<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 07:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 07:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเสริฐ-ลูกสาว ยอมจ่าย 500 ล้านเคสปั่นหุันบีเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.62 ที่ผ่านมา นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, น.ส.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และนางนฤมล ใจหนักแน่น ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาทแล้ว และ ก.ล.ต. มีคำสั่งห้ามนายปราเสริฐ เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.62 ถึงวันที่ 8 ก.พ.64 ส่วนน.ส.ปรมาภรณ์ มีคำสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบจ. เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.62 ถึงวันที่ 8 ก.พ.63 และมีคำสั่งห้ามนางนฤมล เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบจ. เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.62 ถึงวันที่ 8 ก.พ.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าช่วงระหว่างวันที่ 13 พ.ย.58 ถึงวันที่ 12 ม.ค.59 นายปราเสริฐ, น.ส.ปรมาภรณ์ และนางนฤมล ร่วมกันซื้อขายหุ้นบมจ. การบินกรุงเทพ &amp;nbsp;(บีเอ) อย่างต่อเนื่องและจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์บีเอ ระหว่างกันเองในลักษณะอำพรางการซื้อขาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นบีเอผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ก.ล.ต.จึงดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์ โดยเรียกชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (บีดีเอ็มเอส) ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่านายปราเสริฐ, น.ส.ปรมาภรณ์ ขอลาออกจากตำแหน่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.62 ส่วน บมจ.การบินกรุงเทพ ทำหนังสือถึง ตลท. ว่า นายปราเสริฐ และนางนฤมล ขอลาออกจากตำแหน่ง &amp;nbsp;มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.62 เป็นต้นไป และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการบีดีเอ็มเอส มีมติแต่งตั้ง นางนฤมล น้อยอ่ำ ดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.62 ที่ผ่านมา และยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการบีเอ มีมติแต่งตั้ง นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.62 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;และยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ก.ล.ต. สั่งฟันหมอเสริฐ, จ่าย 500 ล้าน, บีเอ, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, ปั่นหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08a6ca5d720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. สั่งฟัน หมอเสริฐ และ ลูกสาว สร้างราคาหุ้น BA</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าว รายงายว่า ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ (1) นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (2) นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และ (3) นางนฤมล ใจหนักแน่น กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BA) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2559 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และนางนฤมล ใจหนักแน่น ร่วมกันซื้อขายหุ้น BA อย่างต่อเนื่องและจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์ BA ระหว่างกันเองในลักษณะอำพรางการซื้อขาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ และส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น BA ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของบุคคลทั้งสามเป็นความผิดตามมาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 244 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และมาตรา 317/4 (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้งสามราย โดยกำหนดให้ผู้กระทำความผิดชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 499.45 ล้านบาท ซึ่งหากผู้กระทำความผิดทั้งสามรายไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่ ค.ม.พ. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับนายปราเสริฐ นางสาวปรมาภรณ์ และนางนฤมล เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดทั้งสามราย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 3/2560 เรื่อง การกำหนดลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560 และจะต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่กำหนดในหนังสือที่ ก.ล.ต. จะแจ้งการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจดังกล่าวในขั้นตอนหลังจากนี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ &amp;nbsp;ดำรงตำแหน่งเป็น รองประธานกรรมการ และ ประธานคณะผู้บริหาร &amp;nbsp;รวมถึงเป็นผู้ถือหุ้นในอันดับที่สามของ การบินกรุงเทพ ด้วยจำนวนหุ้น 222,777,500 &amp;nbsp;คิดเป็น 10.61% &amp;nbsp;ส่วนนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ &amp;nbsp;ไม่ได้มีตำแหน่งบริหารในบริษัท นั้นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ด้วยจำนวนหุ้น 136,250,000 &amp;nbsp;หรือ 6.49% &amp;nbsp;ส่วนนางนฤมล ใจหนักแน่น &amp;nbsp;ไม่ปรากฎเป็นกรรมการ หรือ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26913</URL_LINK>
                <HASHTAG>BA, ก.ล.ต. สั่งฟันหมอเสริฐ, ถูกถอดจากกรรมการ, บางกอกแอร์เวย์ส, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, สร้างราคาหุ้น, สั่งปรับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08a6ca5d720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอปราเสริฐ ยังครองบัลลังก์เศรษฐีหุ้นไทย ปีที่ 6 ติดต่อกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ&amp;quot; ครองบัลลังก์ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย ปี 61 รวยล้น 77,000 ล้านบาท ด้านตระกูลปราสาททองโอสถ ครองแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย 6 เครือญาติสร้างสถิติใหม่ถือครองหุ้นทะลุ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ที่วัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ก่อนวันที่ 30 ก.ย.61 ส่งผลให้ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 61 ถือเป็นการครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (กัลฟ์) ติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยเป็นครั้งแรกจากการนำหุ้นกัลฟ์เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ก.ย.61 ราคาหุ้นกัลฟ์อยู่ที่ 76.25 บาท หรือเพิ่มขึ้น 69.44% จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ราคา 45 บาทต่อหุ้น โดยนายสารัชถ์ถือหุ้นกัลฟ์ 35.44% มูลค่า 57,645 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (อีเอ) รักษาตำแหน่งเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ไว้ได้อีกปีหนึ่ง เนื่องจากราคาหุ้นอีเอ ที่นายสมโภชน์ถือสัดส่วน 23.44% ปรับตัวสูงขึ้น 10 บาท หรือ 26.14% คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 42,191.56 ล้านบาท เมื่อรวมกับหุ้น บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี (อีอี) สัดส่วน 0.92% มูลค่า 17.85 ล้านบาท ทำให้มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 42,209.