<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งสอบแก๊งโกงคนพิการ โฆษกพม.โบ้ยไม่เคยรู้เรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดีเอสไอ&amp;quot; เร่งตรวจขบวนการหักหัวคิว-อมเงินคนพิการ 1.5 พันล้าน คาดสัปดาห์หน้ารู้ผลรับสืบสวนคดีหรือไม่ ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ เข้าพบ &amp;quot;บิ๊กอู๋&amp;quot; ชงข้อมูลให้ กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ปลัดแรงงานลั่นหากพบเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวพร้อมดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัย โฆษก พม.โบ้ยไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 20 &amp;nbsp;กันยายน ร.ต.อ ปิยะ รักสกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ พร้อมคนพิการที่ถูกละเมิดสิทธิ เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้รับสอบสวนขบวนการหักหัวคิวการจ้างงานคนพิการ มูลค่าความเสียหาย 1,500 ล้านบาทว่า หลังจากรับเรื่องแล้วดีเอสไอจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่ากรณีดังกล่าวเข้าลักษณะคดีที่สมควรรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในบัญชีความผิดแนบท้ายหรือไม่ และมีลักษณะการกระทำความผิดสลับซับซ้อนเชื่อมโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อทำความเห็นไปยังอธิบดีดีเอสไอได้ว่ามีพฤติการณ์แห่งคดีที่สามารถรับไว้สืบสวนสอบสวนได้หรือไม่ หากคำร้องทุกข์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็จะต้องส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ แต่ถ้าพบข้อเท็จจริงเข้าข่ายสมควรรับไว้เป็นคดีพิเศษ ก็จะเสนอให้อธิบดีดีเอสไอส่งเรื่องไปยังกองคดีเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงในระหว่างการสืบสวนสามารถให้ความคุ้มครองพยานได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นตัวแทนเครือข่ายยังไม่ได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เป็นเพียงยื่นเรื่องร้องทุกข์เท่านั้น&amp;quot; ร.ต.อ.ปิยะ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายปรีดา ลิ้มนนทกุล พร้อมคณะ เดินทางมาเข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าว โดยนายปรีดากล่าวว่า วันนี้ได้มาให้ข้อมูลในเบื้องต้นกับกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายการจ้างงานคนพิการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ รมว.แรงงานแต่งตั้ง เพื่อจะนำไปประกอบการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยมอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน มีรองอธิบดีกรมการจัดหางาน และรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นกรรมการ การหารือร่วมกับประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการในวันนี้ เพื่อรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบระบบขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบผลภายใน 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การที่กระทรวงแรงงานได้เชิญนายปรีดาเข้ามาให้ข้อมูลในวันนี้ ถือเป็นพยานบุคคลที่สำคัญ กระทรวงแรงงานจะแสวงหาข้อเท็จจริงถึงที่สุด พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางอาญาและเอาผิดวินัย โดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทรศัพท์ 1506&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนางสุภัชชา สุทธิพล โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า จากกรณีดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้ 1.คนพิการที่ถูกจ้างงานจำนวน 25,000 คน แต่มีการทำงานจริงแค่ 20,000 คน ส่วน 5,000 คนและไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิได้รับสวัสดิการการจ้างงานเดือนละ 9,500 บาท จึงถูกสมาคมคนพิการและมูลนิธิช่วยเหลือคนพิการหักหัวคิวโดยจ่ายให้คนพิการเพียงเดือนละ 500-3,000 บาท ซึ่งข้อเท็จจริง ประจำปี 2561 มีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 จำนวน 36,833 คน ซึ่งกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนจากคนพิการที่เป็นลูกจ้างของสถานประกอบการแต่อย่างใด แต่หากพบว่าสถานประกอบการไม่ได้ให้คนพิการทำงานจริง พก.จะตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสถานประกอบการไม่ได้จ้างคนพิการจริง จะเรียกให้สถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และหากยังไม่นำส่ง จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ 2 การส่งเสริมอาชีพคนพิการตามมาตรา 35 เกิดการทุจริตในส่วนค่าจ้างวิทยากรและเงินในการจัดฝึกอบรม สร้างความเสียหายถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี กรณีการปฏิบัติตามมาตรา 35 คือการส่งเสริมอาชีพอิสระให้กับคนพิการนั้น กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการยื่นขอดำเนินการกับกรมการจัดหางานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากถูกต้อง กรมการจัดหางานจะเห็นชอบและจะแจ้งมาที่ พก. ซึ่ง พก.