<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรหั่นจีดีพีปี 64 เหลือโต 1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค. 2564 นายกอบสิทธิ์ ซิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน&amp;nbsp; ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ได้ปรับจีดีพีของประเทศเหลือ 1.0% จากเดิมตั้่งไว้ 1.8 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดชองเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อ และมีผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้ายังคงยืดเยื้อต่อไปจีดีพีในไตรมาส 2/64 อาจจะติดลบ 1.8%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งการที่รัฐบาลประกาศมาตราการล็อกดาวน์ 13 จังหวัด ซึ่งเป็น 49% ของจีดีพี ส่งผลกระทบจีดีพีในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนการขนส่งและการท่องเที่ยว ซึ่งถ้าภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาสาธารณสุขได้อาจจะทำให้จีดีพีของประเทศลดลงไปอีก และในครึ่งปีหลังยังคงต้องรอมาตราการช่วยเหลือจากภาครัฐ และการนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพ อาจจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในปัจจุบันมีปัจจัยลบจากการปิดเมืองทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้ช้าลง แต่ว่าประเทศยังได้อานิสงค์จากตลาดต่างประเทศที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นแต่ว่ายังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ในเชิงนโยบายการเงินการคลังยังจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไป แม้ว่าปัจจุบันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้าจะเป็นความกังวลหลัก แต่ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและการเปิดเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว หลังจากที่ประชาชนต้องเก็บตัวอยู่บ้านเป็นระยะเวลานาน ทำให้หุ้นเทคโนโลยีภาพรวมอาจมีความน่าสนใจลดลง อย่างไรก็ตามหากสหรัฐฯมีการล็อกดาวน์อีกครั้ง อาจเป็นปัจจัยที่จะเงินทุนไหลเข้าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทิศทางค่าเงินบาท คาดว่าสิ้นปีอาจอยู่ที่ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 32.50 บาท เนื่องจากการฉีดวัคซีนล่าช้า ทำให้นักลงทุนขายเงินบาท และมีการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ล่าเงินบาทอ่อนค่าลง หากประเทศไทยควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อาจจะทำให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110744</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ซิลปชัย, ธนาคารกสิกรไทย, ปรับลดจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f951592ba06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039; วิจัยกรุงศรี&#039; หั่นจีดีพีไทยปี 2564 เติบโตเหลือ 1.2% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีคาดการระบาดรอบล่าสุดฉุด GDP &amp;nbsp;ลงจากประมาณการเดิม 0.8% ตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า &amp;nbsp; สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ได้เข้าสู่กรณีเลวร้ายที่วิจัยกรุงศรีเคยคาดการณ์ไว้ครั้งก่อน จึงได้ปรับขยับสถานการณ์การระบาดดังกล่าวมาเป็นกรณีฐานในการประมาณการครั้งล่าสุด เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่เร่งขึ้นใกล้แตะระดับ 10,000 รายในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ภายใต้สมมติฐานการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระยะข้างหน้าคาดว่าจะมีสาเหตุจากไวรัสสายพันธุ์เดลตาและเบตาเป็นหลัก ดังนั้น ข้อมูลรูปแบบการติดเชื้อจึงอ้างอิงจากประเทศอินเดีย แอฟริกาใต้ และอังกฤษ กอปรกับมาตรการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ของไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมคาดว่าจะมีผลกระทบราว 70% ของช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ในเดือนเมษายน 2563 แบบจำลองชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 รายต่อวันได้ภายในต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่สมมติฐานด้านการฉีดวัคซีนของไทย คาดอัตราการฉีดเฉลี่ยอยู่ที่ 250,000 โดสต่อวันในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้เมื่อถึงสิ้นปีจะมีจำนวนวัคซีนฉีดแล้วราว 55 ล้านโดส ซึ่งอาจช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันได้บ้างโดยเฉพาะหลังจากเดือนกันยายน อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นสำคัญที่จะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน (สมมติฐานประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 60%) ในกรณีฐานดังกล่าวนี้ คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะลดลงมาต่ำกว่า 1,000 ภายในเดือนพฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2564 ลง 0.8% เหลือขยายตัว 1.2% จากผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงและยาวนานกว่าคาด ท่ามกลางมาตรการช่วยเหลือที่ค่อนข้างจำกัด โดยมีผลเชิงบวกอยู่บ้างจากภาคส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศทวีเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา กอปรกับความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และการฉีดวัคซีนที่ยังมีความล่าช้า ชี้ว่าการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นอาจดำเนินต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม จึงคาดว่าผลกระทบเชิงลบโดยรวมที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทาน การลดลงของอุปสงค์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวอ่อนแอลง ฉุดการเติบโตของ GDP ของไทยในปีนี้ลดลง 2.0% อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกที่แข็งแกร่งจะช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ปีนี้บวกขึ้น 0.6% สำหรับการออกมาตรการเยียวยาจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมวงเงิน 1 แสนล้านบาทในปีนี้ น่าจะสามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ได้อีก 0.6% แต่มาตรการทั้งทางการคลังและการเงินอาจมีผลบวกค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดของผลกระทบจากการระบาดรอบนี้และขนาดของมาตรการที่ดำเนินการในอดีตที่ผ่านมา ผลกระทบสุทธิต่อการเติบโตของ GDP ของไทยรวมแล้วจะลดลงจากคาดการณ์เดิม 0.8% ทำให้ประมาณการอัตราการขยายของเศรษฐกิจในปี 2564 เหลือเติบโตเพียง 1.2% จากเดิมครั้งก่อนคาดไว้ที่ 2.0%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยกรุงศรีประเมินการฟื้นตัวในรูปแบบตัว &amp;ldquo;K&amp;rdquo; จะปรากฎชัดขึ้น โดยภาคท่องเที่ยวจะยังฟื้นตัวได้ช้าแม้จะสามารถเริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ได้ แต่การระบาดที่รุนแรงและยาวนานเกินคาด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 0.21 ล้านคน (เดิมคาด 0.33 ล้านคน) ด้านตลาดแรงงานที่อ่อนแอ หนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูงและรายได้ที่ลดลง รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่มีจำกัด การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้อาจมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงเหลือ 1.1% (เดิม 1.8%) ส่วนในแง่บวก อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการกลับมาเปิดดำเนินการของกิจกรรมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ช่วยหนุนให้การขยายตัวของภาคส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 15% (ฐานตัวเลขของ ธปท) จากเดิมคาดโต 9.5% แนวโน้มการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังจำเป็นต้องได้รับแรงหนุนจากมาตรการทางการเงินผ่อนคลายต่อไป เงินเฟ้อสหรัฐฯพุ่งโดยคาดว่าเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ขณะที่แถลงการณ์เฟดสะท้อนการไม่เร่งรีบถอนการผ่อนคลายทางการเงิน ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 5.4% YoY สูงสุดในรอบ 13 ปีและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ขณะที่ยอดค้าปลีกเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ส่วนในเดือนกรกฎาคมดัชนีการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 43.0 ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคม ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ 3.6 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯสะท้อนสัญญาณบวกต่อเนื่อง ส่วนการฟื้นตัวในระยะต่อไปยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ล่าสุด ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้พยายามผลักดันแผนการจัดสรรงบประมาณมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจเลือกใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณแบบ Budget reconciliation ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ขณะที่ประธานเฟดระบุว่าการฟื้นตัวในขณะนี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายระยะยาวของเฟด อัตราเงินเฟ้อซึ่งเพิ่มเร็วกว่าคาดเกิดจากปัจจัยชั่วคราวทั้งจากฐานต่ำในปีก่อนและการผลิตบางสาขาที่มีข้อจำกัดในการกลับมาเปิดดำเนินการ ส่วนตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำกว่าการจ้างงานสูงสุด จึงเร็วเกินไปที่จะถอนมาตรการ QE และยืนยันว่าจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงในช่วงปลายปีเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคบริการกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ขณะที่แรงงานบางส่วนจะทยอยกลับสู่ตลาดแรงงานหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดในเดือนกันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ และส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยติดลบอย่างน้อยจนถึงปี 2566 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการ QE รวมทั้งมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2564 ลงสู่ 3.8% (จากเดิม 4% เมื่อเดือนเมษายน 2564) พร้อมกับปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2564 เป็น 0.6% (จากเดิม 0.1%) การปรับประมาณการเศรษฐกิจของ BOJ สะท้อนปัจจัยลบจากการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งล่าสุดในพื้นที่กรุงโตเกียวและจังหวัดโอกินาวาจนถึงวันที่22 สิงหาคม 2564 ภายหลังจากญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันในกรุงโตเกียวแตะระดับ 1,308 รายสูงสุดในรอบ 6 เดือน วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการแพร่ระบาดรวมถึงมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นอาจกระทบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 ส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้ากว่ากลุ่มประเทศชั้นนำ นอกจากนี้ BOJ ได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2566 ที่ 1.0% ต่ำกว่าเป้าหมาย บ่งชี้ว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยติดลบต่อไปอย่างน้อยอีกสองปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GDP