<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลอวดผลงานปราบยาเสพติดยึดทรัพย์กว่า 4.5 พันล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 มิ.ย. 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีการรายงานข่าวการจับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติดเครือข่ายข้ามพรมแดนและข้ามชาติในหลายกรณี แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองทัพไทย ตำรวจปรามปรามยาเสพติด กรมศุลกากร เครือข่ายภาคประชาชน และหน่วยงานต่างประเทศ เป็นต้น โดยสถิติการตรวจยึด นับตั้งแต่ปี 2562 มีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะยาไอซ์ และเฮโรอีน ที่ถูกนำเข้าเพื่อส่งผ่านไปยังต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง เป็นต้น &amp;nbsp;ถือเป็นปัญหาร่วมกันของประเทศในภูมิภาค ทั้งนี้รัฐบาลโดยสำนักงาน ป.ป.ส ได้ประสานความร่วมมือกับประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ คือ จีน เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) &amp;nbsp;เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาในวันที่ 5 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถิติการจับกุมยาเสพติดในประเทศไทยตั้งแต่ ต.ค.63-มิ.ย.64 ยึดยาบ้า 344 ล้านเม็ด ไอซ์ 20,662 กก. และ เฮโรอีน 2,760 กก. ยาอี 279,868 เม็ด รวมทั้งจับกุมยาเสพติดที่เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ รวม 84 คดี เป็น ยาบ้า 39,002 เม็ดไอซ์ 72.08 กก. &amp;nbsp;เฮโรอีน 285.69 กก. ยาอี 1,922 เม็ด &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากดำเนินการจับกุมแล้ว กระทรวงยุติธรรม ยังได้ทำงานเชิงรุกเรื่องการขยายผลการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดคดียาเสพติด ส่งผลให้ ตัวเลขการยึดทรัพย์ ในสามไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564 มีมูลค่า 4,549 ล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3,480 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งเป้ายึดทรัพย์ให้ได้ทั้งปี 6,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา​ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการปราบปรามปัญหายาเสพติด ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ สำหรับยกระดับเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเอาผิดยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;พร้อมปรับปรุงกฎหมาย โดยครม. ผ่านร่างกฎหมายสามฉบับ ซึ่งขณะนี้รอการเห็นชอบจากรัฐสภา ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ร่างประมวลกฎหมายคดียาเสพติด ร่างพระราชาบัญญัติคดียาเสพติด &amp;nbsp;มีสาระสำคัญ เกี่ยวกับการกำหนดอัตราโทษใหม่ที่เหมาะสม การขยายผลการยึดทรัพย์ &amp;nbsp; ส่งผลทำให้การตัดวงจรและทำลายเครือข่ายยาเสพติดได้สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106194</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ปราบปรามยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด ตะลึง 6 เดือนจับกุมยาบ้าได้กว่า 298 ล้านเม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4เม.ย. 2564 &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความก้าวหน้าปฏิบัติการ &amp;ldquo;พาลีปราบยา&amp;rdquo; ภายใต้นโยบายของรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เปิดปฏิบัติการ &amp;ldquo;ยุทธการพิทักษ์ไทย ยึดทรัพย์ ตัดวงจรยาเสพติด&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายให้เข้าถึงตัวผู้บงการหรือผู้ค้ายารายใหญ่ &amp;nbsp;สืบสวนเส้นทางการเงินเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกราย &amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 &amp;nbsp;- 31 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;สามารถจับกุมคดียาเสพติดภาพรวม 163,603 คดี &amp;nbsp;ผู้ต้องหา 170,467 ราย ของกลางยาบ้า 298 ล้านเม็ด ไอซ์ 16,041 กิโลกรัม กัญชา 15,848 กิโลกรัม เฮโรอีน 2,977 กิโลกรัม คีตามีน 803 กิโลกรัม โคเคน 22 กิโลกรัม เอ็กซ์ตาซี่ 241,591 เม็ด สามารถยึดอายัดทรัพย์คดียาเสพติด มูลค่า 3,142.81 ล้านบาท &amp;nbsp; โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังย้ำให้เดินหน้ามาตรการปราบปรามยาเสพติด ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้และภูมิคุ้มกันในกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแรงงานนอกระบบด้วย &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็เน้นบำบัดรักษายาเสพติด นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่เหมาะสม บำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (CBTx) ดูแลผู้ผ่านการบำบัด โดยใช้กลไกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) &amp;nbsp;สำหรับผลดำเนินการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 30 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 8,265 เรื่อง สามารถดำเนินการ 5,173 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 62.59 &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือพบปัญหายาเสพติดผ่านทางโทรสายด่วน 1386 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชากล่าวว่า​ ในส่วนการปลดล็อกพืชกระท่อมนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้เสนอกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อถอดพืชกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาแล้ว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์2564 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอนายกรัฐมนตรีนำร่างขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะมีผลบังคับใช้หลัง 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา &amp;nbsp;และ ร่างพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. .... &amp;nbsp;ที่เน้นการป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้นำพืชกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา​ และนอกจากการป้องกันปราบปรามยาเสพติดแล้ว นายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญและให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องค้ามนุษย์ ทุจริตคอร์รัปชั่น และการฮั้วประมูลต่าง ๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98253</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา บูรพชัยศรี, ปราบปรามยาเสพติด, “พาลีปราบยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047398d0de6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บช.ภ.1 แถลงกวาดล้างยาเสพติด ยึดยาบ้า-ไอซ์-กัญชา อื้อ เผย &#039;เคนมผง&#039; เทียบเท่ากินยานอนหลับ 50-100 เม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.64 - ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง รอง ผบช.ภ.1 นายรัชพล ปาละกูล ผู้อำนวยการบังคับใช้กฎหมายสำนักงานป.ป.ส.ภาค 1 และผบก.ภ.จว.ในสังกัดภูธรภาค 1 ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นยาเสพติดระหว่างวันที่ 13-18 มกราคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสามารถจับกุมเครือข่ายยาเสพติด 6 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหา 592 คน ตามหมายจับยาเสพติด 8 คน สมคบ/สนับสนุน 1 คน ตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่า 8,644,825 บาท ของกลางยาบ้า 220,808 เม็ด ไอซ์ 2,175.34 กรัม กัญชา 977 กิโลกรัม เคตามีน 9.41 กรัม กระท่อม น้ำกระท่อม ยาอี อาวุธปืน 5 กระบอก ซึ่งในจำนวนนี้มีคดีที่น่าสนใจเป็นผลการจับกุมของ กก.สส.3บก.สส.ภ.1 จับกุมนายเรืองศักดิ์ หรือ เอ็ม วุฒิยา อายุ 27 ปี และนายต่อศักดิ์ สุขศรีนาค อายุ 36 ปี&amp;nbsp;พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน 30,250 เม็ด,ยาไอซ์ 99.69 กรัม โทรศัพท์มือถือ 1 เคริ่อง ขณะที่ทางสภ.คลองสิบสอง ได้จับกุมเอเย่นต์รายย่อยที่ลักลอบจำหน่ายเคนมผงในพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ตำรวจภูธรนนทบุรีตรวจยึดกัญชาหลายร้อยกิโล ที่ใช้บริษัทเอกชนในการส่งให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.อำพล กล่าวว่า บช.ภ.1 ได้เปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างยาเสพติด สืบเนื่องจากที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับยาเสพติดชนิดใหม่&amp;ldquo; ยาเคนมผง&amp;rdquo; และ&amp;ldquo;ทะเลทราย&amp;rdquo; ซึ่งอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน และมีผู้เสียชีวิตจากการเสพยาเคนมผง เพื่อเป็นการป้องกันเหตุ ตนจึงได้สั่งการให้หน่วยในสังกัดบูรณาการกำลังร่วมกับสำนักงานปปส. ภาค 1 ทำการระดมกวาดล้างยาเสพติด โดยเน้นให้มีการสืบสวนขยายผลทุกรายเพื่อนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด ทั้งนี้ในส่วนของกลางยาเสพติด แบ่งเป็นยาบ้าจำนวน 220,808 เม็ด, ยาไอซ์ 2,175.34 กรัม, กัญชา 977 กิโลกรัม 1,348.90 กรัม, พืชกระท่อม 1,800 ใบ 532.70 กรัม, น้ำกระท่อม 442.35 ลิตร, เคตามีน 9.41 กรัม, ยาอี 3 เม็ด ของกลางอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนอาวุธปืนจำนวน 5 กระบอก ตรวจยึดทรัพย์มูลค่าทรัพย์สิน 8,644,825, เงินสด/ในบัญชี 200,175 บาท, รถยนต์ 14 คัน มูลค่า 6,784,700 บาท, รถจักรยานยนต์ 21 คัน มูลค่า 1,310,690 บาท, ทองรูปพรรณ มูลค่า 286,800 บาท, โทรศัพท์ 10 เครื่อง มูลค่า 62,460 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.