<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ผนึกอบต.ปั้นสินค้าชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย. 2563 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในจังหวัดต่างๆ เพื่อร่วมมือกันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชน เพราะ อบต. จะรู้ดีว่าในแต่ละชุมชน มีสินค้าดี เด่น ดังอะไรบ้าง เมื่อหาเจอแล้ว ก็จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการเอาปัญญาเข้าไปใส่ ซึ่งอาจจะผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หากเป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น เป็นของเฉพาะถิ่น หรืออาจจะผลักดันให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือความลับทางการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินค้าชุมชน มีหลากหลาย จะผลักดันให้ขึ้นทะเบียน GI เพียงอย่างเดียว ต้องใช้เวลา บางที 2-3 ปี กว่าจะได้มาซักสินค้าหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาปัญญาเข้าไปใส่ ก็สามารถที่จะสร้างทรัพย์สินขึ้นมาได้ทันที หรือที่เรียกว่าทรัพย์สินทางปัญญา แบบนี้ ทำได้เร็ว สินค้าชุมชนอะไรที่เป็น GI ไม่ได้ เราก็มีทางเลือก ไปช่วยให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อเขามีตรา มียี่ห้อ ก็จะทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม และขายได้ราคาดีขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอีกรูปแบบหนึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ขอเรียกว่า &amp;ldquo;อบต.โมเดล&amp;rdquo; เพราะเป็นการร่วมมือกับ อบต. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยจะนำร่องที่จ.อ่างทอง และนครสวรรค์ก่อน จากนั้นจะขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนของประเทศ โดยการเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีของคนไทยให้เพิ่มจากเฉลี่ย 7,000 เหรียญสหรัฐ เป็น 15,000 เหรียญสหรัฐ เพราะหากสามารถผลักดันให้ชุมชนที่มีสินค้าและบริการ แล้วมีการนำปัญญาเข้าไปใส่ และช่วยทำตลาด ช่วยคุ้มครอง ก็จะทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ความยากจนก็จะหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า ทางด้านการเพิ่มพูนความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา จะพัฒนาหลักสูตร e-Learning ของกรมฯ ใหม่ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และเมื่อผ่านการเรียนรู้แล้ว ก็จะมอบประกาศนียบัตร และแต่งตั้งให้เป็นไอพี แอมบาสเดอร์ หรือผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และให้คนเหล่านี้เข้ามาช่วยเป็นวิทยากร หรืออบรมความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้อื่นต่อไป ซึ่งอาจจะช่วยให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะหารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลักดันให้วิชาทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักสูตรกลาง และเป็นวิชาเลือกในการเรียนการสอน เพื่อผลักดันให้นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น และสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการต่อยอดการทำงานหรือทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนประเทศด้วยทรัพย์สินทางปัญญามีการเติบโตได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83250</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประโยชน์ เพ็ญสุต, รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f15e7cb984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตรียมคุมส่วนต่างราคายา ป้องกันโรงพยาบาลโขกกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค. 2562 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯและผู้เชียวชาญทางการแพทย์ด้านมีการประเมินสถานการณ์การจำหน่ายยาของโรงพยาบาลเอกชนพบว่าโรงพยาบาลเอกขนที่มีเครือข่ายหรือมีสาขาจำนวนมากจะมีการจำหน่ายยาที่แพงกว่าโรงพยาบาลเดียวที่ไม่มีเครือข่าย ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะตามหลักการแล้วโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายมากจะมีต้นทุนในการซื้อยาที่ถูกกว่าโรงพยาบาลที่ไม่มีสาขา ดังนั้นกรมฯอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อพิจารณาแนวทางในการกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขายหรือมาร์จิ้น คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกำหนดส่วนต่างหรือเปอร์เซ็นต์ที่ห้ามขายเกินจากต้นทุนนั้นคงต้องมีการกำหนดยาออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ยาราคาต่ำเม็ดละไม่กี่บาท, ยาราคาแพง, ยาหายาก,ยาที่ใช้กันน้อยแต่ก็จำเป็นต้องมี