<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวมท. พัฒนาดิจิทัลไอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียวมหาดไทยเร่งพัฒนาระบบพิสูจน์-ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัลให้บริการกับหน่วยงานรัฐ-เอกชน สั่ง ก.ดิจิทัลเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ไม่ขัดกฎหมาย สำนักงบฯ หนุนค่าใช้จ่ายอุปกรณ์-พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ชี้เป็นฐานสำคัญพัฒนาระบบ Digital ID ประเทศ
วันที่ 27 ก.ค. น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางการพัฒนาระบบรองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ Digital ID ด้วยการพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service &amp;ndash; FVS) และอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการพัฒนา และจัดให้มีระบบ FVS และดำเนินการให้บริการกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบ FVS ที่กระทรวงมหาดไทยพัฒนา มีความมั่นคงปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ สอดคล้องตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า พร้อมทั้งให้สำนักงบประมาณให้การสนับสนุนงบประมาณกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและจัดทำระบบ FVS โดยครอบคลุมการพัฒนาและติดตั้งซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจัดหาอุปกรณ์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับการให้บริการและการทดสอบประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ตลอดจนการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐาน และข้อตกลงการให้บริการของระบบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นสำหรับการบริหารงานและการให้บริการ และให้กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;รายงานการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure) ในส่วนของการพัฒนาระบบ Digital ID ให้ ครม.ทราบเป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับการพัฒนาและจัดให้มีระบบ FVS เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาระบบ Digital ID ของประเทศ ในส่วนของการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสนับสนุนบริการภาครัฐ สำหรับประชาชนและธุรกิจในการเข้าถึงบริการภาครัฐในรูปแบบของการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จโดยระบบ Digital ID&amp;nbsp;ซึ่งรวมถึงระบบ FVS จะสามารถนำมาทดแทนกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางกายภาพ โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องเดินทางไปพิสูจน์ตัวตนยังที่ทำการหรือสาขาของหน่วยงานที่ต้องการทำธุรกรรมทุกครั้งได้&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ส่วนระบบ FVS ที่กระทรวงมหาดไทยจะพัฒนาขึ้น&amp;nbsp;เป็นระบบที่จะใช้ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (Digital ID) ของผู้รับบริการระบบหนึ่ง โดยมีกลไกการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีในการระบุตัวบุคคลด้วยการเปรียบเทียบภาพใบหน้าที่ผู้รับบริการถ่ายส่งเข้าระบบกับฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ โดยใช้ AI ที่มีความแม่นยำตามเกณฑ์มาตรฐานสากล และแจ้งผลในรูปแบบร้อยละของความถูกต้องของภาพถ่ายกับฐานข้อมูลภาพใบหน้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.ไฟเขียวมท., ด้วยใบหน้า, น่าเชื่อถือ, ปลอดภัย, พัฒนาดิจิทัลไอดี, ยืนยันตัวตน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไม่ขัดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987f4a1f9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว พร้อมเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) ผ่านพื้นที่ท่องเที่ยวต้นแบบย่านการค้า “เยาวราช”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ Safety Zone สร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และการเดินทางภายในประเทศ หลังวิกฤต COVID-19 ผ่านสื่อออนไลน์และ Blogger ด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการดันแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางด้วยความรู้สึกมั่นใจในผู้ประกอบการไทยที่พร้อมดูแลรับผิดชอบ&amp;nbsp; และให้ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี เตรียมพร้อมต้อนรับการเปิดประเทศหลังวิกฤต &amp;nbsp;โดยมีพื้นที่ต้นแบบท่องเที่ยวย่านการค้า &amp;ldquo;เยาวราช&amp;rdquo; กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ Blogger ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชิญชวนท่องเที่ยวพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) ที่ยึดหลักด้านความปลอดภัย สุขอนามัย ความเป็นธรรม&amp;nbsp; การให้บริการ และการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp; ติดตามได้ที่ เพจbellephat , เพจบันทึกคนขี้เที่ยว, เพจGo!Graph , &amp;nbsp;และเที่ยวทั่วไทยไปไหนดี พร้อมกันนนี้สามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ https://www.facebook.com/Deptourism/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106687</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blogger ด้านการท่องเที่ยว, Safety Zone, กรมการท่องเที่ยว, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การเดินทางภายในประเทศ, ท่องเที่ยวปลอดภัย, ปลอดภัย, ผ่านสื่อออนไลน์, พื้นที่ท่องเที่ยวต้นแบบย่านการค้า, พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย, วิกฤต COVID-19, สร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว, สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว, สะดวก, สะอาด, สำหรับนักท่องเที่ยว, เที่ยวทั่วไทยไปไหนดี, เป็นธรรม, เพจbellephat, เพจGo!Graph, เพจบันทึกคนขี้เที่ยว, เยาวราช, โครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caf55304667.