<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนเสนอตั้งกองทุนพลังงานสร้างชาติ 2 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค.2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังงานประชุมเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต&amp;rdquo; ว่ากระทรวงพลังงานได้จัดประชุมระดมสมองเพื่อจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือ Thailand Integrated Energy Blueprint (TIEB) ที่มีความยืดหยุ่น มีเป้าหมายในระยะสั้น ระยะปานกลาง 5-10 ปี มากกว่าการวางแผนในระยะยาว 20 ปี รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอล และการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของโควิด-19 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง น่าจะได้ข้อสรุปกลับมารายงานอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้า และคาดจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.2564 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อนำไปสู่แผนปฏิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นกำหนดรับฟังความคิดเห็นแผนดังกล่าวช่วงเดือนมี.ค.2564 โดยไม่มีการพิจารณาเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินจากที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(พีดีพี) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 แต่อย่างใด และจะพิจารณาปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีส่วนในการลดปริมาณการสำรองไฟฟ้าที่มีสูงขึ้นถึง 30-40% จากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งในอนาคตมีรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) รถไฟฟ้า 13 สาย และการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G อาจส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น
&amp;quot;ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ ทั้งโรงไฟฟ้าเก่าและโรงไฟฟ้าใหม่ &amp;nbsp;มีกำลังการผลิตอยู่ที่เท่าใด เปิดใช้งานมาแล้วกี่ปี มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างไร เพื่อดูว่าจะต้องปลดระวางกี่แห่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าอื่นด้วย​ ส่วนการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าใหม่น่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี​2564 ซึ่งการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน &amp;nbsp;ถือเป็นการคิกออฟเพื่อแจกโจทย์ว่าพลังงานควรจะมีทิศทางอย่างไร&amp;rdquo;นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)​ กล่าวว่า​ เบื้องต้นได้เสนอรัฐบาลให้จัดตั้งกองทุนพลังงานสร้างชาติ 2 ล้านล้านบาท รองรับการส่งเสริมอีวี ช่วยรัฐประหยัดพลังงานได้ปีละ 100,000 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวก็ควรจะมาจากการออกพันธบัตรของรัฐบาล 30 ปี ในรูปแบบการระดมเงินตามความจำเป็นที่ควรใช้ เพื่อรัฐจะได้ไม่มีภาระในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM 2.5) ยังสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในการนำมาใช้เปลี่ยนระบบเป็นอีวี 200,000 ล้านบาท และอีก 1.8 ล้านล้านบาทนำไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกส่วนหนึ่งนำไปเยียวยาอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่โรงกลั่นก็ต้องปรับตัวไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีมูลค่าสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 55-60 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซิน 20 ล้านลิตรต่อวัน หากอนาคตสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้รถอีวี จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานได้จำนวนมาก​ ซึ่งปัญหาการลงทุนของภาครัฐมีอุปสรรคเรื่องงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ดังนั้นการตั้งกองทุนฯ จะทำให้สามารถนำเงินนี้มาใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86835</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพลังงานสร้างชาติ, กุลิศ สมบัติศิริ, คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต, ปลัดกระทรวงพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5b05912f8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานจัดนิทรรศการ “พลังงานที่พ่อให้” เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ธ.ค. 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่รัฐบาลมีกำหนดจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 นั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพลังงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ได้จัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด&amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 -6 ธันวาคม 2563 &amp;nbsp;เวลา 10.00 - 21.00 น. บริเวณถนนสนามไชย ฝั่งวัดโพธิ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนิทรรศการ&amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo;จะมีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่9 ด้านพลังงานซึ่งยังประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั่วประเทศ &amp;nbsp; อาทิ เขื่อนพระราชา พลังแห่งสายน้ำสู่แสงสว่างของปวงประชา , พลังงานชีวภาพ&amp;hellip;พลังแห่งพระปรีชาญาณ, พลังงานจากอ่าวไทย..สร้างเศรษฐกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย &amp;nbsp;ซึ่งผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการนอกจากจะได้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังจะได้ชมภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่หาชมได้ยาก นำมาจัดแสดงในงานด้วย &amp;nbsp; อีกทั้งภายในบูธมีกิจกรรม ลงทะเบียนลุ้นรับรางวัล หนังสือพลังแผ่นดิน วันละ 10 รางวัล เกมตอบคำถามชิงรางวัล วันละกว่า 200 รางวัล มีกิจกรรม &amp;ldquo;แชะแล้วแชร์&amp;rdquo; โดยถ่ายภาพคู่กับบูธของกระทรวงพลังงานในมุมใดก็ได้ พร้อมโพสต์ลงใน เฟซบุ๊ก กระทรวงพลังงาน และบอกวิธีประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งแชร์โพสต์นี้แล้วตั้งค่าเป็นสาธารณะลุ้นรับรางวัลพิเศษอีกวันละ 10 รางวัลตลอดระยะเวลาการจัดงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานของรัฐบาล และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการ &amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo; ของกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 6 ธันวาคม 2563 นี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เนื่องในวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ที่พระองค์ทรงพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งได้สร้างคุณูปการต่อประชาชนคนไทยมาจวบจนปัจจุบัน และพวกเราจะร่วมกันสานต่อสิ่งที่พ่อทำ เพื่อทำนุบำรุงรักษาบ้านเมืองของเราให้เจริญงอกงามตลอดไป&amp;rdquo;ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85705</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, พลังงานที่พ่อให้, วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc71a9d3f804.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานแจงคุมเข้มดูแลรถขนส่งน้ำมันสั่งไล่เช็คหาสาเหตุการชนจนเกิดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ต.ค.63 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีที่ได้เกิดเหตุการณ์รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกพ่วงที่จังหวัดบุรีรัมย์ในคืนวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมาตามที่ปรากฎในข่าวนั้น &amp;nbsp; ขอยืนยันว่า กระทรวงพลังงานโดย กรมธุรกิจพลังงานมีการกำกับดูแลรถบรรทุกน้ำมันที่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ที่จะดูแลในส่วนของตัวถังน้ำมันกับอุปกรณ์การยึดติดตัวถังกับรถบรรทุกให้มีมาตรฐานความปลอดภัยซึ่งต้องมีการตรวจสอบและต่ออายุใบอนุญาตทุกปี และต้องมีการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลที่สามารถบันทึกระยะทาง เวลาและความเร็วของรถได้ตลอด 24 ชั่วโมง และผู้ประกอบกิจการต้องเก็บข้อมูลที่บันทึกไว้ให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน &amp;nbsp;ซึ่งในกรณีหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นผู้ประกอบการต้องรายงานการเกิดอุบัติเหตที่ทำให้ถังขนส่งน้ำมัน ระบบท่อ และอุปกรณ์ชำรุดเสียหายจนน้ำมันรั่วไหลหรือเกิดเพลิงไหม้ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายใน 24 ชั่วโมงนับจากการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;ส่วนตัวรถบรรทุกนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกรมขนส่งทางบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าวคงต้องรอการพิสูจน์ว่าเกิดจากสาเหตุใด &amp;nbsp; ซึ่งกระทรวงพลังงานเองนั้นยืนยันว่ามีมาตรฐานการกำกับดูแลที่ชัดเจนในส่วนของถังน้ำมันกับอุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถที่ได้มาตรฐานและความปลอดภัย มีการตรวจสอบทุกปี &amp;nbsp;ด้านคนขับรถบรรทุกน้ำมันก็จะต้องมีบัตรผู้ปฏิบัติงานจากกรมธุรกิจพลังงานซึ่งมีการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจการขับขี่ปลอดภัยก่อนจึงจะสามารถขับได้ &amp;nbsp;ในส่วนของความรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากการประกอบกิจการรถขนส่งน้ำมัน &amp;nbsp;ประชาชนที่ได้รับผลกระทบนอกจากจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย พ.