เป็นต้น เพราะหากจะกำหนดส่วนต่างในอัตราเดียวกันหมดก็จะทำให้ยาราคาถูกได้รับผลกระทบ เช่น ต้นทุนเม็ดละ 50 สต. หากกำหนดห้ามเกิน 100% &amp;nbsp;หรือเม็ดละ 1 บาทก็ยังไม่กระทบต่อผู้ป่วยมากนัก แต่หากเป็นยาแพงต้นทุนเม็ดละ 100,000 บาท หากกำหนดห้ามเกิน 100% ราคจำหน่ายก็จะเป็น 200,000 บาทซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ป่วยอย่างมาก ดังนั้นการกำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างก็จะมีหลายอัตราตามกำหนดที่กรมกำลังพิจารณา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการกำหนดส่วนต่างนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โรงพยาบาลเอกชนและผู้ป่วยกรมฯจะมีการนำเริ่งขิงการลงทุน ค่าบริการจัดการมาพิจารณา แต่หลักในการคิดคำนวณนั้นคงต้องมีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง
สำหรับโรงพยาบาลเอกชนสีเขียว หรือ กลุ่มโรงพยาบาลคิดราคายาไม่แพงหรือแบบอนุเคราะห์ผู้ป่วย 164 แห่ง หากแยกตามจังหวัดพบว่าในกรุงเทพฯ มี 46 แห่ง, กาญจนบุรี 2 แห่ง, กาฬสินธุ์ 2 แห่ง, กระบี่ 2 แห่ง, กำแพงเพชร 1 แห่ง, จันบุรี 1 แห่ง, เชียวราย 1 แห่ง, เชียงใหม่ 4 แห่ง, ชัยนาท 1แห่ง, ชลบุรี 2 แห่ง, ชุมพร 2 แห่ง, ชัยภูมิ 1 แห่ง, ตรัง 1 แห่ง, ตาก 2 แห่ง, นครศรีธรรมราช 3 แห่ง, นครราชสีมา 5 แห่ง, นครสวรรค์ 3 แห่ง,นครปฐม 1 แห่ง, นนทบุรี 7 แห่ง, บุรีรัมย์ 2 แห่ง, ปทุมธานี &amp;nbsp;6แห่ง, ปราจีนบุรี 1 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพชรบุรี 1 แห่ง, เพชรบูรณ์ 2 แห่ง, พะเยา 1 แห่ง, พระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง, พิจิตร 4 แห่ง,พิษณุโลก 3 แห่ง, พัทลุง 1 แห่ง, แพร่ 1 แห่ง, ภูเก็ต 1 แห่ง, มุกดาหาร 1 แห่ง มหาสารคาม 1 แห่ง, ยโสธร 2 แห่ง, ราชบุรี &amp;nbsp;5 แห่ง, ร้อยเอ็ด 2 แห่ง, ระยอง 2 แห่ง, ระนอง 1 แห่ง, ลำพูน 1 แห่ง,ลพบุรี 2 แห่ง, ศรีสะเกษ 1 แห่ง, สงขลา 1 แห่ง, สมุทรปราการ 5 แห่ง, สมุทรสาคม 8 แห่ง, สระบุรี 2 แห่ง,สิงห์บุรี 1 แห่ง, สุโขทัย 3 แห่ง, สุพรรณบุรี 2 แห่ง, สุราษฎร์ธานี 2 แห่ง, สุรินทร์ 1 แห่ง, หนองคาย 1 แห่ง, หนองบัวลำภู 1 แห่ง,อ่างทอง 1 แห่ง, อุบลราชธานี 2 แห่ง,อุดรธานี 1 แห่ง, อุตรดิตถ์ 1 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48756</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กำหนดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขาย, ประโยชน์ เพ็ญสุต, ราคายา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f15e7cb984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตรียมคุมค่ารักษาฟัน หลังพบแพงเกินจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค. 2562 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ กรมจะทำหนังสือไปยังทันตแพทย์สภาเพื่อขอหารือเกี่ยวกับต้นทุนการรักษาฟันในโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากค่ารักษาฟันถือเป็นส่วนหนึ่งในค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ ที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดมาตรการกำกับดูแล เพราะการทำฟันราคาสูงมาก โดยเฉพาะการจัดฟัน ทำฟันปลอม ทำรากฟันเทียม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีประชาชนร้องเรียนเรื่องราคารักษาที่สูงเกินจริงมายังกรมอย่างเป็นทางการเหมือนกับเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพง แต่กมีคนมาร้องเรียนให้อธิบดีกรมการค้าภายในเข้าไปดูแล เพราะเป็นการคิดค่าบริการที่แพงมาก และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และเยาวชนในการจัดทำฟัน หรือผู้สูงอายุในการทำรากฟันเทียม หรือสวมฟันปลอม เป็นต้น แต่ในเบื้องต้น กรมจะดูแลเรื่องการรักษาฟังเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนก่อน และในอนาคตอาจจะขยายไปสู่การรักษาฟันในคลินิกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องต้นทุนการทำฟัน และแนวทางในการดูแลนั้น กรมคงต้องขอความรู้จากทันตแพทย์สภาก่อน แต่ที่ทราบ การทำฟันราคาแพงมาก เช่น จัดฟัน ราคา 50,000 บาท หรือ ทำรากฟันเทียม 60,000-70,000 บาท ซึ่งนอกจากจะขอความรู้จากทันตแะทย์สภาในด้านนี้แล้ว ในอนาคตก็จะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาเป็นที่ปรึกษาด้วย เพราะเชื่อว่าอาจมีประชาชนมาร้องเรียนแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง ที่ต้องส่งข้อมูลราคาซื้อ ขายยามาให้กรมภายในวันที่ 31 ก.ค. 62 ตามประกาศกกร.ฉบับที่ 52 ที่กำหนดมาตรการกำกับดูแลยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ และกำหนดให้โรงพยาบาลต้องส่งราคามาใน 31 ก.