จะบันทึกเข้าระบบฐานข้อมูลการปฏิบัติตามกฎหมายไว้ และหากต่อมามีการร้องเรียนว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้อง พก.จะส่งเรื่องให้กรมการจัดหางานดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากไม่เป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบ พก.จะแจ้งสถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุน และหากยังไม่นำส่งจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่ 3 มีการเรียกร้องความเป็นธรรมและยื่นเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกข่มขู่คุกคาม โดยเจรจาให้รับเงิน 20,000 บาท แลกกับการเซ็นยินยอมไม่ดำเนินคดี จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสนับสนุนหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข้อเท็จจริง พก.ไม่เคยทราบเรื่องในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18076</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรินทร์ จักกะพาก, ปรีดา ลิ้มนนทกุล, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, สุภัชชา สุทธิพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba3a832d1118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องDSIสางโกงคนพิการ ทำคดีพิเศษฟันขรก.ขี้ฉ้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ลั่นต้องจัดการโกงเงินผู้พิการ &amp;nbsp;&amp;quot;เครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ&amp;quot; ร้อง &amp;quot;ดีเอสไอ&amp;quot; รับคดีโดนเจ้าหน้าที่รัฐอมเงินเป็นคดีพิเศษ พร้อมขอการคุ้มครองพยาน งัดหลักฐานโต้ พม.ขบวนการหักหัวคิวทำงานฟันเงินกว่า 1.5 พันล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการร้องให้ตรวจสอบมูลนิธิต่างๆ ล่ารายชื่อคนพิการส่งไปยังกรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และกรมการจัดหางาน เพื่อเสนอโครงการจัดอบรมคนพิการ และขอรับเงินสนับสนุนแล้วมีการหักหัวคิวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการตามกฎหมาย หากพบความผิดก็ต้องดำเนินการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุไว้แล้วว่าใครทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องเงินทองให้ออกจากตำแหน่งโดยทันที และเมื่อวันอังคารก็ได้สั่งการชัดเจนในที่ประชุม ครม.&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ พร้อมคนพิการที่ถูกละเมิดสิทธิ เข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผ่านนายบัณฑิต สังขนันท์ ผู้อำนวยการส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ เพื่อขอให้รับกรณีเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิและปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการเป็นคดีพิเศษ และขอให้มีการคุ้มครองพยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีดากล่าวว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อน จึงได้พยายามรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อเปิดโปงให้เห็นถึงขบวนการมาเฟียคนพิการที่มีการละเมิดสิทธิคนพิการหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการจ้างงานตามมาตรา 33 ที่ระบุให้สถานประกอบการที่มีพนักงานในสัดส่วน 100 คน ต้องรับคนพิการเข้าทำงาน 1 คน หรือจ่ายเงินสมทบกองทุนคนพิการเพื่อส่งเสริมอาชีพให้คนพิการ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาแม้จะมีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 ปรากฏว่าตัวเลขการจ้างงานไม่ตรงกับสิทธิของคนพิการ โดยพบว่าสถานประกอบการจำนวนมากจ่ายค่าหัวคิวให้กับขบวนการนี้ แต่ไม่มีคนพิการเข้าทำงานจริง หากสถานประกอบการไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงาน ก็ควรจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคนพิการแทนการจ่ายค่าหัวคิว ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทราบดี แต่ไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง จนทำให้คนพิการถูกละเมิดสิทธินับล้านคนทั่วประเทศ และมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าปีละ 1,500 ล้านบาทต่อปี&amp;quot; นายปรีดากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการกล่าวว่า ผู้พิการทั่วประเทศมีมากกว่า 1 ล้านคน มีการลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมคนพิการ กรมการจัดหางาน และสถานประกอบการเพื่อหางานให้แก่คนพิการจำนวน 65,000 คน &amp;nbsp;โดยมีการจ้างงานคนพิการ 25,000 คน แต่มีคนพิการทำงานจริงจำนวน 20,000 คน ไม่ได้ทำงานจริง 5,000 คน คิดเป็นความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การหักเงินสมทบตามมาตรา 34 ที่สถานประกอบการส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการ 12,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้คิดแล้วเป็นการจ้างงานคนพิการเพียง 15,000 ราย ขณะที่มาตรา 35 เป็นเงินช่วยเหลืออื่นๆ รวมทั้งการฝึกอบรมจากสมาคมและมูลนิธิคนพิการ มีการแจ้งจำนวน 25,000 คน แต่ข้อเท็จจริงมีเพียง 15,000 คน ซึ่งรวมความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตตามมาตรา 33, 34 และ 35 รวมเป็นวงเงินมากกว่า 1,500 ล้านบาท&amp;quot; ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกมาแถลงไม่มีการทุจริตเกี่ยวกับเงินคนพิการ นายปรีดากล่าวว่า พม.