<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039; หวดรัฐบาลเร่งประกาศใช้กฎหมายปลดล็อกกระท่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค. 64 - นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าของกฎหมายปลดล็อกพืชกระท่อมว่า ในขณะนี้กฎหมายปลดล็อกพืชกระท่อม หรือร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่...พ.ศ.... ซึ่งเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 และได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตอนนี้อยู่ในระหว่างการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการประกาศต่อไป และหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้อีก 90 วัน เพื่อรอการออกพระราชบัญญัติพืชกระท่อมเพื่อใช้ในการควบคุมการใช้พืชกระท่อมอีกฉบับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้ว่าในขณะนี้การปลูกพืชกระท่อม การครอบครองและการบริโภคพืชกระท่อมจะยังผิดกฏหมายอยู่ก็ตาม แต่อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้ความระมัดระวังใช้ดุลพินิจในการจับกุมโดยอนุโลมด้วย เพราะเจตนารมย์ของกฎหมายปลดล็อกพืชกระท่อม กำลังจะประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว เพียงแต่รอการประกาศบังคับใช้ของกฎหมายเท่านั้น&amp;quot; นายเทพไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ปปส.ได้ใช้ดุลพินิจในการจับกุม ถ้าหากเป็นการครอบครองเพื่อการบริโภค หรือปลูกต้นกระท่อม ครอบครัวละไม่เกิน 3 ต้น ก็ไม่ควรจะจับกุม หรือฉวยโอกาสระหว่างรอยต่อของกฎหมายสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96645</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, เทพไท เสนพงศ์, ใบกระท่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60456ca60e739.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ปลดล็อกกัญชา&quot; ลงราชกิจจาฯ ปชช.สามารถใช้ส่วนที่ไม่มีสารเสพติด เฉพาะที่ปลูกในประเทศได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ธ.ค.63-นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงมติคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ในประเด็นการจัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เพื่อปลดล็อกส่วนของกัญชาและ กัญชงให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติดนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศดังกล่าวและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ที่ 15 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของประกาศดังกล่าว เป็นการระบุว่าสิ่งใดจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และสิ่งใดที่ยกเว้น ซึ่งกัญชาและกัญชงยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพียงแต่ส่วนของกัญชาและกัญชงที่ได้จากการปลูกหรือผลิตในประเทศ ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก กิ่ง ก้าน ลำต้น เปลือก ราก และ เส้นใย รวมถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp; สารสกัดที่มี CBD เป็นส่วนประกอบและกากที่เหลือจากการสกัด ซึ่งต้องมี THC ไม่เกินร้อยละ 0.2, เมล็ดกัญชงน้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ &amp;nbsp; ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัย ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และอื่น ๆ ได้ ประชาชนสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชา
กัญชง ทั้งนำไปประกอบอาหาร ทำยารักษาโรค เป็นต้น ส่วนการนำเข้ากัญชา กัญชง สามารถทำได้ โดยขออนุญาตเป็นยาเสพติด ยกเว้น เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่เป็นยาเสพติดตามประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งนี้ เหตุที่ยังปลดทุกส่วนของต้นกัญชา &amp;nbsp; กัญชงออกจากยาเสพติดไม่ได้ เนื่องจากติดอนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น การปลูกกัญชาและกัญชงยังคงต้องขออนุญาตตามกฎหมายยาเสพติด แต่เมื่อปลูกไปแล้วส่วนที่มีสาร THC ต่ำ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องทำลายทิ้ง โดยผู้ขออนุญาตจะต้องแจ้ง อย. ว่าจะนำส่วน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ไม่เป็นยาเสพติดไปใช้ประโยชน์อย่างไร ส่วนการนำกัญชาไปใช้จะต้องได้มาจากผู้รับอนุญาตที่ถูกกฎหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยตรวจสอบได้จาก https://www.fda.moph.go.th หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 1556 กด 3&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86937</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กม.