<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2021 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 17:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอย 80 ปีหนังไทย ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ที่ตำบลป่าแดง  จ.แพร่ (2)                       ‘ปัญหาที่ดินบ้านสันกลางและหลักฐานจากพระเจ้าช้างเผือก’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ ผู้สร้าง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; (ยืนกลาง) ถ่ายทำฉากสงครามที่ตำบลป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ ในปี 2483 (ภาพจากหอภาพยนตร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; เพื่อสื่อสารแนวทางสันติภาพในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังคุกรุ่นที่สร้างโดยปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์&amp;nbsp; รัฐบุรุษอาวุโส&amp;nbsp; ถ่ายทำฉากสงครามที่ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่ ในปี 2483 นั้น&amp;nbsp; เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ชาวบ้านสันกลางยืนยันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาอยู่อาศัย&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ทำประโยชน์มาก่อนที่ทางราชการจะประกาศให้เป็นที่ดินราชพัสดุทับที่อยู่อาศัยและทำกินของพวกเขา&amp;nbsp; !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้เวลาผ่านไป 80 ปีแล้ว&amp;nbsp; ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกยังเป็นอมตะ&amp;nbsp; ยังมีผู้ชมติดตามดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในYoutube หลายหมื่นครั้ง&amp;nbsp; ขณะเดียวกันสงครามชีวิตของชาวบ้านสันกลางก็ยังไม่จบ&amp;nbsp; พวกเขายังต่อสู้กับปัญหาเรื่องที่ดินราชพัสดุทับที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างไม่ลดละ.....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปากคำของพ่อเฒ่า : ตระกูลผู้ดูแลพระธาตุช่อแฮ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านสันกลาง หมู่ที่ 9&amp;nbsp; ต.ป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่&amp;nbsp; อยู่ไม่ไกลจากพระธาตุช่อแฮ ปูชนียสถานที่สำคัญของคนแพร่ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกนั้น&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินมานาน&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันก็ยังแก้ไขไม่ได้&amp;nbsp; โดยชาวบ้านมีหลักฐานยืนยันว่าอยู่อาศัยกันมาช้านานแต่ครั้งบรรพบุรุษ ขณะที่ทางราชการบอกว่าที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยนั้นเป็นที่ดินที่ทางทหารเตรียมจะใช้ประโยชน์&amp;nbsp; ปัจจุบันเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; ดูแลโดยกรมธนารักษ์&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่เคยมีเอกสารครอบครองที่ดิน ส.ค.1 และ นส 3 ก.มาก่อนไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน&amp;nbsp; ต้องเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา &amp;nbsp;คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง บอกว่า บ้านสันกลางมีประชากรประมาณ 400 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ทำสวนกาแฟ สวนเมี่ยง&amp;nbsp; ทำนา ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ &amp;nbsp;ข้าราชการ&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป &amp;nbsp;อยู่อาศัยต่อเนื่องกันมานานนับร้อยปี&amp;nbsp; โดยมีหลักฐานต่างๆ เช่น&amp;nbsp; เป็นชุมชนที่บรรพบุรุษมีหน้าที่ดูแลพระธาตุช่อแฮต่อเนื่องยาวนานหลายร้อยปี&amp;nbsp; เมื่อมีการใช้นามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6&amp;nbsp; (พ.ร.บ.ขนานนามสกุล พ.ศ. 2455) จึงมีชาวบ้านสันกลางตั้งนามสกุลเพื่อบอกรากเหง้าของตัวเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นามสกุล &amp;lsquo;กาธาตุ&amp;rsquo; &amp;nbsp;มีความหมายถึง &amp;lsquo;ตราประทับ (พระธาตุ)&amp;rsquo;&amp;nbsp; หรือเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลพระธาตุสืบต่อกันมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงปี 2551 &amp;nbsp;แกนนำในตำบลป่าแดงได้ทำการสำรวจข้อมูลชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ได้สัมภาษณ์ &amp;lsquo;พ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ได้ข้อมูลว่า&amp;nbsp; ตอนนั้นพ่อสายมีอายุ 84 ปี&amp;nbsp; เกิดในปี 2467 สมัยรัชกาลที่ 6&amp;nbsp; ต้นตระกูลของพ่อสายเป็นผู้ดูแลพระธาตุช่อแฮสืบต่อกันมาช้านาน เมื่อทางราชการให้ประชาชนใช้นามสกุล&amp;nbsp; ครอบครัวของแกจึงตั้งนามสกุลตามนั้น&amp;nbsp; ตอนนี้พ่อสายเสียชีวิตไปแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังมีลูกหลานใช้นามสกุลนี้อยู่&amp;rdquo; &amp;nbsp;พิสิษฐ์บอกถึงรากเหง้าของคนในตำบล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อสาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; กาธาตุ &amp;nbsp;เป็นบุตรชายของผู้ดูแลพระธาตุช่อแฮในอดีต &amp;nbsp;(ปัจจุบันพ่อสายเสียชีวิตแล้ว)&amp;nbsp; จากข้อมูลที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลางบันทึกเอาไว้ในปี 2551&amp;nbsp; พ่อสายบอกว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านสันกลางแห่งนี้ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 &amp;nbsp;เป็นคอกวัว&amp;nbsp; คอกควาย&amp;nbsp; ที่ทำสวน &amp;nbsp;ทำนาของชาวบ้านใน (เมื่อก่อนชื่อ &amp;lsquo;บ้านใน&amp;rsquo; ก่อนแยกมาเป็นบ้านสันกลาง) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ส่วนใหญ่ด้านทิศตะวันออกเป็นป่าแพะที่มีต้นไม้สูงใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่ทำกินเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกถั่วลิสง&amp;nbsp; ถั่วเขียว &amp;nbsp;ข้าวไร่&amp;nbsp; และข้าวนาปีมาตั้งแต่สมัยบูรณะพระธาตุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ชาวบ้านช่วยกันทำฝายกั้นลำน้ำแม่สาย&amp;nbsp; เพื่อผันน้ำเข้านาและแปลงเกษตรกรรมของตน&amp;nbsp; ในสมัยนั้นไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ&amp;nbsp; บอกด้วยว่า&amp;nbsp; ต้นมะขามยักษ์ที่อยู่ในหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พร. 19&amp;nbsp; (ช่อแฮ)&amp;nbsp; เป็นต้นไม้ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาแต่อดีต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มะขามต้นนี้ชาวบ้านเก็บฝักแบ่งปันกันทั่วหมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความใหญ่ขนาด&amp;nbsp; 3 คนโอบทีเดียว&amp;nbsp; มะขามต้นนี้ถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านได้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนที่ทางราชการจะประกาศเป็นเขตป่าและที่ดินราชพัสดุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พ่อสายกับต้นมะขามยักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมปทานป่าไม้และการถ่ายหนัง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในประเทศไทยเริ่มปี 2484-2488 ) รัฐบาลในขณะนั้นเปิดสัมปทานทำไม้สักในจังหวัดแพร่&amp;nbsp; บริษัทอีสต์เอเซียติค&amp;nbsp; จากประเทศเดนมาร์กได้สัมปทานบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มน้ำแม่ก๋อนและแม่สาย &amp;nbsp;ตำบลป่าแดง (บ้านสันกลางตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ) โดยใช้วิธีการตัดไม้สักในป่า&amp;nbsp; แล้วใช้ช้างชักลากไม้ซุงออกมากองรวมกันที่ปางไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้พระธาตุช่อแฮ (ปัจจุบันคือที่ทำการเทศบาลตำบลช่อแฮ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;บริษัทอีสต์เอเซียติค&amp;nbsp; ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาสัมปทานป่าไม้ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจะใช้รถรางลากซุงไปลงแม่น้ำยมที่ไหลผ่านเมืองแพร่ (ห่างจากปางไม้ประมาณ 10 กิโลเมตร) แล้วล่องซุงไปตามแม่น้ำยมจนถึงปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นชุมทางค้าไม้&amp;nbsp; ไม้ซุงที่ส่งออกไปต่างประเทศจะล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; และนำซุงขึ้นที่โกดัง-โรงเลื่อยของบริษัทอีสต์เอเซียติคริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำไม้สักในลุ่มน้ำแม่ก๋อน-แม่สายนี้&amp;nbsp; บริษัทอีสต์เอเซียติคได้ว่าจ้างให้พ่อเลี้ยงเมืองแพร่ชื่อ &amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;เจ้าวงศ์&amp;nbsp; แสนศิริพันธุ์&amp;rsquo; ที่มีช้างประมาณ 200 เชือกนำช้างมาลากซุง&amp;nbsp; ช้างจำนวนมากของเจ้าโว้ง&amp;nbsp; หลังเสร็จภารกิจลากไม้ทุกวัน&amp;nbsp; ควาญช้างจะพามารวมกันที่ฝายของชาวบ้านเพื่อผักผ่อน&amp;nbsp; กินน้ำ&amp;nbsp; และอาบน้ำ&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านเรียกฝายแห่งนี้ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฝายท่าช้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;การล่องไม้ซุงในแม่น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าโว้ง มีเชื้อสายเป็นทายาทของเจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่&amp;nbsp; เรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เคยทำงานกับบริษัทอีสต์เอเซียติคที่ได้รับสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือ ก่อนจะลาออกมาทำไม้สักเอง มีช้างมากมาย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 &amp;nbsp;มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2476&amp;nbsp; เจ้าโว้งลงสมัครรับเลือกตั้ง&amp;nbsp; และได้เป็น ส.