<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับโควิดทำศก.โคม่า รอลุ้นฟื้นตัวปกติได้Q1/66</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยโคม่า หลังเจอพิษโควิด-19 หลายระลอก ชี้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทำกิจกรรมเศรษฐกิจสะดุด ลุ้นฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาส 1/2566 แจง มิ.ย.นี้ เตรียมปรับจีดีพีใหม่อีกรอบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเพื่อคู่ค้า เดินหน้าฟื้นฟูธุรกิจ&amp;rdquo; ว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาภาครัฐและ ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ยังมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ความช่วยเหลือเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการยกระดับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ในการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยปลดล็อกข้อจำกัดของซอฟต์โลนเดิม เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขยายเวลาการชวยเหลือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขยายวงเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอในการฟื้นตัว และกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และได้เพิ่มกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีการขยายเงื่อนไขการช่วยเหลือตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูให้ครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการมาตรการ การให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของเอสเอ็มอีได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลในการพิจารณา ขาดคนกลางในการชี้เป้าหมายว่าเอสเอ็มอีใดที่พอจะมีศักยภาพและจะกลับมาฟื้นตัวได้ เพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนต้องร่วมมือกัน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยยกระดับบทบาทของตัวเองในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องอย่างทันการ รัฐบาลและ ธปท.มีบทบาทในการลดความเสี่ยงภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มดี ด้วยการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันการเงินมีบทบาทในการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลของคู่ค้าที่เดิมเข้าถึงยากให้กับสถาบันการเงิน เพื่อประกอบการประเมินสินเชื่อ ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้อยู่รอด และรับโอกาสในการสนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับการจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการด้านการเงินและบัญชีให้ได้มาตรฐานสากล ดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยบริหารจัดการต้นทุน กำไร และสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและฐานะทางการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการพิจารณาความเสี่ยงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้สร้างความรุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3/2564 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ จึงได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เหลือเพียง 0.5-2.0% ซึ่งได้รวมผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศออกมาแล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีการทบทวนสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่มีความรุนแรง และอาจส่งผลให้การเปิดประเทศทำได้ล่าช้าออกไป โดยปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดว่าจะกลับสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ไตรมาส 2-3/2565 ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 1/2566
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2564 ธปท. จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2565 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในหลายปัจจัย ทั้งในแง่วัคซีนป้องกันโควิด-19 และการกระจายวัคซีน สถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นจะต้องพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมุมมองในอนาคตที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104853</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ควบคุมการแพร่ระบาด, ปรับจีดีพี, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย, แบงก์ชาติ, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f27645764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสิกร&#039;จ่อปรับจีดีพี64จับตาวัคซีนไม้เด็ดฟื้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2564 นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งปัจจุบันยังคงเป้าหมายจีดีพีในปี 2564 เติบโตที่ 1.8% โดยมองว่า จากที่ประเทศไทยเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 อยู่ในขณะนี้ นโยบายหลักซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คือ นโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังจะเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พัฒนาการและความสามารถในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไปนั้น ย่อมมีผลต่อพลวัตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19ในสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และจีนมีทิศทางที่เริ่มคลี่คลาย เนื่องจากมีการกระจายวัคซีนได้รวดเร็ว โดยสหรัฐฯ สามารถฉีดวัคซีนให้กับประชากรไปแล้วถึง 36% ส่วนอังกฤษ 29% เป็นต้น ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ที่มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 4.5% ของประชากรโลก ถือว่าทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลก จึงทำให้ได้เห็นการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กันบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะที่ประเทศไทย การกระจายวัคซีนยังทำได้ในระดับต่ำเพียง 1.1% ของจำนวนประชากรในประเทศเท่านั้น ดังนั้นหากประเทศใดที่สามารถฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ไว และลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีกว่า ก็จะส่งผลให้เกิดความชัดเจนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถเปิดประเทศได้เร็วขึ้น&amp;rdquo; นายกอบสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนจะพบว่าเงินบาทในปีที่ผ่านมาอ่อนค่ามาก จากผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิดในรอบแรก แต่ในปีนี้เริ่มกลับมาแข็งค่า 1.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และหากเทียบกับช่วงต้นปีแล้ว เงินบาทอ่อนค่าไปมากกว่าสกุลเงินของประเทศอื่น จากผลของการกลับมาระบาดในรอบที่ 3 โดยเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงเม.ย.-พ.ค.นี้ ถือว่าเป็นช่วงฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติที่มาเปิดกิจการในไทย มีการนำส่งเงินรายได้จากผลประกอบการกลับสู่ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ช่วงเม.ย. พ.ค. เงินบาทจะอ่อนค่ากว่าปกติ เป็นเพราะการจ่ายเงินปันผลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เจ้าของเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งสัปดาห์นี้น่าจะมีการจ่ายปันผล 18,000-19,000 ล้านบาท ส่วนสัปดาห์หน้าอีกราว 6,500 ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะหมด จึงเป็นตัวสะท้อนดุลบัญชีเดินสะพัดส่วนหนึ่ง และทำให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้ซึ่งเป็นภาวะของฤดูกาล&amp;quot; นายกอบสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุมมองอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ไว้ที่ 31.10 บาท/ดอลลาร์ ส่วน ณ สิ้นปี 2564 คาดว่าจะเฉลี่ยที่ระดับ 29.80 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรณีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ถ้ามีการส่งมอบได้ตามเป้าหมาย ก็จะเป็นข่าวดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น สนับสนุนให้เงินบาทกลับไปแข็งค่าขึ้นช้า ๆ ไม่ก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปรับตัวลดลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี จะมีผลต่อตลาดทุนไทยอย่างไรนั้น มองว่า อาจจะเป็นแง่ดีได้ เพราะการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยยังไม่กว้างขวางนัก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งผลกระทบให้กำลังซื้อ และความมั่งคั่งหายไป ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นกับคริปโตเคอร์เรนซี ในขณะนี้น่าจะเป็นการปรับฐาน และยิ่งทำให้เห็นว่าการจะเลือกลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีต้องมีการไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน ดังนั้นควรมีโครงสร้างในการกำกับดูแลการลงทุนดังกล่าวที่มากขึ้นและสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีให้มากพอสมควร เพราะการรับรู้เพียงแค่กำไรหรือผลประโยชน์จากการลงทุนเพียงด้านเดียว โดยไม่พิจารณาความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย อาจจะนำไปสู่วิกฤติทางการเงินได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103665</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ปรับจีดีพี, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a722c41be0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีเงินเหลือเฟือ จ่อเคาะเยียวยา ยืดเวลาเราชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ยันมีเงินเหลือเฟืออีก 3.8 แสนล้านบาท ดูแลประชาชนช่วงโควิดรอบ 3 ชี้รอจังหวะเคาะมาตรการใหม่มาแน่ เตรียมชง ครม.ต่อเวลา &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ไปสิ้น มิ.ย. เล็งปรับจีดีพีใหม่หลังเจอวิกฤติอีกรอบ &amp;ldquo;พิชัย&amp;rdquo; เสนอเยียวยาจ่าย 5 พันบาท 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาดูแลประชาชนเพิ่มเติมในช่วงใด เนื่องจากขณะนี้ยังมีมาตรการเราชนะ ซึ่งยังเหลือเม็ดเงินรอการเบิกจ่ายอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท รวมถึงมาตรการ ม.33 เรารักกันของกระทรวงแรงงาน ซึ่งยังเบิกจ่ายเงินไม่หมด ยังเพียงพอดูแลเศรษฐกิจในช่วงเดือน พ.ค.2564 แต่หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง กระทรวงการคลังก็พร้อมพิจารณามาตรการต่างๆ ออกมาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะประเมินสถานการณ์ก่อนว่ามาตรการจะออกมาในช่วงใด เนื่องจากปัจจุบันยังคงมีเม็ดเงินออกมาจากมาตรการเราชนะและ ม.33 เรารักกันอยู่ ซึ่งจะเหลือเข้าสู่ระบบอยู่พอสมควร โดยล่าสุดโครงการเราชนะ วันที่ 16 เม.ย. มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมรวม 13,744 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 198,672 ล้านบาท&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