กัญชา, #อย., นราชกิจจานุเบกษา, ปลดล็อกกัญชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd87f8d17225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายเขียวเฮลั่น! ครม.ปลดล็อกกัญชาเสรี เปิด 4 กลุ่ม ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายเขียวเฮ! ครม.ปลดล็อกกัญชาเสรี ขยายวงให้ &amp;ldquo;ผู้ป่วย- หมอพื้นบ้าน- แพทย์แผนไทย &amp;ndash;เกษตรกร&amp;rdquo;ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในครอบครองได้ เพิ่มเข้าถึงการรักษาพยาบาล-พัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดการแพทย์ พร้อมส่งต่อให้กฤษฎีกาตรวจก่อนเสนอสภาฯดำเนินการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่..)พ.ศ. .... ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุขเสนอ ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้เมื่อปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในฉบับใหม่ที่แก้ไขนี้มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือหมอชาวบ้าน ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตด้านเกษตรกรรมและเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับผู้รับอนุญาตผลิตซึ่งยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร และบุคคลอื่นตามที่รมว.สาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษกำหนด&amp;nbsp;สามารถได้รับใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หรือกัญชาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชนที่ต้องการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค และพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดกัญชาทางการแพทย์ ทั้งนี้กฎหมายเดิมกำหนดให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ขออนุญาต ที่ต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานของรัฐเท่านั้นจึงจะสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกได้ ส่งผลให้การพัฒนาองค์ความรู้และการต่อยอดกัญชาทางการแพทย์อยู่ในวงจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน ไม่สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อนำมาปรุงยาตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมสำหรับคนไข้ได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ไปเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเก็บรักษาและทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง โดยกำหนดให้กรณีที่มีการยึดหรือริบยาเสพติดให้โทษ เมื่อได้มีการตรวจชนิดและปริมาณแล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ให้กระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ที่กระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย สามารถทำลายหรือนำยาเสพติดดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการเก็บรักษายาเสพติดของกลางไว้เป็นเวลานาน ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและสถานที่เก็บรักษา ทั้งนี้หลังจากครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73392</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, มติ ครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f2174940ab24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี63&#039;เสี่ยหนู&#039;สั่งลุย! ปลดล็อกกัญชา-แบน3สารพิษ-ยกเครื่องคมนาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค.&amp;nbsp; 62 &amp;ndash; พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงผลงานของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงสิ้นปี 2562 นี้ว่า การทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจทั้ง 7 คน ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์, น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตลอดเวลากว่า 6 เดือน แม้จะเป็นช่วงเวลาการทำงานที่ไม่นานมากนัก แต่ถือว่าเป็นการทำงานในเชิงรุกอย่างแท้จริง สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ให้ไว้ได้อย่างน่าพอใจ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ที่ได้ดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุขเพื่อดูและสุขภาพประชาชนอย่างเต็มที่ ลงพื้นที่รับปัญหาและให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ที่สำคัญคือการดำเนินนโยบายปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ ที่ล่าสุดยังได้มีการร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อจะทำให้พืช 2 ชนิด คือ กัญชาและกระท่อม พ้นจากการเป็นยาเสพติดให้เร็วที่สุด เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเต็มที่ยืนยันว่าการปลูกกัญชาในอนาคตจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะไม่มีการปล่อยให้กลายพันธุ์หรือเสพเพื่อความบันเทิงโดยทั่วไป โดยเป้าหมายคือปลูก ผลิตเพื่อการแพทย์เท่านั้นนอกจากนี้นายอนุทิน ยังได้ร่วมมือกับน.ส.มนัญญา รมช.เกษตรฯ ในการผลักดันแบนด์ 3 สารเคมีทางการเกษตรที่ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จในคราวเดียวแต่ก็สามารถทำให้มีการจำกัดการใช้ได้ และในอนาคตเชื่อว่าจะนำไปสู่การเลิกใช้ได้ในที่สุด&amp;nbsp; รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับนายพิพัฒน์ รมว.การเที่ยวและกีฬา ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมหาศาลอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่าการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้จำกัดการประสานงานเฉพาะกระทรวงที่มีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราจะทลายกำแพงอุปสรรคไม่ว่าจะอยู่พรรคเดียวกัน หรือต่างพรรค เมื่ออยู่ในรัฐบาลเดียวกันแล้ว ต้องสามารถทำงานสอดประสานกันได้ โดยอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องเพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นหลักการทำงานที่ท่านหัวหน้าพรรคได้กำชับกับรัฐมนตรีและสมาชิกพรรคฯมาโดยตลอดและการทำงานในปี 2563 ท่านหัวหน้าก็ได้กำชับอีกว่าต้องทำงานให้หนักขึ้น มุ่งมั่นเพิ่มขึ้นอีกต้องคิดแก้ปัญหา หาแนวทางช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในหน้าที่ ที่รับผิดชอบอยู่เสมอจะหยุดคิดหรืออยู่นิ่งไม่ได้&amp;rdquo; พ.อ.เศรษฐพงค์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ที่สำคัญคือการผลักดันนโยบายด้านดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ การสื่อสาร ซึ่งตนเองได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าว ก็ได้ดำเนินการยังเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการแพทย์ทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Telemedicine) การศึกษาออนไลน์ฟรีตลอดชีวิต ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โดยพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้นโยบายเหล่านี้สำเร็จโดยเร็ว ก็คือเราต้องมีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่จะรองรับเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะทำให้นโยบายดังกล่าวดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านตนเองได้พยายามผลักดันการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ผ่านการหารือในสภา การลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) และการประสานความร่วมมือกับสำนักงานกสทช. หรือ Operator ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่สำคัญทราบว่า กสทช. จะได้มีการเปิดประมูลคลื่น 5G ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 ก็จะทำให้นโยบายด้านดิจิทัลของพรรคภูมิใจไทยสำเร็จได้ในไม่ช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบายด้านดิจิทัล เพราะคนไทยทุกคนจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ซึ่งจะเข้ามามีความเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของ digital disruption หรือจะเป็นเรื่องของกิจการด้านอวกาศ ที่กำลังเติบโตและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งไทยควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็น space agency ผ่านการมีพ.