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการท่องเที่ยว เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) ผ่านพื้นที่นำร่องต้นแบบท่องเที่ยวชุมชน “บ้านไร่กองขิง” และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวผ่านบล๊อคเกอร์ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรมการท่องเที่ยว (กทท.) ดำเนินโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ Safety Zone สร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และการเดินทางภายในประเทศ หลังวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ ผ่านสื่อออนไลน์และ Blogger ด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการดันแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางด้วยความรู้สึกมั่นใจในผู้ประกอบการไทยที่พร้อมดูแล รับผิดชอบ&amp;nbsp; และให้ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับการเปิดประเทศหลังวิกฤต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนบ้านไร่กองขิง&amp;quot; จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบของพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน ในโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว(Safety Zone) ดำเนินโครงการโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ Blogger ด้านการท่องเที่ยวเพื่อเชิญชวนท่องเที่ยวพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว (Safety Zone) &amp;nbsp;ติดตามได้ เพจนักเดินทางอิสระ, เพจการท่องเที่ยวเชิงไฉไล, เพจเที่ยวให้ยับ และเพจไปไหนดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมกันนนี้สามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่ https://www.facebook.com/Deptourism/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blogger, Safety Zone, กทท., กรมการท่องเที่ยว, การเดินทางภายในประเทศ, จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านไร่กองขิง, ต้อนรับการเปิดประเทศ, บล๊อคเกอร์ท่องเที่ยว, บ้านไร่กองขิง, ปลอดภัย, ผ่านสื่อออนไลน์, พื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน, พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย, พื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว, วิกฤต COVID-19, สะดวก, สะอาด, เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ, เที่ยวปลอดภัย, เป็นธรรม, แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60caf2657854c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 21:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เน้นท่องเที่ยวปลอดภัยพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงเทศกาลสงกรานต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า &amp;ldquo;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มีวันหยุดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12 &amp;ndash; 16 เมษายน 2562 ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2562 ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ประชาชนทั้งชาวและชาวต่างชาติได้ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆอย่างปลอดภัยและมีความสุข ดังนั้นกรมอุทยานแห่งชาติฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีมาตราการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2562 ระหว่างวันที่ 12 - 16 เมษายน 2562 จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯทุกหน่วย ดำเนินการตามมาตราการดังกล่าว เช่น การจัดตั้งจุดอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว จำนวน 155 แห่งทั่วประเทศ การจัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ณ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1-16 และสาขาที่ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมและหวังให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมอุทยานแห่งชาติฯได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1 &amp;ndash; 16 และสาขา ที่มีหน้าที่ดูแลอุทยานแห่งชาติในสังกัดทุกแห่ง ให้ดำเนินการดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2562 เน้นการดูความปลอดภัยนักท่องเที่ยวทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ควบคุมไม่ให้มีการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดในอุทยานแห่งชาติ ตลอดจนรักษาความสะอาดในบริเวณต่างๆ ทั้งห้องน้ำ/ห้องส้วม และห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ การเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ การจัดเก็บค่าบริการ รวมทั้งการปฎิบัติตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังได้มีการกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยและการบริการนักท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติทั้ง 155 แห่ง ที่ต้องปฎิบัติเพื่อการดูแล อำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว ได้แก่ การจัดตั้งจุดอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมีอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์กู้ชีพ,กู้ภัย เบอร์โทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมถึงการสำรวจจุดเสี่ยงอันตรายของแหล่งท่องเที่ยว วางแผนกำหนดมาตรการป้องกันและการกู้ภัยในอุทยานแห่งชาติ การสำรวจ ซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ เช่น