<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอี่ยม&#039;รู้ดีบอกพปชร.ล้างไพ่เตรียมปรับครม. ท้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.2564 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ล้างไพ่ปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ ดัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ นั่งเลขาธิการพรรค ว่า ยุทธการเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ถูกนำมาใช้อีกครั้งหลังกำจัดกลุ่มสี่กุมาร ลามมาถึงขจัดกลุ่มสามมิตรไปให้พ้นทาง กลายเป็นรอยร้าวใหญ่ภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่รอวันปะทุอีกหลายรอบ หลังหาทางออกแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ อาจนำไปสู่การปรับครม.เพื่อหาเก้าอี้รัฐมนตรีรองรับเลขาธิการพรรคคนใหม่ เพราะหากเปรียบเทียบกับเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่น อาจเห็นว่ามีความจำเป็นต้องปรับครม.เพื่อให้สมฐานะเลขาธิการพรรคแกนนำรัฐบาล แน่นอนว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปล่อยให้พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศปูพรมฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ แต่ยังมีปัญหาการจัดหาวัคซีน หรือ ประกาศ 120 วันเปิดประเทศ ที่นักวิชาการและประชาชนไม่เชื่อว่าจะเปิดได้จริง เผชิญยถากรรมถูกลอยแพตามลำพัง ไม่แน่ว่า ในห้วงที่ประกาศ 120 วันเปิดประเทศ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ถึงหรือไม่ แทนที่จะสาละวนแก้ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ควรเอาเวลาไปตรวจสอบว่าผ่านมา 2 ปี นโยบายใดที่ใช้หาเสียงแล้วยังทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่เผชิญกับความทุกข์ยากเดือดร้อนในขณะนี้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เก่งไม่กลัว กลัวช้า ถ้ามั่นใจว่าจะมีคะแนนนิยมดี ก็รีบยุบสภา อย่ามัวสาละวนแก้แต่ปัญหาตัวเอง แล้วละทิ้งปัญหาของประเทศชาติและประชาชน&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106939</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, ปรับโครงสร้าง, พลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60ceb4d28d0b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยแอร์เอเชีย&#039;ปรับโครงสร้างใหญ่ได้เงินทุนใหม่เติม 6 พันล้านฝ่าวิกฤติรับเหลือบินแค่ 15 ลำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยถึงแผนการปรับโครงสร้างกิจการไทยแอร์เอเชีย (TAA) และ AAV ผ่านระบบ Zoom ว่า ในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ พยายามดูแลตัวเอง และดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อให้บริษัทฯ เดินต่อไปได้ ซึ่งปลายปีที่แล้วเที่ยวบินเริ่มกลับมาดีขึ้นจนเกือบจะปกติ แต่เมื่อเจอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบ 2 ทำให้เที่ยวบินลดลงมาครึ่งหนึ่ง ก่อนที่โควิด-19 รอบ 3 จะลดลงไปอีกจนปัจจุบันใช้เครื่องบินให้บริการเพียงแค่ 15 ลำ จากเดิม 40 ลำ หายไปประมาณ 60% ผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 70-80 คนต่อเที่ยวบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรศพลฐ์ กล่าวต่อว่า ถึงเวลาแล้วที่บริษัทฯ จำเป็นต้องทำอะไรที่มีความยั่งยืน จึงได้ปรับโครงสร้างกิจการขึ้นใหม่ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่บริษัทฯ และเตรียมพร้อมให้ไทยแอร์เอเชียสามารถกลับมาบินได้ เมื่อรัฐบาลเปิดประเทศ โดยบริษัทฯ จะได้รับสินเชื่อจากนักลงทุนรายใหม่ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพปลอดดอกเบี้ย มูลค่าประมาณ 3,100 ล้านบาท คาดว่าจะได้เงินส่วนนี้ประมาณปลายเดือน มิ.