในมิติของฝ่ายพลเรือนได้ลงพื้นที่เยี่ยมปลอบขวัญ แสดงความเสียใจและให้กำลังใจ ทุกครอบครัวที่ได้รับความสูญเสียในครั้งนี้ เพื่อที่จะทำการเยียวยาแต่ละครอบครัวซึ่งมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน เราจะต้องช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียสละทุกวิถีทาง ให้เขามีอาชีพมีรายได้ ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้ดูแลครอบครัวเหล่านี้ให้ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน รัฐต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือในทุกวิถีทาง &amp;nbsp;เราจะไม่ทิ้งครอบครัวเหล่านี้ไว้ข้างหลัง เราจะต้องดูแลเป็นอย่างดี และนอกจากนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่รักสามัคคีกันมากขึ้น รวมทั้งในมิติของการรักษาความสงบ หน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้การดูแลความปลอดภัยของประชาชนรัดกุมยิ่งขึ้น&amp;quot; เลขาฯ ศอ.บต.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมณ์ พรหมรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งติดตามการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี โดยช่วงเช้าได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลาเพื่อเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บจำนวน 4 ราย โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจยะลา 12 &amp;nbsp;เป็นผู้นำคณะเข้าเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและญาติ และผู้แทน ศอ.บต.เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต ช่วงบ่ายได้เดินทางไปยัง สภ.ลำใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานจากญาติผู้เสียชีวิต รวมทั้งร่วมฟังสวดพระอภิธรรม&amp;nbsp;
ชี้ต้องร่วมกันแก้ไฟใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมนายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.เขต 3 &amp;nbsp;จ.ยะลา, นายมุขตาร์ มะทา นายก อบจ.ยะลา, ดร.ระเด่น สะมะแอ รองนายก อบจ.ยะลา ก็เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและมอบกระเช้าดอกไม้แก่ ชรบ.ลำพะยาที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ตนมาในฐานะคนพื้นที่เป็นห่วงพร้อมให้กำลังใจ ชรบ.ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน เชื่อว่าทุกกำลังใจที่มาเยี่ยมนี้จะเป็นเกราะสร้างความสัมพันธ์ความรู้สึกของพี่น้องในพื้นที่ให้แน่นแฟ้นขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง และขอประณามผู้ร้ายที่กระทำการเหี้ยมโหดกับชุด ชรบ.ที่มีแต่อาวุธลูกซองไว้ป้องกันตัวเท่านั้น ถือว่าเป็นการลอบกัด ไม่ใช่การสู้แบบสันติภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐต้องมีมาตรการเสริมทั้งระเบียบวินัยให้กับผู้รักษาความปลอดภัยทุกคนให้มากกว่านี้ ต้องแก้จุดบกพร่องของเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายด้วย เมื่อมีความแข็งแกร่งแล้วนานเข้าความอ่อนล้าก็เกิดขึ้น ความเผอเรออย่าให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นจุดอ่อนให้ผู้ร้ายโจมตี ในจุดนี้จากเหตุการณ์ยิงชาวบ้านไอร์ปาแยในมัสยิดตาย 10 คน และเหตุการณ์ยิง ชรบ.ลำพะยาตาย 15 คน ก็ยังหาคำตอบจากผู้หลักผู้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน หรือทุกปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จะโยนเข้ากับกระบวนการ BRN หมด&amp;quot; หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่งคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติ อยากเสนอให้แต่ละฝ่ายตั้งสติ ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเพื่อให้ 15 ชีวิตนี้เป็นการสูญเสียครั้งสุดท้าย เปลี่ยนพื้นที่ให้เกิดสันติภาพ นำเอาบทเรียน 15 ปีไฟใต้นี้มาร่วมกันพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง สังคายนาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ในการดำเนินคดีก็ว่ากันไป แต่ต้องพูดคุยกันว่า 15 ปีที่ผ่านมานี้ความไม่สำเร็จเกิดจากองค์ประกอบใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าแต่ละฝ่ายในพื้นที่ต่างก็รู้ปัญหาที่แท้จริง เพียงแต่ไม่มีใครพูดกัน โดยรัฐและประชาชนต้องมาร่วมกันแก้ไข&amp;quot; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกฯ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งว่า ถ้าหากเปรียบเทียบยะลาเป็นเมืองหลวงของพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องเปรียบจังหวัดนราธิวาสว่าเป็นฐานทัพของการก่อความไม่สงบนั้น &amp;nbsp;ภูมิประเทศของจังหวัดนราธิวาสเป็นเขตภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน คือตั้งแต่บริเวณบ้านวังน้ำใสมายังเขตอำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโก-ลก ไปจนถึงอำเภอตากใบ มีเขตเขาสำคัญคือเขาปูโยะและเขาปกโยะ ซึ่งอีกด้านหนึ่งติดกับจังหวัดยะลา รวมทั้งเขาน้ำค้าง เขาบูเลเต๊ะ เขาบาโจ เขากาลูบีและเขาตะเว มีพื้นที่ราบระหว่างเขตเขาในเขตอำเภอกะพ้อ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร มาจนถึงพื้นที่ราบเขตอำเภอระแงะ ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบตลอดมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การควบคุมพื้นที่เขตเขามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการลดทอนความเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งควรพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่เขตเขาเหล่านี้ เพื่อให้เหลือพื้นที่ราบระหว่างเขตเขาและพื้นที่ชายทะเลที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัย โดยไม่ให้มีเขตที่มั่นหรือเขตจรยุทธ์ดำรงอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แม้ว่าพื้นที่เขตเขาทั้งหมดจะสูงชันสลับซับซ้อนและมีอันตราย แต่แท้จริงสามารถควบคุมได้โดยง่าย&amp;quot; นายไพศาลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49962</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองโจร RKK, จตุพร พรหมพันธุ์, ประเทศอินโดนีเซีย, ปรีดี มะมิง, พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร, สมณ์ พรหมรส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191110/image_big_5dc808a69ac25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา &#039;ฝุ่นจิ๋ว&#039; กระทบสุขภาพหลังหมอกควันเข้าปกคลุมสงขลาอีกรอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.62 - สถานการณ์หมอกควันจากไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียที่พัดปกคลุมในเมืองสงขลาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ปริมาณหมอกควันยังคงปกคลุมเหนือท้องฟ้าเมืองสงขลา แม้ว่าเมื่อช่วงบ่ายวานนี้จะมีแสงแดดสาดส่องลงมาจนถึงเย็น แต่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้พัดหมอกควันกลับเข้ามาอีกครั้ง ทำให้เมืองสงขลาฟ้าหลัวขาวโพลนทั้งในทะเลและในตัวเมืองเต็มไปด้วยหมอกควันเนื่องจากไฟป่าที่เกาะสุมาตราเมื่อวานนี้ (11 ก.ย.) มี 104 จุด ทำให้ลมพัดหมอกควันไฟป่าบนเกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซียเข้ามาปกคลุมในเมืองสงขลาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกันสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค&amp;nbsp;16&amp;nbsp;รายงานคุณภาพอากาศจากสถานการณ์หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย ที่เข้ามาปกคลุมภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดสงขลาเช้าวันนี้(&amp;nbsp;12 ก.ย.) เวลา 07.00 น.&amp;nbsp;ผ่านเว็บไซด์&amp;nbsp;Air&amp;nbsp;4&amp;nbsp;Thai&amp;nbsp;ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ค่าปริมาณฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5 วัดได้ 41 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;ส่วนค่าคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ที่&amp;nbsp;AQI&amp;nbsp;ระดับ 63 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศระดับปานกลาง ไม่ถึงในระดับแจ้งเตือนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศอินโดนีเซีย, ปัญหาหมอกควันไฟป่า, ฝุ่น PM 2.5, ฝุ่นจิ๋ว, สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 16, หมอกควันสงขลา, ไฟป่าเกาะสุมาตรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d79b3b4ef595.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2018 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2018 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้C-130เร่งอพยพ32คนไทยออกจากปาลู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.2561 &amp;ndash; เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียรายงานอัพเดทสถานการณ์แผ่นดินไหวเมืองปาลู เกาะสุลาเวสี ล่าสุดเมื่อเวลา 13.28 น. ว่า 1.โฆษกหน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย (National Disaster Management Agency : BNPB) แจ้งยอดผู้เสียชีวิตจำนวน 420 ราย ผู้บาดเจ็บจำนวน 540 ราย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวน 17,000 ราย สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประสานติดต่อคนไทย 32 คน ในเมืองปาลู (Palu) อยู่เป็นระยะ ๆ ทราบว่า ทุกคนปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสั่งการให้ทางการอินโดนีเซียเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีกำหนดลงพื้นที่เยือนเมืองปาลูและเมืองดองกาลา (Donggala) ในวันนี้ 3. โดยที่ฝ่ายอินโดนีเซียได้ส่งเครื่องบินทหาร C-130 จำนวน 3 ลำจากเมืองมากัสซาร์ (Makassar) และมาลัง ไปเมืองปาลู เพื่อนำหน่วยทหารและทีมกู้ภัยลงพื้นที่ และจะใช้เครื่องบินนี้อพยพผู้บาดเจ็บ เด็ก และสตรีออกจากพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สำนักงานผู้ช่วยทูตทหาร/อินโดนีเซียได้ประสานกับฝ่ายทหารอินโดนีเซียเพื่อขอโดยสารเครื่องบินทหาร C-130 เข้าไปในพื้นที่ และขออพยพคนไทยออกมา 5. สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีหนังสือถึงทางการอินโดนีเซียขอให้อพยพคนไทย 32 คนออกมาในโอกาสแรกเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ไม่ปลอดภัย โดยได้แจ้งรายชื่อคนไทย 32 คน เพื่อขออพยพออกมาโดยเครื่องบินทหาร C-130 ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้ประสานรัฐมนตรีช่วยกระทรวงท่องเที่ยวอินโดนีเซียเพื่อขอให้ดำเนินการช่วยเหลือคนไทยโดยเร่งด่วนด้วยแล้ว ซึ่งได้ประสานแจ้งต่อไปยังรัฐมนตรีท่องเที่ยวอินโดนีเซียและทหารอากาศที่รับผิดชอบในพื้นที่ โดยคาดว่า นักศึกษาและคนไทยจะเดินทางออกจากเมืองปาลู โดยเครื่องบินทหาร C-130 ได้ภายในบ่ายวันนี้ และอย่างช้า วันพรุ่งนี้ (1 ตุลาคม) เนื่องจากท่าอาศยานจะปิดทำการเวลา 18.00 น. (เวลามากัสซาร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประกาศขอให้นักศึกษาและคนไทยเดินทางไปรวมตัวที่ท่าอากาศยาน Mutiara Sis Al Jufri เมืองปาลู เพื่อรอขึ้นเครื่องบินหทาร C-130 แล้ว โดยเอกอัครราชทูตฯ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต และผู้ช่วยทูตทหารประจำอินโดนีเซีย และ กสม. ประจำเดนปาซาร์ จะเดินทางถึงเมืองมากัสซาร์ ภายในวันนี้ (30 กันยายน) เพื่อประสานงานกับบริษัทซีพี เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและดูแลคนไทยที่อพยพออกมาต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18725</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงจาการ์ตา, ประเทศอินโดนีเซีย, สถานเอกอัครราชทูตไทย, เกาะสุลาเวสี, เฟซบุ๊ก, เมืองปาลู, แผ่นดินไหว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb08024d0632.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มะละกะ&#039;ผลไม้คล้ายลางสาดและไม่ใช่ลองกอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.61- &amp;nbsp;ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่ ลูกมะละกะ ผลไม้ชื่อดังประจำอำเภอตะกั่วป่า จ.พังงา ออกสู่ท้องตลาด ให้ผู้ที่ชื่นชอบได้ลิ้มชิมรส ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีรูปร่างของผลคล้ายกับลองกองและลางสาด ซึ่งคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็จะไม่สามารถแยกไม่ได้เลย แต่เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสชาติของมันแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่าแตกต่างกับลองกองและลางสาดอย่างชัดเจน เพราะมะละกะ มีความหวานแบบเย็นๆ เนื้อแห้ง เคี้ยวหนึดๆคล้ายกับวุ้นมะพร้าวหรือเยลลี่ &amp;nbsp;ปอกเปลือกออกมาแทบจะไม่มียาง ทำให้ได้รับความนิยมในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก แต่ผลผลิตมีน้อยจนต้องมีการสั่งจองในช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด &amp;nbsp;และทำให้มีราคาสูงกว่าลองกองและลางสาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประวุฒิ &amp;nbsp;ลิ่มอ้อ อายุ 46 ปี เกษตรกร ที่บ้านบางลาน ม.5 ต.โคกเคียน &amp;nbsp;อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา กล่าวว่า ต้นมะละกะที่พ่อแม่ปลูกไว้ 5 ต้นน่าจะมีอายุมากกว่า 50 ปี เพราะเมื่อตนเองจำความได้ก็มีอยู่แล้วภายในสวนผลไม้ใกล้บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีกันบ้านละ 4-5 ต้น ไม่ได้มีการปลูกเป็นสวนเหมือนกับลองกองหรือลางสาด นอกจากความแตกต่างในเรื่องของรสชาติแล้ว ในส่วนของลำต้นและใบก็ต่างกัน เปลือกลำต้นของมะละกะจะขรุขระกว่าลองกองและลางสาด ใบมีลักษณะมลกว่าและใหญ่กว่า ส่วนระยะเวลาจากออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวก็พอๆกัน ผลจะเป็นช่อเหมือนกัน แต่มะละกะผลจะร่วงหลุดจากช่อง่ายกว่ามากทำให้ที่วางขายกันอยู่มักจะไม่ค่อยมีเป็นช่อๆ ปัจจุบันยังไม่มีเกษตรกรรายใดทำเป็นสวนมะละกะโดยเฉพาะ แต่จะปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นเท่านั้น สำหรับปีนี้ช่วงผลผลิตออกใหม่ๆขายได้กิโลกรัมละ 90 บาท ล่าสุดกิโลกรัมละ 30-50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล นายอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า มะละกะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกับลางสาดและลองกอง เริ่มปลูกครั้งแรกที่บ้านบางลาน ต.โคกเคียน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยเล่ากันว่ามีชาวอำเภอตะกั่วป่านำเมล็ดมาจากประเทศอินโดนีเซียมาเริ่มปลูก จากนั้นก็ได้มีการขยายพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ไม่ได้มีการปลูกเพื่อการค้า ทำให้มีกันบ้านละไม่ถึง 10 ต้น คาดว่ามีพื้นที่ปลูกรวมกันไม่ถึง 5 ไร่ &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นผลไม้ที่แปลกมีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทางอำเภอตะกั่วป่าเตรียมจะส่งเสริมให้มีอนุรักษ์ และปลูกเพิ่มขึ้นให้เป็นผลไม้ประจำอำเภอตะกั่วป่า อีกชนิดหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17387</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศอินโดนีเซีย, ผลไม้, พังงา, มะละกะ, อำเภอตะกั่วป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b98a48f00836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