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,940.11 ล้านบาท หรือ 26.87% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 คือ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (เอ็มทีซี) ก้าวขึ้นจากอันดับ 8 เมื่อปี 60 ถือครองหุ้นเอ็มทีซีและบริษัทอื่นรวมมูลค่า 35,392.22 ล้านบาท เพิ่มขี้น 9,664.53 ล้านบาท หรือ 37.56% จากปีก่อน ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 นางดาวนภา เพชรอำไพ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (เอ็มทีซี) ก้าวขึ้นจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นเอ็มทีซี สัดส่วน 33.96% มูลค่า 34,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,360 ล้านบาท หรือ 36.88% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 คือ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 32,900.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,580.30 ล้านบาท หรือ 16.17% จากปีก่อน, เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 คือ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ &amp;nbsp;นักลงทุนรายใหญ่ทายาท บมจ.โอสถสภา ร่วงจากอันดับ 5 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น 10 บริษัทมูลค่ารวม 31,964.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,066.86 ล้านบาท หรือ 10.61% จากปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐีหุ้นอันดับ 8 คือ นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทายาทของนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.พาณิชย์ ร่วงจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,919.28 ล้านบาท ลดลง 15,163.65 ล้านบาท หรือ 34.40% จากปีก่อน, เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 คือ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (บีทีเอส) ร่วงลงจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,372 ล้านบาท ลดลง 518.44 ล้านบาท หรือ 1.79% จากปีก่อน และเศรษฐีหุ้นอันดับ 10 คือ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ร่วงจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,011.68 ล้านบาท ลดลง 3,025.71 ล้านบาท หรือ 9.75% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ปี 61 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน &amp;nbsp;ซึ่งปีนี้เครือญาติในตระกูลครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทะลุแสนล้านบาทเป็นครั้งแรกของทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย โดย 6 เครือญาติในตระกูล ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และ 5 ทายาท ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่า 104,530.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,230.94 ล้านบาท หรือ 8.55% ส่วนตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ตระกูลเพ็ชรอำไพ-เพชรอำไพ โดย 3 เครือญาติเจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 70,592.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,951.94 ล้านบาท หรือ 36.70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ตระกูลจิราธิวัฒน์ เครือญาติเศรษฐีหุ้นในตระกูล 40 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 70,382.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 644.05 ล้านบาท หรือ 0.92%, ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ตระกูลรัตนาวะดี ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 57,645 ล้านบาท และตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ตระกูลอาหุนัย โดย 4 เครือญาติในตระกูล ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 45,421.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,825.06 ล้านบาท หรือ 24.11%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23623</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, ตระกูลปราสาททองโอสถ, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, วารสารการเงินธนาคาร, เศรษฐีหุ้นปี 2561, เศรษฐีหุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08a6ca5d720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BDMS ขยายอาณาจักร ผุดโรงพยาบาลเด็ก 3 แห่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BDMS ลุยสร้างโรงพยาบาลเด็ก 3 แห่ง รับมือวิวัฒนาการโรคเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี รายได้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10% และกำไรเติบโตปีละ 8-10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างโรงพยาบาลเด็กโดยเฉพาะ 3 แห่ง เพื่อรองรับการรักษาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 12 ปี เนื่องจากปัจจุบันเด็กต้องใช้บริการรักษาพยาบาลร่วมกับผู้ใหญ่ แต่ความจริงโรคของเด็กมีรายละเอียดมากกว่า ทำให้การรักษาเด็กต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โรคเด็กมีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครทำ บริษัทจึงเข้ามาทำในส่วนนี้เพิ่มเติม เพราะการรักษาพยาบาลเด็กมีความสำคัญ เบื้องต้นดำเนินการเสร็จแล้ว 2 แห่ง คือ สมิติเวช ศรีนครินทร์ ถือเป็นโรงพยาบาลเด็กต้นแบบ มาตรฐานเทียบเคียงกับโรงพยาบาลพี่เลี้ยงในต่างประเทศ ส่วนโรงพยาบาลศรีระยอง จะสามารถดูแลเด็กในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ทั้งหมด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน บริษัทจะทำการวิจัยเรื่องยีนส์ต่าง ๆ เพื่อลงลึกไปตั้งแต่เด็กเกิด รองรับผู้ที่อายุเยอะให้มีโอกาสมีบุตรได้เพิ่มขึ้น โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกัน รวมถึงดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เมื่อถึงวัยต้องหันมาดูแลสุขภาพ เนื่องจากเมื่อเข้าสู่อายุ 55 ปี เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ต้องมีการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นพบว่าหากสูงอายุจะเป็นมะเร็งในส่วนใด เพราะหากรู้ล่วงหน้าสามารถป้องกันตัวเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินงานบริษัทตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี จะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10% และกำไรเติบโตปีละ 8-10% ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงพยาบาลที่มีการบริหารความมั่งคั่งจำเป็นต้องมี เพื่อรักษาสัดส่วนและผลประโยชน์ของทั้งผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และคนไข้ โดยจะพยายามให้มีการลงทุนที่ต่ำ จากการใช้ของเดิมที่มีอยู่ แต่เพิ่มประสิทธิภาพแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายจะมีผู้ป่วยชาวจีนมาใช้บริการวันละ 500 ราย จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 30,000 ราย คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 3,000 ล้านบาท และยังเจาะกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติ ที่สนใจมารักษาในประเทศไทย เพราะค่าบริการทางการแพทย์ไม่สูงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยจะเพิ่มเครื่องมือทางการแพทย์รุ่นใหม่ เพิ่มผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และปรับปรุงการบริการให้ดีกว่าเดิม ซึ่งตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี สัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติอยู่ที่ 50% และผู้ป่วยไทย 50%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11571</URL_LINK>
                <HASHTAG>BDMS, กรุงเทพดุสิตเวชการ, จีน, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, โรงพยาบาลเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180618/image_big_5b272f8ec7269.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