ค.นี้นั้น พบว่า จนถึงขณะนี้ มีโรงพยาบาลเอกชนส่งข้อมูลมาให้กรมตามที่กำหนด 305 ราย ยังเหลืออีก 48 แห่งที่ไม่ส่งข้อมูลมาให้ ดังนั้น กรม ในฐานะเลขานุการ กกร. จะทำหนังสือไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวเพื่อให้มาชี้แจงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนโรงพยาบาลที่ส่งข้อมูลมาครบแล้ว กรมจะร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบข้อมูล และหากยาของโรงพยาบาลเอกชนรายใด มีราคาแพงเกินจริงมากๆ และแพงกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ จะสอบถามไปยังโรงพยาบาลให้ยืนยันข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องจริงๆ ถ้ายังยืนยันตามราคาที่ส่งมาให้ ก็จะจัดทำเเป็นคิวอาร์โค้ด และส่งให้โรงพยาบาลนำไปจัดแสดงในที่ที่เห็นชัดเจนตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.นี้ เพื่อให้ผู้เข้ามาใข้บริการในโรงพยาบาล สามารถสแกนเพื่อเช็คราคายาและเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ ได้ ที่สำคัญ ราคาที่โรงพยาบาลส่งมาให้กรม หากจะมีการเปลี่ยนแปลวต้องแจ้งกรมก่อนล่วงหน้า 15 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42519</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าทำฟัน, ต้นทุนการรักษาฟัน, ทันตแพทย์สภา, ประโยชน์ เพ็ญสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afc11b04ccc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”นัดถกคณะทำงาน ดูโครงสร้างต้นทุนราคายา นำร่อง 1,000 รายการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ. 2562 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการดูแลยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ เปิดเผยว่า คณะทำงานเพื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ที่มีนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน จะมีการประชุมนัดแรก โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน มาสอบถามเกี่ยวกับต้นทุนของยา ทั้งที่เป็นยาในประเทศและยานำเข้ามาจากต่างประเทศของแต่ละแห่งมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะมีการพิจารณาในเรื่องราคายาที่โรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งคิดค่ายากับผู้ใช้บริการเป็นอย่างไรบ้าง และมีการนำอย่างอื่นมารวมไว้กับค่ายาหรือไม่ และหากเห็นว่าราคายาแพงเกินไป และคณะทำงานเห็นว่าโรงพยาบาลมีการชี้แจงต้นทุนไม่สมเหตุสมผล ก็จะมีการเข้าไปดูแลราคาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าการดูแลราคายา จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน โรงพยาบาล ซึ่งคงต้องดูข้อมูลกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของราคายา ยอมรับว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจมีต้นทุนราคาไม่เท่ากัน เช่น โรงพยาบาลที่มีเครือข่ายมากก็สามารถสั่งยาครั้งละมากๆ ได้ และจะได้ยาในต้นทุนต่ำ แต่โรงพยาบาลที่มีสาขาน้อยและซื้อยาไม่มาก ก็อาจจะได้ต้นทุนสูงกว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาเรื่องของโครงสร้างราคายา เบื้องต้นจะมีการเน้นตัวยาที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการกันมากก่อน นำร่องประมาณ 1,000 รายการ จากทั้งหมดที่มีตัวยากว่า 10,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในฐานะรักษาการรมว.พาณิชย์ ก็จะเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการดูเรื่องของยาและค่ารักษาพยาบาล เบื้องต้นจะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป โดยยึดหลักให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงมติคณะอนุกรรมการฯเมื่อวันที่ 31 ม.ค.62 ที่กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องปิดป้ายแสดงราคายาให้ชัดเจน และเปิดเผย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการว่า ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคาอยู่แล้ว แต่โรงพยาบาลจะขายตามราคาที่ปิดป้ายไว้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการที่คณะอนุกรรมการฯกำหนดให้ต้องปิดป้ายแสดงราคานั้น หากจะให้ได้ผลทางกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์จะต้องนำเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกประกาศให้โรงพยาบาลปิดป้ายแสดงราคา หากโรงพยาบาลไม่ปิดป้ายให้เปิดเผย เห็นชัดเจน จะมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากปิดป้ายแล้วไม่ขายตามราคาที่แสดงไว้ จะมีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ทุกวันนี้ โรงพยาบาลบางแห่งมีการชี้แจงราคาอยู่แล้ว แต่ไม่อยู่ในที่เปิดเผย เช่น อยู่ในสมุดเก็บไว้ที่ช่องจ่ายเงิน หรืออยู่ในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ไม่ได้อยู่ในที่เห็นเด่นชัด อีกทั้งอาจไม่ได้ขายตามราคาที่แสดงไว้ ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดดูแลได้ แต่การที่ต้องให้กกร.