<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘สภาพัฒน์’แนะหั่นขรก. สุพัฒนพงษ์ชี้2ปีศก.ฟื้น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; ชงต้องปรับโครงสร้างระบบราชการ เฉือนลดจำนวน ขรก.หลังพบรายจ่ายพุ่ง 80% ขณะที่เนติบริการเช้าเย็นไปคนละเรื่อง อ้างแค่แนวคิดสอบภาค ก. บรรจุทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;quot;ปิดเพดานหนี้ฐานราก ปรับโครงสร้างหนี้ประเทศ&amp;quot; ในงานสัมมนา ทางเลือก ทางรอด ฝ่าวิกฤติหนี้ ว่าจากข้อมูลหนี้สาธารณะของไทยในเดือน ก.ค.2563 อยู่ที่ 47% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ 41% ต่อจีดีพี เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไม่ปกติ จำเป็นต้องมีการกู้เงินเพื่อเยียวยาประชาชนในหลายส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวต่อว่า แต่ภาพรวมหนี้สาธารณะของประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ซึ่งยังบริหารจัดการได้ โดยมีการประเมินว่าแม้จะมีการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท สุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศจะอยู่ที่ 57% ต่อจีดีพี สะท้อนว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้าในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนส่งผลให้เครื่องมือเศรษฐกิจอื่นๆ ทำงานได้ลำบาก จึงเหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐอย่างเดียวที่รับหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นในระยะ 1-2 ปีนี้ รัฐบาลจึงต้องเป็นกลไกในการลงทุนต่างๆ ไปก่อน นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องปรับลดงบรายจ่ายประจำลง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลต้องพยายามจัดทำงบประมาณแบบสมดุลให้ได้อย่างน้อยภายใน 5-6 ปีข้างหน้า เพราะว่าการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเหมือนปัจจุบันต่อไปคงไม่ได้ แม้ว่าที่ผ่านมาการขาดดุลงบประมาณจะเกิดจากการกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 3-5 แสนล้านบาท โดยหนี้ส่วนนี้ไม่มีความน่ากังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวต่อว่า เพราะท้ายที่สุดโครงการจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับมาด้วย แต่หนี้ที่เกิดจากการทำนโยบายกึ่งการคลัง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผ่านกลไกของรัฐ อาทิ ธนาคารรัฐ โดยเป็นการช่วยไปก่อนแล้วรัฐบาลตั้งงบชดเชยภายหลัง โครงการพีพีพี เป็นต้น มองว่านโยบายกึ่งการคลังนี้ทำได้แค่บางช่วงเวลาและบางโครงการเท่านั้น ทำมากไม่ได้ เพราะจะกระทบกับฐานะการคลังจนอาจทำให้งบลงทุนตามกรอบงบประมาณลดลง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากต้องการลดการขาดดุลงบประมาณ และเดินหน้าเข้าสู่งบสมดุลนั้น รัฐบาลต้องเริ่มจากปรับโครงสร้างระบบราชการ เพราะเป็นระบบใหญ่ ตามงบประมาณ มีงบรายจ่ายประจำถึง 80% ถือว่าสูงมาก สูงเกินไป วันนี้เรามีเทคโนโลยีนำมาใช้ทำงานได้ รัฐบาลจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ปรับโครงสร้างระบบราชการเพื่อลดงบส่วนนี้ ให้มีงบลงทุนมากขึ้น ก็จะช่วยลดการขาดดุลลงได้ พร้อมทั้งต้องจัดเก็บรายได้เพิ่ม&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ &amp;ldquo;ทางเลือก ทางรอด ประเทศไทย&amp;rdquo; ในงานสัมมนาทางเลือก ทางรอด ฝ่าวิกฤติหนี้ ว่าจากสถานการณ์ปัจจุบัน เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 ปี โดยจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 และจะกลับสู่ภาวะปกติภายในปี 2565 