ย.64 และอีกส่วนจะได้จากนักลงทุนใหม่ ประมาณ 3 พันล้าน ประมาณปลายปี 64 หรือต้นปี 65 ทำให้จะได้เงินทุนรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท มั่นใจว่าเงินก้อนใหม่นี้จะเพียงพอสำหรับพยุงการบริหารจัดการได้ในระยะเวลา 3 ปีหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรศพลฐ์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ มีแผนจะนำ TAA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แทน AAV เพราะมองว่า TAA ซึ่งบริษัทปฏิบัติการโดยตรงจะสร้างโอกาสให้นักลงทุนได้ดีกว่า AAV ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง อย่างไรก็ตามเงินในส่วนนี้จะนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนบริหารจัดการในการทำการบิน และชำระหนี้ที่ครบกำหนดเป็นงวดๆ คาดว่าไตรมาสที่ 1 (ม.ค.-มี.ค.65) จะสามารถเริ่มทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศได้ ซึ่งเมื่อนั้นกระแสเงินสดของบริษัทฯ ก็จะดีขึ้น ปัจจุบันการทำการบินเส้นทางภายในประเทศเกือบจะไม่ขาดทุนกำไรแล้ว หากได้ทำการบินต่างประเทศ คาดว่าในปี 66 จะกลับมาทำกำไรได้ โดยเวลานี้บริษัทฯ เตรียมพร้อมแล้ว เมื่อเปิดประเทศเมื่อใดก็สามารถกลับมาบินได้อย่างแข็งแรงทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรศพลฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากเปิดประเทศแล้ว ต้องเร่งอัตราการเจริญเติบโต เพราะเชื่อว่ามีหลายสายการบินที่จะยังไม่สามารถทำการบินได้ จึงต้องใช้โอกาสนี้เพื่อให้ส่วนแบ่งการตลาดของไทยแอร์เอเชียเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามในระหว่างนี้จะพยายามบริหารจัดการไม่ให้ขาดทุนเกิน 200 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งการที่มีเงินเพิ่มเข้ามาจะทำให้เราหลุดพ้นช่วงโควิดนี้ไปได้ ส่วนการขอสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากรัฐบาลนั้น เวลานี้สะกดไม่เป็นแล้ว หากรัฐบาลยังพร้อมจะช่วยเหลือก็จะรับเหมือนเดิม เพราะดอกเบี้ยถูก แต่ขณะนี้ในเมื่อรัฐบาลยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ และเรายังนั่งงอมืองอเท้าอยู่บริษัทก็คงจะเจ๊งไปแล้ว ความอดทนมีจำกัด จึงไม่ได้รอรัฐบาล เพราะหากจะช่วยเหลือคงช่วยนานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธรรศพลฐ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียทำการบินอยู่ 15 ลำ และในสิ้นปีนี้มีแผนคืนเครื่องบินอีก 6 ลำ ก็จะเหลือเครื่องบิน 54 ลำ ซึ่งหากโควิดคลี่คลายคงก็จะใช้เครื่องบินครบทุกลำอยู่แล้ว แต่จำนวนชั่วโมงในการบินอาจจะน้อยลงจากปกติ สำหรับแผนภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วเข้า จ.ภูเก็ต ที่จะเริ่มในเดือน ก.ค.นี้นั้น เบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลยังคงนโยบายเดิม แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะต้องขยับออกไปอีกเล็กน้อย เพราะขณะนี้ชาวบ้านในภูเก็ตยังไม่ได้รับวัคซีนทุกคนเลย ขณะที่ในส่วนของไทยแอร์เอเชียพร้อมรองรับแล้ว และพร้อมทำการบินจากภูเก็ตไปยังทุกประเทศ โดยประเทศใดพร้อมให้ทำการบิน ไทยแอร์เอเชียก็จะทำการบินทันที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101261</URL_LINK>
                <HASHTAG>AAV, ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน), ปรับโครงสร้าง, สายการบินไทยแอร์เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bddfecd428.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คัดแล้ว &#039;บินไทย&#039; เปิดตัวเลขพนักงานที่มีสิทธิ์ไปต่อ 9,304 คน ตกรอบ 4 พันคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64 รายงานข่าวจากบริษัทการบินไทย(จำกัด)มหาชนแจ้งว่าตามที่บริษัทฯ ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อให้มีตำแหน่งงานและสายบังคับบัญชาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดธุรกิจการบินได้ จนนำไปสู่ความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการ โดยบริษัทฯ ใช้วิธีขอความร่วมมือจากพนักงานให้ความยินยอมเปลี่ยนสภาพการจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น พนักงานส่วนใหญ่เข้าใจและให้ความร่วมมือกับบริษัทฯ เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ และสามารถกลับมาประกอบกิจการได้อย่างมั่นคง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 คณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทฯ ได้มีมติให้ประกาศผลการกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564&amp;nbsp; โดยกระบวนกลั่นกรองครั้งที่ 1 มีผู้แสดงความจำนงทั้งสิ้น 13,554 คน และมีผู้ได้รับการกลั่นกรองครั้งที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 9,304 คน