อำพล กล่าวอีกว่า สำหรับการจับกุมยาเคนมผงในพื้นที่ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี นั้น เป็นการขยายผลการจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่สายไหม ยังคงต้องสืบสวนขยายผลไปถึงขบวนการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป เบื้องต้นมีประมาณ 1-2 กลุ่มที่เฝ้าจับตาอยู่ แต่ยังไม่พบความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มมิคาโดะ ที่เป็นผู้ค้าในกรุงเทพฯ ส่วนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้เฝ้าระวังเรื่องยาเคตัวนี้ ยืนยันว่าได้เฝ้าระวังทุกจังหวัด ไม่เฉพาะจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรีเท่านั้น ซึ่งผู้ค้ายา หรือวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่ถูกสอบสวนขยายผล ก็ยอมรับว่าไม่รู้จักยาตัวนี้มาก่อน จึงตั้งข้อสังเกตว่ายาเคนมผง หรือเคทะเลทราย เป็นยาเสพติดที่ใช้ในกลุ่มผู้มีฐานะ เพราะมักพบนำไปใช้ตามงานสังสรรค์ โดยอ้างว่าเพื่อความสนุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายรัชพล เปิดเผยว่า ส่วนผสมในการผลิตเป็นเคนมผง นำไปตรวจพบความบริสุทธิ์ของไดอะซีแพม 90 เปอร์เซนต์ ซึ่งปกติไดอะซีแพม 1 เม็ดจะมีปริมาณ 5 มิลลิกรัม แต่ยาที่ตรวจพบเทียบได้เท่าการกินยาถึง 50-100 เม็ด จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผู้เสพมีอาการง่วงนอนเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้พล.ต.ท.อำพล ยังกล่าวถึงประเด็นการจับกุมวัยรุ่นชาย 2 ราย แล้วตรวจพบปลอกแขนการ์ดอาชีวะใต้เบาะรถกับวัตถุระเบิดนั้น เบื้องต้นทราบว่าทั้งคู่จะไปรวมกลุ่มกันในพื้นที่ สภ.บางแก้ว ก่อนขับรถเข้าพื้นที่ สภ.สำโรงเหนือ แล้วพบด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จึงเรียกตรวจ เนื่องจากทั้งสองขี่จักรยานยนต์ไม่มีป้ายทะเบียน แต่ก็พบปลอดแขนการ์ดดังกล่าว กับวัตถุระเบิดแรงดันต่ำ จึงจับกุมและนำไปตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเป็นระเบิดชนิดที่ไม่มีสะเก็ด จากนี้กองพิสูจน์หลักฐาน กำลังตรวจพิสูจน์ว่าเป็นระเบิดชนิดเดียวกันที่เกิดระเบิดขึ้นในพื้นที่สามย่านเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กวาดล้างยาเสพติด, ทะเลทราย, บช.ภ.1, ปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร, เคนมผง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006ce6cdebd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039; สั่งฝ่ายความมั่นคงใช้เทคโนโลยีสกัดยาเสพติด ขยายผลยึดทรัพย์รายใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo;สั่งฝ่ายความมั่นคงใช้เทคโนโลยีคุมเข้มค้า&amp;rdquo;ยาเสพติด&amp;rdquo;ทางโซเชียลมีเดีย สกัดกั้นชายแดนและปราบปรามในพื้นที่ ขยายผลยึดทรัพย์ให้ถึงรายใหญ่&amp;nbsp;พบส่งทางไปรษณีย์เอกชนให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.63 -พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กระทรวงกลาโหม (กห. )เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.และคณะ ได้เดินทางไปราชการพื้นที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เพื่อรับทราบสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือโดยรวม พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือภาพรวมยังคงมีมาก ราคายาเสพติดถูกลง มีการขนย้ายปริมาณมากในแต่ละครั้ง โดยพยายามลำเลียงและร่วมกระทำผิดจากกลุ่มเครือข่ายนอกพื้นที่และเครือข่ายชาวต่างชาติ การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ค้าและผู้เสพกระทำได้ง่ายขึ้นผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีการขนส่งผ่านระบบไปรษณีย์และการขนส่งของเอกชนมากขึ้น ขณะที่ จ.ลำปาง มีเส้นทางลักลอบลำเลียงผ่านถึง 9 เส้นทางที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังและสกัดกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กห. ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง มุ่งเน้นความยั่งยืนในการสกัดกั้น ปราบปราม การป้องกันและบำบัดฟื้นฟู โดยให้ขยายผลทำลายเครือข่ายและจับกุมให้ถึงรายใหญ่ และต้องจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไม่มียกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมชื่นชมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของทหาร ตำรวจและหน่วยงาน ป.