<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับตัวรับโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพูดถึงเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทุกอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงักเนื่องจากเชื้อโควิด แน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ที่ต้องดิ้นรนในการทำงานต้องได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกได้มีการประกาศล็อกดาวน์ห้ามคนออกจากบ้าน แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาคือขาดรายได้ เช่นเดียวกับประเทศไทยเราก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ประกอบด้วย บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า ได้ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย แม้จะได้รับผลกระทบ แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงบรรยากาศการจับจ่ายที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3/2563 ของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เริ่มปรับตัวดีขึ้นเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 196,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 58,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 133,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขณะที่ไตรมาสที่ 4/63 คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเติบโตกว่า 20% เทียบกับในไตรมาสที่ 3 และคาดว่าตลอดทั้งปี 2563 จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 280,000 ล้านบาท ติดลบ 11% ยอดสินเชื่อใหม่ 83,000 ล้านบาท ติดลบ 15% และยอดสินเชื่อคงค้าง 144,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเริ่มดีขึ้น เพราะว่าตอนนี้ถ้าไม่มีสถานการณ์ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จริงๆ แล้วไตรมาส 4 คาดว่าลูกค้าจะมาใช้มากขึ้น 20% แต่จากการประเมินสถานการณ์ตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและอารมณ์ของคน ก็ยังมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ ปลายปี 63 น่าจะได้ 25%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังโควิดพบว่าอัตราลูกหนี้คงค้าง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เสีย (NPL) สูงขึ้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากเทียบกับปัจจุบันหนี้เสียโดยรวมของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ อยู่ที่ระดับ 2.25% โดยช่วงก่อนโควิด เดือน ก.พ. อยู่ที่ระดับ 2.14% ซึ่งคาดว่าภาวะหนี้เสียจะไม่เกิน 2.5% ไปจนถึงสิ้นปี 2563 เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและโควิด-19 ส่งผลให้รายได้ลูกหนี้ลดลง โดยมีรายละเอียด NPL ดังนี้ จากสินเชื่อบัตรเครดิต อยู่ที่ 1.51% ขณะที่ช่วงก่อนโควิด เดือน ก.พ. อยู่ที่ระดับ 1.37% ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) ปัจจุบันอยู่ที่ 3.02% ขณะที่ช่วงก่อนโควิด เดือน ก.พ. อยู่ที่ 2.9%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสภาวะการดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยอย่างบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลในปัจจุบันค่อนข้างผันผวน ความสามารถในชำระคืนยังต่ำ เพราะรายได้ของลูกหนี้ลดลง แม้ว่าในช่วงล็อกดาวน์ บริษัทได้หามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ให้ 2 เดือน ประมาณ 1 ล้านบัญชีไปแล้ว ซึ่งพบว่าหลังจากพักชำระหนี้ 2 เดือน ลูกหนี้เริ่มชำระคืนมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใครที่ยังจ่ายไม่ไหว ก็เข้าโครงการพักชำระหนี้ต่อไป ทั้งรีไฟแนนซ์และปรับลดดอกเบี้ยลงด้วย โดยตัวเลขผู้เข้าร่วมมาตรการรีไฟแนนซ์ ในระยะที่ 1 และ 2 พบว่า มีประมาณ 90,000 บัญชี เป็นวงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ยังเปิดรับเข้าร่วมมาตรการรีไฟแนนซ์ได้จนถึงปลายปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นถ้าดูกันตอนนี้ โอกาสหนี้เสียโดยรวมปลายปี อาจอยู่ที่ 2.5% ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้าหากสถานการณ์ยังแย่และอะไรก็ไม่ดีขึ้น เพราะว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่มีปัญหา ไม่มีคนจ้างงาน รายได้ลดน้อยลงมันก็จะยาวขึ้น เราคาดการณ์ว่าสถานการณ์นี้จะยาวๆ ไปจนถึงปลายปี 2564 แน่นอน เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ดูดีขึ้น ยังสบายใจไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แม้จะได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ยังดูแลเอาใจใส่ลูกค้า จึงไม่แปลกใจว่าทำไมลูกค้ายังคงเหนียวแน่น ซึ่งแม้ว่าจะสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในสิ้นปีนี้ แต่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ก็ยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง ทั้งการลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระคืนให้ลูกหนี้ถึง 96 เดือน (8 ปี) ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยมี จากที่กำหนดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ 48 เดือน เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ กลับคืนให้แก่ลูกค้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, ปรับตัวรับโควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ราชาเฟอร์รี่&#039;เตรียมแผนลดค่าใช้จ่ายรับมือโควิด-19  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค. 2563 นายอภิชาติ &amp;nbsp;ชโยภาส &amp;nbsp;กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องในทุกอุตสาหกรรม บริษัทจึงมีแผนรับมือเตรียมความพร้อมลดแรงกระเพื่อมของวิกฤตครั้งนี้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในทุกด้าน พร้อมบริการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งดูแลสภาพคล่องในการบริหารธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการปรับตัว เตรียมพร้อม และไม่อยู่นิ่ง ทำให้ผลการดำเนินการไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในระดับที่รับได้ และได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นตัวทดสอบสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอภิชาติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 1/2563 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 174.30 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 194.01 ล้านบาท หรือลดลง 10.15% ส่วนกำไรติดลบ 580,000 บาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เล็กน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่ออกมายังคงมีสถานภาพที่ดีท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวิด-19 และคาดว่า จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วๆ นี้ หลังเห็นสัญญาณที่ดีจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ และกลุ่มขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการควบคุมการแพร่ระบาด เนื่องจากบริษัทให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากระหว่างเกาะสมุย และเกาะพะงัน ซึ่งเปรียบเหมือนประตูหน้าด่าน จึงดำเนินตามมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด โดยจะมีจุดคัดกรองที่หน้าท่าเรือทั้ง 3 จุด (ดอนสัก สมุย พะงัน) และให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน รวมทั้งทำความสะอาดเรือ รถรับส่ง และจุดสัมผัสภายในห้องโดยสารด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสหลังจบงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65879</URL_LINK>
                <HASHTAG>RP, ท่าเรือราชาเฟอร์รี่, ปรับตัวรับโควิด 19, ลดค่าใช้จ่าย, อภิชาติ  ชโยภาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebcac09163ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