ส.คนแรกของจังหวัดแพร่&amp;nbsp; มีความสนิทสนมรู้จักกับปรีดี พนมยงค์มาก่อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปรีดีสร้างหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกในปี 2483 &amp;nbsp;เจ้าโว้งได้นำช้างและควาญช้างเข้าร่วมแสดงด้วย&amp;nbsp; และได้รับเกียรติให้ขึ้นไตเติลร่วมกับทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็น &amp;lsquo;Master of The Elephants&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผู้กำกับโขลงช้าง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่องรอยประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระธาตุช่อแฮ เดิมขึ้นกับตำบลป่าแดง&amp;nbsp; ต่อมาในปี 2510 จึงจัดตั้งเป็นสุขาภิบาลช่อแฮ&amp;nbsp; และในปี 2542 ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลช่อแฮ พระราชพงศาวดารว่าด้วยกรุงสุโขทัย หอสมุดแห่งชาติ กล่าวถึงประวัติของพระธาตุช่อแฮว่า สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1879-1881 ในสมัยที่พระมหาธรรมราชา (ลิไท) ยังเป็นพระมหาอุปราช&amp;nbsp; ครองเมืองศรีสัชนาลัย &amp;nbsp;พระองค์โปรดให้สร้างสถานที่สำคัญทางศาสนาตามที่ปรากฏในพุทธประวัติในที่ต่าง ๆ รวมทั้งพระธาตุช่อแฮที่เมืองแพร่ซึ่งอยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงสุโขทัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากนับยึดตามหลักฐานดังกล่าว&amp;nbsp; พระธาตุช่อแฮจะมีอายุการสร้างจนถึงปัจจุบันประมาณ 700 ปี ซึ่งตามธรรมเนียมแต่โบราณเจ้าผู้ครองนครจะมอบหมายให้มีผู้ดูแลและทำนุบำรุงพระธาตุ อาจจะเป็นภิกษุสงฆ์ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้พระธาตุ&amp;nbsp; หรืออาจจะเกณฑ์ชาวบ้านจากถิ่นอื่นมาดูแล&amp;nbsp; โดยมอบที่ดินให้ทำนา ทำไร่&amp;nbsp; แล้วเอาผลผลิตมาถวายบำรุงพระธาตุ&amp;nbsp; ดังเช่น&amp;nbsp; ตระกูลของพ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ&amp;nbsp; ที่ดูแลพระธาตุสืบเนื่องมาหลายชั่วคน&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันผู้ดูแลพระธาตุช่อแฮ (รวมทั้งศาสนาสถานอื่นๆ ) จะเป็นคณะกรรมการที่ทางวัดหรือท้องถิ่นแต่งตั้งขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พระธาตุช่อแฮ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ปัจจุบันชาวบ้านในตำบลป่าแดง&amp;nbsp; ช่อแฮและใกล้เคียง&amp;nbsp; ยังมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุช่อแฮ เช่น &amp;lsquo;ประเพณีเลี้ยงผีเจ้าพ่อหลวง&amp;rsquo; ที่จะมาประทับทรงในวันขึ้น&amp;nbsp; 9 ค่ำ&amp;nbsp; เดือน&amp;nbsp; 4 ไทย หรือเดือน 6 ของภาคเหนือของทุกปี &amp;nbsp;หรือก่อนวันนมัสการพระธาตุช่อแฮ&amp;nbsp; เป็นงานสำคัญที่ชาวบ้านทุกครอบครัวจะต้องไปร่วมเลี้ยงผีเจ้าพ่อหลวง&amp;nbsp; โดยชาวบ้านจะช่วยกันออกเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการทำเครื่องเซ่นสังเวย&amp;nbsp; เช่น หมู 1 ตัว &amp;nbsp;&amp;nbsp;ถือเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการเลี้ยงผี &amp;lsquo;เจ้าพ่อช้างผาด่าน&amp;rsquo;&amp;nbsp; ในวันแรม 11 ค่ำ เดือน &amp;nbsp;9&amp;nbsp; ของภาคเหนือของทุกปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว&amp;nbsp; จึงเป็นสิ่งบ่งบอกและยืนยันได้ว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านบ้านสันกลาง&amp;nbsp; ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; รวมทั้งในเขตเทศบาลตำบลช่อแฮอยู่อาศัยและทำกินกันมาช้านาน&amp;nbsp; แต่ปรากฏว่าที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านมีความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงื่อนงำของปัญหาที่ดินและหลักฐานจาก &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากข้อมูลจากปากคำของ พ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ&amp;nbsp; ที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลางได้บันทึกข้อมูลไปแล้วนั้น&amp;nbsp; ยังมีข้อมูลปัญหาที่ดินจาก &amp;lsquo;แม่ปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาศ&amp;rsquo; ที่คณะกรรมการได้พูดคุยและบันทึกเอาไว้ในปี 2551 ตอนนั้นแม่ปิ๋วอายุ&amp;nbsp; 86 ปี&amp;nbsp; (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่ปิ๋ว บอกในบันทึกว่า &amp;nbsp;ชาวบ้านสันกลางอยู่อย่างสงบและสะดวกสบายไม่ขาดแคลน&amp;nbsp; เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อทางการมาบอกว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; ชาวบ้านรู้สึกดีใจที่จะได้เป็นเจ้าของที่ดินอย่างชอบธรรม&amp;nbsp; แต่ไม่เป็นเช่นนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมาณปี 2528 &amp;nbsp;มีสัสดีอำเภอเป็นทหารชื่อ.......มาหลอกชาวบ้านว่าจะออกโฉนดให้&amp;nbsp; โดยทำการเก็บ&amp;nbsp; ส.ค. 1 จากชาวบ้านไป&amp;nbsp; ชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านเห็นว่าเป็นราชการจึงยอมให้&amp;nbsp; แต่แม่ปิ๋วไม่ไว้ใจ&amp;nbsp; จึงไม่ได้ส่ง ส.ค. 1 ให้กับนายทหารผู้นั้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;แม่ปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาชาวบ้านทวงถามสัสดีรายนั้นเรื่องการออกโฉนดที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัสดีบอกว่า &amp;ldquo;ออกโฉนดไม่ได้&amp;nbsp; บริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินทหาร&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวบ้านต่างไม่พอใจจึงขอดูหลักฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งสัสดีได้นำหลักฐานมาให้ดูเป็นที่ดิน &amp;lsquo;น.ส.ล.&amp;rsquo; (หนังสือสำคัญที่หลวง) ออกเมื่อปี&amp;nbsp; 2496&amp;nbsp; ก่อนกรมที่ดินออก ส.ค. 1 ให้ชาวบ้านในปี 2498 &amp;nbsp;โดยอ้างการครอบครองมาตั้งแต่ปี&amp;nbsp; 2484&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 320 ไร่&amp;nbsp; โดยทหารจะใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา &amp;nbsp;คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตนมีหลักฐานว่าชาวบ้านสันกลางเข้าใช้ประโยชน์และทำกิน&amp;nbsp; โดยทำนามาก่อนทหารจะอ้างการครอบครอง&amp;nbsp; เพราะหากดูหลักฐานจากหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่ถ่ายทำในปี 2483 บริเวณบ้านสันกลางที่มี &amp;lsquo;ดอยช้างผาด่าน&amp;rsquo; เป็นฉากหลัง&amp;nbsp; จะเห็นตอนที่ทหารหงสาบุกเข้ามาจะโจมตีเมืองอโยธยานั้น&amp;nbsp; มีฉากเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; มองเห็นคันนาได้อย่างชัดเจน (ประมาณนาทีที่ 43-44) รวมทั้งสถานที่ที่ใช้เป็นฉากสู้รบ&amp;nbsp; ทั้งไพล่พล&amp;nbsp; ช้าง ม้านั้นเป็นที่นาปลูกข้าว&amp;nbsp; เพราะเห็นคันนาชัดเจนในหลายฉาก&amp;nbsp; แสดงว่าชาวบ้านได้เข้าครอบครอง&amp;nbsp; ทำกิน&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกข้าวมาก่อนปี 2483 แล้ว &amp;nbsp;ก่อนที่ทหารจะอ้างการครอบครองในปี 2484 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ภาพจากหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; ทหารหงสากำลังบุกเข้าเมืองอโยธยา&amp;nbsp; เห็นทุ่งนาและคันนาได้ชัดเจน&amp;nbsp; (ภาพจากหอภาพยนตร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านรู้ข่าวว่าทหารจะเอาพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่นี้เป็นที่สำหรับฝึกซ้อมรบ&amp;nbsp; เพราะต่อมาก็เคยมีทหารมาใช้เป็นที่ซ้อมยิงเป้า&amp;nbsp; โดยยิงไปทางดอยช้างผาด่าน&amp;nbsp; ผมคิดว่าที่ทหารเลือกพื้นที่นี้&amp;nbsp; เพราะพื้นที่รอบๆ บ้านสันกลางยังมีสภาพสมบูรณ์&amp;nbsp; มีทั้งพื้นที่ราบ&amp;nbsp; ป่า&amp;nbsp; เขา&amp;nbsp; มีแม่น้ำ 2 สาย&amp;nbsp; มีฝายเก็บน้ำ&amp;nbsp; และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี&amp;nbsp; เพราะมีเส้นทางไปชายแดนลาวผ่านจังหวัดน่าน&amp;nbsp; และไปทางจังหวัดอุตรดิตถ์จนถึงชายแดนลาวก็ไม่ไกลมาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;พิสิษฐ์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาทหารได้ยกเลิกไม่ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้&amp;nbsp; ที่ดินบ้านสันกลางประมาณ 320 ไร่จึงตกเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; โดยกรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; ส่วนสาเหตุที่ทหารยกเลิกการใช้ที่ดินนั้น&amp;nbsp; อาจจะเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามรอบๆ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในภาคเหนือถูกตีแตกและมอบตัวตั้งแต่ปี 2524-2525&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนลาวเริ่มเปิดประเทศ (ประมาณปี 2532) ไทยก็เริ่มค้าขายกับลาว&amp;nbsp; และมีการตัดถนนจากน่านไปชายแดนลาวที่บ้านห้วยโก๋น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในปี 2535 นายธวัช&amp;nbsp; รอดพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในขณะนั้น&amp;nbsp; มีคำสั่งเพิกถอน ส.