<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ปริศนาราคาน้ำมันดิบโลกร่วง 2020”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่&amp;nbsp; หรือโควิด-19 เศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวตามลำดับ กลุ่มโอเปกกับรัสเซียจึงหารือปรับลดกำลังการผลิตเพื่อดึงราคากลับมา แต่การเจรจาล้มเหลวเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครต้องลดกำลังผลิตเท่าไหร่ ทันทีที่ข่าวออกราคาน้ำมันดิบร่วงทันทีกว่า 30 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คำกล่าวหาจากรัสเซีย :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทุกวันนี้ &amp;ldquo;อาจแบ่ง&amp;rdquo; ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเป็นกลุ่มโอเปกกับนอกโอเปก (non-OPEC) กลุ่มหลังมีรัสเซียเป็นแกนนำ เมื่อ 3 ปีก่อน 2 กลุ่มทำข้อตกลงเรื่องกำลังการผลิต &amp;ldquo;Declaration of Cooperation&amp;rdquo; ข้อตกลงนี้สิ้นสุดเมื่อ 13 มีนาคมที่ผ่านมา นับจากนี้ใครจะผลิตเท่าไหร่ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การรักษาระดับราคาน้ำมันเป็นผลประโยชน์ร่วมของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เกิดคำถามว่าทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) นายกรัฐมนตรีรัสเซียชี้ว่ารัสเซียไม่ใช่ต้นเหตุล้มข้อตกลงน้ำมันกับโอเปก อันที่จริงรัสเซียเสนอให้ขยายข้อตกลงออกไปอีก 1 ไตรมาสหรือจนถึงสิ้นปี แต่มีบางประเทศเป็นต้นเหตุล้มข้อเสนอนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Goran Radosavljevic จาก National Petroleum Committee of Serbia อธิบายว่าเป้าหมายของรัสเซียคือมุ่งเล่นงานอุตสาหกรรมน้ำมันชั้นหินดินดาน (shale oil/tight oil) ของสหรัฐ นับจากปี 2014 เป็นต้นมา สหรัฐผลิตน้ำมันชั้นหินดินดาน ส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก จนกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Stephen Schork จาก Schork Report เผยว่า เหตุที่ตกลงกันไม่ได้เพราะรัสเซียต้องการจำกัดการส่งออกน้ำมันชั้นหินดินดานของสหรัฐในปีหน้า พูดแบบเข้าใจง่ายคือ ลดส่วนของสหรัฐนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เป็นตัวอย่างข้อมูลที่ชี้ว่าต้นเหตุอยู่ที่สหรัฐ แต่จะจริงหรือไม่ยังไม่อาจสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปริศนาโควตาน้ำมันโลก :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เชื่อหรือไม่ว่าทุกประเทศใช้น้ำมัน ทุกคนเกี่ยวข้องกับน้ำมันไม่ทางใดทางหนึ่ง แต่การค้าน้ำมันโลก อุตสาหกรรมน้ำมันโลกมีปริศนามากมาย (ไม่ปรากฏเป็นข่าว) ที่โลกรับรู้คือในหมู่ผู้ส่งออกน้ำมันมีโควตา ทุกประเทศจะส่งออกในจำนวนที่ตกลงกันไว้ บางประเทศส่งออกมาก บางประเทศส่งออกได้น้อยและเปลี่ยนแปลงไปมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ยกตัวอย่าง ก่อนเกิดสงครามอิรัก-คูเวตในปี 1990 ซาอุฯ ผลิตน้ำมันราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากสงครามดังกล่าวนานาชาติคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันอิรัก ปี 1991 ซาอุฯ เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 9 ล้านบาร์เรลต่อวันและไปถึง 12 ล้านบาร์เรลเมื่อปี 2015 ทุกวันนี้ซาอุฯ คงกำลังผลิต 12-13 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำมันดิบทั้งโลก ทุกบาร์เรลที่ขายได้คือกำไรล้วนๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คำถามคือใครเป็นผู้ควบคุมโควตา ยึดอะไรเป็นเกณฑ์ ทำไมซาอุฯ สามารถส่งออกน้ำมันได้มากถึงเพียงนี้ หรือทำไมอิรักในปัจจุบันส่งออกมากกว่าบางประเทศ แต่น้อยกว่าซาอุฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดูกรณีสหรัฐเริ่มผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานเมื่อปี 2014 กำลังผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี 2018 สามารถผลิตน้ำมันทุกประเภทรวม 11.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เดิมผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ อยู่แล้ว) มีนาคม 2018 รัฐบาลทรัมป์ประกาศ &amp;ldquo;ยุคทองพลังงานอเมริกา&amp;rdquo; สหรัฐจะลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออก มีส่วนแบ่งในตลาดโลก นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าอีกไม่กี่ปีสหรัฐอาจส่งออกถึง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศที่ในอดีตที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกมาบัดนี้กำลังกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นคือโลกมีระบบโควตาอยู่แล้ว หากสหรัฐเพิ่มการส่งออกหรือแม้กระทั่งลดการนำเข้า ย่อมกระทบการส่งออกของประเทศอื่นๆ กระทบระบบโควตา นำสู่คำถามสำคัญว่าสหรัฐอยู่ในระบบโควตาหรือไม่ หากไม่อยู่ทำไมไม่อยู่ เรื่องนี้เป็นประเด็นปริศนาอย่างหนึ่ง คงเป็นการพูดเกินเลยว่าสหรัฐสามารถผลิตและส่งออกมากเท่าที่ต้องการ ไม่มีโควตา ที่น่าจะถูกต้องกว่าคือสหรัฐมีอำนาจต่อรองสูงมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Huang Xiaoyong จาก Center for International Energy Security Studies of the Chinese Academy of Social Sciences วิเคราะห์ว่าทุกวันนี้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมโควตาจำนวนหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เป็นที่ยอมรับในหมู่วงการนักวิเคราะห์น้ำมันว่ารัฐบาลทรัมป์พยายามเข้าไปมีบทบาทในโอเปก เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพันธมิตร ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐ ซาอุฯ กับพวก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รวมความแล้ว โควิด-19 ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว ซาอุฯ กับรัสเซียหารือช่วยกันลดกำลังการผลิต อาจเป็นเพราะรัสเซียเสนอว่าถ้าจะลดก็ต้องช่วยกันลดทุกประเทศ ไม่ใช่มีบางประเทศที่ &amp;ldquo;ลอยตัว&amp;rdquo; อยากผลิตเท่าไหร่ก็ได้ ไม่อยู่ในระบบโควตามาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นักวิเคราะห์ Augusto Tandazo ฟันธงว่าทุกวันนี้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในมือของ &amp;ldquo;พวกประเทศที่พัฒนาแล้ว&amp;rdquo; คนพวกนี้พูดถึงการค้าเสรี ปกป้องการค้าเสรี แต่กลับบิดเบือนตลาดเสียเอง ข้อสรุปของแนวคิดนี้ ผู้คุมโควตาน้ำมันตัวจริงไม่ใช่โอเปกกับนอกโอเปก แต่เป็นบางประเทศหรือกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เป็นข้อกล่าวอ้างจากใครบางคนเท่านั้น ยังหาข้อสรุปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้ายึดมุมมองที่กล่าวมาข้างต้น ต้นตอปัญหาน้ำมันคือสหรัฐเพิ่มการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานมากขึ้นในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สงครามราคาน้ำมัน : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นานมาแล้วที่บางประเทศใช้น้ำมันหรือราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือการเมืองระหว่างประเทศ เหตุการณ์สำคัญที่มักเอ่ยถึงคือ วิกฤติน้ำมัน 1973 โอเปกไม่ขายน้ำมันแก่ประเทศที่เป็นมิตรกับอิสราเอล หวังกดดันให้รัฐบาลสหรัฐ ชาติตะวันตกเลิกสนับสนุนอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิกฤติน้ำมัน 1979 มาจากเหตุปฏิวัติอิหร่าน อุปทานน้ำมันดิบโลกหายไป 5 เปอร์เซ็นต์ การปฏิวัติกับอุปทานน้ำมันหายไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความขัดแย้งกรณียูเครน รัสเซียผนวกไครเมียใน 2014 เป็นอีกกรณีที่เด่นชัด นักวิเคราะห์ Jeloca Putnikovic ชี้ว่าครั้งนั้นสหรัฐกับซาอุฯ ร่วมกันกดราคาน้ำมันเพื่อเล่นงานรัสเซีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเหตุการณ์ล่าสุด คำประกาศที่จะผลิตน้ำมันส่งออกให้มากที่สุดของซาอุฯ คือการประกาศสงครามราคาน้ำมันครั้งใหม่ เข้าสู่ภาวะไร้โควตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศจับมือซาอุฯ เร่งกำลังการผลิต การส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัสเซียแต่เป็นรายได้หลักของซาอุฯ กับพวกเช่นกัน มีข้อมูลว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดานของสหรัฐในขณะนี้อยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์ (ขึ้นกับต้นทุนแต่ละบ่อด้วย) บริษัทอยากได้ราคาตั้งแต่ 55-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป อุตสาหกรรมน้ำมันมีอิทธิพลต่อการเมืองอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สรุป น้ำมันลดจาก 2 ปัจจัย : &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยสรุปแล้วราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวรุนแรงในระยะนี้มาจาก 2 ปัจจัย คือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กับความขัดแย้งระหว่างผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก พูดให้ชัดคือรัสเซียกับฝ่ายซาอุฯ สหรัฐนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สงครามราคาน้ำมันรอบนี้ทั้งฝ่ายซาอุฯ กับรัสเซียประกาศสู้ไม่ถอย แม้ซาอุฯ ได้เปรียบเรื่องต้นทุนน้ำมันที่ต่ำกว่าแต่ต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายอันมหาศาลของตนกับพวกด้วย ส่วนรัสเซียพูดว่ามีเงินตราสำรองระหว่างประเทศกับทองคำมาก เคยผ่านสงครามราคาน้ำมันมากแล้ว ต้องดูต่อไปว่าใครจะทนได้นานกว่า ในยามที่เชื้อโควิด-19 กำลังก่อปัญหาไปทั่วโลก การเดินทางการใช้น้ำมันมีแต่จะลดน้อยลง ยิ่งสู้นานย่อมยิ่งเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนเรื่องที่มาโควตาน้ำมันยังเป็นปริศนา ปริมาณการส่งออกของสหรัฐอาจเป็นข้อตกลงลับระหว่างหมู่ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วยกัน โดยเฉพาะกับซาอุฯ และรัสเซีย รวมความแล้ว ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้อยู่ภายใต้กลไกตลาดเสรีตามที่ตำราบางเล่มสอนให้ท่องจำเช่นนั้น ไม่ได้เป็นไปตามคำพูดของผู้นำบางประเทศที่พร่ำตลอดเวลา เป็นปริศนาที่ค้างคามาช้านาน.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;---------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพ : ยอดผลผลิตน้ำมันของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่มา : https://www.opec.org/opec_web/en/publications/338.htm&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;---------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60463</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญชัย คุ้มปัญญา, ปริศนาราคาน้ำมันดิบโลกร่วง 2020, สถานการณ์โลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089f896a7c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