อย่างไรก็ตามหลังจากบริษัทฯ ประกาศผลการกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564 ครั้งที่ 1 แล้ว พนักงานฯ ที่แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. กลุ่มพนักงานที่ได้รับการกลั่นกรองเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่และประสงค์จะเข้าทำงาน พนักงานไม่ต้องดำเนินการใดๆ โดยให้รอรับเอกสารที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ในช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ตามประกาศที่จะออกตามมา

2. กลุ่มพนักงานที่ได้รับการกลั่นกรองเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ แต่ต้องการสละสิทธิ์ พนักงานสามารถแสดงความจำนงสละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่งงาน และเข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร MSP B หรือ MSP C ภายในวันที่ 10 เมษายน 2564 โดยระบบจะยกเลิกตำแหน่งงานโดยอัตโนมัติ

3. พนักงานที่ไม่ได้รับการกลั่นกรองเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ หรือกลุ่มฟ้าใหม่ จะมี 2 ทางเลือก คือ
- ทางเลือกที่ 1 สมัครโครงการ MSP B หรือ MSP C
- ทางเลือกที่ 2 แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564 ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2564 เนื่องจาก พนักงานที่ได้รับการกลั่นกรองเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ ครั้งที่ 1 นั้นยังไม่ครบตามจำนวนตำแหน่งงานที่กำหนด กระบวนการกลั่นกรองครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2564 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองครั้งที่ 2&amp;nbsp; ในวันที่ 28 เมษายน 2564

เช่นเดียวกับการกลั่นกรองครั้งที่ 1 เมื่อบริษัทฯ ประกาศผลการกลั่นกรองครั้งที่ 2 พนักงานกลุ่มฟ้าใหม่ จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

3.1 กลุ่มฟ้าใหม่ที่แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนกลั่นกรอง Relaunch ครั้งที่ 2 ในตำแหน่งที่ไม่มีผู้สมัครหรือมีผู้สมัคร แต่ไม่มีผู้เหมาะสม หรือตำแหน่งที่มีการสละสิทธิ์ หรือตำแหน่งใหม่ตามความต้องการของธุรกิจ&amp;nbsp; หากผ่านการพิจารณากลั่นกรองจะเข้าสู่สัญญาจ้างใหม่ ข้อบังคับและข้อกำหนดสวัสดิการใหม่

3.2 กลุ่มฟ้าใหม่ที่แสดงความจำนงเข้าสู่ตำแหน่งงานชั่วคราว และได้รับการพิจารณากลั่นกรองให้เข้าสู่ตำแหน่งงานนี้ พนักงานจะเข้าสู่สัญญาจ้างใหม่ที่มีกำหนดระยะเวลา 1 ปีและเข้าสู่โครงการ MSP B หรือ MSP C เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยคำนวณจากอัตราเงินเดือนเดิมก่อน 1 พฤษภาคม 2564

3.3 กลุ่มฟ้าใหม่ที่แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนกลั่นกรอง Relaunch ครั้งที่ 2 ในตำแหน่งที่ไม่มีผู้สมัครหรือมีผู้สมัคร แต่ไม่มีผู้เหมาะสม หรือตำแหน่งที่มีการสละสิทธิ์ หรือตำแหน่งใหม่ตามความต้องการของธุรกิจ หรือตำแหน่งงานชั่วคราว แต่ประสงค์จะสละสิทธิ์ สามารถสละสิทธิ์ในตำแหน่งงานนั้นได้ และสมัครเข้าโครงการ MSP B หรือ MSP C ตามสิทธิของพนักงาน

3.4 หากพนักงานไม่ได้รับตำแหน่งในกระบวนกลั่นกรอง Relaunch ครั้งที่ 2 หรือไม่ประสงค์จะแสดงความจำนงใดๆ พนักงานสามารถสมัครเข้าโครงการ MSP B หรือ MSP C ได้ตามสิทธิต่อไป

