<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;สับโควิดทำเศรษฐกิจพังยับ ชี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้แก้ปัญหาระยะยาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ &amp;ldquo;From Resiliency to Recovery and Beyond : Central Bank Policies for an Uncertain World&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานาน เนื่องจากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าที่สุด และคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการกระจายวัคซีนของไทยจะทำได้ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และการฟื้นตัวจะไม่เท่านั้น เห็นได้จากกิจกรรมในภาคส่งออกที่ฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาคบริการยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมาตลอด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมีจำกัด โดยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย สะท้อนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ประกอบกับระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงต่อเนื่อง 2. เสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ยังมีงบการเงินที่เข็มแข็ง ช่วยให้ภาคธนาคารยังสามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ และ 3. เสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ ไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรัฐบาลไทยยังสามารถกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ โดย ธปท. มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ยั่งยืนขึ้น เช่น การพักหนี้อาจเหมาะสมในระยะสั้น แต่เป็นภาระลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถผ่าน พื้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะถัดไป ธปท. ยังคำนึงถึงโลกหลังโควิด-19 ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจทั่วโลกจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท. อยู่ระหว่างการผลักดันภาคธนาคารพาณิชย์ให้มีการให้เงินกู้อย่างมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำลังพัฒนาในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล (disclosure standards) และการพัฒนาในด้านคำนิยามด้านสิ่งแวดล้อม (green taxonomy) เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้โดยเร็ว ขณะที่ ด้านดิจิทัลนั้น ธปท. ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับระบบชำระเงิน เช่น การทำ QR-Code มาตรฐานในการชำระเงิน และระบบพร้อมเพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีทางการเงินด้วย เช่น การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ระบบการเงินของไทยมี ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่าง ยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ปรับโครงสร้างหนี้, เศรษฐกิจไทย, แก้ปัญหาวิกฤตโควิด, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 07:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 07:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.ลุยปรับโครงสร้างหนี้อุตสาหกรรมช่วยเหลือ 678 กิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย. 2563 นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เปิดเผยว่าสชกสอ.ได้ ให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการพักชำระหนี้ ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะขับเคลื่อนมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรม ดีพร้อมทันที 90 วัน ผ่านการพิจารณาปรับลดโครงสร้างหนี้เงินทุนหมุนเวียน เพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม


ได้แก่ 1.อาหาร 2.เครื่องดื่ม 3. ผ้าและเครื่องแต่งกาย 4. ของใช้และเครื่องประดับตกแต่ง 5. ศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึกที่สะท้อนวิถีชีวิตภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น 6. สมุนไพรที่ไม่ใช่ยาและอาหาร และ 7. อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่สนับสนุนเกื้อกูลกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือเอสเอ็มอี ใน 7 อุตสาหกรรมข้างต้น โดยปรับลดโครงสร้างหนี้เงินทุนหมุนเวียน กลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระมากกว่า 6 งวด และยังไม่ได้ดำเนินการทวงหนี้ตามกระบวนการกฎหมาย มีสิทธิขอขยายเวลาชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 6 ปี &amp;nbsp;


&amp;ldquo;แนวทางดำเนินงานปรับโครงสร้างหนี้ ฯ จะเปิดให้ยื่นได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2563 โดยประสานได้ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยกสอ. คาดการณ์ว่าการปรับโครงสร้างหนี้เงินทุนหมุนเวียน จะสามารถฟื้นฟูลูกหนี้ค้างชำระให้สามารถชำระหนี้ได้และปรับระดับมาอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ปกติ รวมมูลค่าหนี้ค้างชำระกว่า 57 ล้านบาท และช่วยเหลืออุตสาหกรรมได้ 678 กิจการ&amp;quot; นายณัฐพล กล่าว

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68093</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ภาคอุตสาหกรรม, ณัฐพล รังสิตพล, ปรับโครงสร้างหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 07:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 07:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ไทยมีหนี้กับประเทศเดียวกว่า98%ของยอดหนี้ตปท.&#039;ไพศาล&#039;เตือนอันตรายเมืองขึ้นทางการเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;12ก.ค.62-นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol มีเนื้อหาดังนี้
คำเตือน!!
ประเทศไทยเป็นหนี้ต่างประเทศกับประเทศเดียว กว่า 98%ของยอดหนี้ต่างประเทศทั้งหมด( ดูได้จากเอกสารงบประมาณแผ่นดิน ในหมวดว่าด้วยภาระหนี้ต่างประเทศ)
นับว่าเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง!!!
จะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนที่สุดคือ
1 ถ้าจะมีการก่อหนี้ต่างประเทศใหม่
จะต้องไม่กู้จากเจ้าหนี้รายเดิมอีกต่อไป! ทั้งนี้เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่มีต่อประเทศเดียวลงให้มากที่สุดและเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต้องเตรียมการปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศ เพราะถ้าปล่อยให้ประเทศใดเป็นเจ้าหนี้ประเทศไทยจำนวนมาก เขาก็จะตั้งเงื่อนไขที่เอาเปรียบประเทศไทย นี่ก็คือการเป็นเมืองขึ้นทางการเงินนั่นเอง
การทำให้ประเทศเป็นเมืองขึ้นทางการเงินของชาติอื่น ก็คือการขายชาติหรือทรยศชาติชนิดหนึ่งนั่นเอง
ไม่เห็นหรือว่า หลายครั้ง ที่เราต้องออกกฎหมายหรือข้อบังคับต่างๆที่วิปริต ชนิดที่ปกติแล้วไม่มีใครคิดหรือทำได้เลย
และที่เสียหายแก่ประเทศชาติมากที่สุดก็คือ การกำหนดให้ประเทศไทยจะต้องจัดซื้อจัดจ้าง จากผู้ขายหรือผู้รับเหมาที่เจ้าหนี้กำหนดเป็น short list ให้ ทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 30 %เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นยังต้องดู ค่าที่ปรึกษาทางการเงิน หรือค่าปากถุงด้วยว่า จะต้องจ่ายมากขึ้นเท่าใด ทำให้ต้นทุนเงินกู้สูงขึ้นขนาดไหน
ขอท่านผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเรื่องนี้ให้ทันท่วงทีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40764</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพศาล พืชมงคล, ปรับโครงสร้างหนี้, หนี้ต่างประเทศ, เมืองขึ้นทางการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb0a10c9bc07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2018 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2018 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบมาแล้ว!เกษตรกรนับพันยกทัพบุกกรุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.2561 - &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรกรชาวจังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชรกว่า 1,000 คน ได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร โดยใช้รถยนต์กว่า 100 คัน ที่บรรทุกเกษตรกร พร้อมด้วยข้าวสารอาหารแห้งออกเดินทางด้วยรถยนต์ เป็นขบวนยาวกว่า 1 กิโลเมตร ผ่านสายเอเชีย จ.อ่างทอง &amp;nbsp;เพื่อหวังเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรที่สำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยคืนวันที่ 16 ก.ย.เตรียมเข้าพักแรมค้างคืนที่วัดเขาดิน อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเดินทางต่อในตอนเช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธงชัย &amp;nbsp;ใจดี อายุ 51 ปี หรือดีเจเบิร์ดกล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรชาวเดือดร้อนในการเป็นหนี้สิน จึงได้รวมตัวกันเดินทางเพื่อเข้าไปยังสำนักงานใหญ่ ธ.ก.ส.เพื่อหวังเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร โดยเสนอให้ตัดดอกเบี้ยออกหมด ลดเงินต้นครึ่งหนึ่ง หยุดดอกเบี้ย 15 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, กำแพงเพชร, ธ.ก.ส., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, นครสวรรค์, ปรับโครงสร้างหนี้, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180916/image_big_5b9e3fb9ba439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติ ขสมก. กู้เงินรีไฟแนนซ์หนี้ 1.5 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ครม. อนุมัติ ขสมก. กู้เงิน 1.53 หมื่นล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่จะครบกำหนดในปีงบประมาณ 2562 จำนวน 1.53 หมื่นล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้เงิน

ทั้งนี้ ขสมก. ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2561 มีหนี้สินรวม 1.07 แสนล้านบาท ประกอบด้วย หนี้พันธบัตรเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย หนี้เงินกู้ระยะยาวพร้อมดอกเบี้ย หนี้ค่าเชื้อเพลิงพร้อมค่าปรับ หนี้ค่าเหมาซ่อมพร้อมค่าปรับ หนี้กองทุนบำเหน็จพนักงานและหนี้สินอื่น ๆ โดยมีหนี้เงินต้นที่ถึงกำหนดในปีงบประมาณ 2562 จำนวน 1.53 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการกู้เงินในครั้งนี้จึงเป็นการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยการไถ่ถอนพันธบัตรและชำระคืนต้นเงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระ ตั้งแต่ ต.ค. 2561- 30 ก.ย. 