<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ห่วงสายพันธุ์อินเดีย เล็ดลอดตามชายแดน เผย11 วันจับได้ลักลอบเข้าไทย 1,218 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11 พ.ค.64- &amp;nbsp;นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีการตรวจพบผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยติดเชื้อสายพันธุ์อินเดียรายแรก โดยตรวจพบในสถานที่กักกันตัวที่รัฐกำหนด (State Quarantine : SQ) ซึ่งผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นหญิงชาวไทย อายุ 42 ปี เดินทางมาจากประเทศปากีสถาน ไปต่อเครื่องที่ดูไบ และมาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา โดยกักตัวที่ SQ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) &amp;nbsp;จึงส่งตัวอย่างเพื่อตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ผลการตรวจสายพันธุ์พบว่าเป็นสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.1) จึงได้ส่งต่อผู้ป่วยจาก SQ ไปดูแลรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการตรวจพบสายพันธุ์อินเดียในครั้งนี้ เป็นการตรวจพบในสถานที่กักกันตัวที่รัฐกำหนด (SQ) สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามระบบที่วางไว้ และทุกคนที่เข้ามาก็จะได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ทำให้ตรวจพบได้เร็วและเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างทันท่วงที และจะดูแลรักษาจนปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้างและระบาดในประเทศไทย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รายละเอียดของเชื้อดังกล่าวมีจำกัด และยังไม่ทราบว่ามีการดื้อวัคซีนมากแค่ไหน การแพร่กระจายของเชื้อเป็นอย่างไร รวมถึงมีความรุนแรงของโรคเพียงใด เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ &amp;nbsp;ดังนั้น มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคลจึงยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า กรณีเดินทางเข้าประเทศไทยทางอากาศ ได้มีมาตรการสำหรับคนต่างชาติที่มาจากประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และเนปาล โดยมีการชะลอชั่วคราวการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย หรือ certificate of entry (COE) &amp;nbsp; ทำให้คนต่างชาติยังไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ แต่กรณีคนไทยที่กลับจากประเทศดังกล่าวจะได้เข้าสู่ระบบการกักตัวใน SQ ตามมาตรการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งสามารถช่วยให้ตรวจจับโรคได้เร็วและป้องกันเชื้อแพร่กระจายในวงกว้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เรื่องที่น่าห่วงในช่วงนี้คือบริเวณพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีการลักลอบข้ามชายแดนโดยผิดกฎหมายและอาจนำเชื้อสายพันธุ์อื่นเข้ามาในประเทศไทยได้ โดยข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ผลการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองและการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยผิดกฎหมาย เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2564 (ข้อมูล ณ 11 พฤษภาคม 2564) มีการจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 1,218 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและชาวกัมพูชา จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว ที่สำคัญประชาชนในพื้นที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ที่ลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่โดยเร็ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102532</URL_LINK>
                <HASHTAG>#แนวชายแดน, #โควิดสายพันธุ์อินเดีย, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, ประเทศเพื่อนบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210508/image_big_609663942a557.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับลอบเข้าเมือง สั่งสาวถึงนายทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านยังทะลักเข้าไทยไม่หยุด ที่อุบลฯ จับคาด่านคนขับรถตู้โดยสารขนชาวลาว 14 คนจะเข้ากรุงเทพฯ ส่วนที่ฉะเชิงเทรารวบชาวกัมพูชา 8 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เที่ยงคืนเศษ วันที่ 13 กันยายนนี้ ร.ต.อ.ภาคิน ภูริธาดาวัฒน รองสารวัตรจราจร สภ.เมืองอุบลราชธานี พร้อมชุดเจ้าหน้าที่ ตั้งด่านบนถนนเลี่ยงเมือง พบรถตู้โดยสารต้องสงสัย สีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สายรามคำแหง-รังสิต คนขับชื่อนายปฏิพล จันทเขต อายุ 54 ปี ขับผ่านมา จึงเรียกให้หยุดตรวจ ภายในรถมีผู้โดยสารชายหญิงนั่งมาเต็มคัน 14 คน ตรวจสอบแล้วเป็นชาว สปป.ลาว ทั้งหมดให้การว่าลักลอบนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งไทยที่บ้านห้วยหมากใต้ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และมีรถมารับไปขึ้นรถตู้อีกทอด เพื่อเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ได้ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกคนตามมาตรการคุมเข้มโควิด-19 พบว่าอุณหภูมิร่างกายทุกคนเป็นปกติ พร้อมบันทึกประวัติและแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนส่งให้ ตม.ไทยประสานกับ ตม.สปป.ลาว นำตัวไปดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่นายปฏิพลถูกแจ้งข้อหาซ่อนเร้นหรือกระทำการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สอบปากคำให้การว่า รับจ้างจากคนรู้จักกันให้นำรถมารอที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่อุบลราชธานี เพื่อรับแรงงานชาว สปป.ลาวเข้ากรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า หลังเริ่มพบมีแรงงานชาวลาวหลบหนีเข้าเมืองโดยผ่านทางช่องทางธรรมชาติ ได้ให้กำลังผสมตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร และผู้นำชุมชนช่วยสอดส่องหาข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการ พร้อมตั้งด่านสกัดตามจุดต่างๆ ให้เข้มข้นกว่าปกติ และจะมีการขยายผลตามจับคนไทยที่ลักลอบนำแรงงานทั้งหมดเข้ามาในประเทศ เพื่อป้องปรามให้หยุดการกระทำดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านแรงงานเถื่อนเหล่านี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เย็นวันที่ 12 ก.ย.