ร.บ.กิจการอวกาศ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราให้ความสนใจในการผลักดันและต้องเตรียมให้คนในสังคมพร้อมรับมือให้ได้&amp;rdquo; โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในส่วน นายศักดิ์สยามยังได้เดินหน้าทำงานทั้งการผลักดัน แก้ไขและรณรงค์ เพื่อขจัดปัญหาในด้านคมนาคมอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน&amp;nbsp; เช่น การจัดระเบียบแก้ปัญหารถตู้สาธารณะที่ไม่ให้กระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสารจนเกินไป การรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล แก้ปัญหามอเตอร์เวย์ไปกาญจนบุรีที่ค้างคามากว่า 4 ปี แก้ปัญหารถสาธารณะในกรุงเทพฯ ด้วยแผนฟื้นฟู ขสมก. ฉบับใหม่ ที่จะมีการจัดหารถโดยสารใหม่ ตรวจสอบเส้นทางเดินรถใหม่ การเก็บค่าโดยสาร 30 ต่อวันไม่จำกัดเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน ในส่วนของนายพิพัฒน์ รมว.การท่องเที่ยวฯ ก็ได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวมีแคมเปญการท่องเที่ยวออกมาอยู่เสมอ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดปี 2562มั่นใจว่าจะมีนักท่องเที่ยว 39.77 ล้านคน หรือเพิ่ม 4% สร้างรายได้ 1.96 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2563 ในนามพรรคภูมิใจไทยขออวยพรปีใหม่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจงมีแต่ความสุขความเจริญสุขภาพแข็งแรง และของขวัญที่พรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. และสมาชิกพรรคฯทุกขึ้น อยากมอบให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนคือการทำงานสานต่อนโยบายให้สำเร็จโดยเร็ว ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเข้าถึง ใกล้ชิด ไม่หวั่นแม้ว่างานจะหนักและยากเพียงใด ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53572</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, พ.อ.เศรษฐพงค์, ภท., ภูมิใจไทย, ยกเครื่องคมนาคม, อนุทิน, เสี่ยหนู, แบน3สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0ab9c65a602.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;โวยแหกตากัญญาเสรี!แฉแอบอนุญาตเจ้าสัวปลูก สกัด จำหน่าย ตั้งแต่ต้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.62- นายไพศาล พืชมงคล อดีตวุฒิสมาชิก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ว่าเรื่องการปลดล็อคกัญชา ที่แหกตาคนไทยทั้งประเทศมาโดยลำดับว่า เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เสรีทางการแพทย์นั้น มาถึงวันนี้ ก็ชัดเจนหมดแล้วนะครับว่า เป็นการปลดล็อคเพื่อให้สิทธิ์แก่ต่างชาติและเจ้าสัวเท่านั้น ส่วนประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ปลูกไม่มีสิทธิ์สกัดไม่มีสิทธิ์ใช้ เหมือนเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะใช้ก็ต้องไปซื้อจากบริษัทต่างชาติและเจ้าสัวในราคาแพงและคุณภาพต่ำ นอกจากนั้น ข่าวสารเริ่มชัดขึ้นแล้วว่าได้มีการแอบ อนุญาต ให้กิจการของเจ้าสัวรายหนึ่งได้สิทธิ์ปลูก สกัด จำหน่ายนำเข้าและส่งออกไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 ซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย!!!!