ป.ส.ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ร่วมกันสกัดกั้นในพื้นที่ชายแดนและการปราบปรามในพื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและได้ผลที่ผ่านมา โดยสามารถขยายผลทำลายเครือข่ายในหลายชุมชน และเชื่อมโยงถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของตำรวจ จ.ลำปาง ในพื้นที่อำเภอ สบปราบ งาว แจ้ห่มและแม่พริก ที่ร่วมเฝ้าระวังสกัดกั้นและยึดยาเสพติด ได้ยาบ้าจำนวนมากเกือบ 6 ล้านเม็ด ยาไอซ์กว่า 750 กก. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 63 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับฝ่ายความมั่นคง นำเทคโนโลยีมาร่วมกันคุมเข้ม เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในพื้นที่และในเครือข่ายโซเชียลมากขึ้น โดยขอให้ทหารสกัดกั้นในพื้นที่ชายแดนให้เป็นผล และขอให้ฝ่ายปกครองและตำรวจเปิดปฏิบัติการปราบปรามในพื้นที่ชั้นในต่อเนื่องกันไป โดยมุ่งทำลายเครือข่ายยาเสพติดในทุกพื้นที่ชุมชนขยายผลสู่การยึดทรัพย์รายใหญ่ให้ได้ เพื่อร่วมกันหยุดยั้งปัญหายาเสพติดไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID - 19 ที่ยังคงมีอยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69048</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ปราบปรามยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeaf6a595e8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จนท.สนธิกำลังล่าตัว &#039;เอก หัวคู&#039; เอเย่นค้ายานรกหนีรอดหวุดหวิด ทิ้งแฟนสาวชาวลาวถูกจับแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.62 - นายสุพงษวิณัย ชูยก นายอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายสันติสุข กิจบาลจ่าย ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายความมั่นคง นำกำลัง อส.ฝ่ายปกครองชุด ฉก.ศรีวิชัยประจำอำเภอท่าศาลา สนธิกำลังร่วมกับจนท.ปปส.ภาค 8 และจนท.ตชด.ร้อย 424 สิชล ให้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 94/2 บ้านหัวคู หมู่ 9 ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากสืบทราบว่ามีนายชะลอศักดิ์ เหลือบุญ อายุ 38 ปี หรือฉายา&amp;rdquo;เอก หัวคู&amp;rdquo; เป็นเอเย่นยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ได้ลักลอบค้ายาเสพติดมานานกว่า 3 เดือนแล้วโดยใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นแหล่งค้ายาเสพติดและมั่วสุมเสพยาเสพติดของกลุ่มวัยรุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติสุข กิจบาลจ่าย ปลัดอำเภอท่าศาลา จึงสนธิกำลังจนท.อส.ฝ่ายปกครองและจนท.ที่เกี่ยวข้องเดินทางไปปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ นายชลอศักดิ์ หรือ &amp;rdquo;เอก หัวคู&amp;rdquo; ได้กระโดดวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้านรอไปหวุดหวิด เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าไปในบ้านพบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ จึงทำการจับกุมตัวสอบสวนทราบชื่อนางตาดำ นุวงพัน อายุ 34 ปี ชาวนครเวียงจันทร์ สปป.ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังตรวจค้นภายในบ้านพบยาไอซ์ จำนวน 44 ถุง น้ำหนัก 82.8 กรัม , ยาบ้า 1เม็ด สมุดจดบัญชีรายชื่อลูกค้ายาเสพติดจำนวนหลายชื่อ และตรวจยึดทรัพย์รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน 493 นศ.1คัน , สร้อยข้อมือทองคำหนัก 15.2 กรัม 1 เส้น , สร้อยคอทองคำ 1 เส้น แหวนทองคำและต่างหูพร้อมเงินสด 50,000 บาท ซึ่งเป็นของนายชะลอศักดิ์ เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดทรัพย์ทั้งหมดไว้เป็นของกลางเนื่องจากเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินมาจากการค้ายาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นได้คุมตัวนางตาดำไปสอบสวนทราบว่า ได้คบหาเป็นคู่ขาหรือกิ๊กกับนายชลอศักดิ์มานานประมาณ 3-4 เดือนแล้ว ซึ่งนายชะลอศักดิ์ได้พามาพักอาศัยที่บ้านหลังดังกล่าว แต่ให้การปฏิเสธไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดของนายชลอศักดิ์แต่อย่างใด ก่อนคุมตัวนางตาดำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป และจะได้เสนอขออนุมัติศาลออกหมายจับนายชลอศักดิ์&amp;nbsp;แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกับพวกที่หลบหนี&amp;nbsp;มียาเสพติดให้โทษประเภท 1&amp;nbsp;เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า,ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38998</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครศรีธรรมราช, ปราบปรามยาเสพติด, อำเภอท่าศาลา, เอก หัวคู, เอกหัวคู-ค้ายาเสพติด, เอเย่นค้ายา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0ae8a14f514.