ออกประกาศ ก็เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่จะดำเนินการได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่ได้นำเสนอให้กกร.ออกประกาศ เพราะต้องการรอให้พิจารณาโครงสร้างต้นทุนยาเสร็จเสียก่อน เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ยาแต่ละชนิดมีต้นทุนเท่าไร ราคานำเข้าเป็นอย่างไร โรงพยาบาลตั้งราคาขายสอดคล้องกับต้นทุนหรือไม่ หรือมีการนำต้นทุนอื่นๆ มาแฝงไว้ในราคายา และบริการทางการแพทย์หรือไม่ เช่น ค่าขนส่ง ค่าเก็บสต๊อก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงพยาบาล เป็นต้น ขณะเดียวกัน ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการหาแนวทางที่จะให้โรงพยาบาลคิดราคายา โดยแยกออกจากต้นทุนอื่นๆ &amp;nbsp;เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28795</URL_LINK>
                <HASHTAG>000 รายการ, ชุติมา บุณยประภัศร, นำร่องประมาณ 1, ประโยชน์ เพ็ญสุต, รองอธิบดีกรมการค้าภายใน, วิชัย โภชนกิจ, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8c7a46bfc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ต้อนโรงพยาบาลเอกชน 100 แห่งแจ้งค่ายาขึ้นเว็บไซต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;หาทางออกปัญหาค่ายาค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง ดึงโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เผยแพร่ค่ายากว่า 1,000 รายการ รวมถึงค่ารักษา ขึ้นเว็บไซต์ของตัวเองและเว็บไซต์กลาง ให้ประชาชนได้เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเข้าไปใช้บริการ ดีเดย์ 13 เม.ย.62 พร้อมรับสั่งลดราคาไม่ได้ เหตุต้นทุนซื้อยาแพงกว่าโรงพยาบาลรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ กรมฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และตัวแทนผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน เพื่อหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริงตามที่มีประชาชนร้องเรียนมา ซึ่งผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนเห็นด้วยในหลักการที่จะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะมีการเผยแพร่ราคายาที่จำเป็นและค่ารักษาพยาบาลผ่านทางเว็บไซต์กลางและเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบราคาและตัดสินใจเข้ารับการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โรงพยาบาลเอกชนที่เชิญมา ครอบคลุมทั้งรายใหญ่ รายเล็ก มีทั้งเกรดเอ เกรดบี และเกรดซี โดยมีประมาณ 100 กว่าแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดเข้าใจถึงนโยบายที่ภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหา และพร้อมที่จะร่วมมือ&amp;rdquo;นายประโยชน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางที่ใช้แก้ไขปัญหา จะนำข้อมูลราคายาที่จำเป็น ซึ่งมีประมาณ 1,000 กว่ารายการ จากทั้งหมด 5,000 กว่ารายการ และค่ารักษาพยาบาลมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ แต่จะนำตัวที่จำเป็นเท่านั้นมาเผยแพร่ เพราะเมื่อนำข้อมูลที่เคยอยู่ในลิ้นชักมาเปิดเผย จะทำให้ประชาชนรับทราบราคายาและค่ารักษาพยาบาล ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และในที่สุดโรงพยาบาลเอกชนจะไม่กล้าคิดราคายาและค่ารักษาพยาบาลที่แพงเกินความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะไปหารือกับโรงพยาบาลเอกชนว่าจะนำรายการตัวใดมาเผยแพร่ขึ้นเว็บไซต์บ้าง และจะนำกลับมาเสนอที่ประชุมที่กระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 15 ม.ค.2562 รวมถึงบริการค่ารักษา และได้กำชับว่าข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ ต้องง่ายต่อความเข้าใจ และกำหนดวันที่จะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กลางและเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 เม.