<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”รับต้องปรับเป้าส่งออกหลังจากพิษสงครามการค้าป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 2562 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหม่เป็น 25% และจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้ จะมีผลทำให้เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของโลก ชะลอตัวลงมาก และยังทำให้ตลาดเงิน ตลาดหุ้นโลกผันผวนหนัก ผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ และจีน แต่ทุกประเทศได้รับผลกระทบหมด รวมถึงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในด้านการส่งออก คาดว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ น่าจะลดลงจากเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าขยายตัวที่ 8% เพราะสงครามการค้า ทำให้เศรษฐกิจและกำลังซื้อทั่วโลกลดลง และจะกระทบต่อการส่งออกของไทย ส่วนจะลดลงเท่าไร หรือจะมีการปรับเป้าหมายการส่งออกลงหรือไม่ ต้องรอผลการประเมินสถานการณ์ร่วมกับทูตพาณิชย์ปลายเดือนพ.ค.นี้ก่อน ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และทำแผนผลักดันการส่งออกอย่าละเอียดและลงลึกให้มากที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการผลักดันการส่งออก เพื่อชดเชยการส่งออกที่จะลดลง กระทรวงพาณิชย์จะเน้นการบุกเจาะตลาดเมืองรอง และมณฑลรองๆ ของจีน , รัฐใหม่ๆ และรัฐที่มีศักยภาพรองลงไปของสหรัฐฯ และอินเดีย รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุติมา บุณยประภัศร, ปรับเป้าส่งออก, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31e1f5d51ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”นัดเอกชนถกเป้าส่งออกหลังประเมินโต 8% ทำได้ยาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2562 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกไตรมาส 2 ปี 2562 ว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน ทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออก โดยเบื้องต้น ประเมินว่า หากจะผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมาย 8% การส่งออกในช่วงที่เหลือต้องทำให้ได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่เท่าที่ประเมินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ยังทำไม่ได้ ซึ่งกรมฯ จะขอประเมินตัวเลขเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 อีกครั้ง หากยังไม่ได้ ก็ต้องมาพิจารณาถึงการปรับเป้าหมายการส่งออกของปีนี้ใหม่ โดยจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หลังจากที่กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ซึ่งเป็นตัวแทนด้านการตลาดที่อยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อรับฟังทิศทางในแต่ละตลาดในช่วงปลายเดือนพ.ค.2562 นี้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันการส่งออก ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการจัดตั้งโดยทันที และจะประชุมร่วมกับภาคเอกชนเป็นระยะๆ หากมีประเด็นที่เห็นควรเสนอขอความเห็นชอบในระดับนโยบาย ก็จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินว่าการส่งออกในปีนี้ น่าจะทำได้มูลค่า 257,750 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.1% ลดลงจาก 3.1% ที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยสินค้าเกษตรคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.6% โดยสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว ปริมาณส่งออกจาก 11 ล้านตันเหลือ 9.5 ล้านตัน มันสำปะหลัง ลด 10% น้ำตาล ลด 8% ส่วนยางพารา เพิ่ม 5% อาหาร เพิ่ม 5% แต่ถ้ารัฐสนับสนุนน่าจะบวกได้มากกว่านี้ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.3% มาจากอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่ม 1.4% ยานยนต์และชิ้นส่วน เพิ่ม 3% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่ม 1.1% เม็ดพลาสติก เพิ่ม 2% อัญมณี รวมทองคำ เพิ่ม 3% น้ำมัน เพิ่ม 2% วัสดุก่อสร้าง เพิ่ม 5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 7% เครื่องจักร เพิ่ม 3% สิ่งทอ เพิ่ม 3% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ภาคเอกชนประเมินว่าการส่งออกทั้งปี จะขยายตัวได้ 2.1% มาจากการประเมินคำสั่งซื้อที่เข้ามา และบางสินค้าแม้จะส่งออกได้ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ราคาลดลง ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกของไทย รวมทั้งยังมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบต่อการส่งออกของไทย แต่เอกชนหวังว่าถ้ามีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น อย่างสินค้าเกษตรทั่วโลกเจอภัยธรรมชาติ ปัญหาสงครามการค้าคลี่คลาย ก็จะเป็นแรงหนุนให้การส่งออกเติบโตมากกว่านี้ได้&amp;rdquo;นายสนั่นกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34854</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, ปรับเป้าส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c346df7214bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. จ่อหั่นเป้าส่งออกปีนี้ หลังไตรมาส 3 ตัวเลขดิ่งกว่าที่คาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. จ่อหั่นเป้าหมายส่งออกไทยปี 2561 จากคาดโต 9% หลังเจอปัจจัยเสี่ยงชั่วคราว-ผลกระทบส่งครามการค้ากดดันต่อเนื่อง แจงภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3/2561 ขยายตัวแผ่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ขยายตัวแผ่วกว่าเดือนก่อนหน้า เป็นผลมาจากอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวลงตามการส่งออกสินค้าที่หดตัว -5.5% และหากหักทองคำ -1% เป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว ได้แก่ 1.