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯขอนแก่นยันจับกำนันค้ายาบ้ามีหลักฐานชัด ไม่ใช่กลั่นแกล้งจากเหตุขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายพิไชย ธรแสน อายุ 59 ปี กำนัน ตำบลบ้านโคก อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่นว่า ตนเองถูกเจ้าหน้าที่ยัดยาบ้า หลังจากถูกผู้ช่วยป้องกันจังหวัดขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าขอตรวจค้นยาเสพติดภายในบ้านพักโดยมีกำลัง อส.3 นาย ทหารอีก 2 นาย เข้าร่วมและพบยาบ้า 45 เม็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด&amp;nbsp;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่าจากการปฎิบัติหน้าที่ของนายณัฐวัฐ สาคุณ พระวุด ผู้ช่วยป้องกัน จ.ขอนแก่น ที่ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ อ.ส.และเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้นบ้านของนายพิไชย เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยในการเข้าตรวจค้นดังกล่าวนั้น เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและถูกต้องตามขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเข้าตรวจค้นบ้านกำนันนั้น เจ้าหน้าที่ กกล.รส.จ.ขอนแก่นได้จับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติดที่เป็นหนุ่มสาวสองคน ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลชื่อที่อยู่ได้ ซึ่งการจับกุมหนุ่มสาวนั้นให้การซัดทอดถึงที่มาของยาเสพติดว่าซื้อจากใคร ที่ใด ซึ่งการซัดทอดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานกำลังกันเพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหา ซึ่งยังไม่มีการขอหมายค้น แต่เข้าตรวจค้นด้วยการใช้บัตร ป.ป.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การปฎิบัติการดังกล่าว มีนายณัฐวัฐ สาคุณ พระวุด ผู้ช่วยป้องกัน จ.ขอนแก่น เป็นหัวหน้าชุด และพบของกลางยาเสพติดในจุดดังกล่าว ซึ่งการพบยาเสพติดนั้นทางเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการยืนยันว่า กำนันเป็นคนเขี่ยของกลางออกมาเอง อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงให้กระจ่าง แต่ขอยืนยันว่า ชุดปฏิบัติการในครั้งนี้ที่มีผู้ช่วยป้องกัน จ.ขอนแก่น เป็นหัวหน้าชุดนั้น ทำหน้าที่ได้ถูกต้องตามขั้นตอนตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า พื้นที่ อ.โคกโพธิ์ไชย เป็นพื้นที่ระบาดของยาเสพติด เจ้าหน้าที่ กกล.รส.ได้ทำการสืบสวนข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมานาน 6 เดือน จนจับกุมผู้ต้องหาได้ จึงได้ขยายผลสู่การตรวจค้นบ้านกำนันกระทั่งพบของกลางยาบ้าจำนวน 45 เม็ด เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจค้น ยึดของกลาง บันทึกจับกุมและส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ฉะนั้นในกรณีการค้นบ้านกำนันตำบลบ้านโคกในครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบธรรม ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใคร และขอให้ทุกอย่างไปว่าการตามกระบวนการทางยุติธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24083</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันตำบลบ้านโคก, กำนันร้องศูนย์ดำรงธรรม, จังหวัดขอนก่น, จับกำนันค้ายาบ้า, นายพิไชย ธรแสน, นายสมศักดิ์ จังตระกุล, ปราบปรามยาเสพติด, ผู้ว่าฯขอนแก่น, อำเภอโคกโพธิ์ไชย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181212/image_mid_5c10ea7ea0498.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทลายเครือข่ายนักค้ายารายใหญ่ ยึดยาบ้า7.1แสนเม็ดมูลค่า35ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.61 - ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อ.เมือง จ.สงขลา พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.ดุษฏี ชูสังกิจ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส และ พล.ต.สมดุลย์ เอี่ยมเอก ผบ.ฉก.