อย่างไรก็ตามสำหรับพนักงานที่สมัครเข้าโครงการ MSP B และ MSP C จะได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์บัตรโดยสารสำหรับโครงการ MSP B และ MSP C ตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการและจะมีระยะเวลาการจ่ายค่าตอบแทนไล่เรียงกันไปตามช่วงเวลาที่พนักงานสมัครเข้าโครงการ ส่วนกำหนดเวลาการจ่ายเงินบำเหน็จของ MSP B จะเริ่มจ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโครงการ MSP C เริ่มจ่ายเดือนกันยายน 2564 ผ่อนชำระ 4 งวดเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของพนักงานทั้งหมด บริษัทฯ ได้ดำเนินการและพิจารณาอย่างรอบคอบรัดกุม ภายใต้กรอบกฎหมายล้มละลาย และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยคำนึงถึงสถานการณ์ของบริษัทฯ และความเป็นธรรมต่อพนักงานอย่างที่สุด เพื่อให้การบินไทยกลับมาเป็นองค์กรที่แข่งขันได้ สามารถสร้างความภูมิใจแก่ประเทศไทยได้ในฐานะที่เป็นสายการบินแห่งชาติที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98927</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ปรับโครงสร้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604adcf16cd5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯจัดโครงสร้างศอฉ.โควิด 19 ทำงานเชิงรุกรับการระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงนามแต่งตั้งหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 และขณะนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจุดประสงค์เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ในแต่ละด้านภายในโครงสร้างกลุ่มต่างๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน แก้ปัญหา รวมทั้งสะกัดกั้น หรือหยุดการแพร่ระบาดขอโควิด 19 เป็นไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วย 1.สำนักเลขาธิการ​2.สำนักประสานงานกลาง​ 3.ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านก่รแพทย์และสาธารณสุข &amp;nbsp;4.ศูนย์ปฏิบัติการด้านมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน​5.ศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน​ 6.ศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า​ 7.ศูนย์ปฎิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ​ 8.ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม​ 9.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง​ 10.ศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการปฏิบัติงานของศูนย์ดังกล่าวจะรายงานตรงสู่นายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการทันทีหากมีข้อติดขัด และให้ประชาชนมั่นใจและอุ่นใจว่ารัฐบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมงและแก้ปัญหาทุกปัญหา จะไม่ปล่อยให้ส่งผลกระทบกับประชาชน เพราะขณะนี้เรากำลังเผชิญวิกฤตที่ส่งผลกับชีวิตของประชาชน นายกรัฐมนตรีจะดูแลแก้ปัญหาอย่างรอบด้านอย่าง​เต็มที่ด้วยกลไกทุกอย่างที่มีอยู่ แต่ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการดูแลตนเอง และสังคม ตามมาตรการที่รัฐกำหนดและแนะนำ ซึ่งสำคัญยิ่งในการสะกัดการแพร่ระบาดโควิด 19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61305</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดโควิด 19, ปรับโครงสร้าง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศอฉ.โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e72271599e1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียวผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ รับภารกิจยุคดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2561 - บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียวผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ ดีเดย์ 1 ก.ค. นี้ หวังให้สอดรับกับภารกิจรัฐบาล เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แก้จนเกษตรกร พัฒนาเอสเอ็มอี พร้อมสั่งเพิ่มส่วนงานการตลาดและท่องเที่ยวชุมชน ดึงสินค้าเกษตรขึ้นขายออนไลน์ตัดตอนพ่อค้าคนกลาง ลุยงานด้านดิจิทัลหวังเดินหน้าสู่ยุค 4.0 ฟุ้งปี 60 ปล่อยกู้ทะลุเพดานแตะ 9 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายผลงานปี 61 ปล่อยสินเชื่อเพิ่มที่ 9.3 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างธนาคารครั้งใหญ่ ให้สอดรับกับภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแก่ธนาคาร โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การบริการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เน้นการให้บริการทางการเงินและช่วยเหลือลูกค้า 