<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการชี้สังคายนาภาษียาสูบใหม่ห้ามทำให้บุหรี่ลดราคา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า การขึ้นภาษียาสูบดำเนินการโดยกรมสรรพสามิตเพียงหน่วยงานเดียว ส่งผลกระทบคือ หลังจากการขึ้นภาษีบุหรี่เมื่อปี 2560 ได้กำหนดอัตราภาษีบุหรี่เป็น 2 อัตรา โดยบุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท เสียภาษีร้อยละ 20 ส่วนบุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาท เสียภาษีร้อยละ 40 ส่งผลให้บุหรี่ไทยมีราคาสูงขึ้นและขายได้น้อยลง แต่บุหรี่ต่างประเทศราคาถูกลงและขายได้มากขึ้น จึงขอกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบความจริงข้อนี้ และได้โปรดสั่งการให้ฝ่ายสาธารณสุข มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาภาษีบุหรี่ด้วย เพื่อประสิทธิภาพการควบคุมยาสูบของประเทศ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้เคยเสนอว่า การขึ้นราคาบุหรี่มีประสิทธิภาพสูงในการลดความต้องการบริโภค ราคาบุหรี่ที่สูงขึ้นช่วยหยุดและป้องกันการเริ่มใช้ยาสูบได้ และช่วยลดการบริโภคในกลุ่มผู้สูบต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วการเพิ่มราคาบุหรี่ ร้อยละ 10 จะลดความต้องการสูบบุหรี่ได้ประมาณ ร้อยละ 4 ในประเทศที่มีรายได้สูง และประมาณร้อยละ 5 ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า บุหรี่เป็นสินค้าอันตราย สามารถฆ่าคนได้ รัฐจึงต้องแทรกแซงให้มีราคาสูงขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้มีการเข้าถึงได้ง่าย &amp;nbsp;อย่างบุหรี่นอกที่เดิมขายซองละ 70-72 บาทนั้น ก็ควรจะต้องเสียภาษีที่ร้อยละ 40 ของราคาขายปลีกแนะนำ ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาลดลงเหลือ 60 บาท ทำให้เสียภาษีสรรพสามิตลดลงเหลือร้อยละ 20 คือลดลงถึงซองละเกือบ 10 บาท ขณะที่บุหรี่ไทยมีราคาสูงขึ้นและเสียภาษีต่อซองเพิ่มขึ้นทุกยี่ห้อ &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่รัฐวิสาหกิจยาสูบและชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบหนักจากการรับซื้อใบยาสูบที่ลดลง เพราะคนหันไปซื้อบุหรี่นอก &amp;nbsp;กรมสรรพสามิตอ้างว่ากำหนดอัตราภาษีเพื่อลดการเข้าถึงของประชาชนกรณีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่กลับใช้มาตรการภาษีปล่อยให้บุหรี่ลดราคา ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของเด็กซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปล่อยให้บุหรี่ลดราคานอกจากจะขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังขัดกับการชี้แนะของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกด้วย &amp;nbsp;ในเมื่อบุหรี่เป็นสินค้าอันตราย การปรับโครงสร้างภาษีจะต้องไม่ทำให้ราคาจำหน่ายบุหรี่ลดลงเด็ดขาด &amp;nbsp;ทั้งนี้ 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศเสียค่าโง่ แล้วนับหมื่นล้านบาท จึงควรกลับไปทบทวนเรื่องราคาและภาษีบุหรี่กันใหม่ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม&amp;rdquo; &amp;nbsp;รศ.ดร.สุชาดา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ &amp;nbsp;กรรมการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย และกรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการพิจารณาและประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำ พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;ส่งผลให้ผู้นำเข้าบุหรี่บางรายปรับลดราคาขายปลีกแนะนำลง เพื่อที่จะเสียภาษีในอัตราต่ำคือ ร้อยละ 20 ทำให้ประชาชนเข้าถึงบุหรี่นำเข้าได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชน &amp;nbsp;ดังนั้นกรมสรรพสามิต ควรพิจารณาแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยจัดทำเกณฑ์กำหนดราคาขายปลีกแนะนำเป็นการเฉพาะกรณียาสูบไม่ปะปนกับสินค้าอื่นและใช้อัตราเดียว &amp;nbsp;มีกลไกตรวจสอบข้อมูลราคาขายปลีกแนะนำ &amp;nbsp;และกำหนดภาษีตามปริมาณคิดจากราคาขั้นต่ำของบุหรี่ต่อซองเป็นหลัก เพื่อป้องกันปัญหาการเลี่ยงภาษีจนทำให้ภาครัฐเสียหาย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ปี 2560 - 2563 รัฐมีรายได้นำส่งแผ่นดินลดลงมากกว่า 10,000 - 21,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปี 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษามูลค่าต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากพฤติกรรมสูบบุหรี่ของประชากรในประเทศไทยและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการได้รับควันบุหรี่มือสองจากบุคคลที่อาศัยในครัวเรือนเดียวกัน ปี 2560 พบว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์รวมที่เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการสูบบุหรี่มีมูลค่าสูงถึง 101,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.65 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) หรือร้อยละ 17.41 ของมูลค่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสุขภาพในประเทศ (CHE) หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,900 บาทต่อประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 1 คน และเท่ากับ 9,900 บาทต่อนักสูบในปัจจุบัน 1 คน &amp;nbsp;ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ กว่าร้อยละ 80 ของต้นทุนดังกล่าวเกิดกับกลุ่มผู้หญิงที่ไม่เคยสูบบุหรี่แต่อาศัยอยู่กับคนที่สูบบุหรี่ในบ้าน