จีนไตรมาส 2/2564 ชะลอตัวจากต้นปี คาดธนาคารกลางจีนอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป GDP ไตรมาส 2/2564 ขยายตัว 7.9% YoY ชะลอจากไตรมาส 1/2564 ที่เติบโต 18.3% โดยการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม (8.9% YoY) ยอดค้าปลีก (13.9%) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (16.0%) ในไตรมาส 2/2564 ต่างชะลอตัวจากไตรมาสก่อนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 32.2% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 5.0% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอลงจากต้นปี ทางการได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งในเดือนพฤษภาคมแตะระดับ 8.75 แสนล้านหยวนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ส่วนธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) เพื่อหนุนการปล่อยสินเชื่อ คาดว่า PBOC จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำและใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อบรรเทาการชะลอตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110414</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับลดคาดการณ์ GDP, ปรับลดจีดีพี, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดเป็นเหตุ! &#039;เอดีบี&#039;หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ2% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank)&amp;nbsp;หรือ เอดีบี ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่ 2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ 3% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากการแพร่ระบาดเชื่อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ระลอก&amp;nbsp;3 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนลดลงโดยเฉพาะเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ต่างๆ&amp;nbsp;ขณะที่การจำกัดการท่องเที่ยวที่ยังดำเนินอยู่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว ส่วนจีดีพีของปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;คาดว่ากระเตื้องขึ้นอยู่ที่&amp;nbsp;4.9%&amp;nbsp;จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ เอดีบียังคาดว่าเศรษฐกิจในประเทศเอเชียกำลังพัฒนาจะเติบโตที่ 7.2%&amp;nbsp;ในปีนี้จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่&amp;nbsp;7.3%&amp;nbsp;ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าลงในบางประเทศในภูมิภาค ส่วนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;นั้นจะปรับขึ้นจาก&amp;nbsp;5.3%&amp;nbsp;เป็น 5.4%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาเอเชีย, ปรับลดจีดีพี, เศรษฐกิจไทย, เอดีบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f725c6bff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Fitch หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.8% ชี้โควิดพ่นพิษฉุดกำไรแบงก์ตุ๊บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย. 64 -&amp;nbsp; น.ส.จินดารัตน์ สิริสิทธิโชติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 ลงเหลือ 1.8% ก่อนจะฟื้นตันขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2565 จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่แม้จะไม่เข้มงวดเหมือนการระบาดในระลอกที่ผ่านมา แต่ก็ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอีกหลายปัจจัย อาทิ ความเข้มงวดของมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของทางการ และความรวดเร็วในการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลชัดเจนกับความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทย ที่ก่อนหน้านี้ความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงินไทยก็อ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดอยู่แล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ได้ส่งผลทำให้ส่วนต่างรายได้อัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของสถาบันการเงินลดลง แม้จะมีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยสถาบันการเงินหันไปเน้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองสูงก็ส่งผลกดดันความสามารถในการทำกำไรด้วย แต่ Fitch คาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรของสถาบันการเงินไทยจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ ในลักษณะช้า ๆ สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มองว่าสัดส่วนตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงินในปี 2564 จะไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่คาดว่าตัวเลขสินเชื่อด้อยคุณภาพในระบบสถาบันกาเงินจะปรับเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า หลังมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะการป้องกันการตกชั้นของสินเชื่อหมดอายุลง ดังนั้นในปีนี้จึงจะยังได้เห็นการตั้งสำรองของสถาบันการเงินอยู่ในระดับสูง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานยังคงอ่อนแอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107349</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, Fitch Ratings (Fitch), ปรับลดจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2bbc90c33a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบ สภาพัฒน์ ปรับลดจีดีพีทั้งปีเหลือ1.5-2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 พ.