ประชาชนชาวไทย จะไม่มีวันยอมรับและยอมจำนนในเรื่องนี้เด็ดขาดและจะต้องยืนหยัดสามัคคีกัน ต่อสู้เรียกร้องต่อไป จนกว่าจะได้มาซึ่งสิทธิ์อันสมบูรณ์ ในการปลูก ในการใช้กัญชาเพื่อรักษาความเจ็บป่วยของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทเรียนเรื่องนี้คือ ประชาชนจะตั้งความหวังหรือเชื่อถือ คนมีอำนาจและนักการเมืองไม่ได้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชาเสรี, นายไพศาล พืชมงคล, ปลดล็อกกัญชา, เอื้อนายทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190903/image_big_5d6dceec315eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก กัญชา ยาเสพติด &#039;ยะใส&#039; โพสต์หลังร่วมเครือข่ายเดินเพื่อผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.62 - นายสุริยะใส กตะศิลา โพสต์เรื่อง &amp;quot;คุก กัญชา ยาเสพติด&amp;quot; ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ผมและคณาจารย์รวมทั้งนักศึกษาจากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิตมาร่วมเดินให้กำลังใจเครือข่ายเดินเพื่อผู้ป่วย กัญชารักษาโรค (Cannabis walk Thailand) ที่นำโดยคุณเดชา ศิริภัทร ซึ่งวันนึ้เดินมาถึงจังหวัดสิงห์บุรีและปลายทางอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่ากระแสเรียกร้องของสังคมให้ปลดล็อคกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชนและเพื่อการวิจัยในมิติต่างๆ ถูกจุดประเด็นจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต และโดยเฉพาะ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีที่ทุ่มเท มุ่งมั่นบูรณาการทุกองคาพยพในมหาวิทยาลัยตลอดทั้งการประสานเครือข่ายต่างๆ นอกรั้วมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนเรื่องนี่อย่างมีพลังและมีความหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกลายมาเป็นกระแสที่ร้อนแรงและเข้มข้นมาก จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่มีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทางการเมืองต้องยอมรับว่ากระแสเรียกร้องปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์เป็นกระแสที่ไม่ใช่กระแสฉาบฉวยหรือวูบวาบ หากแต่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเห็นด้วยมากที่สุดเป็นเอกภาพที่สุดและดูจะเป็นรูปธรรมที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งกลายเป็นนโยบายของหลายพรรคการเมือง บางพรรคถึงขนาดชูเป็นนโยบายนำ ซึ่งมีให้เห็นไม่บ่อยนักที่นโยบายพรรคการเมือง จะไปในแนวทางเดียวกับความปรารถนาของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้การผลักดันให้ปลดล็อคกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดแต่ก็ถือว่ามาได้ไกลมากทั้งความตื่นตัว ในหมู่ประชาชน องค์ความรู้และงานวิจัย จากภาควิชาการและกรณีตัวอย่างของความสำเร็จจากหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้ตอกย้ำว่าถึงเวลาที่รัฐบาลไทยจะต้องกล้าหาญที่จะทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและมนุษยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในระหว่างร่วมเดินกับพีน้อง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าเรามาถึงวันนี้วันที่เราเรียกร้องให้กัญชาเป็นยารักษาโรคได้อย่างไร จากเดิมที่เราถูกบอกและเชื่อต่อๆ กันมาว่ากัญชาเป็นยาเสพติด เป็นของต้องห้าม เป็นวัตถุอันตราย ทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้มากว่า 40 ปี เพราะกัญชาอยู่ในบัญชียาเสพติด ตาม พรบ.ยาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างเดินผมยังมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพรชัย ชูเลิศ หรือ &amp;ldquo;ซ้ง&amp;rdquo; เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี 4 วัน ก่อนจะได้ประกันตัวออกมาด้วยข้อหาครอบครองกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสองคนเดินไปคุยไปทั้งเรื่องกัญชาและยาเสพติดทั่วไป กระทั่งนักโทษในเรือนจำที่ต้องคดีเพราะมีกัญชาครอบครอง ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย บางคนบางคดีมีครอบครองไม่กี่ต้นก็ต้องไปนอนเรือนจำ บางคนสกัดมาเป็นยาเพื่อรักษาตัวเอง ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็กลายเป็นผู้ต้องหา พูดง่ายๆ ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของกฎหมายที่ล้าหลัง ซึ่งเปรียบเสมือนคุกที่ล้อมครอบสังคมไว้อีกชั้นหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ ผมก็อยากรู้ตัวเลขเหมือนกันว่าตลอด 40 ปี