<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 10:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมคิด”จี้ปรับบทบาทกระทรวงอุตฯ ช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยในการเข้าตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าได้สั่งการให้กระทรวงฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับบทบาทการดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการจากที่บังคับหรือกำกับ เป็นการดูแลและส่งเสริม รวมถึงการแก้กฎหมายและกฎกระทรวง โดยเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการหน้าใหม่(สตาร์ท อัพ)ให้ก้าวทันต่างประเทศ ภายใน 3 เดือนนี้จะต้องเริ่มเห็นแนวทางการดำเนินงาน เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเวียดนามจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและอาจจะก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพของไทยสำคัญเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการปรับแก้บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ไม่อยากให้ใครคิดแบบไดโนเสาร์ เพราะมันก็จะออกลูกเป็นไดโนเสาร์ อยากคิดให้มันก้าวหน้ามากขึ้น&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้สั่งการให้เร่งขับเคลื่อนการจัดตั้งบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) โดยจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ร่วมกับฮ่องกงในวันที่ 28 ก.พ.นี้ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลาง ช่วยส่งเสริมและพัฒนา สตาร์ทอัพไทยครบวงจร เพื่อสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพสู่การเป็นยูนิคอร์น หรือธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วมูลค่าสูง และเป็นการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมยั่งยืน ให้ประสานการทำงานร่วมกับภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพให้เติบโตและเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพจะทำหลากหลายธุรกิจ ไม่ได้เน้นแบบฮ่องกง แต่พัฒนาให้เกิดความหลายหลาย ทั้งด้านการเกษตร เฮลท์แคร์ และธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อจะทำให้ประเทศไทยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในอนาคต เนื่องจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ๆ เป็นกลุ่มที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดี หน้าที่ของภาครัฐคือการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นในเชิงพาณิช และสร้างมูลค่าและรายได้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ที่จะเข้ามาบริหารอินโนสเปซ จะต้องเป็นคนที่ทำงานได้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ ซึ่งจะต้องไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ใช่หน่วยงานวิทยาศาสตร์แต่เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนผู้ประกอบการ และคนที่น่าจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ก็มีหลายคนในประเทศ อาทิ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. หรือ นายวีระพงษ์ มาลัย รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าบริษัท อินโนสเปซ มีการจดทะเบียนไปในช่วงกลางเดือน ม.ค. แล้ว และมีสตาร์ทอัพ เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5 รายแล้ว และในระยะแรกที่จะมีการจดทะเบียนร่วมกับฮ่องกงในวันที่ 28 ก.พ. นี้จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 20 รายเข้าร่วม และในปีแรกนี้ที่จะดำเนินงานคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 40-50 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะต้องเข้าไปดูว่าผู้ประกอบการที่เป็นสตาร์ทอัพนั้นต้องการความช่วยเหลือด้านไหน หรือใครมีนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ และเราสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นธุรกิจได้บ้าง ซึ่งเราจะต้องเร่งปฏิกิริยาให้สตาร์ทอัพไทยประสบความสำเร็จ&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28360</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพ, ปรับบทบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd9c3854efa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอคส. ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อและลดบทบาทอุ้มสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ดอคส. ไฟเขียวแผนปรับโครงสร้างองค์กรเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;องค์การจัดการสินค้าเกษตร&amp;rdquo; พร้อมลดบทบาทแทรกแซงสินค้าเกษตร เตรียมชงครม.ก่อนแก้ไขกฎหมาย พร้อมเอาคลังริมแม่น้ำ สร้างสนามที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ดอคส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอคส.ได้เห็นชอบแผนการปรับโครงสร้างอคส. ที่จะต้องมีการเปลี่ยนชื่อองค์กรและปรับบทบาทภารกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจในการสร้างรายได้ขององค์กร ที่จะเน้นในเรื่องการบริหารคลังสินค้าให้เกิดรายได้เป็นหลักมาเลี้ยงองค์กร และลดบทบาทในการเป็นกลไกแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาล โดยจะเสนอแผนการปรับโครงสร้างองค์กรให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ พิจารณาก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนต.ค. 2561 นี้ หากครม.เห็นชอบก็จะนำเรื่องเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 ในการเปลี่ยนชื่อองค์และกำหนดบทบาทของอคส.ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องแผนการปรับโครงสร้างองค์กร ได้หารือกับนายสนธิรัตน์ ก่อนที่จะมีการประชุมบอร์ด ซึ่งทางรมว.พาณิชย์ก็เห็นชอบกับแผนดังกล่าว ดังนั้นหลังจากบอร์ดเห็นชอบจะเร่งทำเรื่องเสนอครม.พิจารณา เพื่อปรับบทบาทโครงสร้างองค์กรตามแผนการสร้างรายได้ของอคส. ที่จะไม่เน้นบทบาทการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรเหมือนที่ผ่านมา เพราะอคส.ไม่ได้มีคลังสินค้าอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีการบริหารจัดการลำบากหากมีการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่ต้องไปเช่าโกดังกลางเข้ามาเก็บสินค้าเกษตรของรรัฐบาล และจะเกิดปัญหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จะมีการเปลี่ยนชื่อจากองค์การคลังสินค้า เป็นองค์การจัดการสินค้าเกษตร และปรับบทบาทภารกิจในการนำคลังสินค้าที่อคส.มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร เช่น คลังสินค้าทีอยู่พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครสวรรค์ จะให้เกษตรกรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ทำเป็นลานตากสินค้าเกษตร รวมทั้งจะเชื่อมโยงกับระบบการเกษตร โดยมีการจัดซื้อรถไถ รถเกี่ยวข้าว ฯลฯ มาไว้ในพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รายได้ของอคส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากปรับโครงสร้างองค์กรแล้ว จะมาจากคลังสินค้าธนบุรี 1 ซึ่งเป็นคลังสินค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 19 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตามแผนจะนำมาเปิดร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) ในการจัดทำเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รูปแบบจะเหมือนกับเอเชียทีค โดยกำลังเร่งทำเรื่องเสนอรมว.พาณิชย์ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ตั้งเป้าว่าอคส.จะมีรายได้จากคลังสินค้าธนบุรี 1 ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ครอบคลุมกับการเลี้ยงองค์กรทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจ่ายค่าเช่าโกดังให้กับคู่สัญญาในโครงการรับจำนำสินค้เกษตรของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดอคส.ได้รับอนุมัติงบประมาณปี 2562 ประมาณ 3,000 ล้านบาท มาดำเนินการจ่ายค่าเช่าโกดังกับคู่สัญญาที่คั่งค้างอยู่ได้ครบทุกราย ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเก็บสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน จนทำให้เสื่อมสภาพทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น โดยเฉพาะข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่ได้ประมูลออกจากสต๊อกหมดแล้วนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการคิดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขาย เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับคู่สัญญา แต่ถ้ารายได้ไม่ชดใช้จะยื่นฟ้องศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่มีปัญหาการเรียกค่าเสียหายข้าวสาร มีทั้งหมด 224 สัญญา ถ้าบริษัทไม่ยอมรับชดใช้ค่าเสียหาย ก็ต้องไปสู้กันที่ศาล ส่วนสต๊อกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะมีการระบายออกให้กับเจ้าของโกดัง และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18772</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดอคส., ปรับบทบาท, พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง, องค์การคลังสินค้า, องค์การจัดการสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1838ee1c3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