ค.1 และ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;น.ส.3 ของชาวบ้านทั้งหมด&amp;nbsp; รวม 20 แปลง&amp;nbsp; โดยที่ชาวบ้านไม่รู้ข้อมูลมาก่อน&amp;nbsp; แม้แต่นายสถิตย์&amp;nbsp; มุ้งทอง&amp;nbsp; กำนันบลป่าแดงในสมัยนั้นก็ยังยืนยันว่าไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเลย&amp;nbsp; เพราะไม่มีการปิดประกาศที่หมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านไปคัดค้าน&amp;nbsp; แต่ทางจังหวัดอ้างว่ามีการติดประกาศแล้วที่ว่าการอำเภอเมือง&amp;nbsp; เมื่อชาวบ้านไม่คัดค้านจึงเป็นการเสียสิทธิเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณปี 2540&amp;nbsp; ธนารักษ์จังหวัดแพร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหนังสือให้ชาวบ้านทุกครอบครัวในหมู่บ้านสันกลาง ประมาณ80 ครอบครัว (ไม่รวมหมู่บ้านอื่นและตำบลใกล้เคียง) ไปทำสัญญาเช่าที่ดินที่พวกเขาอยู่อาศัยและทำกินมานานเพื่อเก็บเงินค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางการต่อสู้ของชาวบ้านสันกลาง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากชาวบ้านรู้ข่าวว่าที่ดินที่อยู่อาศัยและทำกินมาแต่เนิ่นนานเป็นที่ราชพัสดุ&amp;nbsp; และต้องไปทำสัญญาเช่าที่ดินกับธนารักษ์จังหวัดตั้งแต่ปี 2540&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านสันกลางถือว่าพวกตนอยู่อาศัยกันมานานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษจึงเพิกเฉย&amp;nbsp; และเริ่มเรียกร้องความเป็นธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่ไม่เป็นผล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงปี 2548 กรมธนารักษ์มีนโยบายจัดเก็บค่าเช่าที่ดินอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ&amp;nbsp; ชาวบ้านสันกลางก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวด้วย&amp;nbsp; จึงได้เริ่มรวมตัวกันในปีนั้น&amp;nbsp; โดยมีการแต่งตั้ง &amp;lsquo;คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง&amp;rsquo; ขึ้นมา จำนวน 9 คน&amp;nbsp; โดยมีนายคฑาวุธ&amp;nbsp;&amp;nbsp; กุนัน&amp;nbsp; กำนันตำบลป่าแดง&amp;nbsp; เป็นประธานกรรมการ&amp;nbsp; มีการร้องเรียนต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่&amp;nbsp; และชาวบ้านได้รวมตัวกันประท้วงธนารักษ์จังหวัดแพร่หลายครั้งในช่วงปี 2548-2549&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาธนารักษ์จังหวัดแพร่ได้ยื่นฟ้องต่ออัยการจังหวัด&amp;nbsp; ให้อัยการบังคับชาวบ้านสันกลางจ่ายเงินค่าเช่าที่ดินที่ค้างภายใน 15 วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;หากฝ่าฝืนจะมีการฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในขณะนั้น (กันยายน&amp;nbsp; 2549) คือนายอธิคม &amp;nbsp;สุพรรณพงศ์ &amp;nbsp;ต่อมาทา ผู้ว่าราชการจังหวัดหวัดแพร่ได้แต่งตั้งคณะทำงานพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินบ้านสันกลางหมู่ &amp;nbsp;9 ตำบลป่าแดง &amp;nbsp;โดยมีปลัดจังหวัดเป็นประธานคณะทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการมีการประชุมครั้งแรกในวันที่&amp;nbsp; 21 กันยายน&amp;nbsp; 2549 ที่ห้องประชุม&amp;nbsp; ศาลากลางจังหวัดแพร่&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมประชุม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยที่ประชุมมีมติให้มีการยุติการทำสัญญาเช่าที่ดินและชำระค่าเช่าที่ดินทั้งหมดไว้ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้โอกาสชาวบ้านรวบรวมหลักฐานไปฟ้องศาลเอาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติที่ประชุมทำเอาชาวบ้านมืด 8 ด้าน&amp;nbsp; เพราะหลักฐานการครอบครองที่ดิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส.ค.1 และ น.ส.3 ถูกเจ้าหน้าที่เก็บไปทำลายตั้งแต่ราวปี 2528 โดยอ้างว่าจะเอาไปออกโฉนด ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลางได้รวบรวมหลักฐานที่จะพอมี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บันทึกข้อมูลการเข้าอยู่อาศัยและทำกินจากคนเฒ่าคนแก่ในปี 2551&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พ่อสาย&amp;nbsp; กาธาตุ, แม่ปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&amp;nbsp; ต้นมะขามยักษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; การไหว้ &amp;lsquo;ผีหลวง&amp;rsquo;, &amp;lsquo;เจ้าพ่อช้างผาด่าน&amp;rsquo;&amp;nbsp; การสำรวจรังวัดที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ป่าชุมชน&amp;nbsp; ฝายท่าช้าง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันสิทธิของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวบ้านสำรวจที่ดินที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจข้อมูลที่ดินพบว่า&amp;nbsp; บ้านสันกลางมีจำนวนครอบครัวทั้งหมด 211 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีที่ดินรวมกัน 265&amp;nbsp; แปลง&amp;nbsp; เนื้อที่รวมกัน 219 ไร่เศษ (เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ไร่)&amp;nbsp; ที่ดินใช้ประโยชน์ร่วมกัน 3 แปลง&amp;nbsp; เนื้อที่ 15 ไร่เศษ&amp;nbsp; ป่าชุมชน 1 แห่ง&amp;nbsp; เนื้อที่ 1,867 ไร่เศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้แนวทางโฉนดชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา &amp;nbsp;คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; แกนนำชาวบ้านสันกลางได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาร่วมกับพี่น้องเครือข่ายต่างๆ ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) และร่วมผลักดันเรื่อง &amp;lsquo;พ.ร.บ.โฉนดชุมชน&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พิสิษฐ์ ตาจา ชี้ให้เห็นฝายท่าช้างซึ่งในอดีตควาญช้างจะพาช้างมาอาบน้ำและพักผ่อนที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะใช้แนวทางโฉนดชุมชนในการแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; โดยมีหลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ ชุมชนเป็นเจ้าของที่ดินและบริหารจัดการร่วมกัน&amp;nbsp; เป็นการรับรองสิทธิของชุมชมชน&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนมีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ลดความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการขายสิทธิ์ให้นายทุนหรือบุคคลภายนอก&amp;nbsp; เป็นการรักษาผืนดินให้ลูกหลาน&amp;nbsp; สืบทอดมรดกของบรรพบุรุษ&amp;nbsp; มีการดูแลสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกไม้ยืนต้นในแปลงที่ดิน&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ขณะนี้ พ.ร.บ.โฉนดชุมชนยังอยู่ในระหว่างการร่าง&amp;nbsp; ดังนั้นชาวบ้านสันกลางจึงต้องยอมดำเนินการตามแนวทางของกรมธนารักษ์ก่อน&amp;nbsp; โดยการเช่าที่ดินอย่างถูกต้องในอัตราผ่อนปรน&amp;nbsp; (ที่อยู่อาศัยตารางวาละ 25 สตางค์ต่อเดือน&amp;nbsp; ที่ดินเกษตรกรรมไร่ละ 200 บาทต่อปี) โดยกรมธนารักษ์จะมารังวัดที่ดินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้าน 80 ครอบครัวจะรวมตัวกันขอเช่าที่ดินในนาม &amp;lsquo;กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโฉนดชุมชนบ้านสันกลาง&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต่อไปหากมี พ.ร.บ.เกี่ยวกับโฉนดชุมชนออกมาใช้&amp;nbsp; ชาวบ้านสันกลางก็พร้อมที่จะใช้ พ.ร.บ.นี้เพื่อรักษาสิทธิของชุมชน&amp;nbsp; คือต่อสู้เพื่อรักษาผืนดินที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษให้ครอบครัวและลูกหลานได้อยู่อาศัยต่อไปอย่างมั่นคง&amp;nbsp; โดยเรามีหลักฐานการอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; รวมทั้งหลักฐานจากหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;พิสิษฐ์บอกทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ฉากหนึ่งของหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก (ภาพจากหอภาพยนตร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...บัดนี้เวลาผ่านไป 80 ปีแล้ว&amp;nbsp; ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกยังเป็นอมตะ&amp;nbsp; ยังมีผู้ชมติดตามดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในYoutube หลายหมื่นครั้ง&amp;nbsp; ขณะเดียวกันสงครามชีวิตของชาวบ้านสันกลางก็ยังไม่จบ&amp;nbsp; พวกเขายังต่อสู้กับปัญหาเรื่องที่ดินราชพัสดุทับที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างไม่ลดละ.....&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101416</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดี  พนมยงค์, ‘พระเจ้าช้างเผือก’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d3a92a9a91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;งัดที่มาหลักการ&#039;The king can do no wrong&#039;สอนอาจารย์ส้มเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มี.ค.64 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
&amp;quot;The king can do nothing&amp;quot; มาๆๆ จากไหน?
ผมมีคำตอบ!
............................................................................
&amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo;
พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ หรือ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้&amp;rdquo;
สาเหตุที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจอยู่จริง ไม่มีพระราชอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เช่นการออกกฎหมายหรือแต่งตั้งรัฐบาล ข้าราชการ ฯ ล้วนต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
หรืออธิบายด้วยภาษาชาวบ้านได้ว่า ความจริงผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คือผู้ที่มีอำนาจตัวจริง
เช่นกฎหมายที่พระราชบัญญัติที่ผ่านสภา ประธานรัฐสภาก็เป็นรับสนองพระบรมราชโองการ
กฎหมายที่พระราชกำหนดที่ผ่านคณะรัฐมนตรี ก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นรับสนองพระบรมราชโองการ
ซึ่งโองการที่ว่า มิได้ออกมาจากพระราชประสงค์ส่วนพระองค์ แต่มาจากสมาชิกรัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย
แต่ด้วยความที่ประเทศมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข เราจึงถวายพระเกียรติว่าเป็นพระราชโองการ และมีข้าราชการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
............................................................................
&amp;ldquo;The King Can Do No Wrong&amp;rdquo; นี่เองที่เป็นที่มาของกฎหมายมาตรา 6&amp;nbsp; ด้วยเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ จึงมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองกษัตริย์ ห้ามมิให้บุคคลฟ้องพระมหากษัตริย์ได้
นอกจากนี้ยังเป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อกำกับควบคุมพระราชอำนาจอีกด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะล้ม กฎหมายมาตรา 6&amp;nbsp; เพราะหวังจะหาเรื่องฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ อาจไม่รู้ว่า กำลังจะยกเลิกกฎหมายกำกับควบคุมพระราชอำนาจอีกด้วย
............................................................................
หลักการ The King Can Do No Wrong&amp;nbsp; มิใช่ของใหม่ที่เพิ่งปรากฏในยุคปัจจุบัน แต่มีมาตั้งแต่สามวันหลังจากอภิวัฒน์สยามแล้ว และคณะราษฎร์ผู้ตรากฎหมายนี้ก็มิได้คิดขึ้นมาเอง แต่เลียนแบบมาจากประเทศอังกฤษ ต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อาจารย์ปรีดีได้เคยอธิบายหลักการ &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; เอาไว้ในหนังสือ คำอธิบายกฎหมายปกครอง ตั้งแต่สมัยที่อาจารย์ยังเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนกฎหมายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
............................................................................
***โดยอาจารย์ปรีดีได้อธิบายไว้ว่า &amp;ldquo;&amp;lsquo;The king can do no wrong&amp;rsquo; นี้ใช้กับระบอบที่พระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการบริหารแผ่นดินนอกจากอำนาจในทางพิธีการและลงพระนามและยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง แต่ตกอยู่ที่คณะเสนาบดี
............................................................................
ดังเช่นระบบการปกครองของประเทศอังกฤษที่มีสุภาษิต &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; ว่าเพราะเหตุที่กษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้นี่เอง กษัตริย์จึงไม่อาจทำผิด&amp;rdquo;
จึงเป็นเหตุผลให้เกิดการออกกฎหมายมาตรา 6 ที่บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้&amp;rdquo;
...........................................................................
และด้วยหลักการที่อาจารย์ปรีดีได้ให้ไว้ว่า &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; ว่าเป็นเพราะเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้นี่เอง
ที่อาจารย์นักสำเร็จความใคร่ทางวิชาการ บิดเบือนคำอธิบายของอาจารย์ปรีดี เอาไปสอนกฎหมายผิดๆ ให้กับลูกศิษย์และคนไทย เอามาแปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษว่า
&amp;quot;The king can do nothing&amp;quot; หรือ &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้ หรือ กษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรเลย&amp;quot;
แล้วสาวกที่มีการศึกษาแต่ไม่มีสติ ก็แห่ตามกันไป เอาไปพูดทุกทีทุกเวลาว่า &amp;quot;The king can do nothing&amp;quot;
ซึ่งประโยคคำพูดนี้ และหลักการนี้ไม่เคยมีปรากฎที่ใดในโลกเลยนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
อาจารย์ส้มเน่าได้สำเร็จความใคร่ทางวิชาการแล้วส่งต่อให้สาวกได้สำเร็จความใคร่ทางวิชาการต่อๆ กันไปอย่างเมาส์และภาคภูมิใจ
............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95059</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, นายอัษฎางค์ ยมนาค, ปรีดี พนมยงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c4ac4d2c0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อานนท์&#039; เพ้อคิดถึงสมัยเรียนทิ้งค่านิยมโรแมนติกจากธรรมศาสตร์ หันไปเรียนกฎหมายที่รามคำแหง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.64 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;อานนท์ นำภา&amp;quot; ทนายความสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ข้อความฝากวันที่ 23 ก.พ. 64 คิดถึงสมัยเรียนปี 1 ที่ธรรมศาสตร์รังสิต ที่นั่นเหมือนปริญญาใบแรกที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มอบให้ผมกับมือ เวลาแค่ 3 เดือนที่นั่นทำให้ผมมีมิตรสหายที่สำคัญกับชีวิตผมหลายคน การตัดสินใจลาออกจากคณะสังคมศาสตร์ มาเรียนนิติศาสตร์ ที่รามคำแหง เป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งในช่วงนั้น มันคือการทิ้งค่านิยมที่โรแมนติกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาพจำเรื่องการต่อสู้ของมหาวิทยาลัยไปอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การได้เป็นรุ่นน้องหรือสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็น่าจะเป็นเหมือนสินค้าที่ถูกติดฉลากให้ดูมีคุณค่ามากขึ้น แต่คุณค่าที่ว่ามา ก็อาจเป็นเรื่องจอมปลอม ถ้าเราไม่ได้ออกมาเรียนในสิ่งที่เรารักและสามารถใช้มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง คืนก่อนจะยื่นใบลาออก อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ บอกกับผมว่า &amp;ldquo;เธอจบการศึกษาจากที่นี่แล้ว จงออกไปทำหน้าที่ลูกที่ดีของประชาชน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นผมจึงไปเรียนกฎหมายที่รามคำแหงจบปริญญาตรีจากที่นั่น ผมใช้เวลาเรียนที่รามคำแหง 3 ปี พอเรียนจบก็เป็นทนายความ ว่าความต่อให้กับชาวบ้านในคดีสิทธิมาโดยตลอด ชนะคดีบ้างแพ้คดีบ้าง สิ่งที่ยืนยันกับผมว่าผมตัดสินใจถูกต้องที่ออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเรียนกฎหมายที่รามคำแหงคือการได้ใช้ความรู้ รับใช้สังคมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราทุกคนมีความฝัน ฝันครึ่งหนึ่งของผม ทำสำเร็จแล้ว ฝันอีกครึ่งผมทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนจำนวนมากมาร่วมทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ นั่นคือทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ความฝันนั้นยังอยู่และผมกำลังทำมันอย่างเต็มที่ &amp;ldquo;จนกว่าจะพบกันอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดี พนมยงค์, มาตรา112, ม็อบราษฎร, อานนท์ นำภา, เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_6033ae91adaa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบท้าทายสถาบัน ปักหมุดคณะราษฎรที่2/ชงเลิกใช้&#039;ธนาคารไทยพาณิชย์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม็อบท้าทายสถาบัน แกนนำเปลี่ยนแผนไม่บุกทำเนียบฯ อ้างไม่อยากปะทะ แต่ยื่นหนังสือผ่านประธานองคมนตรี ผบช.น.รับแทน ยังเหิมเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ &amp;nbsp;พร้อมประกาศแนวทางต่อสู้อีก 8 ข้อ พิลึก! ทำพิธีกรรมไสยศาสตร์เชิญดวงวิญญาณแกนนำคณะราษฎร-เทพยดาเป็นสักขีพยานปักหมุด &amp;quot;คณะราษฎร&amp;rdquo; หมุดที่ 2 กลางสนามลวง &amp;quot;เพนกวิน&amp;quot; ฟุ้งประสบความสำเร็จมหาศาล นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคนที่ช่วยกันทำให้สถานการณ์เรียบร้อย &amp;quot;จตุพร&amp;quot; สอนรุ่นน้อง นปช.คนมามากกว่านี้หลายเท่า ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นักวิชาการเย้ยปัดหมุดฝาถังเกรอะโถส้วมวันอัปมงคล จะย้อนกลับมาแก่ผู้กระทำพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม &amp;nbsp; บริเวณท้องสนามหลวง ได้ยุติลงแล้วเมื่อช่วงสายของวันที่ 20 กันยายน หลังปักหลักชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะนัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ที่รัฐสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยบรรยากาศช่วงเช้า เวลา 06.00 น. ที่ท้องสนามหลวง ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมได้เริ่มทำกิจกรรมวันที่สอง และมีการแจกจ่ายหนังสือ &amp;quot;ปกแดง&amp;quot; ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ นอกจากนั้นบริเวณด้านหน้าเวทีมีการขุดพื้นปูนซีเมนต์เพื่อเตรียมปักหมุดทองเหลือง 11.6 นิ้ว และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนั้นได้มีการนำเหรียญที่ระลึกจำลองหมุดคณะราษฎรเป็นรูปชูสามนิ้วมาจำหน่าย โดยให้ผู้ประสงค์จะซื้อเหรียญดังกล่าวสามารถจ่ายเงินเท่าใดก็ได้ โดยเหรียญดังกล่าวจารึกอักษรว่า &amp;ldquo;ที่นี่ ผองราษฎรได้แสดงเจตนารมณ์ ประเทศนี้เป็นของราษฎร &amp;nbsp;ไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 06.27 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำผู้ชุมนุม ได้กล่าวถึงคุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หัวหอกหลักในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายครอง จันดาวงศ์ นายจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อน นศ. วันที่ 6 ตุลา วีรชน 35 ฯลฯ ถ้าท่านเกิดเป็นเทวดา จงเหาะเหินมา ณ ที่นี้ &amp;nbsp; ตัวท่านตาย แต่ความคิดไม่สูญหาย ขอเชิญวิญญาณของวีรชนที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม เป็นสักขีพยานกับคณะราษฎรที่ยังไม่มีวันตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขออัญเชิญพระไพรีพินาศ ร.4 จัดทำขึ้น ผู้ที่ทำร้ายต่อแผ่นดินจะต้องพินาศ และขอความศักดิ์สิทธิ์ของหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ขอให้คุ้มครองชาติ ซึ่งไม่ใช่ของใครคนใด ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตในหมุดคณะราษฎรนี้ด้วยเทอญ พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมชู 3 นิ้ว 6 วินาที เพื่อระลึกถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในเวลา 06.39 น. จึงได้ทำพิธีปักหมุดและยึดหมุดตอกลงบนพื้นด้านหน้าเวที ซึ่งด้านหลังเวทีเป็นตำแหน่งของต้นมะขามในตำแหน่งที่มีการแขวนคอ นศ. เมื่อเหตุการณ์ 6 ต.