ศ.2535แล้ว &amp;nbsp;ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งน้ำมันยังได้มีการประกันภัยความรับผิดชอบเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกอันเกิดจากการประกอบกิจการดังกล่าว &amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 โดยมีจำนวนเงินของประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อครั้งซึ่งไม่น้อยกว่า 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามผมได้ประสานสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน และพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์เข้าไปดูแลรายละเอียดการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวแล้ว &amp;nbsp;พร้อมทั้งให้กำชับการดูแลรถขนส่งน้ำมันให้มีความรอบคอบมีมาตรฐานการทำงานตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อจะไม่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก&amp;rdquo; ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, รถบรรทุกน้ำมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5b05912f8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กุลิศชงใช้งบกองทุนอนุรักษ์พลังงานปี 64 รวม 1 หมื่นล. กระตุ้นจ้างงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 38 และการประชุมเกี่ยวข้อง (The 38th SOME) ว่าในวันที่ 26 ส.ค. 2563 จะมีการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (กทอ.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานโดยจะมีการพิจารณากรอบการใช้งบประมาณกองทุนปีงบประมาณ 2564 โดยวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการจ้างงาน และสร้างรายได้ของนักเรียน นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากการตกงานในช่วงที่มีสถานการณ์โควิดระบาด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันจะมีการอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณกองทุนในปี 2563 วงเงน 5,600 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองมากเรียบร้อยแล้วจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีข้อกำหนด 7ด้าน อาทิ. ต้องเป็นโครงการที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ มีข้อมูลทางเทคนิคของอุปกรณ์มาประกอบการพิจารณา และไม่เข้าข่ายเป็นผู้ขอแทนกัน และมีรายงานผลความก้าวหน้าของโครงการ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการของปี 63 ที่ขอมานั้นจะมีการอนุมัติใช้เงิน ซึ่งจากที่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองมาคาดว่าจะรวมวงเงินแล้วน้อยกว่า 5.6 พันล้าน เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่ก็จะสามารถทบเงินไปในงวดต่อไปได้&amp;rdquo;นายกุลิศ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการประชุม The 38th SOME ประเทศไทยได้นำนโยบายพลังงานร่วมใจ ร่วมไทยสร้างชาติ ที่เน้นการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้เสอนต่อที่ประชุม เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนและร่วมกันลงทุน โดยส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการส่งผ่านและซื้อขายไฟระหว่างกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75568</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นการจ้างงาน, กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (กทอ.), กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2ee4d5a96c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงาน รับลูกผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งพิจารณาการผลิตไฟของรัฐต่ำ51%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค. 2562 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้แจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า กระทรวงพลังงานกำหนดนโยบายและแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า โดยให้เอกชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทำให้สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่า 51% อันขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วรรคสอง โดยมีข้อเสนอแนะต่อกระทรวงพลังงานให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการวินิจฉัย และดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด ภายในกำหนด 10 ปี นับจากปี พ.ศ. 2562 นั้นกระทรวงพลังงาน จะได้เร่งพิจารณาข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าวตามขั้นตอน พร้อมทั้งยืนยันว่าการดำเนินงานตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี) ที่ผ่านมา ที่ให้เอกชนมีบทบาทร่วมในการผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงประกาศในแผนพีดีพี 2010 เมื่อปี 2553 และล่าสุดพีดีพี 2018 ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2562 นั้น เป็นการดำเนินการตามกรอบของรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่าเบื้องต้น กฟผ.