<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เที่ยวใกล้ๆ นครปฐม-ราชบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ฝูงลิงจำนวนมากริมถนน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครที่อยากจะไปเที่ยวในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ติดขี้เกียจไม่อยากเดินทางไกล บอกเลยว่าใกล้ๆ กรุงเทพฯ มีจังหวัดที่น่าเดินทางไปเที่ยว ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อยู่ไม่น้อยเลยล่ะ อย่างในทริปนี้ ททท.ได้พาเราเดินทางไปแบบวันเดย์ทริปที่จังหวัดนครปฐม และจะเดินทางไปกินกุ้งที่เมืองราชบุรีแบบคูลๆ กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่ทุกคนรู้จักว่า นครปฐม เปรียบเสมือนอู่อารยธรรมที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีของกินขึ้นชื่ออย่างข้าวหลามและส้มโอ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ครบทุกรสแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นักท่องเที่ยวนั่งเรือชมนาบัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะเดินทางได้เลือกเดินทางมายัง บ้านศาลาดิน อ.พุทธมณฑล ที่ตั้งอยู่บริเวณคลองมหาสวัสดิ์&amp;nbsp;คลองแห่งสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ ริมคลองมากว่า 150 ปี แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ชุมชนบ้านศาลาดิน หนึ่งในชุมชนริมคลองแห่งนี้ก็ได้ปรับตัวและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่ยังคงมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิมในแบบของชาวสวนที่มีพืชผลหลากหลายชนิด ทั้งสวนฟักข้าว ส้มโอ ขนุน กล้วย มะละกอ สระบัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาได้สัมผัสกับเสน่ห์ในแบบของบ้านศาลาดินอย่างเต็มอิ่ม ด้วยการล่องเรือลัดเลาะไปตามริมสองฝั่งคลอง แวะยังจุดท่องเที่ยว 5 จุด คือ นาบัว บ้านฟักข้าว นากล้วยไม้ สวนผลไม้และนาข้าว และตลาดน้ำบ้านศาลาดิน&amp;nbsp;ที่จะมีให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;08.00-17.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ในส่วนของราคาอยู่ที่ลำละ&amp;nbsp;350&amp;nbsp;บาท นั่งได้&amp;nbsp;6&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;และค่าหัวในการแวะไปยังจุดต่างๆ ก็อยู่ที่คนละ 100 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนที่จะลงเรือ เราก็มาทำกิจกรรมจุดแรกกันที่ตลาดน้ำบ้านศาลาดิน จุดนี้จะได้เห็นการสาธิตทำข้าวตังที่มีการดัดแปลงรูปร่างให้น่าทาน เป็นรูปหัวใจ แบบสามเหลี่ยม และแบบวงกลมดั้งเดิม แผ่นข้าวตังที่ไม่หนาจนเกินไป ทอดกรอบจากกระทะร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟให้เราได้เลือกใส่หน้าได้เอง มีทั้งหน้าหมูหยอง พริกเผาหมูหยอง และธัญพืช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเสร็จจากจุดแรก เรามาลงเรือกันที่ท่าตลาดน้ำบ้านศาลาดิน หรือสามารถลงเรือได้อีกท่า คือ ท่าวัดสุวรรณาราม&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรือให้บริการนำเที่ยวลำพอดี มีหลังคามุงกันร้อน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับอากาศในช่วงนี้ ในระหว่างที่เรือแล่นออกจากท่า เราก็นั่งชมวิวบ้านเรือนริมสองฝั่งคลอง บ้านหลายหลังก็ยังคงมีศาลาริมน้ำ มีโรงจอดเรือ แต่ก็มีอีกหลายหลังที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ถนนลาดยางที่เข้ามาเพิ่มเพื่อการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กลุ่มดอกบัวเบ่งบานสดใส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรือเทียบท่าจุดที่สอง ที่บ้านป้าติ๋ว หรือ ประไพ สวัสดิ์โต เจ้าบ้านก็ออกมาต้อนรับ พร้อมพาไปยังนาบัวที่มีทั้งบัวฉัตรชมพู และบัวฉัตรขาว&amp;nbsp;อยู่ในสระบัวประมาณ 15 ไร่ มีศาลาขนาดใหญ่ เป็นท่าเรือสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ล่องเรือ เก็บบัว หรือจะนั่งรับลมเย็น ชมบัวชิลๆ น่าเสียดายช่วงที่เรามาบัวยังบานออกมาได้ไม่เต็มที่ จะให้ดีคือช่วงหน้าร้อน บัวจะเบ่งบานเต็มที่ ยิ่งเวลาประมาณ 07.00 น. จะได้เห็นภาพบัวบานเต็มสระแน่นอน แต่ก็ยังโชคดีที่จะมีบัวบานกลุ่มเล็กๆ ให้เราได้พายเรือเข้าไปชมแบบใกล้ๆ ป้าติ๋วใจดี พายเรือไปเก็บบัวมาสอนพวกเราพับดอกบัวสวยๆ เอาไว้ไปถวายพระอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สวนกล้วยไม้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรือแล่นพาเราไปต่อยังจุดที่สาม ที่ &amp;quot;บ้านฟักข้าว&amp;quot; ลูกฟักข้าวสีแดงส้มผลใหญ่ห้อยโตงเตง มองดูผิวเผินเหมือนผลปลอมมากๆ แต่นี่คือผลฟักข้าวของจริง มายังจุดนี้มีผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวแท้ให้ชิมกันด้วย ถ้าติดใจก็ซื้อกลับได้เลย ต่อมายังจุดที่สี่ &amp;quot;นากล้วยไม้&amp;quot; สีม่วงสดของดอกกล้วยไม้ เบ่งบานรอต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ลงไปถ่ายรูปเล่นได้สักพัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อีแต๋นพาแว้นชมท้องนา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปต่อกันที่จุดสุดท้าย สวนผลไม้และนาข้าว ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เรารอคอย เพราะผลไม้นานาชนิดทั้งแห้งและสดจากสวนได้จัดวางไว้พร้อมทาน แถมยังได้ชิมเมี่ยงกลีบบัวด้วย รสชาติใช้ได้เลย ใครอยากจะลองนั่งรถอีแต๋นไปชมนาข้าวก็จ่ายเพิ่ม&amp;nbsp;100&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;แต่นั่งได้ถึง 10 คน ซึ่งเราได้นั่งแล้วต้องบอกลีลาการขับรถของคนขับเฟี้ยวฟ้าวไม่เบาทีเดียว อิ่มท้อง แถมยังได้ล่องเรือแบบชิลๆ มาที่เดียวแต่รู้สึกว่าคุ้มมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กุ้งตัวโตๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราเดินทางต่อไปยังจังหวัดราชบุรีที่อยู่ติดกับนครปฐม ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าก็ถึง และที่จะพลาดไม่ได้คือ ต้องมากินกุ้งบางแพ ตัวใหญ่ เนื้อแน่น ไม่ว่าจะเป็นเมนูกุ้งเผา กุ้งทอดกระเทียม และอีกสารพัดเมนูกุ้งรสเด็ด แซ่บถึงใจแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ถ้ำฤาษีเขางู ด้านในถ้ำมีพระพุทธรูปประทับห้อยพระบาท ปางแสดงธรรมเทศนา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดราชบุรียังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย เรามุ่งหน้าไปยังถ้ำฤาษีเขางู ข้อควรระวังของที่นี่คือลิงจอมซน อย่าได้เผลอทีเดียวเชียว&amp;nbsp;ก่อนจะถึงตัวถ้ำต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกนิด ด้านในถ้ำมีพระพุทธรูปประทับห้อยพระบาท ปางแสดงธรรมเทศนา มีลักษณะแบบสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษ 11-13 และยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่อีกหลายองค์ และฤาษีตามที่ชาวบ้านให้ความเคารพ อีกทั้งยังมีแผ่นจารึกโบราณอักษรปัลลวะภาษาสันสฤต อ่านว่า ปุญกรรมชระศรีสมาธิคุปตะ ซึ่งแปลว่าพระศรีสมาธิคุปตะเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยการทำบุญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่หันพระเศียรไปทางปากถ้ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เดินทางต่อไปยัง ถ้ำฝาโถ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก มีบันได้ให้เดินขึ้นชมวิวมุมสูงระหว่างทาง ลักษณะของตัวถ้ำไม่ใหญ่เท่าถ้ำแรกที่เราได้ไปมา&amp;nbsp;ด้านในไม่ลึกมากนัก บริเวณผนังถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่หันพระเศียรไปทางปากถ้ำ ด้านบนเศียรพระมีประติมากรรมลักษณะคล้ายต้นไม้ มีเครื่องประดับ&amp;nbsp;นับว่าเป็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่งดงามอย่างมาก จุดหมายสุดท้ายของเย็นนี้คือ&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติเขาหินงู ระหว่างขับรถทุกคนจะได้เห็นลิงเป็นฝูงเยอะมากๆ เกาะกลุ่มกันอยู่ตามริมสองฟากถนน แต่ห้ามจอดให้อาหารเด็ดขาด อาจเสี่ยงถูกรุมยื้อแย่งอาหารจากลิงทั้งฝูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปั่นเป็ดยามเย็นที่อุทยานแห่งชาติเขาหินงู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อุทยานแห่งชาติเขาหินงู ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งระเบิดและย่อยหิน แต่ธรรมชาติเริ่มเสื่อมโทรม จึงได้มีการยกเลิกสัมปทาน&amp;nbsp;ต่อมาทางจังหวัดราชบุรีจึงได้พัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ มีการสร้างพระพุทธรูปหินและสะพานเชื่อมให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่นชมวิวธรรมชาติ มีเรือเป็ดปั่นในน้ำรับลมเย็นๆ เหมาะสำหรับการมานั่งเล่น เดินเล่นชิลๆ มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันสุดท้าย เราเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี ที่ในอดีตเคยเป็นศาลากลางจังหวัด อาคารแห่งนี้ทำให้เราสนใจตั้งแต่สีชมพูของตัวอาคาร และลักษณะสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบตะวันตก ทำให้รู้สึกสดใสน่ารัก เหมือนย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่&amp;nbsp;5 เลย ด้านในถูกจัดแบ่งเป็นโซนเล่าเรื่องของจังหวัดราชบุรี 5 เรื่องด้วยกัน โดยโซนแรกจะเป็นเรื่องราวของสภาพทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติวิทยา โซนที่สอง ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของราชบุรีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;โดยมีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถัดมาในโซนที่สาม จัดแสดงเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ของจังหวัดราชบุรีที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์&amp;nbsp;ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประกอบพิธีกรรม บ้านเรือนและการดำรงชีวิต โซนที่สี่ มรดกดีเด่น ห้องที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวและบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัด และโซนที่ห้า จัดแสดงราชบุรีในปัจจุบันที่ทำให้เราได้เห็นถึงการพัฒนาต่างๆ ของจังหวัดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทองอยู่ กำลังหาญ ผู้สืบสานทอผ้าลายตีนจก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราได้มาที่บ้านคูบัว ชมผ้าทอลายตีนจก ผ้าพื้นถิ่นดั้งเดิม เราได้พบกับคุณยายทองอยู่ กำลังหาญ ที่สืบสานการทอผ้าตีนจกมาตั้งแต่ยังสาวๆ ปัจจุบันยายทองอยู่มีอายุ 88 ปี ได้เล่าให้เราฟังสั้นๆ ว่า แต่ก่อนผ้าตีนจกไม่ค่อยมีคนใส่ แต่แม่ของตนยังคงใส่และทอเองเรื่อยมา โดยเฉพาะเอกลักษณ์ที่ทอกลับจากด้านหลัง ลายจึงอยู่ด้านหลัง อย่าง ลายเกี้ยวซ้อนกาบที่เคยทอถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และส่วนใหญ่สีที่นิยมก็สีแดง เขียว เหลือง ทำให้ผ้ามีสีสัน ปัจจุบันก็ส่งต่อการทอผ้าต่อให้หลานๆ ให้อนุรักษ์ลายผ้าตีนจกนี้ไว้ ในส่วนของราคาก็จะอยู่ที่ 500-10,000 บาทขึ้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวะเดินกาดวิถีชุมชนคูบัวที่มีอาหารและของพื้นบ้านมาจำหน่าย และมุ่งหน้าไปยังจุดหมายสุดท้ายที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศูนย์ศึกษาวิทยาการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม นั่งรถรางรับลมเย็นๆ สัมผัสไร่แปลงสาธิตบนพื้นที่กว่า 849 ไร่ บางทีอาจจะเป็นแรงบันดาลใจและความรู้ในการเอากลับไปทำเกษตรที่บ้านด้วยนะ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองอยู่ กำลังหาญ, นครปฐม, บ้านฟักข้าว, ประไพ สวัสดิ์โต, อ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c52e5e211734.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