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเอสเอ็มอีเกษตร การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี (สมาร์ทฟาร์เมอร์) และเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้พ้นจากเส้นความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังได้มีการเพิ่มส่วนงานการตลาดลูกค้าและท่องเที่ยวชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรระดับท้องถิ่น โดยมีภารกิจหลัก 2 ด้าน คือ การพัฒนาสินค้าในระดับชุมชนให้มีศักยภาพและสามารถจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ได้ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ถึงผู้บริโภคโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง ตลอดจนส่งเสริมกลุ่มชาวบ้านที่มีความเข้มแข็งในท้องถิ่น ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังปรับโครงสร้าง ธ.ก.ส.ให้รองรับกระแสดิจิทัลที่กำลังมาแรง โดยมีการปรับโครงสร้างสายงานด้านเทคโนโลยีใหม่ให้มีความพร้อมในการนำ ธ.ก.ส.ไปสู่ยุค 4.0 ตลอดจนพัฒนาช่องทางการขาย เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส.เอ โมบาย สำหรับให้บริการการเงินที่หลากหลาย การให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ตลอดจนให้สามารถนำสินค้าของตัวเองไปจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงการใช้ Big Data เพื่อบริหารข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต การให้บริการการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และส่วนสุดท้ายที่ ธ.ก.ส.มีการปรับปรุงคือการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ซึ่งเน้นให้มีโครงสร้างการบริหารที่ถ่วงดุลกัน ตรวจสอบกันเองได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เช่น ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อควรแยกออกจากฝ่ายดูแลลูกค้า รวมถึงการปรับโครงสร้างระดับสาขา เช่น จากเดิมจะให้สาขาทำหน้าที่ดูแลในทุกเรื่อง แต่ต่อไปหากเป็นงานที่มีความซับซ้อนจากแยกออกมาให้มีฝ่ายทำงานโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับโครงสร้างใหม่นี้จะมีการปรับย้ายสายงาน หรือปรับเพิ่มบางหน่วยงานขึ้นมาให้สอดรับกับภารกิจ และกลุ่มลูกค้าที่ดูแล เพราะที่ผ่านมาโครงสร้างเดิมอาจมีบางฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ด้วยงาน ทำให้มีความล่าช้า ดังนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างแล้วจะช่วยให้การบริหารคล่องตัวมากขึ้น และลูกค้าก็ประโยชน์ได้รับบริการที่สะดวกสบายกว่าเดิม เช่น กระบวนการขอสินเชื่อ การพิจารณาก็จะไวขึ้น ซึ่งในโครงสร้างงานใหม่นี้จะเริ่มมีผลใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า แผนการดำเนินงานของธ.ก.ส.ปีบัญชี 2561 (1 เม.ย.61 &amp;ndash; 31 มี.ค.62) ได้ตั้งเป้าหมาย การเป็นศูนย์กลางทางการเงินภาคการเกษตรและภาคชนบท โดยวางเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9.3 หมื่นล้านบาท เงินฝากเพิ่มขึ้น 5.75 หมื่นล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 4.8 พันล้านบาท หนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน หรือหนี้เสียไม่เกิน 4% คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น 85% มีกำไรสุทธิกว่า 8 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลดำเนินงานของธ.ก.ส.ในรอบปีบัญชี 2560 (1 เม.ย.60-31 มี.ค.61) ธนาคารสามารถดำเนินงานได้สูงกว่าเป้าหมาย ทั้งการให้สินเชื่อที่ปล่อยเพิ่มได้ 9 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินฝากมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1.2 แสนล้านบาท มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 5.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปีนี้ราคาข้าวหอมมะลิราคาดีทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น จึงทำให้ยอดหนี้เสียของธ.ก.ส.อยู่ระดับ 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8482</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ดิจิทัล, ธ.