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ปรับโครงสร้างหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e12060f59c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 00:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. เร่งปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้าชาวสวนผลไม้หลังส่งสัญญาณเป็นหนี้เสียกว่า 3 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส. จี้สาขาทั่วประเทศเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน-ชาวไร่ผลไม้ &amp;ldquo;สับปะรด มะนาว กล้วย มังคุด&amp;rdquo; &amp;nbsp;หลังส่งสัญญาณค้างชำระจ่อเป็นหนี้เสียกว่า 3 หมื่นล้านบาท ลุยปรับโครงสร้างหนี้ เชื่อแก้ปัญหาได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีลูกค้าเกษตรกรของธนาคารที่ประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและมีการค้างชำระหนี้มากกว่า 0-3 เดือน มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวสวน ชาวไร่ผลไม้มากที่สุด โดยเฉพาะสับปะรด ในพื้นที่ จ.ลำปาง และ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากปีที่แล้วมาก รองลงมาเป็นมะนาว กล้วยที่เพราะมีการเพาะปลูกกันเยอะ รวมถึงมังคุดในภาคตะวันออก แม้ราคาดีแต่ผลผลิตออกมาน้อยทำให้มีปัญหาการผ่อนชำระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้ให้นโยบายเร่งด่วนถึงสาขา ธ.ก.ส.ทั่วประเทศให้เข้าไปช่วยดูแลปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน เพราะหากไม่มีการดูแลและค้างผ่อนชำระเกิน 3 เดือน ลูกค้ากลุ่มนี้จะกลายเป็นหนี้เสียทันที และทำให้ธนาคารมียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เพิ่มเป็นก้าวกระโดดจาก 4.29%ในสิ้นเดือนมี.ค.2561 เพิ่มเป็น 6% &amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งลูกค้าและเป็นภาระธนาคารให้มีการตั้งสำรองสูงขึ้น ดังนั้นระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ไขและหากมีเกษตรกรประสบปัญหาก็เข้ามาติดต่อที่สาขาธนาคารได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือของธนาคารจะเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ให้ เช่น ขยายเวลาชำระหนี้ ปรับตารางชำระดอกเบี้ยใหม่ หรืออาจให้ชำระแต่ดอกเบี้ยไปก่อน เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีความตั้งใจในการชำระหนี้แต่อาจมีเงินผ่อนส่งไม่ถึงเกณฑ์จึงต้องช่วยเหลือ โดยธนาคารคาดว่าเมื่อปรับโครงสร้างให้ลูกหนี้กลุ่มนี้แล้ว จะช่วยยับยั้งการเป็นหนี้เสียได้ถึง 60% หรือคิดเป็นวงเงินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 1.2 หมื่นล้านบาทจะไหลเข้ามาสู่กลุ่มหนี้เสีย แต่เมื่อผสมกับการแก้หนี้เสียก้อนเก่าช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.ที่ลดลงไป 1 หมื่นกว่าล้านบาท จะทำให้ภาพรวมเอ็นพีแอลของธ.ก.ส. ในไตรมาสแรกปีบัญชี (เม.ย.-มิ.ย.)ยังทรงตัวระดับเดิมใกล้เคียงกับยอดสิ้นปีบัญชี 4%&amp;rdquo; นายอภิรมย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ กล่าวอีกว่า ยอดเงินฝากในช่วงปีบัญชีไตรมาสแรกมีเงินฝากสุทธิเข้ามา 7.83 พันล้านบาท เป็นไปตามคาด เนื่องจากโดยปกติไตรมาสแรกจะมีเงินฝากเข้ามาน้อย เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรมีภาระรายจ่ายเยอะ ทั้งค่าเทอม ค่าการศึกษาบุตรหลาน ค่าใช้จ่ายลงทุนเพาะปลูก แต่ในไตรมาสสองช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.ยอดเงินฝากจะเพิ่มขึ้นเร็วได้ เพราะมีลูกค้าเงินฝากจากภาครัฐเข้ามา รวมถึงผลผลิตทางเกษตรจะเริ่มเก็บเกี่ยวและขายได้ ทำให้ในสิ้นปีนี้ภาพรวมของเงินฝากสุทธิจะเพิ่มได้ตามเป้าหมาย 5.75 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของเกษตรกรที่ปีนี้จะมีการส่งเสริมการออมเพิ่ม ด้วยการทำโครงการเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษโครงการเงินฝากพิเศษเข้ามา เช่น สลากออมทรัพย์ทวีสิน เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ซึ่งจะทำให้เมื่อถึงสิ้นปีบัญชี จะมีเงินฝากเกษตรกรเพิ่มขึ้นได้ 4% จากปีก่อนที่มี 2.9 แสนล้านบาท ส่วนการปล่อยสินเชื่อยังคงทำได้ตามเป้าหมาย โดยในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2561 สามารถปล่อยกู้ใหม่ไปได้แล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี ที่ 7.5 แสนล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะยังคงทำได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีเกษตรที่ปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบมากขึ้นแบบก้าวกระโดด&amp;rdquo; นายอภิรมย์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12622</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวไร่ผลไม้, ปรับโครงสร้างหนี้, หนี้เสีย, อภิรมย์ สุขประเสริฐ, เกษตรกรชาวสวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180413/image_big_5ad0180376169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