เมื่อเทียบกับรายได้จากภาษียาสูบที่รายงานโดยกระทรวงการคลัง มีมูลค่า 68,603 ล้านบาท ในปี 2560 และรายได้ที่นำส่งโดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มีมูลค่า 8,927 ล้านบาท ในปี 2557 มูลค่าความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่น่าจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าผลประโยชน์ที่รัฐได้รับอย่างชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การที่กรมสรรพสามิตออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 โดยไม่มีการบัญญัติให้คงราคาเดิมหรืออย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าราคาเดิมไว้ก่อนบังคับใช้ ส่งผลให้ราคาบุหรี่นำเข้าสามารถลดราคาได้จึงสมควรให้มีการย้อนหลังกลับไปกำหนดห้ามลดราคาและใช้ราคาบุหรี่เดิมก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ซึ่งสอดคล้องไปกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกที่ประเทศไทยลงร่วมลงนามไว้ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตย&amp;rdquo; ในการออกมาตรการทางด้านราคาและภาษีเพื่อการควบคุมการบริโภค และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ในเรื่องรายได้ของรัฐด้วยในขณะเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95250</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโครงสร้างภาษียาสูบ, ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_604468364e97f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังสั่ง&#039;สรรพสามิต&#039;พิจารณาละเอียดยิบโละภาษียาสูบ-แนะปรุงบุหรี่บำรุงปอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.2564 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ทั้งหมด โดยกำชับว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะการปรับขึ้นภาษีจะมีปัญหาตามมา หรือการปรับลดภาษีปัญหาที่ตามมาก็อาจจะเยอะกว่า ดังนั้นกรมสรรพสามิตจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดและรอบคอบที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความเห็นส่วนตัวมองว่า บุหรี่ไม่ควรราคาถูก เพราะเหตุผลหลักคือเรื่องสุขภาพของประชาชน แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการบุหรี่ส่วนใหญ่เรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราภาษียาสูบลงก็ตาม แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงสุขภาพอนามัยของประชาชนด้วย อีกทั้งโครงสร้างภาษียาสูบที่ใช้ในปัจจุบันยังเป็นไปตามหลักการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่จะทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการปรับเพิ่มภาษียาสูบ โดยต้องการให้จำนวนผู้บริโภคยาสูบในประเทศลดลง หากไทยทำผิดเงื่อนไข หรือหลักการก็อาจจะโดนคว่ำบาตรในเรื่องภาษีและเรื่องการค้าอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องการปรับภาษีบุหรี่มันเป็นเรื่องโลกแตก ผมว่าต้องคิดให้หนักเรื่องการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องดูว่าหากปรับขึ้นจะคุ้มไหม และถ้าปรับลงก็เป็นการสะท้อนว่าไทยไม่ได้ส่งเสริมให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือสูบบุหรี่น้อยลง ถ้าไทยดึงดันแล้วถูกคว่ำบาตรขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่เพียงแค่ WHO เท่านั้น ยังมี NGO ในประเทศ และมีความเห็นของแพทย์ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เพราะหากลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่าที่ผ่านมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 2-3 พันล้านบาทต่อปี ไม่ได้ช่วยเรื่องงบประมาณมากนัก โดยทั้งหมดยังมีเวลาพิจารณาเพราะเพิ่งขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีบุหรี่จาก 40% เหลือ 20% ออกไปอีก 1 ปี&amp;rdquo; นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวอีกว่า การจับบุหรี่เถื่อนก็ไม่ใช่เหตุผลสำคัญในการนำมาพิจารณาเพื่อปรับลดอัตราภาษีบุหรี่ลง เป็นประเด็นที่นำมาใช้เป็นเหตุผลไม่ได้ว่าเพราะภาษีที่สูงขึ้น จึงเป็นเครื่องจูงใจให้เกิดการลักลอบขนบุหรี่เถื่อนมากขึ้น แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบราชการที่มีปัญหามากกว่า จึงทำให้มีการลักลอบขนบุหรี่เถื่อนเยอะขึ้น ดังนั้นหากหน่วยงานที่รับผิดชอบจะจับบุหรี่เถื่อนได้มากขึ้น ก็ถือเป็นการป้องกันการลักลอบทำผิดกฎหมายมากกว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตรงนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ไปหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นต้น รวมถึงบริษัทบุหรี่ต่างชาติ ในการสนับสนุนทุนเพื่อให้เกิดการวิจัยพืชสมุนไพรของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสรรพคุณในการดูแลรักษาปอด เพื่อนำมาผสมเป็นส่วนประกอบในบุหรี่ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าด้วย รวมทั้งไปหารือกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา เช่นแบ่งพื้นที่จากการปลูกยาสูบบางส่วนมาปลูกกัญชาให้องค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นการปลูกระบบปิด เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93053</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ปรับโครงสร้างภาษียาสูบ, สันติ พร้อมพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7bd9e033702.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