ก.ส., ปรับโครงสร้าง, สมศักดิ์ กังธีระวัฒน์, สินค้าชุมชน, ออนไลน์, เกษตรกร, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aebd0c28228c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะพัดแนวหน้าระส่ำ!เล็งหั่นลดเงินเดือนพนักงาน &#039;วันชัย&#039; ต้านไม่อยู่ไขก๊อกพ้นบก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันชัย วงศ์มีชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.61- มีรายงานว่าวงการสื่อสิ่งพิมพ์เกิดความระส่ำระสายอีกครั้ง ล่าสุดหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ก่อตั้งมานานกว่า 38 ปี เกิดปัญหาขึ้นภายในระหว่างคณะผู้บริหารกับกองบรรณาธิการ ผลจากการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรที่ผู้บริหารได้แจ้งต่อนายวันชัย &amp;nbsp;วงศ์มีชัย บก.อาวุโสแนวหน้า จะมีการปรับลดเงินเดือนพนักงานในส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวเผยว่า นายวันชัย &amp;nbsp;ไม่เห็นด้วย เนื่องจากฐานเงินในปัจจุบันของพนักงานไม่ได้สูงนัก หากลดจริงจะเกิดผลกระทบตามมา&amp;nbsp;แต่ผู้บริหารยืนยันแนวทางเดิมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในปัจจุบันที่เพิ่มสูงมากขึ้น &amp;nbsp;พร้อมทั้งระบุทำนองหากใครไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ขอให้พิจารณาตัวเอง ทำให้ในวันนี้ นายวันชัย ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกพร้อมกับเก็บของออกจากสำนักงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่พนักงานโดยฝ่ายที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกคือ ฝ่ายสิ่งพิมพ์และช่างภาพของแนวหน้า &amp;nbsp;ที่แม้จะไม่มีโครงการให้สมัครใจลาออกพร้อมให้เงินชดเชยเหมือนกับที่อื่น แต่การปรับลดเงินเดือนพนักงานลง ก็อาจต้องทำให้ตัดสินใจลาออก อีกทั้งในส่วนสวัสดิการอื่นๆ&amp;nbsp;อาทิ โครงการประกันภัยหมู่ที่อาจมีการยกเลิกโครงการในเร็ววัน หรือแม้แต่สวัสดิการอย่างอาหาร ก็ถูกยกเลิกไปด้วย&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวเผยว่าคณะผู้บริหารและกองบรรณาธิการจะมีการเรียกประชุม ฝ่ายข่าวสิ่งพิมพ์เพื่อแจ้งในรายละเอียดต่างๆให้ทราบอีกครั้งในวันที่ 10 เม.ย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6777</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโครงสร้าง, วันชัย  วงศ์มีชัย, สื่อสิ่งพิมพ์, หนังสือพิมพ์, แนวหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb69de2713c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเล็งเคาะปรับโครงสร้างภาษีนำเข้ารถยนต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรนำเข้ารถยนต์ใหม่ โดยดูว่าจะปรับลดลงจากปัจจุบันที่เก็บ 80% ได้หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยเคยเก็บภาษีต่ำกว่าอัตราดังกล่าว โดยเก็บเพียง 2 อัตราที่ 42% และ 65% แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้กำหนดให้ไทยต้องขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์มาในอัตราเดียวกันทั้งหมดที่ 80% ดังนั้นในช่วงนี้จึงให้มีการไปศึกษาดูว่าจะปรับลดลงได้หรือไม่ และหากปรับแล้วจะมีผลกระทบด้านใดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การศึกษาทบทวนโครงสร้างภาษีศุลกากรนำเข้า จะพิจารณาข้อดีข้อเสียหลายด้าน ทั้งในส่วนผู้นำเข้ารถยนต์อิสระได้เสนอให้ปรับลดอัตราเพื่อให้แข่งขันได้เพราะภาษีไทยค่อนข้างสูง ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศก็คัดค้านการลดภาษี เพราะเกรงว่าหากลดภาษีแล้วจะทำให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ภายในเดือดร้อน รวมถึงต้องดูในแง่ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับด้วย &amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3471</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ปรับโครงสร้าง, ภาษี, ภาษีรถยนต์นำเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af40bdca87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