แถลงข่าวเร็วเกินไป ควรที่จะตรวจสอบก่อน และจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตนไม่เชื่อว่าจะไม่มีการทุจริต โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือการตรวจสอบการจ้างงานจากกรมการจัดหางานระบุว่า บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีรับคนพิการรายหนึ่งเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.59 และผู้พิการรายนี้ได้ลาออกวันที่ 29 พ.ย.59 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีดากล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าผู้พิการคนนี้ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยไม่เคยเข้าไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี แต่ได้รับเงินเดือนเดือนละ 7,000 บาท ส่วนอีก 2,000 บาท ถูกหักเป็นค่าหัวคิว หรือในกรณีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ มีบุคคลมารับบัตรคนพิการในตำบลหนึ่งจำนวน 100 คน หลังจากนั้นได้นำบัตรพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง พร้อมเงิน 500 บาท มามอบให้เท่านั้น โดยไม่มีการทำงานจริง ทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าจำนวนคนพิการที่มาร้องเรียนมีจำนวนน้อย ซึ่งที่มาร้องเรียนผ่านตนเองก็มีไม่ถึง 50 คน เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมา และไม่ทราบสิทธิ์ของตัวเอง รวมทั้งขอวิงวอนไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าอย่าโทร.มาข่มขู่คุกคาม ขอให้กลับไปแก้ปัญหา ถ้าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ใช้เวลาไม่น่าเกินหนึ่งเดือนในการตรวจสอบ เนื่องจากรายชื่อคนพิการทั้งหมดเข้าไปอยู่ในระบบ สามารถตรวจสอบได้&amp;quot; ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคืบหน้ากรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จำกัด รวม 14 คน, เอกชนกลุ่มคิงเพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นกรรมการหรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบฯ และเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ฯ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จากกรณีจำเลยได้ร่วมกันกระทำผิดข้อสัญญาที่ก่อหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์เกินกว่าที่สัญญาระบุไว้หรือไม่ จากการที่สัญญาระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์ ให้เก็บรายได้เข้ารัฐ 15% จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่คณะกรรมการฯ อนุมัติให้เก็บเพียง 3% ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐมูลค่า 14,290,660,119 บาทนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.352/2560 ซึ่งศาลได้ไต่สวนพยานบุคคลและหลักฐานเอกสารที่โจทก์นำสืบ และที่ฝ่ายจำเลยเสนอให้ศาลเรียกมาไต่สวนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า การกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะเข้าเป็นผู้มีชื่อถือหุ้นในบริษัทกลุ่มคิงเพาเวอร์ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องฝ่ายจำเลยได้ จึงพิพากษายกฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ดำเนินการเรียกชดใช้เงินแผ่นดินคืนจากผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานของรัฐจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด (จีที 200) ตามแนวคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าวว่า กรณีนี้เกี่ยวกับเครื่องจีที 200 ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีหนังสือเรื่องการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องจีที 200 เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ซึ่ง ครม.ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2553 และมีมติว่ารับทราบผลการทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการประสานงานกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องชี้แจงทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและประชาชนในพื้นที่ที่ได้นำเครื่องจีที 200 ไปใช้ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องดังกล่าว รวมถึงให้ร่วมกันพิจารณาดำเนินการที่เหมาะสมให้การตรวจสอบวัตถุระเบิดของเจ้าหน้าที่ และให้ใช้เครื่องมืออื่นทดแทนเมื่อมีการยุติการใช้งานของเครื่องจีที 200&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุนี้เกิดขึ้นตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2553 ย่อมเป็นเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดิน เพราะมีการรับทราบผลการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องจีที 200 และให้ดำเนินการต่อไปโดยไม่ให้กระทบต่อเงื่อนไขหรือข้อผูกพันตามสัญญาที่หน่วยงานผู้ซื้อมีต่อบริษัทผู้จัดจำหน่าย และไม่พบข้อมูลว่ามีการรับไปพิจารณาตามความคิดทางกฎหมายของบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องจีที 200 ตามมติ ครม.