รับทราบถึงกรณีดังกล่าวแล้วเรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ กฟผ. ไม่มีบทบาทในการจะตอบโต้เรื่องดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงาน เนื่องจากเป็นข้อเสนอถึงกระทรวง และทางกระทรวงมีหน้าที่กำหนดนโยบายต่าง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นกระทรวงพลังงานเรียก กฟผ. ไปคุยแล้ว แต่ต้องชี้แจงว่าคนที่มีบทบาทจริง ๆ คือสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ส่วน กฟผ.เป็นผู้ที่ดำเนินงานตามกำหนดของแผนพีดีพีอย่างเดียว ว่าทุกฝ่ายจะมีสัดส่วนเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่า กฟผ.ปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ารวมตอนนี้อยู่ที่ 31%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรายืนยันว่าเราดำเนินตามแผนที่กระทรวงกำหนด ซึ่งกฟผ.ไม่มีบทบาทอะไรเลยในการกำหนดนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และตอนนี้ทำอะไรมากไม่ได้ เบื้องต้นจากที่ประเมินคงได้แค่รับทราบและเตรียมการไว้ว่าจะทำอะไรต่อ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็กำลังจะเปลี่ยนตัว เพื่อให้ รมว.คนใหม่มาจะได้ดำเนินการได้ทันที&amp;quot;แหล่งข่าวกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดลงต่ำกว่า 51%, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2ee4d5a96c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กุลิศ&quot;ลุยประชุมปรับเกณฑ์พีดีพี ชี้เปิดกว้างทุกเทคโนโลยี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กุลิศ&amp;rdquo; เผย 11 ม.ค. ประชุมบอร์ดพีดีพี ปรับหลักเกณฑ์หลังรับฟังความคิดเห็น ชี้ไม่กำหนดว่าจะรับซื้อไฟในปี 2570 ต้องดูเทคโนโลยีหากพร้อมก็รับซื้อได้ทันที ยันเดินหน้าโซลาร์รูฟฯ นำร่องรับซื้อ 100 เมกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าในวันที่ 11 ม.ค. 2562 นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)ของประเทศ ฉบับใหม่ เพื่อพิจารณาและปรับแก้ไขหลักเกณฑ์หลังจากที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น(พับลิก เฮียริ่ง)ทั่วประเทศเพื่อ สร้างความชัดเจนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดความไม่มั่นใจในเรื่องความไม่ชัดเจนของการผลิตไฟฟ้าใช้เอง(ไอพีเอส) สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่อาจจะเพิ่มขึ้นในแผน รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การซื้อขายกันเองนั้นในอนาคตเราไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำในปี 2570 แต่ก็ต้องดูความมีเสถียรภาพและความมั่นคง ไม่ไปรบกวนการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบปกติ ขณะเดียวกันก็ต้องดูถึงต้นทุนเทคโนโลยีด้วยที่อาจจะถูกลงจึงทำให้การซื้อขายไฟฟ้าเป็นไปได้มากขึ้น&amp;rdquo;นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันแผนดีพีดีเป็นเรื่องที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทุกปีซึ่งคาดว่าในทุก 3 ปีข้างหน้าจะต้องนำกลับมาหารือกันใหม่เพื่อปรับเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ทันต่อเทคโนโลยี และหากในอนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีมีความพร้อม รวมถึงได้รับความร่วมมือจากเอกชนให้เข้ามาทดลองหรือสนับสนุนนวัตกรรมจนการซื้อขายไฟฟ้ากันเองนั้นเกิดขึ้นได้จริง กระทรวงพลังงานก็อาจจะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าเลยทันทีไม่จำเป็นต้องรอถึงปี 2570 ซึ่งรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้า รวมถึงราคาจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ภาคประชาชนที่ถูกบรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี)ฉบับใหม่ 20ปี(2561-2580) จำนวน 10,000 เมกะวัตต์ ว่า จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อจากประชาชนในรูปแบบเสถียร(เฟิร์ม)จำนวน 4,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามอาจมีการปรับตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจากกำลังผลิตรวมของโซลาร์ฯประชาชนในแผนพีดีพี คาดว่าจะโซลาร์ฯประชาชนล็อตแรกจำนวน 100 เมกะวัตต์จะเกิดขึ้นภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โซลาร์ฯประชาชนล็อตแรกจำนวน 100 เมกะวัตต์จะกำหนดพื้นที่ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และจะรับซื้อคิดเป็น 15%จากหม้อแปลง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มหลังจากพีดีพีฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ แต่ก็ต้องรอเกณฑ์ที่ชัดเจนจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)อีกครั้ง&amp;quot;นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุสัญญาจำนวน 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ ขนาด 700 เมกะวัตต์ จะหมดอายุปี 63 ซึ่งโครงการตั้งอยู่ใน จ.ราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทำการต่ออายุโรงไฟฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นการนำร่องและรวมอยู่กับโควตาการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ(ไอพีพี) 8,000 เมกะวัตต์ แต่ยังดูถึงเงื่อนไขความถูกต้อง ซึ่งในส่วนนี้เป็นการแข่งขันระหว่างเอกชนเท่านั้น กฟผ. จะไม่เข้าไปร่วมแต่บริษัทลูกสามารถทำการแข่งขันได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26283</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงาน(พีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2ee4d5a96c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กุลิศ&quot;  ถกคลังขอเกลี่ยงบฯปี61 วงเงิน 5,200 ล้านมาใช้ในงานกองทุนอนุรักษ์พลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กุลิศ&amp;quot; สั่งคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนอนุรักษ์พลังงาน หารือกรมบัญชีกลาง เกลี่ยงบโครงการปี 61 (เพิ่มเติม) วงเงิน 5,200ล้านบาท ที่เข้าข่ายไม่ใช่งบผูกพันมารวมกับงบปี 62 พร้อมเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 61 ที่ต่ำกว่า 10% &amp;nbsp;คาดชงข้อสรุปเข้าอนุกรรมการกองทุนฯสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(กองทุนอนุรักษ์ฯ) ที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงานกลั่นกรองฯ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2561 นายกุลิศได้มอบนโยบายให้คณะทำงานฯ ไปสอบถามรายละเอียดกับกรมบัญชีกลาง ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกลี่ยงบประมาณในส่วนของโครงการปี 2561 (เพิ่มเติม) ภายใต้กลุ่มโครงการ &amp;ldquo;ไทยนิยมยั่งยืน&amp;rdquo; วงเงิน 5,200 ล้านบาท ไปรวมกับโครงการปีงบประมาณปี 2562 ที่มีการอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว 10,448 ล้านบาท เนื่องจากการพิจารณาระเบียบของกระทรวงการคลังหากไม่ใช่งบประมาณผูกพันข้ามปีงบปี 2561(เพิ่มเติม) ถือว่าจบไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามระเบียบของกระทรวงการคลังแล้วถ้าไม่ใช่งบประมาณผูกพันข้ามปีก็ต้องถือว่าจบไปแล้ว ซึ่งงบปี 61 เพิ่มเติมยังไม่ได้อนุมัติแต่อย่างใด ดังนั้น ให้ไปพิจารณาว่าจะเกลี่ยงบประมาณก้อนนี้ ไปร่วมกับโครงการในปี 2562 ได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้คณะทำงานฯจะต้องไปสอบถามรายละเอียดกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้เกิดความถูกต้องในขั้นตอนดำเนินการต่าง ๆ ด้วย&amp;rdquo;แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โครงการที่ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ขอให้พิจารณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยในส่วนของโครงการปี 2561 ที่ได้รับการอนุมัติโครงการไปแล้ว จะต้องติดตามความคืบหน้าการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่มีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการที่เบิกจ่ายต่ำกว่า 10% ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการขอรับงบประมาณสนับสนุนก้อนใหม่ จะต้องพิจารณาถึงงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงรักษาด้วย เพราะหากโครงการที่ยื่นคำขอเข้ามาไม่มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการทิ้งร้างไม่เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้าคาดว่าคณะทำงานกลั่นกรองฯจะมีการนำข้อสรุปเกี่ยวกับการพิจารณาโครงการที่ยื่นขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบแนวทาง ก่อนเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(บอร์ด กองทุนรักษ์ฯ) ที่มีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาในปลายเดือนต.ค.นี้&amp;quot;แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าผลการตรวจสอบกรณีข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการใช้งบกองทุนฯ นั้น ล่าสุด คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้ขอขยายเวลาพิจารณาข้อมูลออกไปอีก 30 วัน จากเดิมกำหนดให้รายงานผลสอบในวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการฯต้องการพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน และได้เรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากสนพ.และพพ. โดยจะพยายามเร่งรัดพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อรายงานผลสอบเข้าสู่การประชุมบอร์ดกองทุนอนุรักษ์ฯให้ทันปลายเดือนต.ค.นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, มาใช้งานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, เกลี่ยงบประมาณปี61, ไทยนิยมยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
