<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!หนี้ประเทศพุ่งแตะ8.69ลล. &#039;คลัง&#039;จ่อถกขยายเพดานกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซด์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ&amp;nbsp;(สบน.)&amp;nbsp;ได้เผยแพร่ รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2564&amp;nbsp;พบว่า มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;8,696,140&amp;nbsp;ล้านบาท หรือคิดเป็น&amp;nbsp;55.42%&amp;nbsp;ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน&amp;nbsp;60%


ทั้งนี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ&amp;nbsp;100,000&amp;nbsp;ล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน เม.ย. 2564&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;8,593,834&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;54.91%&amp;nbsp;ของจีดีพี


สำหรับหนี้สาธารณะเดือน พ.ค. 2564&amp;nbsp;ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการกู้เพื่อการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่มีกรอบการกู้เงินอยู่ที่&amp;nbsp;608,962&amp;nbsp;ล้านบาท และการกู้จากพระราชกำหนด&amp;nbsp;(พ.ร.ก.)&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;วงเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ที่มีการกู้ไปแล้ว&amp;nbsp;737,726&amp;nbsp;ล้านบาท และต้องกู้ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เสี่ยงเพดานหนี้สาธารณะจะเกินกรอบที่กำหนดไว้&amp;nbsp;60%


อย่างไรก็ดี ในเดือน ก.ค.&amp;nbsp;นี้ คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ ที่มี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เป็นประธาน จะหารือวาระสำคัญเกี่ยวกับการขยายกรอบเพดานหนี้ให้มากกว่า&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพี เพื่อรองการกู้เงินจาก พ.ร.ก.โควิด-19&amp;nbsp;วงเงิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19&amp;nbsp;เพิ่มเติมอีกจำนวน&amp;nbsp;500,000ล้านบาท ที่คาดว่าภายในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จะมีการกู้ประมาณ&amp;nbsp;100,000ล้านบาท และยังมีการกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้&amp;nbsp;120,000ล้านบาท เพื่อมาปิดหีบงบประมาณปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ให้ได้ โดยการกู้เงินตามแผนทั้งหมดคาดว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเกินกรอบเพดานหนี้ที่&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพี จึงต้องมีการพิจารณาขยายกรอบเพื่อไม่ให้ขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังภาครัฐ


ก่อนหน้านี้&amp;nbsp;นางสาวกุลยา&amp;nbsp;ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าวยืนยันว่า นโยบายการคลังยังมีช่องว่างให้สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ โดยเม็ดเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ได้ทยอยเบิกจ่ายใกล้ครบแล้ว และยังมีเม็ดเงินใหม่จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;500,000&amp;nbsp;ล้านบาทที่เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ในระยะถัดไปอีก


ส่วนความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยกรณีเลวร้ายหากกระทรวงการคลังต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในสถานการณ์วิกฤติ ก็สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มจาก60%&amp;nbsp;ของจีดีพีได้ และในระยะถัดไปก็ต้องกลับมาดูเรื่องการสร้างวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการทั้งหมดต้องควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการถมเงินไปเรื่อย ๆ ต้องไปคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุข


สำหรับเป้าหมายนโยบายการคลังในระยะปานกลางนั้น จะต้องเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง ผ่านการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ส่งเสริมรายได้รัฐให้ยั่งยืน การควบคุมการจัดสรรงบประมาณ การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้จ่ายในระดับพื้นที่ ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่จะต้องทำให้มีภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริหารความเสี่ยงภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;ระยะนี้ยังไงประเทศไทยก็ต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ยังเห็นการขาดดุลงบประมาณอยู่ แต่ในระยะยาวถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง รายได้ รายจ่าย ก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่รัฐบาลจะทยอยปรับลดขนาดการขาดดุล และมุ่งสู่การจัดทำงบสมดุลในที่สุด แต่คงเป็นแผนในระยะยาวพอสมควร&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110254</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวเลขหนี้สาธารณะ, ปรับแก้เพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.ผ่านพรก.กู้เงิน5แสนล. หนุนแก้เพดานหนี้สาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส.ว.ยกมือพร้อมเพรียง 205 เสียงอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ย้ำหนี้สาธารณะไม่เกินเพดาน ลั่นไม่ได้เป็นคนสร้างหนี้ทั้งหมด ส.ว.หวั่นเกิดระบาดระลอกใหม่ ประสานเสียงหนุนรัฐบาลปรับแก้เพดานหนี้สาธารณะเพื่อใช้ยามวิกฤติ &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินเหมือนตีเช็คเปล่ามีมาตั้งแต่ยุค &amp;quot;แม้ว-มาร์ค-ปู&amp;quot; ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.การันตีว่าเป็นอำนาจของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 14 มิถุนายน มีการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานที่ประชุม มีวาระพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ พ.ร.ก.ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว.และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง&amp;nbsp; วุฒิสภา อภิปรายว่า การกู้ยืมเงินของรัฐบาลตาม พ.ร.ก.กู้เงินรอบแรกวงเงิน 1 ล้านล้านบาท พบการอนุมัติโครงการของคณะรัฐมนตรีทำได้ 93% แต่เบิกจ่ายไปเพียง 29%&amp;nbsp; ดังนั้นเชื่อว่ามีข้อจำกัดและการติดขัดสำคัญ โดยเฉพาะรายละเอียดที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ดังนั้นควรทบทวนและปรับปรุง นอกจากนั้นต้องพิจารณาการเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้งบประมาณรั่วไหล ทั้งนี้ตนสนับสนุนการปรับเพดานหนี้สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;รัฐบาลเตรียมการรองรับอย่างไร หากต้องกู้เงินมากกว่ากรอบ 5 แสนล้านบาท หากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ยังยืดเยื้อ แม้การใช้กรอบวงเงินแต่ละด้านจะเกลี่ยแต่ละด้านเพื่อใช้ในด้านอื่นๆ ได้ แต่การบริหารจัดการใช้วงเงินรัฐบาลควรมีแผนและรายละเอียด&amp;rdquo; นายวิสุทธิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ส.ว.และประธาน กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ อภิปรายว่า จากการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่าใช้งบประมาณเพื่อเยียวยา ระลอกละ 3 แสนล้านบาท ทำให้การระบาดระลอกที่ 3 ไม่สามารถใช้กรอบเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทได้&amp;nbsp; ดังนั้นหากปัญหาไม่คลี่คลาย เงินจะไม่เพียงพอ ทั้งนี้ขอให้หน่วยงานเร่งการติดตาม ประเมินผล และกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จากการใช้จ่ายเงินกู้ 1&amp;nbsp; ล้านล้านบาททุกโครงการ ทั้งนี้เชื่อว่ามีหลายโครงการที่ทำไม่เสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 และต้องดำเนินการต่อในปีหน้า ดังนั้น สปน.และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องเตรียมดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมกังวลต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ที่มาจาก&amp;nbsp; พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และส่วนที่เหลือของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท รวมถึงการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปลายปี 2564 เพราะที่ผ่านมารัฐบาลกู้เงินแล้ว 2.3 แสนล้านบาท อาจจะทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ผมเห็นด้วยกับการปรับปรุงเพดานหนี้สาธารณะ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ&amp;rdquo; พล.อ.ชาตอุดมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม&amp;nbsp; กล่าวชี้แจงว่า สำหรับหนี้สาธารณะตนก็ต้องบริหารการกู้เงิน ไม่ให้หนี้สาธารณะเกินเพดานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่กู้ทั้งหมดในคราวเดียว หลายคนบอกว่าหนี้สาธารณะเราเกิน ก็จะเกิน กู้มากมันก็เกิน ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกู้ ไม่จำเป็นจะกู้ทำไม ก่อนหน้านี้ประเทศมีหนี้สาธารณะเท่าไหร่ ตนเป็นคนสร้างหนี้สาธารณะทั้งหมดหรือไม่ ขอความเป็นธรรมให้ด้วย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่อยากยึดอำนาจ 30 กว่าฉบับเพื่อสั่งการเอง&amp;nbsp; เพียงแต่ต้องการปลดล็อกให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. อภิปรายว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมาตนคัดค้านกฎหมายกู้เงินในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เพราะตัดบทบาทการตรวจสอบของอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; พ.