เสื้อชูชีพ ห่วงชูชีพ เชือก ตลอดจนยานพาหนะต่างๆให้พร้อมใช้งานในเวลาฉุกเฉิน การติดตั้งป้าย/ทุ่น/ธงสี เพื่อการเตือนภัยหรือข้อควรระวัง เช่น เขตห้ามเล่นน้ำ เขตที่ลึกน้ำวน หน้าผาชัน หินลื่น ตลอดจนกำหนดบริเวณการทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ อย่างชัดเจน จัดให้มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง และควบคุม ดูแลเข้มงวดทุกกิจกรรม ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงภัย จะต้องมีการลงทะเบียนข้อมูลนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะประกอบนั้นๆ และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและเวรยามตรวจตราในพื้นที่บริการการท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง และจัดสถานที่เพื่อการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ขอให้นักท่องเที่ยววางแผนการท่องเที่ยวก่อนการเดินทางไปท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เพราะอุทยานแห่งชาติบางแห่งที่ได้รับความนิยมอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และขอให้ทุกท่านเตรียมร่างกายให้พร้อมในการท่องเที่ยว ขณะที่การจองบ้านพักอุทยานแห่งชาติสามารถจองผ่านระบบออนไลน์ที่ nps.dnp.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และสำหรับการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ยังคงกำหนดแนวทางให้นักท่องเที่ยวร่วมใช้ถุงผ้าเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกแบบหูหิ้วภายในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งภายในอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง จะมีบริการให้นักท่องเที่ยว ยืม &amp;ndash; คืน ถุงผ้า ให้ด้วย และขอความร่วมมืองดสูบบุหรี่ หรือสูบในที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ และหากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการป่าไม้และสัตว์ป่า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33717</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สงกรานต์, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ธัญญา เนติธรรมกุล, ปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb4908fa057c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ถอดบทเรียนอุบัติเหตุ10ปี หวัง“รถรับส่งนร.”ปลอดภัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หากย้อนดูสถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในรอบ 10 ปีมากที่สุด ต้องยกให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมาเป็นอันดับแรก โดยมีอัตราเฉลี่ย 60 รายต่อวันเป็นตัวเลขที่สูงเข้าขั้นวิกฤติ โดยส่วนมากเกิดจากรถบริการสาธารณะต่างๆ รถสองแถว รถรับ-ส่งนักเรียน เป็นต้น ถือเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า จากสถานการณ์ผู้บริโภคและรายงานรับเรื่องร้องเรียนประจำปี 2560 โดยเครือข่ายผู้บริโภค 7 ภาค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พบปัญหาการบริการสาธารณะได้รับการร้องเรียนสูงเป็นอันดับ 5 มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 424 เรื่อง จากทั้งหมด 3,615 เรื่อง โดยรถตู้โดยสารสาธารณะมากที่สุด 116 เรื่อง รองลงมาคือ รถสองแถว 73 เรื่อง รถรับส่งนักเรียน 42 เรื่อง และรถทัวร์โดยสาร 35 เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;


fifa356&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สสส.และภาคีเครือข่ายให้ความสำคัญและได้เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนมาตลอดกว่า 10 ปี โดยเฉพาะปัญหารถโดยสารสาธารณะที่เกิดอุบัติเหตุและสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะพบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุขนาดใหญ่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กลไกสำคัญในการแก้ปัญหานอกจากการพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนามาตรฐานและการให้บริการรถโดยสารที่ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้แล้ว การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชนในการเฝ้าระวัง และเยียวยากรณีเกิดความเสียหาย รับเรื่องร้องเรียน คดีฟ้องร้องต่างๆ ถือว่ามีบทบาทช่วยสร้างความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและประชาชนได้มาก&amp;nbsp;


bnk789&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการรถโดยสารปลอดภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงมติจากเวทีสมัชชาบทบาทองค์กรผู้บริโภคกับรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยว่า ทุกภาคส่วนมีข้อเสนอให้กำหนดประเด็นรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเข้าสู่วาระหรือนโยบาย ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศ โดยเสนอให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักบริหารจัดการรถโรงเรียน ทำให้รถทุกคันเข้าสู่ระบบ มีกระบวนการติดตามคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกันได้เสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการขนส่งทางบก ส่วนการพัฒนาในระดับบุคคลนั้น เสนอให้มีการสนับสนุนให้มีการสร้างจิตสำนึกด้วยการพัฒนาศักยภาพ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์นิรภัยและเรียนรู้การแก้ไขสถานการณ์ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนและรถโดยสารสาธารณะ&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวว่า อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเฉลี่ย 60 รายต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือลดอัตราการเสียชีวิตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ โดยขอเสนอให้กวดขันรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียนเป็นไปตามกฎหมาย การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับตัวรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียน ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก&amp;nbsp; 