น.ส.กุลยากล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยังคงเหลืองบประมาณในการดูแลสถานการณ์โควิด-19 อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท โดยมาจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19 ในส่วนของเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2.4 แสนล้านบาท งบกลางของปีงบประมาณ 2564 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้วประมาณ 500 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบรรเทาโควิด-19 อีก 4 หมื่นล้านบาท โดยใช้ไปประมาณ 3.2 พันล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 รอบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% และเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายส่วน ทำให้ต้องมาปรับสมมติฐานการขยายตัวใหม่ โดยจากสถานการณ์ยอมรับว่าปีนี้ขยายตัวได้ถึง 3% ค่อนข้างยาก แต่ก็ขอพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีปัจจัยบวกใดบ้างมาสนับสนุนการขยายตัวในช่วงที่เหลือของปี&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ยังเพียงพอดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันยังมีวงเงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวเหลืออีก 2.4 แสนล้านบาท รวมทั้งยังมีงบประมาณรายจ่าย ปี 2564 อีก 3.285 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 เม.ย. กระทรวงการคลังเตรียมเสนอขยายเวลามาตรการเราชนะออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมสิ้นสุด 31 พ.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางออกไปใช้จ่ายได้ในช่วงโควิดระบาดรอบใหม่ในเดือน เม.ย.
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.) วิจารณ์โครงการกู้ครบรอบ 1 ปี เพื่อเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลสูญหาย ล้มเหลว ยิงไม่ตรงเป้า ว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องการคำตอบว่า จำนวนเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้มาเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดที่ล่วงเลยมาเป็น 1 ปีแล้ว รัฐบาลได้นำไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง และมีความคืบหน้าอย่างไร ซึ่งรัฐบาลควรให้คำตอบกับประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบภาระเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเห็นว่ารัฐบาลสามารถสั่งให้กระทรวงการคลัง หรือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงความคืบหน้าการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อ หรืออาจประสานงานให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน แถลงข่าวในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง และเกิดความสงสัยในสังคม&amp;rdquo; นายเทพไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ในภาวะวิกฤติไวรัสโควิดรอบใหม่นี้อยากเสนอแนวทางออกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและปานกลาง ทั้งหมด 6 แนวทาง คือ 1.ต้องเร่งเยียวยาประชาชนโดยด่วน เดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน เป็นเงินสด 2.รัฐบาลต้องเร่งหาวัคซีนมากระจายฉีดให้กับประชาชน 3.เร่งช่วยเหลือธุรกิจ SME โดยให้ซอฟต์โลนอย่างเร่งด่วน 4.เร่งสร้างความมั่นใจให้กลับมาโดยเร็ว 5.เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 6.เร่งสร้างบรรยากาศที่ดี โดยปล่อยนักศึกษาและแกนนำผู้ชุมนุมที่ถูกคุมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันยังคงมีการตอบโต้การแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวโต้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าที่เสนอ 4 ข้อสู้โควิด-19 พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกระบบเจ้าขุนมูลนาย ไม่มองประชาชนเป็นภาระว่า เบื่อหน่ายพฤติกรรมของนายธนาธรมาก เหมือนยุงรำคาญ เสนอแนะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ประดิษฐ์วาทกรรมมาโจมตีการทำงานของรัฐบาล นายธนาธรเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นโมฆบุรุษ พูดไปเรื่อย แต่ทำไม่ได้สักอย่าง การที่คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกลสลับหน้ากันออกมาโจมตีรัฐบาล เป็นการโหนกระแสโควิดเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้สนใจความทุกข์ของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ของนายกฯ พาประเทศฝ่าโควิดเหมือนตาบอดคลำทาง ไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่า ที่ผ่านมา 2 ครั้ง นายกฯ และรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้มาแล้ว และครั้งนี้มั่นใจว่านายกฯ จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ อย่าได้มาใช้นิสัยเดิมๆ มาซ้ำเติมทำร้ายจิตใจคนที่ทุ่มเททำงานแก้ปัญหา