ค.19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังโดยรอบ ไม่อนุญาตให้รถทุกชนิดเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนก็ห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมทั้งได้มีการนำแท่งแบริเออร์ขนาดใหญ่และรั้วลวดหนามมาปิดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมข้ามมายังทำเนียบรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลได้เรียกแถวเตรียมความพร้อมหลังจากที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่า เวลา 08.00 น. จะนำมวลชนเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 08.00 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ พร้อมด้วย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง, นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมแกนนำคนอื่นๆ นำมวลชนยืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกับชู 3 นิ้วบริเวณด้านหน้าเวที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายพริษฐ์ได้ประกาศบนเวทีถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์ใหญ่ที่สุดว่า ยุทธศาสตร์ขับไล่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพวกพ้อง เราประกาศว่าจะไปไล่พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบฯ แต่เมื่อคืนตนคิดกับเพื่อนๆ เราจะไม่ไปทำเนียบฯ แต่จะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือ ทั้งข้อเรียกร้อง 3 ข้อ รวมถึงปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พาพี่น้องมาลั่นกลองรบและรักษาสัญญาว่าทุกคนต้องกลับบ้านปลอดภัย ดังนั้นเราจะไม่เข้าปะทะ พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนมือเปล่า แต่มีหัวใจและอุดมการณ์เอาชนะ และต่อสู้ด้วยความคิดขั้นต้น เราชนะไปหลายคืบแล้ว
ยื่นหนังสือปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้น เวลา 08.15 น. นายพริษฐ์พร้อมแกนนำขึ้นรถประกาศพามวลชนเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงด้วยการลั่นกลองสะบัดชัยบนเวที โดยแกนนำใช้เส้นทางออกจากสนามหลวงฝั่งศาลฎีกา เพื่อไปยื่นหนังสือถึงองคมนตรี ขณะที่กลุ่มมวลชนต่างพากันเก็บของและตั้งขบวนเดินตามรถแกนนำอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการตั้งแถวสองแถวพร้อมแผงเหล็กเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนผ่านบริเวณหน้าศาลฎีกา รวมถึงมีการนำรถเมล์จำนวนหนึ่งมาปิดกั้นขวางทางไว้อย่างเข้มงวด โดยแกนนำมอบหมายให้ น.ส.ปนัสยา เป็นตัวแทนไปยื่นหนังสือและพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ตำรวจควบคุมฝูงชนต้องบล็อกพื้นที่บริเวณด้านหน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน มี พล.ต.ต.เมธี รักพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) ควบคุมกำลังตำรวจ และสั่งเสริมกำลังประจันหน้ากับผู้ชุมนุม จากนั้น น.ส.ปนัสยาได้เข้าไปเจรจากับตำรวจเพื่อเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินไปวัดพระแก้ว ซึ่ง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มาเป็นตัวแทนเจรจากับ น.ส.ปนัสยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ว่าที่ ผบ. ตร. มาดูแล สถานการณ์ด้วยตัวเอง ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมติดตามการชุมนุมและเคลื่อนขบวนออกจาก ท้องสนามหลวงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นเวลา 08.45 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดทางให้ น.ส.ปนัสยา และแกนนำอีก 1 ราย เดินเท้าเข้าไปในหลังแนวกั้น โดยมี ผบช.น. ร่วมด้วย กระทั่งเวลา 08.58 น. พล.ต.ท.ภัคพงศ์เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือจาก น.ส.ปนัสยา โดย น.ส.ปนัสยาได้ขอคำสัญญากับ ผบช.น. ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว พร้อมอ่านข้อเรียกร้องบางส่วน โดย ผบช.น.ได้กล่าวว่าจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากยื่นหนังสือแล้ว น.ส.ปนัสยาให้สัมภาษณ์ว่า เข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดจริงๆ เพราะเราไม่อยากให้เกิดการปะทะ ไม่อยากให้ใครเจ็บ ต้องดูว่า ผบช.น.จะดำเนินการให้หรือไม่ หากไม่ดำเนินการคราวหน้าก็เจอกัน ยอมรับว่าทำได้แค่นี้ จะติดตามว่าเป็นอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้นแกนนำได้เดินเข้าไปยังเวทีกลาง โดยเวลา 09.15 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ประกาศแนวทางการต่อสู้หลังจากนี้ 8 ข้อว่า 1.ได้ยินเพลงชาติที่ไหนให้ชูสามนิ้ว 2.ได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไม่ต้องยืนขึ้น แต่ให้ชูสามนิ้วขึ้นด้วย 3.ให้ผูกโบขาวไว้หน้ารถเพื่อให้รู้ว่ารักประชาธิปไตย 4.เขียนแผ่นป้ายประจานเผด็จการตามที่ชุมชนต่างๆ 5.ถ้าเจอขบวนรถของกลุ่มคนอภิสิทธิ์รวมไปถึงขบวนเสด็จให้บีบแตรใส่ 6.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปจังหวัดไหนขอให้ขึ้นป้ายคนจังหวัดนั้นไม่ต้อนรับเผด็จการ 7.นัดหยุดงานประท้วงรัฐบาล เริ่มต้นจากลาพักร้อนวันที่ 14 ตุลา พร้อมกันทั่วประเทศ และ 8.ทุบหม้อข้าวเผด็จการเลิกใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 24 ก.ย. ใครที่มีเวลาขอให้ไปที่รัฐสภา ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไปดูว่าจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น เวลา 09.30 น. นายพริษฐ์กล่าวขอบคุณผู้ชุมนุมที่มาร่วมชุมนุม ขอให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ และจะไม่หยุดจนกว่าอำนาจมืดจะหมดไป ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ
&amp;quot;เพนกวิน&amp;quot;ฟุ้งประสบความสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมออกจดหมายเปิดผนึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและกลุ่มเครือข่ายผลประโยชน์ที่ถูกแต่งตั้งมา โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจของระบบเผด็จการลาออกทั้งหมด 2.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องร่างใหม่ได้ทุกหมวด ทุกมาตรา โดยเฉพาะหมวดพระมหากษัตริย์ 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามแนวทางที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เรียกร้อง 10 ข้อ ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีข้อใดมีเนื้อหาล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไม่ หากแต่เป็นไปเพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายพริษฐ์กล่าวภายหลังยุติการชุมนุมว่า การชุมนุมที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจากการต่อสู้อันยาวนานของเราคือ 1.เราได้ทวงคืนจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ทำเพื่อประชาชนและ ประชาธิปไตย นักศึกษาและประชาชนได้ร่วมกันทวงคืนจากอธิการที่รับใช้เผด็จการ 2.เราได้ยึดคืนสนามหลวงวันนี้เรามาคืนความเป็นชีวิตให้กับสนามหลวง และเราได้ปักหมุดเพื่อให้สนามหลวงเป็นสนามราษฎรโดยสมบูรณ์ หากมีใครมารื้อหมุดเราก็ปักใหม่ได้ อีกทั้งการรื้อหมุดก็เหมือนการเหยียบหน้าประชาชน หากใครรื้อขอให้พบเจอแต่สิ่งอัปมงคล 3.เราส่งตัวแทนของเรายื่นหนังสือถึงพระมหากษัตริย์โดยตรง จ่าหน้าซองถึงพระมหากษัตริย์เป็นตัวอย่างให้ทุกกลุ่มทุกองค์กรว่า ต่อไปนี้ราษฎรอย่างพวกเรา สามารถสื่อสารไปยังพระมหากษัตริย์ได้เหมือนกัน และ 4.เราพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด แม้กระทั่งโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลเรื่องหมายจับและคดีความหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า &amp;ldquo;ผมไม่รู้ ผมไม่สนใจ เพราะหมายจับนี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ตั้งแต่แรก ถูกจับทุกหมายที่ผมโดน เป็นประจักษ์พยานของความเน่าเฟะของระบบการเมืองและความยุติธรรมไทย ถ้าคุณจะจับนักศึกษาคนหนึ่งเพียงเพราะเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย ก็เอาสิ ผมโดนมาแล้วหนึ่งรอบ จะกลัวอะไรอีกสักรอบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องล้มล้างการปกครอง นายพริษฐ์กล่าวว่า 10 &amp;nbsp;ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีข้อใดที่ล้มล้างการปกครองบ้าง มีแต่บอกว่านี่คือการแก้วิกฤติศรัทธา ถ้าคุณคิดว่าเราไม่ล้มเจ้า เราก็ไม่ล้มเจ้า แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเราล้มเจ้า เท่ากับจะผลักให้เราล้มเจ้าไปจริงๆ เลยใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดู และนี่ไม่ใช่การบอกกับตนและเพื่อน เพราะพวกเราเป็นตัวแทนของคนที่คิดเหมือนกัน ซึ่งเมื่อวานก็มากันกว่า 200,000 &amp;nbsp;คน นั่นคือการตีตรากว่า 200,000 คนคือคนล้มเจ้า และทุกคนที่เห็นด้วยที่มีมากกว่าครึ่งประเทศว่าล้มเจ้า ก็ฝากศาลรัฐธรรมนูญให้คิดให้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล หลังแกนนำผู้ชุมนุมประกาศเปลี่ยนจุดหมายเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องที่ทำเนียบองคมนตรี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงประจำการด้านในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายประทีป กีรติเลขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังติดตามสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เตรียมพร้อมเพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลในการรับหนังสือข้อเรียกร้อง เปิดเผยว่า แม้เบื้องต้นแกนนำผู้ชุมนุมประกาศเปลี่ยนสถานที่ในการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องแล้ว แต่ตนยังจะมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์เป็นระยะอยู่ในทำเนียบฯ ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งนี้ การชุมนุมเป็นพื้นฐานการแสดงออกทางประชาธิปไตย สามารถที่จะชุมนุมได้อย่างสงบ และจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนเกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ฝากเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ขอให้ระมัดระวัง อย่ากระทำการใดๆ ที่เป็นการยั่วยุส่อไปในทางที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่รักษากฎหมายจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อที่จะไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น&amp;nbsp;
นายกฯ ขอบคุณทุกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคน ที่ช่วยกันทำให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่และประชาชนได้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการยั่วยุ เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น​ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งหวังให้ประชาชนมีสิทธิในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ภายใต้รัฐธรรมนูญและในกรอบของกฎหมาย ในขณะเดียวกัน นายกฯ ขอให้คนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ สามารถดำเนินการให้ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จด้วยดีด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี​ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เตรียมการ &amp;nbsp;อำนวยการและปฏิบัติงานในการติดตาม อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย &amp;nbsp;พร้อมทั้งขอขอบคุณผู้เข้าร่วมชุมนุม ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้า หน้าที่และร่วมกันชุมนุมอย่างสันติวิธีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการชุมนุมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชน คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการยุบเต็นท์คณะทำงานไม่ไปร่วมสังเกตการณ์การผู้ชุมนุมในวันที่ 20 ก.ย. ว่าเนื่องจากภารกิจของคณะทำงานเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย. ที่ได้รวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว ทั้งกรณีการคุกคามประชาชนที่พบว่าไม่มีการคุกคามประชาชน รวมถึงข้อเสนอเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญและการยุบสภาในการชุมนุมก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว จึงเห็นว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนขบวนของกลุ่มนักศึกษาในช่วงเช้าวันที่ 20 ก.ย. ให้เป็นเรื่องของกลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการเอง จึงไม่มี ส.ส.เพื่อไทยไปร่วมสังเกตการณ์วันดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี แนวร่วมนักเรียน นิสิต นัก ศึกษา ประชาชน นัดหมายชุมนุมครั้งหน้าวันที่ 23 ก.ย. ที่ลานคนเมือง วันที่ 24 ก.ย.ที่รัฐสภา เพื่อไปสังเกตการณ์การประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่ม เติมรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลต้องคิดวิเคราะห์ให้ดี อะไรคือปัจจัยหลักที่มีคนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลใจกลางเมืองหลวงพร้อมๆ กันมากกว่า 2 แสนคน หากนับรวมคนที่ติดตามและมีส่วนร่วมทางการชุมนุมจากแพลตฟอร์มการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาจทะลุมากกว่า 10 &amp;nbsp;ล้านคน ถ้ารัฐบาลคิดจะเบี้ยวข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระวังจะจบไม่สวย ถ้ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหา ต้องตัดสินใจเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุม โดยสนับสนุนหากการชุมนุมเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญคือ สงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งก็มีการประกาศยุติการชุมนุม โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่มีความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับคำปราศรัยของแกนนำบางคนที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงค่อนข้างชัดเจน ขณะที่การเรียกร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการบริหารราชการแผ่นดินแทบจะลดน้อยถอยลงไป
นปช.คนมากกว่าหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าการขึ้นเวทีปราศรัยของทนายอานนท์ นำภา มีลักษณะก้าวล่วงสถาบัน อันนั้นต้องแยกออกจากกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะนำทั้งหมดที่เกี่ยวกับการชุมนุมมาวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่ามีส่วนใดที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และส่วนใดที่อยู่นอกกฎหมายก็ต้องว่ากันต่อไป ซึ่งการขึ้นปราศรัยของแกนนำบางคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจ&amp;quot; นายราเมศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยื่นผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงประธานองคมนตรี นายราเมศกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเรียกร้อง แต่หากเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน จะต้องดูถึงความเป็นไปได้ ประกอบกับถ้อยคำบนเวทีปราศรัยเกินกว่ากรอบของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องจับตามอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซ.นวลจันทร์ รามอินทรา 40 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า เมื่อวานตนได้สแตนด์บายอยู่ตรงนี้ และมีเหตุผลว่าทำไมตนยังจะต้องอยู่รอบนอก เพราะในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนั้นจะต้องมีคนคัดท้ายอยู่บ้าง การต่อสู้ไม่ได้จบภายในวันเดียว หนทางนี้ยังยืดเยื้อยาวนาน ถัดจากวันนี้ไปก็จะเป็นเรื่องเตรียมการของแต่ละฝ่าย และจะวิวัฒนาการตามลำดับ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องบัตร 2 ใบเรื่องปิดสวิตช์ ส.ว.เหล่านี้ไม่ได้ง่าย ดังนั้นอย่าชะล่าใจ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไทยต้องคิดที่จะบริหารประเทศไทยอย่างไร แต่ในทางปฏิบัติคนในรัฐบาลบางคนคิดจะเป็นนายกฯ ตามมาตรา 7 โดยที่นายกฯ ก็ไม่รู้จะต้องติดตามสถานการณ์ คนที่ผ่านสนามก็รู้มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น อย่าไปตกใจกับคนเท่านี้ เราคนมากกว่านี้หลายเท่า ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อไป หวังว่าในเหตุการณ์ต่างๆ รัฐบาลควรได้รับบทเรียนกันพอสมควร ว่าการใช้หลักนิติศาสตร์มากกว่าหลักรัฐศาสตร์ทำให้คนเพิ่มปริมาณขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า การยุติการชุมนุมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงและการรัฐประหารกลุ่มผู้นำรัฐบาล กลุ่มผู้นำรัฐสภาควรเปิดเวทีเจรจากับแกนนำการชุมนุมหากรัฐบาลไม่สะดวกใจที่จะดำเนินการ ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ ขออาสาเปิดเวทีเพื่อให้มีการปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ ขอคัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ และเราขอต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ อันเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยและกฎหมายอันชอบธรรม ทางคณะกรรมการสถาบันจะจัดตั้ง &amp;ldquo;คณะทำงานเพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย&amp;rdquo; และจะออกแถลงการณ์เป็นระยะๆ เพื่อมีส่วนในการช่วยทำให้ สถานการณ์ไม่ถลำลึกสู่วิกฤตการณ์รุนแรง และนำไปสู่การเจรจาหารือสานเสวนาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและประชาชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ม้วนเดียวจบ ชุมนุมบึ้มๆ 19 กันยายน โม้ว่ามีเซอร์ไพรส์ คนจะมาเรือนแสน สุดท้ายได้แค่นี้ &amp;nbsp;อ้างว่าสะสมชัยชนะ เพื่อขับเคลื่อนต่อไปในวันหน้า ไอ้ที่ว่าแตกหักก็แค่นี้เอง ปักหมุด 20 กันยา ยื่นถวายฎีกาให้สถาบันฯ ปฏิรูปแกนนำและนักการเมืองที่หนุนหลัง คนนอกอย่างริชาร์ด บาร์โรว์ บล็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ลงพื้นที่ชุมนุม เขียนลงเฟซบุ๊กว่า มีคนมาชุมนุมเพียงสองหมื่นคนเท่านั้น ประการสำคัญ คนที่มาร่วมม็อบแทนที่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา กลับเป็นคนเสื้อแดง นปช.ที่มายึดพื้นที่เป็นมวลชนหลักของม็อบครั้งนี้ คนทั้งประเทศไม่เห็นด้วยเรื่องสถาบันฯ อย่างแน่นอน แต่อย่าลืมนะ แกนนำได้กระทำผิดกฎหมายหลายข้อหาหลายมาตรา ส่วนคนที่ศาลให้ประกันตัว อาจถูกถอนประกัน งานนี้ตัวใครตัวมัน เสร็จจากนี้ 14 ถึง 21 วัน สาธารณสุขคงต้องลงพื้นที่ตรวจหาการแพร่ระบาดใหญ่ของเชื้อโควิดที่อาจฝังตัวซ่อนอยู่ในกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า นี่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ว่า &amp;#39;ไม่เอาเจ้า&amp;#39; ของพวกแกนนำม็อบที่เป็นกลุ่มเยาวชนปลดแอก ม็อบที่มาจริงๆ เมื่อวานนี้ ให้เต็มที่สุดๆ คือ 50,000 คนเท่านั้นตามการประเมิน จริงๆ แล้วต่อให้มาเป็นแสนคนจริง ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วยังไง? เคยบอกไปตั้งแต่เกิดม็อบ 10 สิงหาคมแล้วว่า เรื่องนี้มันเป็น &amp;#39;ตลกร้าย&amp;#39; ตั้งแต่แรกๆ &amp;nbsp;ผมยังได้เคยชี้ไปแล้วด้วยว่า &amp;quot;คนรุ่นใหม่&amp;quot; ที่หมกมุ่นกับการปฏิวัติ 2475 ของคณะราษฎร ไม่มีทางนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตแห่งยุค Datsism ของศตวรรษที่ 21 ได้ มีแต่พาเข้ารกเข้าพงเท่านั้น ส่วนพวกแกนนำที่ออร่า สู้แกนนำพันธมิตรฯ, แกนนำ นปช. และแกนนำ กปปส.