<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เปิดอบรมธุรกิจร้านอาหารปรับตัวเพิ่มช่องทางออนไลน์-เดลิเวอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร &amp;ldquo;Smart Restaurant Plus&amp;rdquo; รุ่นที่ 1 ที่กระทรวงพาณิชย์ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่สามารถจะมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นจะต้องมีช่องทางการขายที่หลายหลาย โดยเฉพาะผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น ร้านอาหารไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ ที่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการขายแบบเดลิเวอรี่ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสร้างยอดขายให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นว่าทักษะในการบริหารจัดการร้านอย่างรอบด้าน และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนทำธุรกิจต้องเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้ง 2 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงสู่การบริโภควิถีปกติใหม่ หรือ New Normal มีการเว้นระยะห่างทางสังคมและใช้เวลาอยู่ในที่พักอาศัยกันมากขึ้น แต่ธุรกิจร้านอาหารยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้ หากสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยจำเป็นต้องปรับวิธีการบริหารจัดการร้านอาหารและนำแพลตฟอร์มออนไลน์มาช่วยขยายโอกาสทางการตลาดมากขึ้น และกระทรวงพาณิชย์ ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งในด้านการบริหารจัดการร้านค้า การพัฒนาธุรกิจ เพื่อสร้างความพร้อมรับมือกับการแข่งขัน&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร &amp;ldquo;Smart Restaurant Plus&amp;rdquo; หลักสูตร 6 วัน (36 ชั่วโมง) จำนวน 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 15-30 มี.ค.2564 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-6 พ.ค.2564 โดยได้รับความร่วมมือจากแม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารแบบครบวงจร มาถ่ายทอดความรู้ และยังได้รับความร่วมมือ จาก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าของแอปพลิเคชันบริการสื่อและจัดส่งอาหาร Robinhood และบริษัท วีเชฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระบบฟู้ดเซอร์วิสแพลตฟอร์มและฟู้ดทรัค สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมเผยเคล็ดลับและแนวทางการปรับตัวให้ธุรกิจเติบโตในสภาวะวิกฤต พร้อมฝึกปฏิบัติด้านการถ่ายภาพอาหารและการออกแบบครัว เพื่อใช้ทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟชบุค และไลน์ เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 16,541 ราย มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 108,714.46 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ.2564) และมีแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96133</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart Restaurant Plus, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb9436723a70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เตรียมเปิดตัวบิ๊กดาต้าข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึก ช่วยผู้ประกอบการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.2563 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ Mr.Big Data ของกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะเปิดตัวระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการ ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อวางแผนการดำเนินธุรกิจ โดยข้อมูลจะเป็นข้อมูลเชิงลึก ข้อมูลโอกาสในการขยายการค้า การพัฒนาธุรกิจสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป็นข้อมูลที่มีการวิเคราะห์แล้ว มีที่มาจากบทวิเคราะห์ บทความ เอกสารศึกษา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้า ทั้งรายประเทศ รายสินค้า และแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ตัวเลขดิบ หรือข้อมูลดิบ ซึ่งจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือนส.ค.2563 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีกระทรวงพาณิชย์ และเป็นการเดินหน้านำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการบริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า เพื่อขับเคลื่อนการค้ายุคใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำร่องการใช้บิ๊กดาต้า จัดทำระบบปักหมุดบริการข้อมูลค้นหาร้านโชวห่วยใกล้บ้าน เพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลร้านค้า เพื่อสั่งซื้อสินค้าหรือเลือกใช้ร้านค้าที่มีบริการส่งถึงบ้านในช่วงกักตัวอยู่บ้านรับมือกับการระบาดของโควิด-19 และจัดทำระบบข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงขยายตลาดผลไม้เชิงรุกรองรับช่วงผลไม้ออกสู่ตลาด นำร่องผลไม้สำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ลองกอง ลิ้นจี่ สับปะรด มะพร้าวโรงงาน และมะม่วงเกรดส่งออก เพื่อเป็นเครื่องมือให้พาณิชย์จังหวัดเชื่อมโยงตลาดผลไม้ เพื่อแก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาด โดยมีข้อมูลการผลิต ความต้องการ ซึ่งจะช่วยวางแผนกระจายผลไม้ได้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องบิ๊กดาต้า มีแผนที่จะพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากปี 2562 โดยจะมีการต่อยอดระบบติดตามสินค้าเกษตรพื้นฐาน คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทุเรียน โดยส่วนที่ทำเสร็จเมื่อปี 2562 เป็นการทำฐานข้อมูลการค้าสินค้าเกษตรพื้นฐาน ทั้งด้านการผลิต ราคา การนำเข้าส่งออก เพื่อให้ผู้บริหารสามารถกำหนดนโยบายที่ทันต่อเหตุการณ์และคาดการณ์ได้ และปี 2563 จะพัฒนาข้อมูลให้มาจากแหล่งต่างๆ อย่างสมบูรณ์มากขึ้น โดยในส่วนของข้อมูลสินค้าเกษตรด้านการส่งออก ทั้งปริมาณ ตลาดที่ส่งออก และตลาดที่มีศักยภาพ จะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ได้ในช่วงกลางปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะเร่งพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัดและฐานราก โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานอื่นในระดับจังหวัด เช่น เกษตร อุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมรายจังหวัด เข้ามาอย่างเป็นเอกภาพและเป็นระบบมากขึ้น มีเป้าหมาย คือ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค วิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจรายจังหวัด สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพเพาะปลูกในเขตนั้น พร้อมทั้งการขยายโอกาสการส่งออกของท้องถิ่น ที่จะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากได้
สำหรับระบบบริการข้อมูลการค้าเชิงลึก จะพัฒนาข้อมูลให้มีการวิเคราะห์ได้เชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ การทำการค้า โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าใช้ได้ในช่วงประมาณเดือนต.ค.2563
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66589</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dd77ec3ebd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ประชุมวอร์รูม รับมือสงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2562 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานรองรับสถานการณ์การค้า (War Room) ที่จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เป็นครั้งแรก ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างใกล้ชิด และทำแผนรับมือ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการรับมือการเบี่ยงเบนทางการค้า การรุกตลาดและการส่งออก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออก ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำหน้าที่พิจารณาแผนส่งเสริมการส่งออก การส่งเสริมตลาด &amp;nbsp;และช่วยเหลือ SMEs เช่น การจัดทำกลยุทธ์เป็นรายสินค้าและรายตลาด รอบ 3-6 เดือน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเอกชนและทูตพาณิชย์ การช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ หรือการผลักดันให้มีการทำประกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการค้าชายแดน ให้กรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่ขับเคลื่อน โดยใช้กลไกคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรมว.พาณิชย์เป็นประธาน เพื่อหารือกับประเทศเพื่อนบ้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปลดล็อกกฎระเบียบหรืออุปสรรคต่างๆ โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการเจรจาการค้า มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ในการเจรจา ทั้งกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี หรือภูมิภาค เช่น RCEP ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า มอบให้กรมการค้าต่างประเทศ สนค. เป็นแกนกลางในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดัน เช่น การขับเคลื่อน National Single Window ให้เสร็จสมบูรณ์ และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (National Digital Trade Platform) ของภาคเอกชน และการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการทางการค้า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ช่วยกันติดตามและแจ้งเตือนอุปสรรคมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs/NTMs) ของกลุ่มประเทศในอาเซียน และแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น การแก้ไขปัญหาการค้ากับอินเดีย ซึ่งใช้พิกัดศุลกากรที่ล้าหลังและไม่ตรงกับไทย
นอกจากนี้ ให้มีการติดตามประเด็นการค้าที่อาจจะส่งผลกระทบต่อไทย เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจการค้าโลก แต่ยังกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกของไทยในทั้งช่วงปลายปีนี้และในอนาคต
&amp;ldquo;ขอให้แต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ไปทำแผนระยะสั้น 3-6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน ในการทำแผน เพื่อให้การทำงานสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และให้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ครั้งต่อไปภายในช่วงปลายเดือนก.ย.2562&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43926</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ประชุมวอร์รูม, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c530175e12a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพยาบาลเอกชนไม่ยอมให้รัฐคุมราคายา ยื่นศาลปกครองขอคุ้มครองคำสั่ง &quot;กกร.&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประมาณต้นเดือนเม.ย.62 สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่ได้นำสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 62 โดยสมาคมฯอ้างว่า ก่อนที่กกร.จะนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุมนั้น สมาคมฯไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาลคุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;โรงพยาบาลเอกชนไม่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ จึงฟ้องศาลปกครอง และฟ้องเอาผิดกับกกร.ทุกคน รวมถึงรมว.พาณิชย์, ปลัดพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งกระทรวงพร้อมชี้แจงเต็มที่ ส่วนศาลจะตัดสินว่าอย่างไรเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา หากไม่จบในศาลเดียวต้องว่ากันต่อไปในศาลสูงสุด และในที่สุดแล้ว ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ก็พร้อมดำเนินการตาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กระทรวง ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งคิดค่ายา และค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้ธุรกิจของโรงพยาบาลเอกชนยังเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญ การนำยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุมนั้น จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้กำหนดมาตรการใดๆ ออกมาควบคุมเลย เป็นเพียงแค่การนำมาจับตาเพื่อเฝ้าระวังเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า คาดว่า จะประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยา และเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ ซึ่งมีตนเป็นประธานในเร็วๆ นี้ หลังจากที่คณะอนุกรรมการได้สั่งการให้คณะทำงานพิจารณาโครงสร้างต้นทุนราคายา ที่มีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน ศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคายาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ซึ่งขณะนี้คณะทำงานได้ข้อมูลราคาซื้อ-ขาย ราคานำเข้า จากโรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต-ผู้นำเข้า และร้านจำหน่ายยารายใหญ่ครบถ้วนแล้ว และอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลมาเสนอคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ศาลปกครองได้แจ้งกรมมาแล้ว เพื่อให้ทำหนังสือชี้แจงภายใน 15 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ก่อนที่กกร.จะอนุมัติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบนั้น ได้ขอความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งโรงพยาบาลเอกชน, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข, สมาคมประกันชีวิต-ประกันวินาศภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลเอกชนจะอ้างว่าไม่มีส่วนแสดงความเห็นได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในประกาศของกกร.จะครอบคลุมกับยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลทุกแห่ง ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนตามที่สมาคมฯเข้าใจ แต่การที่กรมขอข้อมูลราคาซื้อ-ขาย ราคานำเข้าจากโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น เป็นเพราะกรมไม่มีข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชน แต่ข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐ กรมได้ขอจากกรมบัญชีกลางแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการทื่ทนายความ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ส่งหนังสือถึงตนเพื่อขอให้ระงับการให้ข่าวที่เป็นการข่มขู่โรงพยาบาลนั้น ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายของกรมทำหนังสือชี้แจงไปแล้วว่า ตนไม่เคยข่มขู่ เพียงแค่ต้องการชี้แจงว่า กรมสามารถดำเนินการใดได้บ้างตามกฎหมายราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 เช่น หากกรมทำหนังสือขอให้โรงพยาบาล ส่งข้อมูลราคาซื้อขาย นำเข้า มาให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเพิกเฉย กรมสามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้ข่มขู่แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34635</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พาณิชย์ตรวจเข้มราคาสินค้าในสถานีหมอชิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ธ.ค.61-นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าภายในสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ว่า ราคาสินค้ายังเป็นราคาเดียวกันกับปีก่อนไม่ได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยร้านค้ายังจำหน่ายในราคาเท่าเดิม ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นไม่มีวัตถุดิบรายการใดที่ราคาสูงขึ้น จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการปรับเพิ่มราคาสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายในสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ยังมี ร้านค้าสหกรณ์ บริษัท ขนส่ง จำกัด ที่จำหน่ายสินค้า อาหารปรุงสำเร็จในราคาประหยัด โดยได้มีการติดป้ายร้านธงฟ้าประชารัฐ เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นความไม่เป็นธรรมในการจำหน่ายสินค้าสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายใน โดยผู้ประกอบการที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ หากมีการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควรใช้โอกาสในช่วงเทศกาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยมีนายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ให้การต้อนรับ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในการงลงพื้นที่ตรวจสอบผู้จำหน่ายสินค้าและบริการ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 โดยมีนายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปะชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นางสาววิลาวัณย์ &amp;nbsp;สุวรรณะโสภณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด นางสาวระพิพรรณ วรรณพินทุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักอำนวยการ บริษัท ขนส่ง จำกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25148</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, สายด่วน 1569, หมอชิต 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181226/image_big_5c2361ca53c6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์พัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ อำนวยความสะดวกประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;พัฒนาระบบชำระเงินกลางของกระทรวงพาณิชย์ เพิ่มช่องทางการจ่ายเงินในการเข้ามาใช้งานบริการทางออนไลน์ของ 5 หน่วยงานในสังกัดให้ง่ายขึ้น ทั้งจ่ายเงินสด บัตรเครดิต ผ่านแอปฯ ธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และล่าสุดจับมือกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ &amp;ldquo;โครงการพัฒนาระบบชำระเงินกลางของกระทรวงพาณิชย์ (MOC e-Payment) กับบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาช่องทางในการชำระเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้งานบริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายใน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาระบบชำระเงิน MOC e-Payment เพื่อให้มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งการจ่ายเงินสด จ่ายผ่านบัตรเครดิต จ่ายผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร จ่ายผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และล่าสุดจ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การร่วมมือกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ใช้บริการทางออนไลน์กับหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ขอหนังสือรับรอง ขอใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมยื่นจดเครื่องหมายการค้า เป็นต้น โดยสามารถเอาหลักฐานไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้เลย และจะเสียค่าธรรมเนียมตามที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสกำหนด ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการให้บริการที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล&amp;rdquo;นายบุญยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการใช้บริการออนไลน์งานบริการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อถึงขั้นตอนการชำระเงิน จะมีช่องทางการชำระเงินให้เลือกว่าจะจ่ายเงินผ่านช่องทางใด หากจ่ายผ่านบัตรเครดิต ก็จ่ายได้ทันที หรือจะจ่ายผ่านแอปฯ ของธนาคาร ผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็ทำได้ทันที แต่ถ้าเป็นจ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ผู้ใช้บริการจะได้รับเอกสารหลักฐานผ่านทางอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้ แล้วนำหลักฐานชิ้นนี้ไปชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า เคาน์เตอร์เซอร์วิสพร้อมให้บริการรับชำระเงินค่าบริการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีจุดรับชำระเงินในเซเว่นอีเลฟเว่นรวมกว่า 13,000 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจได้รับความสะดวกสบาย โดยจะคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท และจะเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2562 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24734</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, เพิ่มช่องทางการจ่ายเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ตั้ง &#039;บุณยฤทธิ์&#039; เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.มีมติโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้แต่งตั้ง บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร เป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ และดึง วิชัย มาเป็นอธิบดีกรมการค้าภายในแทน และยังมีการอธิบดีอีกหลายกรม
&amp;nbsp;

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงพาณิชย์ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 4 ราย ดังนี้

1.นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงฯ
2.น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3.นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน
4.นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.61 เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15368</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ครม., บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, โยกย้ายข้าราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