&amp;ldquo;ขอยืนยันว่า คนทำงานอย่างนายกฯ ยิ่งไม่ควรต้องลาออก เพราะต้องแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและพัฒนาประเทศ นายพานทองแท้ไล่นายกฯ ให้ออก ขอถามกลับคงอยากให้คุณพ่อหรือคุณอากลับมาเป็นนายกฯ อีกใช่ไหม ช่วยถามหัวใจคนไทยส่วนใหญ่หน่อยว่ารับได้หรือเปล่า ก่อนจะไล่ใคร ช่วยย้อนกลับมามองตัวเองก่อน อย่าเอาอคติความแค้นส่วนตัวมาจ้องทำลายคนอื่น&amp;rdquo; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนต่อ ปอท.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกรณี น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค พท. ได้โพสต์ข้อความเผยแพร่ทางโซเชียลลงในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับวัคซีนแอสตราเซเนกา เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2564 โดยวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงข่าวในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 16 เม.ย.เกี่ยวกับรัฐบาลในการนำเข้าวัคซีนแอสตราเซนเนกา จำนวนกว่า 60 ล้านโดส ว่าเป็นวัคซีนที่หลายประเทศในยุโรปทิ้งแล้ว เป็นขยะที่เขาทิ้งแล้ว โดยระบุว่าที่มาร้อง ปอท.เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า น.ส.อรุณีได้พูดและโพสต์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นความจริงก็จะแจ้งความเพื่อดำเนินการเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) (2) และ (3) ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
sbobet
ufabet168
ufa191
pxj
slotxo</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100023</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ปรับจีดีพี, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาจ่าย 5 พันบาท 3 เดือน, เราชนะ, โควิด 19, โควิด-19, โควิดรอบ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d932519d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยพาณิชย์&#039;ขยับจีดีพีปีนี้โต2.6%อานิสงส์ส่งออก-มาตรการรัฐช่วยดัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. 2564 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2.2% เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ซึ่งรับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อมูลล่าสุด พบว่า มูลค่าการส่งออกในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 และ ม.ค. 2564 ปรับเพิ่มขึ้นมาเทียบเท่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว จากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทำให้ SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2564 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4% ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน นั้น สามารถช่วยพยุงให้กำลังซื้อสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวที่มีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากรายได้ของคนในประเทศที่ลดลง จากการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการบริโภคถูกกระทบมาก จนเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป ส่วนอัตราการว่างงานจะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากที่ 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดันจากภาคท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะมีเพียง 3.7 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเปิดประเทศต่อนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเสรีมากขึ้น โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่าในช่วงไตรมาส 2/2564 และไตรมาส 3/2564 แต่ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นช้า&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวอีกว่า คาดว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2564 และต้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณของภาครัฐที่ยังเหลือเงินพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท จาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะยังมีการเบิกใช้ออกมาได้มากขึ้น ผ่านการลงทุนโครงการต่าง ๆ และการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม เพื่อทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศมาชดเชยภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ตลอดปี 2564 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและจัดสรรสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าเงินบาทในสิ้นปี 2564 คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปี 2563 มาอยู่ในช่วง 30-31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร็วกว่าประเทศอื่นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่การฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจของไทย และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 1.9% ต่อจีดีพีในปีนี้ ช่วยลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95736</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, ปรับจีดีพี, ยรรยง ไทยเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049c894be6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TISCO  หั่นเป้าจีดีพีเป็นติดลบ 8% แรงส่งมาตรการแจกเงินรัฐฯเริ่มหมด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ย. 63 &amp;nbsp;นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 หลังภาครัฐฯ ได้ทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจด้านต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวดีขึ้นในวงกว้าง โดยตัวเลขเศรษฐกิจหดตัวในอัตราที่ชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ไม่ได้คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังไม่กลับมา แม้ไทยเที่ยวไทยจะฟื้นตัวกลับมาแล้วบ้างก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การควบคุมการแพร่ะระบาดของ COVID-19 แย่กว่าที่คาด โดยพบการแพร่ระบาดระลอกสองในหลายประเทศ จึงคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงหดตัว 100% ดังนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ จึงได้ปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2563 เหลือ 6.7 ล้านคน จากเดิมประเมินว่าจะอยู่ที่ 9 ล้านคน ทั้งนี้ แม้ว่าการท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง (Travel Bubble) อาจเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 4 แต่คาดว่าผลบวกต่อจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป เนื่องจากการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าวยังมีข้อบังคับในการเดินทางระหว่างประเทศและการกักตัวที่เข้มงวด&amp;rdquo; นายธรรมรัตน์กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านมาตรการท่องเที่ยวสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; นั้นดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก เห็นได้จากยอดการใช้สิทธิ์สำหรับส่วนลดในการจองที่พักยังคงอยู่ในระดับต่ำ หรือเพียงราว 18% จากยอดทั้งหมด (ณ วันที่ 31 ส.ค.) โดยปัจจุบันรัฐบาลได้อนุมัติมาตรการจูงใจเพิ่มเติม โดยเพิ่มสิทธิสำหรับการจองที่พักได้สูงสุด 10 คืน จากเดิมสูงสุด 5 คืน และตั๋วเครื่องบินสูงสุด 2,000 บาทต่อที่นั่ง จากเดิมสูงสุด 1,000 บาทต่อที่นั่ง ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนการสนับสนุนการท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยนำร่องเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้ในพื้นที่ที่รองรับ ต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดเชื้อ COVID-19 หากมีหลุดรอดออกมา จะกระทบต่อความเชื่อมั่นไทยเที่ยวไทยไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรมรัตน์กล่าวอีกว่า จากความเปราะบางในภาคการท่องเที่ยวข้างต้น คาดว่าจะฉุดการใช้จ่ายของภาคเอกชนในประเทศให้อ่อนแอลงไปด้วย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่แรงสนับสนุนจากมาตรการแจกเงินของภาครัฐกำลังทยอยหมดลง ดังนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้จึงปรับประมาณการ GDP ในปี 2563 ลงเป็นติดลบ 8.0% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ติดลบ 6.4% ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีความไม่แน่นอนสูงและยากต่อการคาดเดา รวมไปถึงสถานการณ์ภัยแล้งและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศที่กำลังก่อตัวขึ้น ทำให้ยังต้องเฝ้าระวังต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่อาจหดตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76291</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์, ปรับจีดีพี, ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f66024976e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังยอมรับตัวเลขศก.ปีนี้ติดลบแน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะกลับมาแถลงการประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง หลังจากหยุดพักการแถลงชั่วคราวไป3เดือน เนื่องจากอยู่ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19กำลังแพร่ระบาด ซึ่งมีความไม่แน่นอนในการกำหนดสมมติฐาน อาจทำให้ประมาณการมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง อาจเกิดความสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ในไทยเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี มีความแน่นอนในการตั้งสมมติฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง ประกอบกับครบกำหนดที่กระทรวงการคลังต้องทำการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในรายไตรมาส จึงเป็นจังหวะที่จะกลับมาแถลงอีกครั้ง ส่วนประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยตลอดปี 2563จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กำลังอยู่ระหว่างการประเมิน โดยจะนำปัจจัยภายนอกและภายในมาพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของ สศค.