นี้ รถแวน สีขาว หนีด่านสกัดคลองกลาง หมู่ 25 บ้านสามพราน ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ ก่อนจะไปติดหล่มอยู่บริเวณชายป่าเขาน้อย หมู่ 3 บ้านเกาะลอย ถูกชุดทหารกองร้อยทหารพรานที่ 1306 จับกุมได้ คนขับคือนายประวิทย์ จันสว่าง อายุ 38 ปี พร้อมแรงงานต่างด้าวลอบเข้าเมือง 8 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คน เจ้าหน้าที่ได้กักตัวไว้ทั้งหมดเพื่อป้องกันโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประวิทย์ให้การว่า รับจ้างพาแรงงานชาวกัมพูชาจากพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ซึ่งลัดเลาะเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อไปส่งให้กับนายจ้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77327</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ประเทศเพื่อนบ้าน, ลักลอบเข้าเมือง, สปป.ลาว, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แรงงานเถื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e0f5fc32f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับบึ้มกรุงอีก3  แฉสั่งการจากประเทศเพื่อนบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ กทม. เมื่อวันที่ 1-2 ส.ค.ว่า&amp;nbsp; วันนี้ (14 ส.ค.) ได้ออกหมายจับอีก 3 คนเป็นระดับปฏิบัติการ ส่วนเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการนำตัว 2 ผู้ต้องหามาสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปราม ซึ่งเป็นการสอบสวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีคนร้ายที่หนีไปประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวมีการประชุมสั่งการในประเทศเพื่อนบ้านใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า &amp;ldquo;ใช่&amp;rdquo; เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการประสานกับประเทศมาเลเซียหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า &amp;ldquo;ก็ยังไม่รู้ ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ ปล่อยให้ตำรวจดำเนินการไป ไล่แบบนี้ตายเลย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43412</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, บิ๊กป้อม, บึ้มกรุง, ประเทศเพื่อนบ้าน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ออกหมายจับเพิ่มอีก3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d537d9bdeb34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อุตตม&quot; แย้มคุยประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อุตตม&amp;quot; แย้มแผนคุยประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมกัน ชูจุดเด่นแต่ละพื้นที่ลดความซ้ำซ้อน หวังรองรับการลงทุนที่จะเติบโตสูบในอนาคต หลังประเมินศักยภาพอาเซียนไปได้ไกล พร้อมหารือร่วม ปตท. กำหนดนโยบายพัฒนาเขตศก.เกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา&amp;quot;Asean SEZ Summit 2018&amp;quot; ในหัวข้อเขตเศรษฐกิจอาเซียน ศูนย์กลางการลงทุนยุคใหม่ ว่าเบื้องต้นกระทรวงฯได้ทำการหารือในการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(Acmecs) เมื่อช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงการร่วมมือกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองหาความสามารถ และศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านแรงงาน ระบบสาธารณูปโภค ความพร้อมของพื้นที่ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยกันพัฒนาและเตรียมความพร้อมสู่การลงทุนในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การลงทุนในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเนื่องจากนักลงทุนเห็นศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการเติบโตของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่มีสูงมาก รวมทั้งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีการแข่งขันสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งการร่วมมือกับกลุ่มประเทศดังกล่าวจะเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างดีที่สุด เพื่อลดความซ้ำซ้อน และส่งเสริมให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนในภูมิภาคนี้ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น &amp;quot;นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามประเทศไทยจะเริ่มจากการตั้งจุดยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยผ่านการคัดเลือกจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยอาจจะเป็นการใช้พื้นที่ใหม่หรือพัฒนาจากนิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้จะร่วมกับแผนการตลาดเศรษฐกิจชายแดน ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ให้สามารถฉายภาพความพร้อมของพื้นที่ออกมาให้นักลงทุนเห็น ผลักดันให้เกิดความผลักน่าสนใจในการลงทุน ซึ่งหลังจากการประเมินเชื่อมั่นว่าพื้นที่ประเทศอาเซียนนั้นสามารถเป็นฐานการผลิตรวม สำหรับตลาดโลกในหลายอุตสาหกรรมได้เนื่องจากความพร้อมของวัตถุดิบ กำลังคน ความเชื่อมโยง และเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการหารือร่วมกับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ถึงแนวทางการร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เน้นการลงทุนของอุตสาหกรรมเกษตร เกษตรแปรรูป และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งทาง ปตท.ให้ความสนใจและจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในวันที่ 19 ธ.ค. นี้กระทรวงฯจะมีการเปิดตัวศูนย์อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ โดยจะมีการเชิญบริษัทเอกชน รวมถึงปตท. และบริษัทจากฮ่องกงมาหารือกันเรื่องนี้ด้วย ซึ่งในอนาคตอาจจะกำหนดออกมาเป็นนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายเกษตรของชาติ ซึ่งคาดว่าหลังจากที่หารือกันจะเห็นความชัดเจนของแผนการลงทุนของ ปตท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24279</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(Acmecs), ประเทศเพื่อนบ้าน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, อุตตม สาวนายน, เขตเศรษฐกิจอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227f659d4ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