ไม่ได้ แบบห่างชั้นกันมากเลย คงสะสมคดีอาญาต่อไปเหมือนพวกรุ่นพี่ก่อนหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ปัดหมุดฝาถังเกรอะวันอัปมงคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์ โพสต์ว่า การอ่านประกาศคณะราษฎรและฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่สอง ซึ่งเป็นหมุดทองเหลืองขนาด 11 นิ้ว บริเวณท้องสนามหลวงของกลุ่มเด็กเลว เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น พิธีกรรมประหลาด กระทำการกันตอน &amp;nbsp;06.40 น. พราหมณ์ปลอม ตุ๊ดตู่ เด็กโรคจิต มาพร้อมเพรียงกัน โบกปูนเสร็จสรรพ แถมสาปแช่งคนถอนหมุดนี้ ขอให้พบแต่ความวิบัติฉิบหาย เสื่อมลาภ เสื่อมยศ &amp;nbsp;หากแต่หมุดหมายนี้เด็กเลวที่รุมปักลงกลางท้องสนามหลวงทุ่งพระเมรุ ถ้าจะมีผลมันก็คือการแช่งชักตนเอง เมื่อมีการถอนหมุดคณะราษฎรที่ลานพระราชวังดุสิต ก็มิได้มีผลอะไรในทางสาปแช่งเช่นกัน หมุดอันใหม่นี้จึงเป็นเพียงฝาถังเกรอะโถส้วมเท่านั้น เทศกิจควรถอนหมุดนี้ออกจากท้องสนามหลวงโดยเร็ว เอาไปชั่งกิโลขายซาเล้ง ไม่มีผลอะไรในทางสาปแช่ง สุนัขเยี่ยวรดกันสนุกสนาน &amp;nbsp;วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นวาระสุดท้ายก่อนลาโรง สภาพม็อบนอกจากมุ้งมิ้งแล้วยังป๊อกแป็กอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ว่า ยิ่งเช้านี้ได้เห็นหมุดอุบาทว์ คณะราษฎร หมายเลข 2 ปักกลางพื้นคอนกรีตสนามหลวง ในวันอันเป็นวันอุบาทว์ห้ามทำการมงคล เวลา ที่ประกอบพิธีก็เป็นโจโรฤกษ์ อันเป็นสิ่งชั่วร้ายทั้งสิ้น พวกปลดแอกล้มเจ้า รู้หรือไม่ว่า สนามหลวงนั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงใด และการปักหมุดบนสนามหลวง ทำในกรณีใดเท่านั้น คำตอบคือการปักหมุดสนามหลวงเป็นการทำพิธีเพื่อก่อสร้างพระเมรุมาศ อันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและสั่นสะเทือนใจสำหรับคนไทยทั้งชาติที่ต้องสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นที่เคารพศรัทธาของปวงชนชาวไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การตอกหมุดคณะราษฎรหลักที่สอง หมุดอัปรีย์ ฝาถังขี้เลอะเทอะเมื่อเช้านี้ ทำเพื่อหวังผลสิ่งใดกันแน่ เป็นเดรัจฉานวิชาที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ และเป็นการบังอาจเหิมเกริม และเป็นสัญลักษณ์อันไม่เป็นมงคลยิ่ง โดยคาดหวังผลสิ่งใด ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ก้าวล่วง จ้วงจาบหยาบช้าหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำระยำสิ้นดี เป็นการอัปรีย์จัญไร เป็นอวมงคล และท้ายที่สุดเดรัจฉานวิชาเหล่านี้จะสะท้อนย้อนกลับมาแก่ผู้กระทำพิธีอุบาทว์ชาติชั่ว ให้มีอันเป็นไป&amp;quot; นายอานนท์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ว่า สถานการณ์การชุมนุมม็อบล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแสดงตัวตน ธาตุแท้ออกมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสืบหาอีกแล้ว ประชาชนได้เห็นตัวตนชัดเจน ทั้งแกนนำ พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มทุนผู้สนับสนุนทุนและทรัพย์ ภาครัฐสามารถจัดการ ได้ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย จากนี้ขบวนการสามานย์นี้จะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ พรรคการเมืองและนักการเมืองที่สนับสนุนขบวนการสามานย์จะเริ่มทยอยถอนตัว รักษาระยะห่างกับแกนนำมากขึ้นเป็นลำดับ ขบวนการสามานย์จะเริ่มขาดความเป็นเอกภาพ สถานการณ์ในเดือน &amp;nbsp;ต.ค.63 จะสามานย์ยิ่งกว่า 19 ก.ย.63 นี้ แต่หากไม่เกิดการเผชิญหน้า แล้วสถานการณ์นับจากนี้ก็เป็นสถานการณ์ของม็อบคนบ้า ที่ผมขอเรียกว่า &amp;quot;ม็อบสาม สลึง&amp;quot;...พสกนิกรผู้จงรักภักดีต้องเตือนสติตนเองว่า &amp;quot;อย่าไปทะเลาะ อย่าไปตี อย่าไปทำ ร้ายคนบ้า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง พลังเงียบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทั่วประเทศ จำนวน 1,651 ตัวอย่าง &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 10-19 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนของผู้สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ กระจายตัวแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 33.9 สนับสนุน รัฐบาล, ร้อยละ 29.6 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 36.5 ระบุว่าตัวเองเป็นพลัง เงียบ ขออยู่ตรงกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อทำการวิเคราะห์แนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 &amp;nbsp;ถึงช่วงม็อบ 19 กันยายน พบว่า แนวโน้มกลุ่มคนสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ &amp;nbsp;21.8 ในช่วงเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 33.9 ในช่วงม็อบ 19 กันยายน ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลลดน้อยลงจากร้อยละ 57.3 ในการสำรวจช่วงเดือนกรกฎาคม เหลือร้อยละ 29.7 ในการสำรวจล่าสุด &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มคนที่ระบุเป็นพลังเงียบเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 20.9 ในช่วงเดือนกรกฎาคม ขึ้นมาอยู่สูงสุดที่ร้อยละ &amp;nbsp;36.5 ในช่วงม็อบ 19 กันยายน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงความตั้งใจจะเลือกพรรคการเมืองถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.5 จะเลือกพรรคที่เป็นการเมืองใหม่ ไม่สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ ไม่โกงกิน มีผลงานลดความเดือดร้อนของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 5.3 จะเลือกพรรคเพื่อไทย, ร้อยละ 4.0 จะเลือกพรรคก้าวไกล, ร้อยละ 0.8 &amp;nbsp;เท่านั้นจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 7.4 จะเลือกพรรคอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ของกลุ่มพลังเงียบหรือร้อยละ 65.0 เห็นด้วยถ้านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพวก หันหน้ามาร่วมมือกับรัฐบาลแก้วิกฤติชาติและประชาชน กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 64.0 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 61.7 เห็นด้วยถ้านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพวก หันหน้าเข้ามาร่วมมือกับ รัฐบาลแก้วิกฤติชาติและประชาชนร่วมกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78068</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมพล ป. พิบูลสงคราม, นพดล กรรณิกา, ปรีดี พนมยงค์, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ราเมศ รัตนะเชวง, สมคิด เชื้อคง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, อนุสรณ์ ธรรมใจ, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เทพมนตรี ลิมปพยอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f676cb8b89c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รุ้ง-แกนนำม็อบ&#039; เผย &#039;อาจารย์ปรีดี&#039; เข้าฝันให้ชุมนุม 19 กันยาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.63 - น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวยืนยันจะใช้สถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.นี้ &amp;nbsp;โดยได้นำพวงหรีดที่มีดอกไม้สีแดงเหลือง ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมข้อความ อาลัยจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ไปวางไว้หน้าอนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์&amp;nbsp; โดย &amp;quot;รุ้ง ปนัสยา&amp;quot; เผยว่า &amp;quot;จะเป็นเด็กดื้อต่อไป ไม่ฟังคำสั่งอธิการบดีคนปัจจุบัน และฝันว่าพ่อปรีดี และทนายอานนท์ มาบอกให้ใช้ธรรมศาสตร์จัดชุมนุม 19 ก.ย.นี้ได้&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77188</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ธรรมศาสตร์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, ปรีดี พนมยงค์, ม็อบปลดแอก, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5c2e5ad8a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธรรมเกียรติ กันอริ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รับรู้การจากไปของ &amp;quot;ธรรมเกียรติ กันอริ&amp;quot; นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง &amp;quot;ผกาธรรม&amp;quot; ผ่านข้อความที่มีการส่งกันในห้องไลน์ ด้วยความอาลัยอย่างมากมาย เพราะ &amp;quot;พี่ธรรมเกียรติ&amp;quot; นั้นเคยเป็นนักเขียนประจำหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์อยู่นาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำได้ว่า แม้จะเลิกเขียนบอกอำลาคอลัมน์ในไทยโพสต์ไปแล้ว &amp;quot;พี่ธรรมเกียรติ&amp;quot; จะแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนน้องๆ ทุกวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของไทยโพสต์นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครั้งสุดท้ายที่ได้ทักทายกับ &amp;quot;พี่ธรรมเกียรติ&amp;quot; เห็นได้ชัดว่าร่างกายอ่อนล้าลงไปพอสมควร และพี่ก็บอกว่า ปีนั้นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายเพราะมีปัญหาสุขภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่ออ่านข้อความว่า พี่ธรรมเกียรติ กันอริ จากไปเมื่อเช้าวันที่ 14 ก.