บรรดานักโทษที่พัวพันกับกัญชามีจำนวนเท่าไรจากนักโทษยาเสพติดทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรายังได้แลกเปลี่ยนกันถึงสารทุกข์สุกดิบในเรือนจำทำให้เห็นความแตกต่าง และความเหมือนกันระหว่างคุกในกรุงเทพกับคุกต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเหมือนในกรุงเทพจะเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้านมากกว่าในภาพรวม แต่ที่เหมือนกันคือนักโทษล้นคุกจนน่าเป็นห่วง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, สุริยะใส กตะศิลา, เดชา ศิริภัทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190601/image_big_5cf2386a75d34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รณรงค์พรึ่บ!บี้ปลดล็อกกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พระ-ผู้ป่วย-ประชาชนเคลื่อนขบวนเดินเท้ารณรงค์แก้กฎหมายดึงกัญชาออกจากยาเสพติด &amp;quot;อ.เดชา&amp;quot; ชี้ชาวบ้านนับล้านต้องการใช้รักษา แต่เข้าไม่ถึง &amp;quot;ดร.อาทิตย์&amp;quot; วอนรัฐบาลปลดล็อก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่บริเวณวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เครือข่ายภาคประชาชน 10 องค์กร ประกอบด้วย มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสุขภาพไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ (ขสช.) ประชาชน และเครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม &amp;ldquo;เดินเพื่อผู้ป่วย : กัญชารักษาโรค&amp;rdquo; โดยการเดินเท้าจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ ไปถึงวัดบางปลาหมอ จังหวัดสุพรรณบุรี รวมระยะทาง 268 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางจะมีเวทีบรรยายพิเศษและเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายกัญชารักษาโรค โดยมีวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ แสดงความจำนงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า เป้าหมายหลักในการเดินครั้งนี้มีด้วยกัน 3 ประการ คือ 1.ต้องการปรับเปลี่ยนกฎหมายปัจจุบันให้ดีขึ้น เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดอยู่ แม้จะผ่อนผันให้ทำยาได้ แต่ขอบเขตจำกัดมาก ทำให้การผลิตและแจกจ่ายเข้าถึงผู้ป่วยได้น้อยมาก อย่างกรณีที่ตนดำเนินการอยู่ทำอย่างเต็มที่ก็สามารถแจกจ่ายได้ไม่เกิน 1 หมื่นคนต่อปี ขณะที่ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้มีมากกว่า 8 แสน - 2 ล้านคน ซึ่งในอนาคตน่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 10 ล้านคน ดังนั้นจึงควรปรับกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสมุนไพรชนิดนี้มากขึ้น โดยแยกกัญชาออกจากกฎหมายยาเสพติดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชนก่อนว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นยารักษาโรค ซึ่งการใช้ที่ถูกต้องจะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะการรักษาและแก้ไขปัญหาสุขภาพ ซึ่งมีราคาถูก สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยเฉพาะลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และ 3.ระดมทุนบริจาคเพื่อผลิตยาสำหรับแจกฟรี และหากยังทำไม่ได้มากก็ใช้ทุนก้อนนี้ในการรณรงค์ในการปรับกฎหมาย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรม และจัดครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ เพียงแต่เป็นการเริ่มต้น และมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องให้ความรู้โดยการอบรม จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากที่ผมศึกษาและทำเรื่องกัญชามา 6 ปี เริ่มจากทดลองใช้กับตัวเองก่อน แล้วใช้กับลูกศิษย์ สุดท้ายใช้กับสาธารณชน เราพบว่ากัญชามีประโยชน์มาก เราต้องการให้ทุกคนเข้าถึงกัญชาอย่างทั่วถึง อยากให้ทุกคนปลูกและสกัดได้เพื่อรักษาตัวเอง ในระดับชุมชนอยากให้มีการแจกจ่ายฟรีสมุนไพรชนิดนี้กับผู้ป่วยทุกอำเภอ คือมี 1 วัดในทุกอำเภอแจกจ่ายอย่างทั่วถึง เราอาจใช้พื้นที่ปลูกกัญชาอำเภอละ 10 ไร่ ซึ่งคาดว่ามีผู้ป่วยอำเภอละไม่เกิน 3 หมื่นคน หากทำได้ระบบสาธารณสุขในบ้านเราจะดีขึ้นมาก