ย.2562 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ไทยให้กับประชาชน ส่วนที่ต้องใช้เวลาในการลิสต์รายชื่อยานาน เพราะเป็นเรื่องเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า กรมฯ คงไม่สามารถบังคับให้โรงพยาบาลเอกชนลดราคาค่ายาหรือค่ารักษาพยาบาลลงมาได้ เพราะต้นทุนไม่เหมือนกัน เช่น บริษัทยาจะจำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาลรัฐบาลในต้นทุนที่ไม่เท่ากับโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐบาลมีจำนวนมากกว่าครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้ได้ต้นทุนราคายาถูกกว่า แต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่มีสาขา บางแห่งมีสาขาแค่ 2-3 แห่ง การซื้อยาจากบริษัทยาหรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการแพทย์จะได้รับต้นทุนที่ต่างกับโรงพยาบาลรัฐ เพราะไม่เช่นนั้น บริษัทยาก็ต้องจำหน่ายยาให้โรงพยาบาลเอกชนเท่ากับโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งจะไม่ส่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23958</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายาค่ารักษาพยาบาล, ประโยชน์ เพ็ญสุต, ผ่านเว็บไซต์, แจ้งค่ายา, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f15e7cb984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot;ถก&quot;สาธารณสุข&quot; อีกรอบ จี้ร.พ.เอาราคายาและค่ารักษา ขึ้นเว็บไซต์ให้ตรวจสอบก่อนใช้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot;ถก&amp;quot;สาธารณสุข&amp;quot; อีกรอบ กำหนดรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาล เพื่อนำขึ้นเว็บไซต์ให้ผู้บริโภคตรวจสอบก่อนใช้บริการ ก่อนลงนามMOU ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน พร้อมขอให้แปลงรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาลเป็นภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย คาดบังคับใช้เม.ย.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันที่ 19 พ.ย.2561 กรมฯ จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องค่ายาและค่ารักษาพยาบาล ของโรงพยาบาลเอกชนสูงเกินจริงอีกครั้ง หลังจากที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบแนวทางในการผลักดันให้โรงพยาบาลเอกชนนำค่ายา ค่ารักษาพยาบาลเผยแพร่บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเอกชน โดยเบื้องต้นจะร่วมกันกำหนดรายชื่อยาและค่ารักษาพยาบาล ที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการมากก่อน เพื่อให้โรงบาลเอกชนนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ จากนั้นจะเชิญตัวแทนของโรงพยาบาลเอกชนมาร่วมกันหารือถึงความพร้อมในการดำเนินการ และลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาครัฐจะหารือกันก่อน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนว่าจะให้โรงพยาบาลเอกชนแสดงราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลรายการไหนบ้าง เพราะหากขึ้นทั้งหมดรับรองว่าอ่านกันไม่ไหว จากนั้นต้องมาคุยกับเอกชนอีกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำรายชื่อยา และค่ารักษาพยาบาลในแต่ละโรคมาเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนเม.ย.2562&amp;quot;นายประโยชน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า กรมฯ ยังได้ขอความร่วมมือให้กระทรวงสาธารณสุขแปลงภาษายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย เพราะต้องยอมรับว่าภาษาที่ใช้กัน ถือว่ายากมาก จนบางครั้งประชาชนไม่เข้าใจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ที่ไปตรวจสอบ ก็ไม่เข้าใจภาษาที่ใช้กัน และยังมีแผนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำแอปพลิเคชันในการรวบรวมค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ของโรงพยาบาลแต่ละแห่งมารวมไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกได้ถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปดูในเว็บไซต์ของแต่ละโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงพยาบาลมีการแสดงราคาค่ายา และค่ารักษาพยาบาลบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้บริโภคที่ไปใช้บริการแล้ว ถูกเรียกเก็บค่ายา ค่ารักษาพยาบาลไม่ตรงกับที่ขึ้นไว้บนเว็บไซต์ ก็สามารถร้องเรียนมาได้ ทั้งที่กรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กำหนดรายชื่อยา, คุมค่ารักษาพยาบาล, ค่ารักษาพยาบาล, ประโยชน์ เพ็ญสุต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181110/image_big_5be649d3c746b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2018 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2018 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์แก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพง  จี้ร.พ.