<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.แจงแผนฉีดวัคซีนไม่ได้ปรับไปปรับมา ยันลงทะเบียนหมอพร้อมแล้วได้ฉีดตามนัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 พ.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.กล่าวถึงกรณีการปรับเปลี่ยนแผนการกระจายวัคซีน ที่ถูกวิจารย์ว่าปรับเปลี่ยนไปมาสร้างความสับสน กล่าวว่า สำหรับในประเทศไทยถือว่าการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เป้าหมายแรกในการให้วัคซีนคือลดอัตราการป่วยและตาย ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายแรกคือประชากรที่มีความเสี่ยงสูง กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ประการที่สอง จากนั้นเมื่อเข้าสู่ระยะที่มีวัคซีนมากขึ้นคือในปัจจุบัน วัคซีนจะมีปริมาณที่เพียงพอและมีการระดมฉีดวัคซีนโดยนโยบายคือ 70% ในประเทศ หรือประมาณ 50 ล้านคนโดยจะฉีดเข็มที่หนึ่งให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. เข็มที่สองจะต้องฉีดทั้งหมดให้ครบถ้วนเดือน ธ.ค.64 เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ตามแผนระยะที่สองนี้เมื่อวัคซีนมาจะต้องมีการจัดสรรตามพื้นที่โดยกรมควบคุมโรคจัดสรร 1. จัดสรรตามนโยบาย 70% ของประชากรแต่ละจังหวัด แต่มีหลายจังหวัดที่รายงานและเสนอความเห็นว่าถ้าเป็นพื้นที่ระบาดหนักขอโควตาจากจังหวัดที่มีการระบาดเล็กน้อยระดมมาช่วยเพิ่มขึ้นก่อนได้หรือไม่ เช่น ชลบุรี นนทบุรี เพชรบุรี ซึ่งฟังดูมีเหตุผลและน่าเห็นใจ แต่ขณะเดียวกัน จังหวัดที่มีรายงานผู้ติดเชื้อน้อย เช่น สระแก้ว มหาสารคาม ได้เสนอความเห็นเช่นกันว่าการที่มีรายงานติดเชื้อน้อยเพราะทำงานหนักเข้มข้นในมาตรการ อสม. ลงพื้นที่อย่างหนักทำให้การควบคุมมาตรการเป็นไปได้อย่างดี ทำให้เขาควรได้รับการจัดสรรวัคซีนตามโควตาที่ตกลงกัน การมีความเห็นแตกต่างกันเช่นนี้ ทางศบค. รับฟังทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาศบค. จึงได้ประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนแผนให้ตรงกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ส่วนการลงทะเบียนหมอพร้อม ในพื้นที่แต่ละจังหวัดหากทางจังหวัดต้องการพัฒนาการลงทะเบียนให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่สามารถทำได้ เช่น ที่ภูเก็ต นนทบุรี เชียงใหม่ กทม.ที่ได้ทำแล้ว ดังนั้น ไม่ได้ยกเลิกหมอพร้อม แต่เปิดโอกาสเปิดช่องทางให้มีการลงทะเบียน เข้าถึงการฉีดวัคซีนมากขึ้นและเหมาะสมแต่ละพื้นที่ และขอฝากและสื่อสารไปถึงคน กทม. เพราะดูจากกระแสข่าวแล้วพบว่าพี่น้องชาว กทม.น้ำตาคลอสับสนเรื่องนโยบายวัคซีน หากวันนี้ยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรขออนุญาตนำมาเรียนย้ำในวันถัดๆไป และอยากจะกราบขอโทษถ้ามีอะไรที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าไม่ชัดเจนไม่เข้าใจทางทีมงานจะทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นและอยากเห็นประเทศไทยแข็งแรงคนไทยทุกคนแข็งแรง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากได้ลงทะเบียนในแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมแล้วจะสามารถลงทะเบียนในจุดอื่นเพื่อให้ได้รับการฉีดวัคซีนเร็วขึ้นได้หรือไม่ พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ถ้าลงหมอพร้อมสำเร็จแล้ว ขอให้ยังคงอยู่กับหมอพร้อม ไม่ต้องเปลี่ยน และยืนยันว่าจะได้ฉีดตามที่ได้มีการนัดหมายลงทะเบียนไว้อย่างแน่นอน หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆจะไม่มีการปิดบังกับประชาชนแน่นอน แต่มีประชาชนจำนวนหนึ่งบอกว่าลงทะเบียนหมอพร้อม แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันวันฉีดวัคซีน และสถานที่ฉีดอย่างนี้ขอเรียกว่า ลงทะเบียนแต่ยังไม่สำเร็จ ในกรณีนี้ถ้าอยู่ในกทม.และกทม.เปิดให้ลงทะเบียนจองวัคซีนวันที่ 27 พ.ค. สามารถลงกับทางกทม.