อย่างไรหรือไม่ เรื่องดังกล่าวจึงเงียบหายไป ดังนั้นเมื่อผลการฟ้องคดีของกรมราชองครักษ์ปรากฏออกมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงต้องตรวจสอบว่ามีการปล่อยปละละเลยเรื่องนี้หรือไม่ ตั้งแต่เมื่อใด หมดแล้วมูลค่าความเสียหายต่อเงินแผ่นดินมีจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด และจะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไปทั้งในทางแพ่งและทางอาญา&amp;quot; นายเรืองไกรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17996</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญชัย อิสระเสนารักษ์, ปรีดา ลิ้มนนทกุล, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba25ff4627fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉสมาคมคนพิการอมเงิน ร้องกสม.สอบ-ฟันจนท.รัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการร้อง กสม.สอบสมาคม-มูลนิธิช่วยเหลือผู้พิการ อมเงินสวัสดิการจ้างงาน-ฝึกอบรม แฉ 5 พันคนไม่รู้สิทธิ์ได้รับ 9,500 ต่อเดือน จึงโดนหักหัวคิวเหลือ 500-3,000 บาท เบิกค่าวิทยากร 3 แสน จ่ายจริง 3 หมื่น ทำรัฐเสียหายกว่า 1,500 ล้านบาท จี้สอบ จนท.รัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โอดถูกขู่คุกคาม คนพิการที่ร่วมสู้โดนอุ้มให้เซ็นยินยอมไม่ดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) วันที่ 17 กันยายน นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ เข้ายื่นหนังสือต่อนายอัญญะรัฐ เอ่งฉ้วน ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปรีดากล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ สามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระแก่สังคม จึงมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งมาตรา 33 กำหนดให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างคนพิการ 1 คน หากสถานประกอบการใดไม่สะดวกจะจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 35 กำหนดให้จ่ายเงินสมทบเพื่อเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามสัดส่วนที่ต้องจ้างจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบพบว่าคนพิการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นไปตามมาตรา 33 ระบุตัวเลขคนพิการถูกจ้างงานจำนวน 25,000 คน แต่มีการทำงานจริงแค่ 20,000 คน ส่วนที่เหลืออีก 5,000 คน นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการการจ้างงานเดือนละ 9,500 บาท จึงถูกสมาคมคนพิการและมูลนิธิช่วยเหลือคนพิการต่างๆ หักหัวคิวโดยจ่ายให้คนพิการเพียงเดือนละ 500-3,000 บาท ทั้งนี้ประมาณการว่าความเสียหายที่เกิดจากมาตรา 33 อยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในมาตรา 35 ที่กำหนดให้สถานบริการที่ไม่ประสงค์จะจ้างงานคนพิการโดยให้จ่ายเป็นเงินค่าจ้างสมทบให้กองทุนฯ แทน เป็นช่องทางทำให้เกิดการคอร์รัปชัน 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยช่องทางนี้สมาคมและมูลนิธิต่างๆ จะเป็นผู้รวบรวมรายชื่อคนพิการจากจังหวัดต่างๆ ส่งไปยังกรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอโครงการจัดอบรมฝึกอาชีพให้คนพิการ ซึ่งช่องทางดังกล่าวเพื่อให้เกิดการทุจริตทั้งค่าจ้างวิทยากรและเงินจัดฝึกอบรม เช่น ตั้งเบิกค่าวิทยากร 300,000 บาท จ่ายจริง 30,000 บาท หรือโครงการอบรม 6 เดือน ดำเนินการจริงแค่ 3 เดือน บางจังหวัดข้าราชการขอหัวคิวคนพิการหัวละ 9,500 ต่อปี แลกกับการอนุมัติจัดฝึกอบรมทุกโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การทุจริตเงินคนพิการจากมาตรา 33 และ 35 สร้างความเสียหายถึง 1,500 ล้านบาทต่อปี คนพิการที่ผ่านการฝึกอบรมอาชีพต้องได้รับเงิน 109,500 บาทต่อปี แต่คนพิการไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง เพราะคนพิการที่มีการศึกษาระดับ ปวช.-ปริญญาเอกมีไม่ถึง 30,000 คน การทุจริตดังกล่าวจึงมีความเสียหายมากกว่าการโกงเงินคนจน เพราะตัวเลขคนพิการทั่วประเทศมากกว่า 1.7 ล้านคน เงินกองทุนส่งเสริมคนพิการจึงมีมากถึง 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ผ่านมาผมพยายามจะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจนถูกข่มขู่คุกคามหลายรูปแบบ คนพิการที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมาก็ถูกอุ้มขึ้นรถตู้ไปเจรจาให้รับเงิน &amp;nbsp;20,000 แลกกับการเซ็นยินยอมไม่ดำเนินคดี จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสนับสนุนหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&amp;quot; นายปรีดากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17822</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดา ลิ้มนนทกุล, มูลนิธิช่วยเหลือผู้พิการ, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9fb532dc86b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