เอกชนเปิดค่ารักษาในเว็บไซต์  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;ถกสาธารณสุขเดินหน้าแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนสูงเกินจริง เตรียมผลักดันให้โรงพยาบาลนำค่ายา ค่ารักษาพยาบาลใส่ไว้ในเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อนใช้บริการ แต่หากไม่ร่วมมือ จะงัดไม้แข็งนำเข้าบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อให้มีมาตรการดูแลต่อไป ลั่นยืนข้างประชาชน และยึดหลักโปร่งใส แข่งขัน ตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องค่ายาและรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนสูงเกินจริงว่า กรมฯ ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง มีการหารือร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาลมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.2561 และนัดหารืออีกครั้งในวันที่ 9 พ.ย.2561 ซึ่งได้เสนอให้มีการแสดงราคาค่ายา ค่ารักษาพยาบาลให้มีความโปร่งใส แข่งขันกันในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และให้ประชาชนเป็นผู้เลือก โดยให้ประชาชนรู้และสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะราคาได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เพื่อลดความสงสัยและโต้แย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ออกไปตรวจสอบค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 62 แห่ง ช่วงวันที่ 1-5 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปดูว่าติดราคากันตรงไหน แบบไหน พบว่า บางโรงพยาบาลทำเป็นเอกสารให้เปิดดู บางโรงพยาบาลใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ บางโรงพยาบาลใส่ในเว็บไซต์ จึงเห็นว่าควรจะมีมาตรฐานการปิดป้ายแสดงราคาที่เหมือนๆ กัน เพราะปัจจุบันแต่ละโรงพยาบาลมีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้ว ก็ควรจะเอาขึ้นเว็บไซต์ เอาใส่ไว้ให้คนเข้ามาดูได้ เปรียบเทียบได้ เพราะถ้ารู้ราคาก่อน ก็จะใช้ประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลไหน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดที่จะต้องเอาไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ จะต้องมีรายการค่ายา ที่จำเป็น ที่คนต้องใช้ เพราะมีสถิติประกอบอยู่แล้วว่าปัจจุบันคนใช้ยาอะไรมาก หรือค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ก็ต้องใส่ไว้ โดยยึดตามหลักสถิติการใช้บริการเช่นเดียวกัน และเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้ว ก็จะเชิญโรงพยาบาลเอกชนมาหรือ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประโยชน์กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอให้นำค่ายาและค่ารักษาพยาบาลเป็นสินค้าและบริการควบคุม ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 นั้น กระทรวงพาณิชย์ต้องหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบก่อน หากเห็นด้วย ก็จะนำเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณากำหนดเป็นสินค้าและบริการควบคุม และจะมีมาตรการกำกับดูแลได้ต่อไป เหมือนกับสินค้าควบคุมอื่นๆ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำตาลทราย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดูแลเรื่องค่ายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้มีการปิดป้ายแสดงราคาไว้ในที่เปิดเผยและชัดเจน หรือให้จัดทำเป็นเอกสารหรือเว็บไซต์ของโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบอัตราค่ายาและค่าบริการก่อนการตัดสินใจใช้บริการ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ใช้พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 กำหนดให้การประกอบกิจการสถานพยาบาลและการดำเนินการสถานพยาบาล มาตรา 32 (3) ผู้รับอนุญาตต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล และสิทธิของผู้ป่วยที่สถานพยาบาลต้องแสดงตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดโทษ มาตรา 59 ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลจะมีการประมาณการอัตราค่าบริการเบื้องต้น แจ้งให้ผู้รับการรักษาทราบก่อน ส่วนการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพง ได้มีคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลราคาแพง และคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลราคาแพง ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและดำเนินการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21694</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ค่ารักษาพยาบาลแพง, ประโยชน์ เพ็ญสุต, แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องค่ายาและรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181110/image_big_5be649d3c746b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