ค.2563 สิ่งที่จดจำได้อย่างแม่นยำคือ รอยยิ้มของพี่ และวาจาที่ไพเราะเสนาะหูทุกครั้งที่ได้สนทนาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับความรู้ความสามารถในการเป็นนักเขียนของท่านนั้น ต้องได้รับการยกย่องชื่นชมว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ใช้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์มาร้อยเรียงได้อย่างหมดจด และสมแล้วกับนามปากกา &amp;quot;ผกาธรรม&amp;quot; เพราะจะมีการสอดแทรกและเล่าเรื่องราวอันเกี่ยวกับพุทธศาสนาและธรรมะได้อย่างงดงาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยส่วนตัวที่เรียกว่าห่างไกลกับรุ่นของพี่ธรรมเกียรติอย่างมองไม่เห็นฝุ่น จึงขออนุญาตนำบางส่วนจากเฟซบุ๊กของ &amp;quot;รสนา โตสิตระกูล&amp;quot; มาย้อนรำลึกถึงพี่ที่สมควรแก่การนับถือที่ชื่อ &amp;quot;ธรรมเกียรติ กันอริ&amp;quot; นะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..พี่ธรรมเกียรติกับดิฉันเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันในย่านริมคลองทวีวัฒนามาไม่น้อยกว่า 25 ปี ภาพที่ผู้คนในย่านนั้นเคยคุ้นตาคือ ชายร่างท้วมวัยกลางคนสวมเสื้อกุยเฮง นุ่งโสร่งออกมาซื้อของกินในยามเช้า ด้วยบุคลิกภูมิฐานเจรจาสุภาพ ผู้คนที่พบเห็นแม้ไม่รู้จักก็มักจะเรียกท่านว่า &amp;ldquo;อาจารย์&amp;rdquo; พี่ธรรมเกียรติเป็นคนรักบ้าน แม้ในปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ในย่านนั้น ท่านก็ไม่ย้ายไปไหนเหมือนคนอื่น ดิฉันในฐานะ ส.ว.กทม. ตอนนั้นได้ไปเยี่ยมท่านผู้อาวุโสซึ่งยังยิ้มแย้มได้เมื่ออุทกภัยมาอย่างน่าทึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านเป็นคอลัมนิสต์ ในชื่อผกาธรรมอยู่ระยะหนึ่ง มีงานสอนวิชาพุทธศาสนา วัฒนธรรมไทยให้กับบางสถาบัน และมีงานเขียนเป็นเล่มขายดีตีพิมพ์ไม่น้อยกว่า 5 ครั้งคือ &amp;ldquo;พระนครควรชม&amp;rdquo; เป็นคู่มือท่องเที่ยวกรุงเทพฯ เชิงศิลปวัฒนธรรม โบราณคดีที่ต้องการชักชวนให้ชนรุ่นใหม่ &amp;ldquo;เที่ยวไปให้ไกล จากใกล้เกลือกินด่าง&amp;rdquo; &amp;nbsp;ส่วนอีกเล่มที่น่าหาอ่านเป็นผลงานของพี่ธรรมเกียรติกับคณะคือ&amp;ldquo;วรรณพฤกษ์พรรณนา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับไม้มงคลในวรรณคดีไทยและพุทธศาสนา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่งานทางความคิดของพี่ธรรมเกียรติที่ละเว้นจะกล่าวเสียมิได้คือ ความคิดทางการศึกษา อันเป็นวิชาที่ท่านเคยร่ำเรียนมาในสำนักวิทยาลัยครูประสานมิตร (รุ่นเดียวกับพี่พิภพ ธงไชย) ท่านเคยเป็นผู้จัดทำ &amp;quot;รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2542-2543 ส่วนเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองนั้นต้องกลับไปหาอ่านบทความ &amp;quot;ปรีดี พนมยงค์กับพระพุทธศาสนา&amp;quot; (วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 ม.ค.-เมษ. 2542)....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยประการฉะนี้ จึงขอคารวะนักคิดนักเขียนแบบอย่างที่ดีงามและมีความพอเพียงในการใช้ชีวิต ของพี่ธรรมเกียรติด้วยความจริงใจค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรรมเกียรติ กันอริ, ปรีดี พนมยงค์, ป้าเอง, มองมุมสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 07:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านความจริง!&#039;เทพมนตรี&#039;ยกพรก.นิรโทษกรรมอบรมเด็กที่อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.53 - นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระเลวตั้งแต่เด็กไม่รู้รับผิดชอบทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครสั่งใครสอนเด็กพวกนี้ ให้อ่านคำประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ออกประจานอดีต เพราะคณะราษฎรและอาจารย์ปรีดีไปขอพระราชทานขมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในถ้อยคำเหล่านี้แล้ว และก็ได้มีการนิรโทษกรรมเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ 2475&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนคนเหล่านี้ย่อมรู้ดีเพราะเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์พื้นๆไม่ต้องไปค้นคว้าอะไรมาก แต่การจับใส่มือเด็กหรือล้างสมองให้เด็กเชื่อข้อมูลด้านเดียวมันเป็นสิ่งที่ฆ่ากันทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กพวกนี้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนสาระเลวตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; คนเสี้ยมก็เป็นคนจัญไรต่อแผ่นดินโดยสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อวันที่24มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือ Democracy Restoration Group (DRG) จัดกิจกรรม&amp;quot;ลบยังไง ก็ไม่ลืม&amp;quot;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นกิจกรรมย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 88 ปี วันอภิวัตน์สยาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการอ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น นายเทพมนตรีโพสต์ข้อความด้วยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านความจริง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำนึกสำเหนียกของนักวิชาการที่ใช้คณะราษฎรมาสนองตัณหาร่านราคะโทสะจริตของตนเองในปัจจุบันและกระแทกแดกดันกระทบต่อสถาบันสูงสุด ถ้าแม้อ่านกฎหมายเป็นและเข้าใจคุณค่าความหมายที่ทรงพระกรุณาลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ก็จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งในหลายประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการที่คลั่งไคล้ความเป็นคณะราษฎรต่างให้ข้อมูลที่มองข้ามความเป็นจริงหลายเรื่องและหลายมิติต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ที่ทรงปรารถนาดีและยังแสดงถึงซึ่งพระราชไมตรีจริง ที่ไม่ทรงถือโทษโกรธเคืองต่อการกระทำของคณะราษฏร (เว้นไว้แต่ภายหลังเมื่อกลุ่มคนในคณะนี้ออกลายจนถึงกับต้องทรงสละราชสมบัติ) โดยเฉพาะเรื่องการจับพระบรมวงศานุวงศ์ไปควบคุมไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งมีคำประกาศประกอบถ้อยคำที่ออกมาใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันกระทำการปฏิวัติตามที่พวกเราทราบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีนักวิชาการสักกี่คนในประเทศนี้ที่จะเห็นน้ำพระทัยอันกว้างขวางดุจดั่งมหาสมุทรของพระองค์ท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ทุกคนอ่าน อ่านเอกสารจริงๆไม่ใช่แค่อ่านบทความหรือถ้อยคำด่าทอเพียงอย่างเดียว
​
ตราพระบรมราชโองการ
พระราชกำหนดนิรโทษกรรม
ในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน
พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่คณะราษฎรคณะหนึ่งซึ่งมีความปรารถนาอันแรงกล้าในอันที่จะแก้ไขขจัดความเสื่อมโทรมบางประการของรัฐบาลสยามและชาติไทยให้หายไป แล้วจะพากันจรรโลงสยามรัฐ​และชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรมั่นคงเท่าเทียมกับชาติและประเทศอื่นต่อไป จึ่งพากันยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ ด้วยความมุ่งหมายจะให้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินขึ้นเป็นข้อใหญ่ แล้วร้องขอไปยังเราเพื่อให้เราคงดำรงเป็นกษัตริย์แห่งสยามรัฐต่อไปภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ทั้งนี้ แม้ว่าการจะได้เป็นไปโดยขัดกับความพอพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ และขัดใจสมาชิกในรัฐบาลเดิมบางคนก็ดี ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้นในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเจริญรุ่งเรืองแล้วเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจจะก้าวล่วงการนี้เสียได้ ถึงกระนั้น ก็เพิ่งปรากฏเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของโลกที่การได้เป็นไปโดยราบรื่นปกติมิได้รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแม้ว่าจะได้อัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการบางคนมาประทับและไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็เพียงเพื่อประกันภัยของคณะ และเพื่อให้การดำเนิรลุล่วงไปได้เท่านั้น หาได้กระทำการประทุษฐร้ายหรือหยาบหยามอย่างใด ๆ และไม่มุ่งหมายจะกระทำเช่นนั้นด้วย ได้แต่บำรุงรับไว้ด้วยดีสมควรแก่พระเกียรติยศทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง การปกครองด้วยวิธีมีพระธรรมนูญการปกครองนี้ เราก็ได้ดำริอยู่ก่อนแล้ว ที่ราษฎรคณะนี้กระทำมาเป็นการ​ถูกต้องตามนิยมของเราอยู่ด้วย และด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติอาณาประชาชนแท้ ๆ จะหาการกระทำหรือแต่เพียงเจตนาชั่วร้ายแม้แต่น้อยก็มิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุนี้ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดนี้ไว้ดั่งต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา ๑&amp;nbsp; พระราชกำหนดนี้ให้เรียกว่า &amp;quot;พระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕&amp;quot;
มาตรา ๒&amp;nbsp; ให้ใช้พระราชกำหนดนี้ตั้งแต่ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระบรมนามาภิธัยเป็นต้นไป
มาตรา ๓&amp;nbsp; บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นเหล่านั้น ไม่ว่าของบุคคลใด ๆ ในคณะราษฎรนี้ หากว่าจะเป็นการละเมิดบทกฎหมายใด ๆ ก็ดี ห้ามมิให้ถือว่า เป็นการละเมิดกฎหมายเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศมา ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาธิปก ป.ร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69752</URL_LINK>
                <HASHTAG>88 ปีคณะราษฎร, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ปรีดี พนมยงค์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, เทพมนตรี ลิมปพยอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190611/image_big_5cff995450806.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