ดีกว่าต้องพึ่งระบบสุขภาพของรัฐและเอกชนอย่างเดียว&amp;rdquo; อาจารย์เดชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานมูลนิธิข้าวขวัญกล่าวว่า หลายโรคที่ใช้น้ำมันกัญชาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น โรคไมเกรน ซึ่งหายขาดแน่นอน ครั้งแรกที่ตนเริ่มทดลองใช้กับผู้ป่วย 147 คน ปรากฏว่าอาการดีขึ้น และหาย 142 คน นอกจากรักษามะเร็ง รักษาตาแล้ว ตนยังใช้หยอดหู และอีกโรคหนึ่งที่รักษาได้จริงคือ โรคซึมเศร้า ที่น่ากลัวกว่ามะเร็ง ซึ่งคนไทยเป็นกันมาก แต่ไม่แสดงอาการ ส่วนมากมารู้ตัวตอนอาการระดับ 4 ซึ่งคิดอยากฆ่าตัวตายแล้ว เป็นโรคแห่งยุคสมัย ยิ่งประเทศเจริญประชาชนยิ่งเครียดมากขึ้น ประเทศที่เจริญแล้วคนที่ฆ่าตัวตายจะมากกว่าการที่ถูกคนอื่นฆ่า ซึ่งประเทศไทยกำลังเป็นเช่นนั้น ตนพบคนไข้คนหนึ่งที่นอนไม่หลับ แม้จะกินยาจากแพทย์ก็ไม่หลับ แต่เมื่อกินน้ำมันกัญชาปรากฏว่าหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์เดชากล่าวอีกว่า การนิรโทษกรรมผู้ที่ครอบครองกัญชาหมดตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ทำให้วันนี้ไม่มีการคุ้มครองแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครปลูกกัญชาได้ ยกเว้นภาครัฐทำเองหรืออนุญาตให้ใครปลูก ซึ่งไม่เพียงพอ ทุกวันนี้เราแจกเกิน 10 กิโลกรัม อาจถูกตั้งข้อหารุนแรงว่าจำหน่ายยาเสพติดโดยไม่ต้องมีหมายศาลค้น ดังนั้นวันนี้กัญชายังเป็นยาอันตรายของกฎหมาย ซึ่งประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้วันนี้ทำได้ แต่ก็แจกไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ต้องรอให้ อย.รับรองก่อน การจะแจกได้ต้องมีสถาบันวิชาการมาช่วย ซึ่งมีเงื่อนไขเยอะ และผิดกฎหมายไปหมด สุดท้ายแม้มีกัญชามากมาย แต่หากจ่ายผ่านงานวิจัย เต็มที่ก็แจกได้ไม่เกิน 300 คน แต่คนไข้ที่มารับยากับตนอย่างน้อย 8,000 คน ซึ่งตอนนี้มีคนมาลงทะเบียนกว่า 20,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้โดย 1.เข้าร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์ตามเส้นทางที่ได้ประกาศ แม้ขณะนี้จะปิดรับลงทะเบียนทางเพจเฟซบุ๊ก แต่สามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างาน 2.เข้าร่วมฟังบรรยายเสวนาตามกำหนดการในเส้นทางแวะพัก 3.บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการผลิตยาแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นและไม่สามารถเข้าถึงยาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ลงชื่อสนับสนุนการปลดกัญชาออกจากยาเสพติดเพื่อการแพทย์ เรียกร้องให้แก้กฎระเบียบและกฎหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชา และหมอพื้นบ้านสามารถปลูก ปรุง และแจกจ่ายยาได้โดยปราศจากอุปสรรค 5.ลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา 6.ร่วมแชร์ข้อมูลและข่าวสาร เดินเพื่อผู้ป่วยเพื่อสร้างความรู้และพลัง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เดินเพื่อผู้ป่วย cannabis walk Thailand &amp;nbsp;เพจปฏิวัติกัญชา เพจไบโอไท เพจมูลนิธิข้าวขวัญ และเพจมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ทั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กเดินเพื่อผู้ป่วย Cannabis walk Thailand และเพจสื่อเถื่อนตลอดการเดินเท้า 20 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสิต ซึ่งร่วมเดินเท้า กล่าวว่า ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส กัญชาสามารถรักษาโรคได้ แต่ประชาชนเข้าไม่ถึง เพราะรัฐบาลยังกีดกันให้กัญชาเป็นยาเสพติด เราจึงต้องเดินด้วยเท้าเรียกร้องให้กัญชาออกจากยาเสพติดและเป็นสมุนไพรรักษาประชาชน อยากให้ผู้มีอำนาจเห็นใจประชาชนที่ป่วยยาก การเดินครั้งนี้แม้พวกเราจะป่วยและแก่เฒ่า แต่ก็ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกครั้งนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชาเสรี, ชาวบ้านนับล้านต้องการใช้รักษา, ปลดล็อกกัญชา, หนังสือพิมพ์, อาทิตย์ อุไรรัตน์, เดชา ศิริภัทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce40b102fd03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