คาดว่าจัดขึ้นในวันที่ 30ก.ค.นี้ หลังจากการแถลงครั้งก่อนเมื่อช่วงต้นปีก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ขณะนั้นได้คาดการณ์จีดีพีไทยทั้งปีจะเติบโต2.8% อย่างไรก็ตามเมื่อตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ทำให้กระทรวงการคลังเตรียมปรับลดจีดีพีปีนี้ให้ติดลบอย่างแน่นอน โดยคาดว่ามุมมองจะใกล้เคียงกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ติดลบไม่ต่ำกว่า5-6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ สศค.นำมาประเมินมีทั้งปัจจัยภายในและนอก โดยปัจจัยภายในได้แก่ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่มีผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อัตราการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงผลกระทบจากภัยแล้งซึ่งมีผลต่อรายได้ที่แท้จริงของเกษตรกร ตลอดจนปัจจัยเสถียรภาพทางการเมือง และการชุมนุมของนักศึกษา ส่วนปัจจัยภายนอกจะประเมินผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจ และการค้าโลกถดถอย จนกระทบให้ภาคการส่งออกไทยต้องติดลบอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563นายลวรณ ระบุว่า สศค. จะงดแถลงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในไตรมาส1และ2ปี 2563เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19จะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งตอนนี้กระทรวงการคลังจะใช้ตัวเลขประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้ง สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคลัง มองเศรษฐกิจไทยทิศทางเดียวกันว่าได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19อย่างมาก ซึ่งทุกแห่งก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส2/2563จะขยายตัวติดลบมากที่สุดของปี เพราะมีการล็อกดาวน์ประเทศ ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดดำเนินการ แต่เชื่อว่าไตรมาส3และ4/2563จะขยายติดลบน้อยกว่าไตรมาส2เพราะเริ่มการคลายล็อกทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72682</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับจีดีพี, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ลวรณ แสงสนิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c8287bfa60f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมคิด การันตีรัฐบาลพรรคร่วมไม่มีปัญหาผลักดันเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;ว้าวถูกใจทุก Gen&amp;rdquo; ว่าการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.3% ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนกับตามเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่าการเมืองที่ชัดเจนและจะมีครม.ใหม่ในไม่ช้าจะทำให้การสานต่อนโยบายการทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนทุกอย่างให้เป็นปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 จะล่าช้ากว่าปกติ ซึ่งภาครัฐจะพยายามเร่งการเบิกงบลงทุนของโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งพรรคร่วมทุกพรรคต่างเห็นความสำคัญของการลงทุน หากล่าช้าเกินไปประเทศเพื่อนบ้านจะแซงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรงมาก ตลาดหุ้นขยับขึ้นต่อเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่าสะท้อนเศรษฐกิจยังดี และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังรองรับปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมาได้ดี ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าขณะนี้เป็นรอยต่อของรัฐบาลเดิมและรัฐบาลชุดใหม่ โครงการขนาดใหญ่บางโครงการต้องรอการตัดสินใจ เดินหน้ายังไม่ได้สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของหลายสำนักออกมาไม่ดี เป็นสิ่งที่อยู่ในการคาดการณ์ไว้ เพราะตั้งแต่มีการเลือกตั้งปัจจัยหลายด้านชะลอตัวลง&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความกังวลในเรื่องเสถียรภาพในการทำงานของรัฐบาลใหม่ ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคนั่งในทีมเศรษฐกิจ ไม่ใช่พรรคเดียวเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกพรรคการเมืองมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน เชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด ยังกล่าวถึงการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (ไอเอ็มดี) ที่ดีขึ้นนั้น เกิดจากการพัฒนาของภาครัฐ ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มมีขีดความสามารถปรับตัวลดลง ดังนั้น จึงต้องการเห็นเอกชนรายใหญ่และรายเล็กร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองให้ดีขึ้น และขอให้สหพัฒน์ฯเป็นแกนนำในการผลักดันส่งเสริมโครงการธงฟ้าประชารัฐเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ได้ซื้อของถูกและมีคุณภาพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39598</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานสหกรุ๊ปแฟร์, ปรับจีดีพี, รัฐบาลผสม, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190522/image_big_5ce4ec9a53c18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