การเร่งส่งออกรถยนต์นั่งไปออสเตรเลียในช่วงก่อนหน้า 2.ปัญหาวาตภัยที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เป็นปัจจัยชั่วคราว 3.ผลของฐานสูงจากการส่งออกสินค้าบางรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ และ 4.การเร่งส่งออกโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้า ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การหดตัวของภาคการส่งออกในเดือน ก.ย. ยอมรับว่าแผ่วกว่าที่คาดไว้มาก เป็นผลมาจากหลายปัจจัยและเป็นปัจจัยชั่วคราว ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้ามีในส่วนของบรรยากาศและคำสั่งซื้อที่ชะลอลงไปบ้าง ซึ่งก็เป็นผลกระทบไม่มาก ทำให้การส่งออกในไตรมาส 3 ขยายตัว 2.6% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.6% โดย ธปท.จะขอติดตามสถานการณ์ส่งออกที่เหลือในเดือน ต.ค. อีกครั้ง แต่ก็มีแนวโน้มว่าไตรมาส 4 จะขยายตัวได้แผ่วกว่า และมีโอกาสปรับประมาณการส่งออกลงจากที่คาดไว้ทั้งปีที่ 9%&amp;rdquo; นางสาวพรเพ็ญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในด้านจำนวนท่องเที่ยวขยายตัวเล็กน้อยที่ 2.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย จากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจที่ดีขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้งในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกง ไต้หวัน และอินเดียที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวบางกลุ่มยังคงหดตัว เช่น จีน อังกฤษ และรัสเซีย โดยเฉพาะจีนที่ได้รับกระทบจากปัญหาเรือล่มที่ จ.ภูเก็ต และความเป็นห่วงต่อความปลอดภัยจากผลกระทบที่ปรากฏเป็นข่าวในสนามบิน แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นการขยายตัวทุกหมวดการใช้จ่ายยกเว้นหมวดสินค้าไม่คงทนที่หดตัว การใช้จ่ายภาครัฐ รายจ่ายประจำขยายตัวตามรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ แต่รายจ่ายลงทุนยังหดตัวตามการเบิกจ่ายงบกลาง ด้านการลงทุนภาคเอกชน ยังทรงตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.33% ลดลงจาก 1.62% ในเดือนก่อนหน้าตามราคาอาหารสดที่ลดลง &amp;nbsp;อัตราว่างงานทรงตัวที่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจภาพรวมไตรมาส 3/2561 ขยายตัวได้แผ่วจากไตรมาส 2/2561 โดยขยายตัวต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก การบริโภคเอกชนยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายในเกือบทุกหมวดสินค้า ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวชะลอลง ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ขยายตัวลดลง ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนตามราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21137</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ปรับเป้าส่งออก, พรเพ็ญ สดศรีชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181101/image_big_5bda5e6f7bfcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส่งออกข้าวปรับเป้าส่งออกข้าวเพิ่มเป็น 11 ล้านตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ปรับเป้าส่งออกข้าว เพิ่มเป็น 11 ล้านตัน มูลค่า 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังพบสัญญาณบวกตลาดมีความต้องการนำเข้าข้าวต่อเนื่อง พร้อมเผยสถานการณ์การส่งออกข้าวช่วง 7 เดือนมีปริมาณส่งออกรวม 6.5 ล้านตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ส.ค. 61 ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในครึ่งหลังของปี 2561 นี้ สมาคมได้มีการปรับประมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านตัน มีมูลค่าประมาณ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 177,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 9.5 ล้านตัน มีมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 137,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปีนี้ข้าวขาวจะมีการส่งออกเติบโตขึ้น 5.7% ข้าวนึ่ง 2.7% ข้าวหอมมะลิ 1.8% ข้าวหอมไทย 0.4% และ ข้าวเหนียว 0.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาวะการส่งออกข้าวจะยังคงมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดเอเชียและแอฟริกามีความต้องการนำเข้าอย่างต่อเนื่องทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่ง ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ ความต้องการนำเข้าจากตลาดหลักจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยอุปทานข้าวในประเทศที่ลดลง โดยมีปัจจัยบวกจาก ประเทศผู้นำเข้าที่เป็นคู่ค้าไทยมีความต้องการนำเข้าเพิ่ม ค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าส่งผลให้ราคาข้าวอยู่ในระดับที่แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 5.33 ล้านตัน ลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 2,722 ล้านเหรียญสหรัญ เติบโต 18% หรือคิดเป็นรูปแบบเงินบาทอยู่ที่ &amp;nbsp;85,801 ล้านบาท เติบโต 7% ส่วนสถานการณ์การส่งออกข้าวในช่วง 7 เดือน มีการส่งออกแล้วประมาณ 6.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ถ้าการส่งออกข้าวสามารถทำได้ต่อเดือนที่ประมาณ 900,000 ตัน จะทำให้ทั้งปีการส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 11 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในปี 2562 สมาคมคาดว่าการส่งออกของไทยจะมีปริมาณการส่งออกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14956</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับเป้าส่งออก, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, ส่งออกข้าว, เจริญ เหล่าธรรมทัศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6a7ec4e6502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
