<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุ้นไตรมาส3ศก.ฟื้น ธปท.จี้เร่งปรับโครงสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คลัง&amp;quot; ลุ้นไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น หลังรัฐบาลคลายล็อกหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้า แจง ต.ค.นี้ลุยปรับประมาณการจีดีพี 2563 ใหม่อีกครั้ง ผู้ว่าฯ ธปท.จี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังก่อนเผชิญภาวะถดถอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า คลังจะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 ใหม่อีกครั้งในเดือน ต.ค.63 โดยคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2563 ว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่ตัวเลขจีดีพีขยายตัวติดลบสูงถึง 12.2% เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจในเดือน ก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมามีการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไตรมาสที่ 3/2563 น่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ส่วนจะเป็นที่เท่าไหร่ยังต้องรอดูตัวเลขในเดือน ต.ค.นี้อีกครั้ง แต่ภาพรวมในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.63 ถือว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้นตามลำดับ&amp;quot; นายวุฒิพงศ์กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.63 ยังคงชะลอตัว แต่มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การส่งออกสินค้า และการบริโภคภาคเอกชนที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ซึ่งปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ 4.3% ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ 9.2% ต่อปี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับ 51 หลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการผ่อนคลายการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น รวมถึงผลจากมาตรการเยียวยาในช่วงก่อนหน้าก็ช่วยให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า จากการนำเข้าสินค้าทุนและปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนการส่งออกสินค้าติดลบ 7.9%&amp;nbsp; จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยเกือบทุกตลาดปรับตัวดีขึ้น ทั้งสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; ญี่ปุ่น และอาเซียน 9 ประเทศ สะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากประเทศคู่ค้ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคการท่องเที่ยวขณะนี้ยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ตั้งแต่ เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศปรับตัวดีขึ้น จากจำนวนผู้ไปเยี่ยมเยือนชาวไทยที่หดตัวในอัตราชะลอลงที่ติดลบ 32.4% ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ 0.5% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.3% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 47% ต่อจีดีพี ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคงและสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน สิงหาคม 2563 ที่ระดับ 254.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติด้านสาธารณสุขจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบมาถึงการถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจค่อนข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยสำคัญที่ยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย ในการเผชิญกับความท้าทายของวิกฤติในครั้งนี้คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ที่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้เห็นผลจริงอย่างเป็นรูปธรรมออกมาชัดเจน แม้ว่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ออกมาจนตกผลึกแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลจริงขึ้นมา และหากปัญหาที่มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่นั้น จะส่งผลกระทบต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราไม่มีทางเลือก นอกจากเราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เห็นผลออกมาชัดเจน ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง และซัพพลายส่วนเกินที่สูงขึ้น เราจะทำอย่างไรในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของเรา นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์และเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้ได้มากที่สุด นำพาเศรษฐกิจไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง เกิดการโยกย้ายแรงงานผลิตภาพต่ำไปสู่ผลิตภาพสูง&amp;nbsp; ลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไทกล่าวว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำ ไม่ใช่เวลาหาแนวคิดออกมาเพิ่มเติมแล้ว เพราะถ้าไม่เริ่มทำให้เห็นผลจริงเศรษฐกิจไทยก็จะถดถอยไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; และกระทบความเป็นอยู่ของคนไทยในประเทศในระยะยาว ตอนนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยออกมาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความยั่งยืนในระยะยาวนั้น จะต้องมองถึงการสร้างรากฐานในระยะยาวที่ยั่งยืน 3 ด้าน ได้แก่ 1.การเพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน&amp;nbsp; 2.การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้เศรษฐกิจไทยและประชาชน ทำให้สามารถรองรับกับความไม่แน่นอน ความผันผวนของเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่ง 3.การกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัญหาที่อยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่อยู่มาหลายทศวรรษ ทำให้เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นออกมาทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค โดยด้านความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระดับจุลภาค จะเห็นได้จากความสามารถของแรงงานทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ยังมีผลิตภาพต่ำ&amp;nbsp; ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้และการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการทำงาน ทำให้ไม่เกิดการโยกย้ายแรงงานจากผลิตภาพต่ำไปสู่แรงงานที่มีผลิตภาพสูงมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้แรงงานไทยขาดทักษะ ความรู้ความสามารถที่ถูกยกระดับขึ้น ส่งผลให้เสียโอกาสในด้านการทำงานไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78922</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, กิจกรรมทางเศรษฐกิจ, ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200928/image_big_5f71ec5bcb7ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวจ้างงาน นักศึกษาจบใหม่ 2.6แสนราย1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ย้ำยังไม่แจกเงิน 3 พัน เหตุข้อมูลยังไม่พร้อม เล็งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนใจสร้างแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว เผย ครม.อนุมัติจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 2.6 แสนราย พร้อมลุยจัด &amp;quot;เอ็กซ์โปจัดหางาน&amp;quot; แจงจ่ายเงินประกันสังคมกลุ่มตกค้างในเดือน ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงโครงการแจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่ากรณีที่มีข่าวว่าจะแจกเงิน 3,000 บาทนั้น ยังไม่มีการพิจารณาในที่ประชุม ครม.เลย ข่าวออกไปโดยที่ยังไม่มีรายละเอียดอะไร วันนี้รัฐบาลมุ่งเน้นว่าเงินถ้ามีตรงนี้ก็คงจะดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ค้าปลีก พ่อค้าแม่ค้าระดับล่างที่ได้รับความเดือดร้อนก่อน ซึ่งกำลังพิจารณากลไกที่จะนำมาใช้ในการดูแลอยู่ ทั้งนี้เรามีข้อมูลไม่พร้อม ระบบการจ่ายเงินโดยตรงก็ไม่พร้อม ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในการที่จะให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อของจากร้านค้าปลีกระดับล่าง ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขณะนี้เรามุ่งเน้นไปถึงกรณีที่เราจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกกับการท่องเที่ยว ซึ่งพอมันเกิดปัญหาขึ้นมาทั้ง 2 อย่าง ทำให้เศรษฐกิจเราตกต่ำมาก เพราะรายได้ของประเทศลดลง เราจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ และเรากำลังจะทำให้เกิดขึ้น ถึงแม้เราจะมีแผนงาน อีอีซีแล้วก็ตาม วันหน้าเราก็ต้องหาโครงการขนาดใหญ่ ในการที่จะลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งตรงนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของเรา ทุกอย่างต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นอีอีซีก็เริ่มมา 5 ปีแล้ว ก็ไปได้ระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องหาโครงการใหม่ กำลังดูว่าเราจะเชื่อมการไปมาทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างไร มันควรจะมีหรือไม่ เกี่ยวกับการศึกษาทางด้านแลนด์บริดจ์ ซึ่งกำลังให้แนวทางไปศึกษากันอยู่ แต่ตนคิดว่าจะช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจระยะยาวได้ในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะการขนส่งข้ามตะวันตกและตะวันออก หรืออ่าวไทยกับอันดามัน โดยเฉพาะท่าเรือต่างๆ ต้องมีการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติที่จะต้องเดินต่อไป ขั้นตอนการศึกษา ขั้นตอนการลงทุน สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์หลายๆ อย่างเราปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ จากสถานการณ์ภายในของเรา ในเรื่องของการผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาด แม้ว่าจะมีการตรวจพบ เราก็สามารถติดตามได้ทั้งหมดและตรวจสอบ ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยอยู่ ก็ขอให้ทุกคนอย่าตื่นตระหนก และถือว่าเป็นการทดสอบระบบของเราว่าระบบเราทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ&amp;quot; นายกฯ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในบริเวณชายแดนนั้น ตนได้กำชับตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเพิ่มกำลังทั้งทหารตำรวจในบริเวณชายแดน ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้เขาไม่ได้พักที่บ้าน ต้องลดอัตราการลาพักตามวงรอบลง ซึ่งก็ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เหล่านี้ด้วย ในเรื่องของความเสียสละ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในการดูแลการจราจรในช่วงของการหยุดยาวที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของวันหยุดยาวตนได้หารือในครม.แล้วว่าจะพิจารณาหาวันหยุดให้มากขึ้นในระยะต่อไป เพราะเห็นว่ามีการท่องเที่ยว มีการหมุนเวียนใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวมากขึ้นทำให้ธุรกิจหลายๆ อย่างดีขึ้น จึงขอให้ทุกคนได้ช่วยกันท่องเที่ยวในประเทศ เพราะจะทำให้ห่วงโซ่ต่างๆ ในประเทศขับเคลื่อนไปได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดีเท่าเดิม อย่างน้อยก็ต่อลมหายใจกันและกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีรัฐบาลสหรัฐปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการพัฒนา covid 19 กับนานาชาติ แต่ของไทยได้ร่วมกับหลายๆ ชาติอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนในหลายหน่วยงาน โดยใช้กองทุนวัคซีนแห่งชาติ และดูแลในกลุ่มที่มีความก้าวหน้าซึ่งเป็นการบริหารงานของหลายหน่วยงาน เช่น รพ.จุฬาฯ และ รพ.ศิริราช รัฐบาลดูแลหมด ซึ่งมีเงินอยู่แล้วพันล้านบาทในขั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าภูเก็ตโมเดลและการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เดือน ต.ค. นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยวให้คนไทยท่องเที่ยวภายในประเทศไปก่อน ส่วนการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น คงจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง และยังไม่ได้พับโครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้มีการจ้างงานนิสิตนักศึกษาผู้จบการศึกษาใหม่จำนวน 260,000 ราย เป็นเวลา 12 เดือน ทั้งในส่วนของผู้ที่จบ ปวช., ปวส. และปริญญาตรีรวมถึงการจ้างงานอื่นๆ รวมประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งจะเป็นงบประมาณของแต่ละกระทรวง ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะมีการเปิด เอ็กซ์โปจัดหางานในเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีประกันสังคมที่มีคนตกค้างไม่ได้รับเงินในช่วงที่ 1 ที่ผ่านมา คือผู้ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่ครบ 6 เดือน ยังติดค้างเรื่องการแจ้งบัญชีธนาคารต่างๆ ประมาณกว่า 50,000 ราย ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ โดยจะขอเลื่อนจ่ายไปเดือน ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76866</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว, จ้างงานนักศึกษาจบใหม่, ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์โปจัดหางาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f578ea5cfbcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