ค.2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2564 &amp;nbsp;และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 ว่าสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 2.6% หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี ทำให้ทั้งปี สศช. ได้ปรับประมาณการใหม่ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.5% &amp;nbsp;เหลือเพียงขยายตัว 1.5 &amp;ndash; 2.5% หรือเฉลี่ยขยายตัว 2% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากการลดลง 6.1% ในปี63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แม้ว่าในสาขาเศรษฐกิจในหลายๆตัวจะปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการขนส่งสินค้าที่ขยายตัว 3.2% การลงทุนรวมขยายตัว 7.3% การอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว2.1% ภาคการเกษตรขยายตัว1.9% สาขาอุตสาหกรรมขยายตัว0.7% สาขาก่อสร้างขยายตัว12.7% สาขาการเงินขยายตัว3.4% แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยกับสาขาที่มีการหดตัวลง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชนที่ติด-0.5% ปริมาณการส่งออกบริการติด-63.0% สาขาที่พักและบริการด้านอาหารติด-35.0% สาขาขนส่งติด-17.7% และสาขาการค้าติด-2.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการแพร่เชื้อโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคา ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค.แต่กลับมีการระบาดขึ้นมารอบใหม่ในช่วงเดือนเม.ย.และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส1/64เมื่อเทียบกับไตรมาส4/63 เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่1 ขยายตัวได้0.2% ซึ่งเป็นการขยายตัวมาต่เนื่องจากไตรมาสที่3/63 แต่อัตราการขยายตัวเริ่มลดลงเนื่องจากปัญหาการระบาดในช่วงไตรมาสที่1/64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัว 10.3% ขณะที่การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.6% และ 4.3% ตามลำดับ ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 9.3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.0-2.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.7% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ด้านการใช้จ่าย มีแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายรัฐบาลและการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลดลง 0.5% เทียบกับการขยาย 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในไตรมาส1/64อยู่ที่ 93,000 ล้านบาท ลดลง 51% ส่วนมาตรการการดำเนินมาตรการเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวน 20,172 คน (รวมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Thailand Privilege Card) อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่16.15% ลดลงจาก32.49% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 52.40% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี 2564 จาก 3.2 ล้านคนเป็น 5 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 64 สศช.เสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศเพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและอยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกใหม่ โดยมุ่งเน้น การบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการเฝ้าระวังสอบสวนโรคเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งรัดการตรวจเชิงรุกในเขตพื้นที่หรือชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองต่าง ๆ ที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง รวมทั้งการดูแลและควบคุมกิจกรรมและกิจการบางประเภทที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการระบาดของโรคอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการป้องกันการนำเข้าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ที่เดินทางข้ามชายแดน รวมทั้งการเร่งรัดจัดหาและกระจายวัคซีนให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอเพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการสาธารณสุขในการกระจายให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เศรษฐกิจทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่สำคัญ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับร้อยละ 1.9 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าอัตราการว่างงาน 1.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ -0.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (7.71 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.9% ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 อยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8,472,187.0 ล้านบาท คิดเป็น53.3% ของจีดีพี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103172</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, จีดีพีปี 64, ดนุชา พิชยนันท์, ปรับลดจีดีพี, สศช., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a85eefd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย0.50%กระอักจีดีพี63ติดลบหนัก 8.