บนสมมุติฐานของตัวเลขหนี้ตามมาตรการพักชำระหนี้ในปัจจุบัน นั่นคือความหวังและความเชื่อของตนเองที่มี จากเดิมที่มองว่าหนี้ในส่วนนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้เลย แต่จนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์เศรษฐกิจต่างๆ คลี่คลายลง รัฐบาลมีการคลายล็อกมาตรการถึง 6 ขั้น เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหว คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ การบริโภคใช้จ่ายก็ดีขึ้นมาก ทำให้เชื่อว่าหนี้ที่จะเป็นปัญหาจะน้อยลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงานได้เดือนกว่า ได้ทำความเข้าใจกับประเทศไทย และพบว่าไทยมีความพร้อม คนไทยทุกคนเข้าใจ รู้ปัญหาและแก้ไขปัญหา เชื่อว่าความกลัวเรื่องวิกฤติหนี้ในครั้งนี้จะแก้ไขได้ด้วยดี เพราะยอดหนี้ 7 ล้านล้านบาท เป็นเรื่องที่ยังบริหารจัดการได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 6-7% ทำให้แรงโน้มถ่วงไม่เยอะ แต่มีปัจจัยกดดันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยเท่านั้น ดังนั้นหากรัฐบาลมุ่งมั่น คนไทยมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่าปัญหาโควิด-19 ต้องมีวันสิ้นสุด จะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเปิดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ก.ย.ว่า ขณะนี้รัฐบาลต้องการกำลังพลประมาณ 30,000 คน และปีนี้มีผู้เข้าสอบกว่า 500,000 คน ที่จริงควรจะสอบกันตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. เพราะเขาจ่ายเงินสมัครกันตั้งแต่เดือน ธ.ค.62 แล้ว โดยสนามสอบมี 20 แห่งทั่วประเทศ แต่ช่วงนั้นมีสถานการณ์โควิด-19 เดินทางข้ามจังหวัดไม่ได้ จึงต้องปิดและเลื่อนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวต่อว่า วันนี้ส่วนราชการต้องการคน เมื่อสอบได้ก็นำไปบรรจุ อีกทั้งขณะนี้คนว่างงานเยอะ เราต้องการบรรจุก่อนที่บัณฑิตรุ่นใหม่จะจบออกมาอีกกว่า 500,000 คน โดยปกติแล้วการสอบต้องมีแผน ก. และแผน ข. ซึ่งข้าราชการทุกคนต้องสอบแผน ก. ขณะที่แผน ข. แต่ละหน่วยงานจะสอบไม่เหมือนกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปีนี้หากใครสอบแผน ก.ได้ก็ให้บรรจุเลย ส่วนแผน ข.ให้ไปจัดสอบกันเองภายในกรม หากตกแผน ข.ก็ให้ออก ส่วนบัณฑิตใหม่จะสอบภาค ก. ในปีหน้านั้น อาจจะใช้วิธีอย่างอื่น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อไม่ต้องให้คนมานั่งร่วมสอบจำนวนมาก&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้อัตรากำลังพลที่ต้องการอยู่ที่ 30,000 อัตราใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อัตราว่างมันมีอยู่ แต่ไม่มีทางได้ครบ เนื่องจากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ระบุว่าการสอบแผน ก. ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยได้คนเต็มจำนวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงเย็น? นายวิษณุให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลคิดจะดำเนินการ เพราะส่วนราชการเร่งรัดต้องการคน แต่สำนักงาน ก.พ.ปรับปรุงระเบียบการสอบไม่ทัน? เพราะเกี่ยวกับคนถึง 5 แสนคน? ทำให้ต้องใช้วิธีการสอบบรรจุข้าราชการตามระบบปกติ ส่วนปีหน้าจะใช้วิธีไหนจะประเมินกันอีกครั้ง? ต้องดูสถานการณ์โควิดประกอบด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78650</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโครงสร้างระบบราชการ, ระบบราชการ, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6df264c746d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