สล็อต&amp;nbsp;&amp;nbsp;พ.ศ.2522 พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หากทุกฝ่ายจับมือกันและแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด เชื่อว่าอุบัติเหตุทางถนนของไทยจะลดลงได้อย่างแน่นอน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กินเจ ได้บุญ ได้สุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าว &amp;ldquo;เจนี้ ลดเค็ม ได้บุญ ได้สุขภาพ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในปี 2561 พบว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะกินเจ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคอาหารเจมาจากการซื้อจากร้านอาหารเพื่อความสะดวก โดยการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารเจจะพิจารณาจากรสชาติและภาพลักษณ์ของอาหารเป็นอันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็มจึงทำการสุ่มตัวอย่างอาหารเจ 13 เมนูยอดนิยมบนถนนสายเศรษฐกิจ 3 แหล่งใน กทม. ได้แก่ เยาวราช อตก. และตลาดยิ่งเจริญ โดยใช้เครื่องวัดความเค็ม ตรวจสอบปริมาณโซเดียมในอาหาร ประกอบด้วย แกงเขียวหวาน แกงกะทิ จับฉ่าย พะโล้ ผัดกะเพรา แกงส้ม ผัดผัก ต้มจืด ต้มกะหล่ำปลี ขนมจีนน้ำยากะทิ ลาบเห็ด กระเพาะปลา และผัดขิง พบว่าทุกเมนูมีปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับ โดยในแต่ละมื้อไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 600 มิลลิกรัม ซึ่งเมนูที่มีโซเดียมสูงสุดคือ พะโล้ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 1,092.44 มิลลิกรัม/200 กรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ควรบริโภคต่อมื้อเกือบ 2 เท่า ตามด้วยอันดับ 2 ต้มจับฉ่าย (1,055.11 มิลลิกรัม/200 กรัม) และอันดับ 3 ขนมจีนน้ำยากะทิ (1,037.33 มิลลิกรัม/200 กรัม) นอกจากนี้ยังพบอาหารเจจำพวกผักดอง เกี้ยมไฉ่ กานาฉ่าย จับฉ่าย เป็นอาหารที่ใช้เกลือมาก ซึ่งผักที่เคี้ยวหรือดองเป็นเวลานานจะได้คุณค่าทางอาหารที่น้อยลง รวมถึงอาหารแปรรูป เช่น โปรตีนเกษตร เนื้อสัตว์เจจะมีการเติมรสเค็มเพื่อทำให้รสชาติใกล้เคียงของจริงมากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันคนไทยกินเค็มเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า โดยพบว่าปริมาณโซเดียมที่คนไทยกินเฉลี่ย 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ปริมาณโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน ในแต่ละปีจึงมีผู้ป่วยถึง 2 ล้านคนที่เกิดจากพฤติกรรมกินเค็ม เครือข่ายลดบริโภคเค็มและสสส.จึงอยากชวนคนไทยในช่วงเทศกาลกินเจนอกจากถือศีลละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว อยากชวนให้ร่างกายได้พักไตด้วยการลดเค็มในเมนูเจ ซึ่งมี 3 วิธีในการกินเจให้ได้สุขภาพดีคือ 1.เลือกทานผักสด ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า โดยต้องล้างผักให้สะอาด 2.ลดเค็ม เลี่ยงอาหารแปรรูปหรือการทานน้ำซุปเพราะมีเกลือสูง 3.หลีกเลี่ยงของมันของทอดและลดแป้ง หลายคนกินเจแล้วน้ำหนักเพิ่ม เพราะในเมนูเจมีแป้งสูง จึงควรชดเชยด้วยน้ำเต้าหู้หรือธัญพืช ซึ่งจะช่วยต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการเติมแป้ง ส่วนผู้ป่วยเบาหวานควรลดปริมาณข้าวให้น้อยลง&amp;rdquo; ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ ในงานแถลงข่าว นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ ได้สาธิตการทำอาหารเจ อร่อยได้ ไม่ต้องเค็ม ในเมนู &amp;ldquo;หูฉลามเจ&amp;rdquo; พร้อมกับข้อแนะนำการปรุงอาหารเจให้อร่อยและดีต่อสุขภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20016</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ, ขนส่งทางบก, นิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย, ปลอดภัย, รถรับส่งนร, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, สพฐ, สสส, อุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc567a1294a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลเผยประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่มีความความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย. และการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 61 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย.&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 22 พฤษภาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย. การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการอ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. ในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.78 ระบุว่า อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. รองลงมา ร้อยละ 27.98 ระบุว่า ไม่อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. และร้อยละ 0.