นราธิวาส&amp;nbsp;ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลาง นำมาจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมียาบ้าจำนวน 710,000 เม็ดมูลค่า 35,500,000 บาท พร้อมผู้ต้องหา 7 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การจับกุมเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลให้มีการปราบปรามยาเสพติดโดยถือว่าเป็นวาระเร่งด่วนที่สำคัญ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติด จุดพักยา และเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น แม่ทัพภาค 4&amp;nbsp;จึงได้มีนโยบายเข้าควบคุมพื้นที่และบังคับให้ใช้กฏหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาชญากรรมควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยมีมาตรการดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้เจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยดูแลหน่วยของตนเองให้ขาวสะอาดปราศจากยาเสพติด โดยมิให้มีการตรวจปัสสาวะของกำลังพลในหน่วยทุกนาย&amp;nbsp;เน้นให้เจ้าพนักงานเข้าตรวจค้นหมู่บ้านเพื่อจับกุมผู้ค้ารายย่อยและส่งผู้ติดยาเข้ารับการบำบัดและให้ตัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติดในเส้นทางต่างๆโดยติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยมีผลการปฏิบัติดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 26 พ.ย.&amp;nbsp;เจ้าพนักงานตำรวจได้บูรณาการกำลังร่วมกันระหว่างเจ้าพนักงาน&amp;nbsp;ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองเพื่อปราบปรามยาเสพติดร่วมกันทำการสืบสวนติดตามจับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งมีพฤติกรรมลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลาง นำมาจำหน่ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้&amp;nbsp;ซึ่งก่อนทำการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการส่งมอบยาบ้าจำนวนมาก โดยใช้รถตู้โดยสารเป็นยานพาหนะ และ ใช้ให้เพื่อนๆ ญาติพี่น้องนั่งมาในรถด้วย เพื่ออำพรางว่าเป็นการพาครอบครัวมาท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้บูรณาการกำลังสามฝ่ายวางกำลังเข้าทำการจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00. น. วันที่ 26 พ.ย. ได้มีรถตู้โดยสาร ตำหนิรูปพรรณตรงตามที่สายลับแจ้งไว้ขับเข้ามายังบริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อรถคันดังกล่าวได้จอดสนิท เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจค้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการตรวจสอบพบผู้โดยสารรวมทั้งหมด 7 คน ตรวจค้นสิ่งผิดกฏหมายพบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องลับใต้หลังคา และช่องลับภายในห้องโดยสาร รวมจำนวน 710,000 เม็ด จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทั้งหมดทราบ จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องหาจำนวน 7 คน ประกอบด้วย 1.นายมะแอ หะยีสะมะแอ อายุ 22 ปี ที่อยู่ 6 ม.4 ต.ยาบี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี&amp;nbsp;2.นายไซฟูเลาะ กาเจ อายุ 24 ปี ที่อยู่ 123/1. ม.6. ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา&amp;nbsp;3.นายสะอารี วาโด อายุ 38 ปี ที่อยู่ 33/4 ม.2. ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส&amp;nbsp;4. นายสาโรจน์ เจ๊ะยะหลี อายุ 42 ปี ที่อยู่ 96/1. ม.5. ต.ลูโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี&amp;nbsp;5.นายซุปิยัง กาเจ อายุ 18 ปี ที่อยู่ 123/1 ม.6 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา&amp;nbsp;6.นายอูสมาน เปาะกาเดย์ อายุ 27 ปี ที่อยู่ 18/2 ม.2. ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ 7. น.ส.โซฟาร์ บือราเฮง อายุ 30 ปี ที่อยู่ 4/3 ม.4 ต.บาตง อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมด้วยของกลาง ได้แก่ 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 710,000 เม็ด (เม็ดละ 50 บาท รวมมูลค่า 35,500,000 บาท )&amp;nbsp;2.รถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ฮบ 8361. กรุงเทพฯ จำนวน 1 คัน 3.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง 4.บัตรเอทีเอ็ม ธนาคารทหารไทย จำนวน 1. ใบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ) ไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฏหมาย เหตุเกิด บ้านไม่มีเลขที่ ถ.ประชาวิวัฒน์ ซอย 21&amp;nbsp; ต. สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เวลาประมาณ 11.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23073</URL_LINK>
                <HASHTAG>3จังหวัดชายแดนภาคใต้, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, จ.สงขลา, จับยาบ้า7แสนเม็ด, ตัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติด, ปราบปรามยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bff6a35e02c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