ได้ แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะลงช่องทางใดไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้าน โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษาก่อนหน้านี้หรือแจ้งกับทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ ระบบเหล่านี้ไม่ได้ล้มหายไปไหน ทุกช่องทางที่ประชาชนลงทะเบียนระบบจะรวมข้อมูลทั้งหมดไปยังระบบหลังบ้านของหมอพร้อม คือ&amp;nbsp; Moph IC หรือ ระบบบริหารจัดการวัคซีน โควิด-19 สุดท้ายจะออกใบรับรองเมื่อสิ้นสุดการฉีดเข็มที่สอง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำการลงทะเบียนของกทม.มีโควตาฉีดวัคซีนได้หลายแห่ง ทั้งสถานพยาบาล ภาครัฐ 125 แห่ง ภาคเอกชน 25 แห่ง โควตากองทุนประกันสังคมมาตรา 33 จำนวน 15 จุดบริการ ส่วนกลางโดยมหาวิทยาลัย 11 แห่ง รวมถึงสถานีกลางบางซื่อ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;แผนไม่ได้ปรับไปปรับมา แต่ในช่วงแรกตั้งแต่เดือน ก.พ.สถานบริการฉีดวัคซีนมีการระบุชัดเจนเพื่อความปลอดภัยให้ฉีดแค่ภายในโรงพยาบาล มีแพทย์ประจำ มีห้องฉุกเฉิน และมีการกำหนดขั้นตอนการฉีดสังเกตอาการ 30 นาที ต่อมาได้มีข้อมูลรายงานความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนมากขึ้น ทั้งจากบ้านเราและทั่วโลก ตอนนี้มีการทบทวนว่าการฉีดวัคซีนไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาล สามารถฉีดในห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือจุดต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตามก็ได้เฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย เช่น สยามพารากอน มีโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นโรงพยาบาลพี่เลี้ยง ที่เปิดให้ทำการฉีดวัคซีนให้กับลูกเรือ เป็นต้น การเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนผ่อนคลายลง จึงอนุญาตให้ภาคเอกชน หรือชุมนุมพื้นที่ ที่เสนอขอช่วยนโยบายการกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็วทำตามแผน เมื่อมีหน่วยงานองค์กรเหล่านี้เสนอช่วยเข้ามาจึงตอบรับและยินดี&amp;nbsp; ตรงนี้ประชาชนต้องติดตามรายละเอียดจากกทม.ด้วยว่าฉีดที่ไหนอย่างไร ซึ่งกทม.จะจัดสรรตาม มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข&amp;quot; พญ.อภิสมัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104489</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับแผนฉีดวัคซีน, ผู้ช่วยโฆษกศบค., พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, หมอพร้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fad6af1b88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หน่อย&#039;สวดรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพจัดการโควิด กระทุ้งปรับแผนจัดหาวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2564 &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊คว่า วันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งกว่า 1,500 คนแล้ว ในขณะที่ผู้นำประเทศทั่วโลก กำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลา เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศของเขาให้ได้เร็วที่สุด มากที่สุด ให้เกิด&amp;rsquo;ภูมิคุ้มกันหมู่&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อจะหยุดการแพร่ระบาดของ COVID 19 ทำให้เปิดประเทศได้ และฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด เพราะผู้นำแต่ละประเทศได้มองเห็นตรงกันว่า วัคซีนไม่ใช่เพียง เครื่องมือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเท่านั้น &amp;nbsp;แต่วัคซีนจะข่วย&amp;rdquo;ปั้มหัวใจของเศรษฐกิจ&amp;rdquo;อีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลกจึงขวนขวายทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่เพื่อจัดหาวัคซีนมาให้กับประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป รวมทั้งในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หันกลับมาดูที่ประเทศไทย ผู้นำของเราเข้าใจปัญหา และเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาวัคซีนให้กับคนไทย หรือไม่ รวมทั้งได้พยายาม และเอาจริงเอาจังกับการจัดหาวัคซีน ให้ได้เร็ว และมากพอหรือไม่ ในฐานะที่เคยรับผิดชอบบริหารจัดการโรคอุบัติใหม่อย่าง&amp;rsquo;ซาร์ส&amp;rsquo;และ&amp;rsquo;หวัดนก&amp;rsquo; ดิฉันจึงมีข้อห่วงใยต่อการรับมือกับปัญหาCOVID ของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของการจัดหาวัคซีน ที่ช้า ไม่เพียงพอ และมีตัวเลือกเพียง2ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยต้องปรับแผนการจัดการวัคซีนใหม่ ต้องเร่งฉีดให้กับคนไทยอย่างน้อย 70% หรือ 50 ล้านคนให้จบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู และสามารถเปิดประเทศ เปิดการค้าขายได้ในสิ้นปีนี้ให้ทันกับประเทศอื่นๆที่เขามีแผนงานการฉีดวัคซีน และกำหนดการเปิดประเทศที่ชัดเจนกันแล้ว จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ อย่างจริงจังในประเด็นต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) เร่งเจรจาจัดหาซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตเจ้าอื่นๆเพิ่มเติมอีก 40ล้านโดส เพื่อให้เพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เราต้องฉีดให้ประชาชนอย่างน้อย 50 ล้านคน และให้จัดซื้อจากผู้ผลิตหลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากกว่า 2 เจ้า ที่รัฐบาลสั่งซื้อไปแล้ว และมีปัญหาทั้งเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียงทั้ง 2 เจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) เร่งวางแผนการฉีดให้ประชาชนให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าในปัจจุบัน ที่เรามีอัตราการฉีดต่อวันน้อยมาก เราได้วัคซีนล๊อตแรก ตั้งแต่ 28 ก.พ.จำนวน 945,000 &amp;nbsp;โดส ถึงวันนี้ผ่านไป 40 กว่าวัน เพิ่งฉีดได้แค่ 300,000 กว่าโดส &amp;nbsp;หรือแค่ 1 ใน 3 ของวัคซีนที่เข้ามา เฉลี่ยฉีดได้เพียง 7,500 โดส/วัน (แต่รัฐบาลบอกว่าฉีดได้ 20,000 โดส/วัน) จนทำให้คนไทยได้รับวัคซีนช้าเป็นลำดับบ้วยของอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ารัฐบาลฉีดได้ 20,000 โดส/วัน เราต้องใช้เวลาถึง 3,150 วัน กว่าจะฉีดได้ครบ 63 ล้านโดสที่สั่งไปแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งวางแผนการฉีด และกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ดิฉ้นเคยเสนอตั้งแต่มีนาคมปีที่แล้ว ในการจัดการ &amp;ldquo;Endgame COVID.&amp;rdquo; &amp;nbsp;ด้วยการปูพรมตรวจเชิงรุก ให้คนเข้าถึงการตรวจได้&amp;rsquo;ง่าย+ฟรี&amp;rsquo; แต่จนป่านนี้รัฐบาลก็ยังไม่ทำ ในการระบาดรอบใหม่นี้ ยิ่งต้องตรวจเชิงรุกให้มากที่สุด เพราะเชื้อแพร่เร็ว ติดกันง่าย จะได้เร่งนำคนติดเชื้อที่มีอาการเข้ารพ. รักษา คนไม่มีอาการให้ไปดูอาการในสถานที่รัฐจัดให้ ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลไปจัดทำรพ.สนาม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีสภาพเหมาะสมที่จะพักอาศัย แถมอาจจะทำให้ติดเชื้อมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันเสนอให้รัฐบาล ไปเช่าโรงแรม ที่ว่างอยู่เต็มไปหมด จัดเป็นสถานที่พักดูอาการของผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ โดยจัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปจัดการบริหาร การระบาดรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลมีเวลาเตรียมตัวมาปีกว่าแล้ว งบประมาณก็มีมากมายทั้งงบประจำ และเงินกู้ แต่การ บริหารจัดการยังมีปัญหาอยู่เช่นเดิม ตั้งแต่เริ่มการระบาด ก็หาหน้ากากไม่เจอตอนนี้น้ำยาตรวจไม่พอ เตียงไม่พอ วัคซีนช้า ไม่เพียงพอ และตัวเลือกน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดคือการไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งสิ้น นายกต้องหยุดโทษ! ประชาชน และกลับไปทบทวนการทำงานของตัวเองเสียใหม่ คนไทยอดทนอย่างสุดๆแล้วคำถามคือจะต้องให้ประชาชนทนไปอีกนานแค่ไหนคะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มไทยสร้างไทย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์, ปรับแผนฉีดวัคซีน, รัฐบาลขาดประสิทธิภาพการจัดการโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e70b427ae780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