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. หลังจากที่มีกระแสข่าวการจับกุมผลิตภัณฑ์ที่มีการสวมเลขทะเบียน อย. รวมถึง การใช้เครื่องหมาย อย. ปลอมจำนวนมาก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.12 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานในการตรวจสอบความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีการจัดตั้งมานานแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 42.21 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ขาดความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความรุนแรงของปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมาก ร้อยละ 44.60 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ค่อนข้างมีความรุนแรง ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ ไม่ค่อยมีความรุนแรง ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ไม่มีความรุนแรงเลย และร้อยละ 1.44 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการที่ให้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นดูมีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ ง่ายขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.71 ระบุว่า มีส่วนช่วย เพราะ เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดแรงจูงใจ และความมั่นใจในการเลือกซื้อ รองลงมา ร้อยละ 32.93 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วย เพราะ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ราคา ความพึงพอใจ ความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อ ขณะที่บางส่วนระบุว่า มุ่งเน้นที่เครื่องหมาย อย. มากกว่า และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหาการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.20 ระบุว่า เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทั้ง ก่อน &amp;ndash; หลัง กับสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย อย. รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำผิด ร้อยละ 33.89 ระบุว่า เพิ่มหน่วยงานของภาครัฐเข้ามากำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยละ 32.37 ระบุว่า เพิ่มมาตรการควบคุมการโฆษณาที่เกินจริงรวมถึงการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณา ร้อยละ 27.10 ระบุว่า เพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ร้อยละ 0.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเลข อย. เช่น มีแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบเลข อย. ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 9.59 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.42 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 32.53 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.91 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 51.40 เป็นเพศชาย และร้อยละ 48.60 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.03 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 16.55 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.10 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 33.49 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 18.23 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.60 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่างร้อยละ 91.61 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.88 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือ ศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.24 ไม่ระบุศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 20.30 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 70.26 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.64 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.80 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 26.14 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.34 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.51 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.30 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.60 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.12 ไม่ระบุการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 12.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.23 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.18 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.59 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.27 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 3.04 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 5.52 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 13.35 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 24.62 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 22.46 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 11.91 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 6.39 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; 40,000 บาท ร้อยละ 8.79 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 12.47 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินค้า, นิด้าโพล, ปลอดภัย, ผลิตภัณฑ์, มาตรฐาน, ยา, สินค้า, อาหาร, เครื่องหมาย อย., เชื่อมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a1c1b9d0b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชีวิตพึง slow down</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สูงอายุ..เวลาลงจากรถ ควรก้าวลงจากรถให้ช้าลงสักนิด จากนั้น หยุดยืนตั้งตัวสักครู่ก่อนออกเดินไปที่ใดก็ตาม เวลาขึ้น-ลงบันไดให้เกาะราวจับเสมอ อย่าประมาท พลาดท่า หากล้ม กระดูกแตกหักนะคะ เวลานุ่ง/ถอดกางเกง หรือใส่เสื้อผ้า ต้องมีที่เกาะหรือพิงได้ และนั่งสวมใส่จะปลอดภัยกว่า.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9740</URL_LINK>
                <HASHTAG>slow down, ปลอดภัย, ผู้สูงอายุ, พลาดท่า, ล้ม, อย่าประมาท, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