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย. 63 - นายทิตนันท์ มัลลิกะมาศ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี พร้อมทั้งมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2563 ลงมาอยู่ที่ -8.1% จากคาดการณ์เดิมที่ -5.3% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หดตัวลงกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงกว่าที่คาด และรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ขณะที่การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวที่ -10.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ -8.8%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69584</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คงดอกเบี้ย, ปรับลดจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b75d25974d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษอู่ฮั่นหั่นดอกเบี้ย0.25% ท่องเที่ยวอ่วมปรับลดจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไวรัสโคโรนาส่งผลเศรษฐกิจไทยแล้ว กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือแค่ 1% ต่อปี ต่ำสุดแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่ย้ำไม่ถึงขั้นดอกเบี้ยติดลบ กกร.ก็ปรับจีดีพีลง เหตุนักท่องเที่ยวจีนหดหายหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลประชุม กนง.ว่า มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมาก จากการระบาดของไวรัสโคโรนา และความล่าช้าของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;3 ปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีชะลอตัวลง บางเรื่องก็เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ซึ่งยังไม่รู้ว่ามากน้อยขนาดไหน ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปีจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 2.8% ซึ่ง กนง.ขอประเมินสถานการณ์ และผลกระทบที่ชัดเจนก่อนทบทวนประมาณการใหม่ ในการประชุมรอบเดือน มี.ค.นี้&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลัง กนง.จึงเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบติดลบหรือไม่ แต่การปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เป็นเครื่องมือที่ กนง.ได้หารือและเตรียมไว้ใช้ในภาวะที่จำเป็นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องถึงขั้นใช้มาตรการคิวอี เพราะสภาพคล่องในระบบไม่ได้มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านต่างประเทศที่มีอยู่สูง รวมถึงให้ติดตามประสิทธิผลของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก และสนับสนุนให้ ธปท.ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.กล่าวอีกว่า ระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี กนง.จึงเห็นว่ามาตรการการเงินการคลังต่างๆ ที่ภาครัฐและ ธปท.ได้เร่งดำเนินการเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดย กนง.จะติดตามประสิทธิผลของมาตรการต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามพฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 ใหม่อยู่ที่ 2-2.5% ลดลงจากก่อนหน้านี้คาดการเติบโตอยู่ที่ 2.5-3% เนื่องจากเผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยปัญหาหลักในตอนนี้คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด โดยภายใต้สมมติฐานการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนอยู่ในกรอบเวลา 3-6 เดือน จะส่งผลกระทบรายได้การท่องเที่ยวที่หายไป อาจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 108,000-220,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่ทั้งโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก และขนส่ง รวมถึงกระทบต่อปัจจัยการส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร แต่ยังคงกรอบประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกติดลบ 2-0% และเงินเฟ้อไว้ตามเดิมที่ 0.8-1.5%&amp;nbsp;
&amp;quot;ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ และผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนในปี 2563 จะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด และส่งผลทางลบมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยแล้ว ยังเป็นแรงฉุดสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของไทยให้ยากลำบากด้วย เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนด้านจำนวนและรายได้คิดเป็น 28% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ กกร.จึงมีข้อเสนอเรื่องด่วนต่อภาครัฐ โดยให้ตั้งคณะกรรมการ กกร.ร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสมและการจัดซื้อสินค้าแบรนด์ไทย รวมทั้งช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีมีส่วนร่วมในการเข้าประมูลของภาครัฐ และขอยกเว้นการจ่ายประกันสังคมของลูกจ้างทั้งหมด และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นเวลา 6 เดือน และขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้เร็วขึ้นไม่เกิน 30 วัน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันขอให้มีการลดค่าไฟฟ้า 5% จากยอดเรียกเก็บให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในขณะที่ภาคเอกชนก็จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศโดยสนับสนุนให้ร้านค้า โรงแรม และบริษัทในเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขึ้นในช่วงนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56416</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ปรับลดจีดีพี, ลดดอกเบี้ย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3ad6927a4f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