ศ.2550 แต่รอบปัจจุบันตนจะสนับสนุนและอนุมัติในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะตามกฎหมายรวมถึงรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการได้ อย่างไรก็ดีตนแทบไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน พ.ร.ก.ดังกล่าว แต่ขอเสนอแนะรัฐบาลไว้ปฏิบัติในอนาคตเพื่อเป็นทางเลือก คือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 21&amp;nbsp; ขยายกรอบยอดเงินกู้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อใช้เฉพาะกิจยามวิกฤติ เช่น 2 ปี หรือ 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเวลา 17.05 น. ภายหลังจากที่ ส.ว.ได้อภิปรายแสดงความเห็นหลากหลายแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติอนุมัติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ซึ่งเป็นการร่วมชี้แจงครั้งแรกในรอบปี 2564 ด้วยคะแนนเสียง 205 เสียง&amp;nbsp; งดออกเสียง 2 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 แถลงความคืบหน้าผลการประชุม โดยนายสรวุฒิกล่าวว่า กรรมาธิการได้พิจารณางบประมาณของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง 3 หน่วยงาน คือ 1.กรมศุลกากร งบประมาณทั้งสิ้น&amp;nbsp; 4,095,258,400 บาท 2.กรมสรรพสามิต งบประมาณทั้งสิ้น 2,194,317,000 บาท 3.กรมสรรพากร งบประมาณทั้งสิ้น 9,569,318,900 บาท ในส่วนของกรมสรรพสามิต&amp;nbsp; กมธ.หารือเกี่ยวกับแนวทางในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ มีกรรมาธิการบางคนเห็นว่าไม่ควรอนุญาตให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ เพราะในหลายประเทศ&amp;nbsp; เช่น อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, ประเทศในแถบยุโรป มีการประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีปัญหาด้านสุขภาพตามมา รัฐบาลต้องนำงบประมาณของประเทศมาใช้รักษาปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่จำนวนมาก โรคที่เกิดจากผลของบุหรี่ไฟฟ้า เช่น โรคถุงลมโป่งพองและโรคทางเดินหายใจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตต่อปีจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสรวุฒิกล่าวด้วยว่า ควรมีการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อบูรณาการระบบการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ โดยองค์กรดังกล่าวต้องมีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองหรือกลุ่มบุคคลใด โดยรวมทั้ง 3 หน่วยงาน&amp;nbsp; คือ กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร ซึ่งรัฐบาลควรไปหารือต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเรืองไกรกล่าวว่า กมธ.หลายคนให้ความสนใจเรื่องหนี้สาธารณะ ประเด็นอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และสถานะทางการเงินการคลังของประเทศไทย สืบเนื่องจากการอภิปราย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินโดยการออกเป็น พ.ร.ก.หลักๆ มี 5 ฉบับ&amp;nbsp; ได้แก่ ปี 2554 สมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 7.8 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงิน 2.ปี 2552 สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท 3.ปี 2555 สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีการออก&amp;nbsp; พ.ร.ก.น้ำ วงเงินไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่ง กมธ.ต้องถามสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพราะ พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับเป็นเงินกู้ที่ไม่มีรายละเอียด เพราะนำมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินรวม 1.53 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมัย พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อปี 2563 มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท สปน.ชี้แจงว่าขณะนี้ใช้เกือบหมดแล้ว ล่าสุดรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวม 2 ฉบับ วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งทั้ง 5&amp;nbsp; ฉบับตัวเลขไม่ต่างกัน การออกเป็น พ.ร.ก.เหมือนการตีเช็คเปล่า จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพิ่งออกแค่สมัยนี้ ตามกฎหมายแล้วสามารถทำได้ ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นอำนาจของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้&amp;nbsp; กมธ.ยังให้ความสนใจเรื่องการคำนวณหนี้สาธารณะต่อจีดีพีว่าจะใช้ตัวเลขไหนกันแน่ ระหว่างหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วหรือหนี้ที่กำลังจะเกิด ซึ่งปี 2564 มีเงินที่รัฐบาลเก็บไม่เข้าเป้าอีก ตรงนี้จะทำอย่างไรคงต้องให้ สปน.ชี้แจงต่อไป&amp;quot; นายเรืองไกรกล่าว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับแก้เพดานหนี้สาธารณะ, พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้สาธารณะ, หนี้สาธารณะเพื่อใช้ยามวิกฤติ, เป็นอำนาจของรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c75d737a5dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
