<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ ร่อนหนังสือถึง สภาอุตฯ-สภาหอฯ-การนิคมฯ และอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เร่งรัดดึงสถานประกอบการเข้า Platform ประเมินโควิด-19!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงอุตสาหกรรมร่อนหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดําเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม โดยให้เร่งรัดการเข้าสู่ Platform Online Thai Stop Covid Plus เพื่อประเมินตนเอง โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก หลังครบกำหนดระยะเวลาแต่มีผู้เข้ามาทำแบบประเมินน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป เข้ารับการประเมินแล้วกว่า 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้เป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน ด้วยการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว ตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายในสถานประกอบกิจการโรงงาน กว่า 60,000 โรงทั่วประเทศ โดยการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thai Stop Covid Plus ทุกสองสัปดาห์ และให้พนักงานประเมินด้วย Thai Save Thai ก่อนเข้าปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้โรงงานทุกแห่งดำเนินการภายใน 30 มิถุนายนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสรุปโรงงานที่ประเมินตนเองใน Platform Online Thai Stop Covid Plus &amp;nbsp;ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 พบว่าผลการประเมินตนเองยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กําหนด จึงได้ขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์ และเร่งรัดให้สถานประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานประเมินตนเองด้วย Platform Online Thai Stop Covid Plus ให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีจำนวนสูงขึ้น โดยมักจะพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในแรงงานภาคอุตสาหกรรมทำให้ต้องหยุดประกอบกิจการ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการโรงงาน และเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น การประเมินตนเองตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid Plus ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ได้พัฒนาขึ้น จะช่วยในการป้องกันการแพร่ระบาดฯ รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ ขณะเดียวกันในส่วนของพนักงานก็ต้องประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Save Thai เพื่อยกระดับการคัดกรองคนก่อนเข้าโรงงานอย่างเข้มงวดป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้เข้ามาปฏิบัติงานและแพร่เชื้อในสถานประกอบการ&amp;rdquo;ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ จากตัวเลข ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 มีผู้ประกอบโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศทยอยประเมินตนเองผ่าน Thai Stop Covid Plus แล้วจำนวน 15,152 แห่ง (โรงงานทุกขนาด) คิดเป็น 24% จากเป้าหมาย64,038 แห่ง โดยเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคนงานมากกว่า 200 คน รวมทั้งสิ้น 3,290 แห่ง คิดเป็น 99.5% จากเป้าหมาย 3,304 แห่ง ผ่านเกณฑ์ 2,353 แห่ง และไม่ผ่านเกณฑ์ 880 แห่ง &amp;nbsp;โดยโรงงานที่ประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ จะต้องใช้มาตรการเพื่อ Upgrade ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้วยการประเมินซ้ำทุก 2 สัปดาห์ ส่วนโรงงานที่ประเมินผ่านเกณฑ์ จะได้ร่วมในการสัมมนาออนไลน์ Fight Covid -19 เรียนรู้แนวทางบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงฯ รวมทั้งได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการฟื้นฟูและเสริมแกร่งสถานประกอบการอีกด้วย นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภาอุตสาหกรรม เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจประเมินโรงงานในพื้นที่ (On-site) ในโรงงาน เป้าหมายจำนวน 955 แห่ง โดยขณะนี้ตรวจประเมินโรงงาน On-site ไปแล้วกว่า 953 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108963</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fight Covid -19, Platform Online Thai Stop Covid Plus, thai save thai, Thai Stop Covid Plus, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส, ศปก.ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, สถานประกอบการ, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5781307a99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯจับมือพาณิชย์ลุยแก้ปัญหาราคาเหล็กแพง หวั่นกระทบต้นทุนธุรกิจลามเป็นลูกโซ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2564 ให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาราคาเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อลดบรรเทาและผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการอุตสาหกรรมที่มีเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อไม่ให้กระทบทั้งอุตสาหกรรมหลัก และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการจ้างแรงงานต่อไปนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์จึงได้ประชุมหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ประกอบการทั้งกลุ่มผู้ใช้ และกลุ่มผู้ผลิตเหล็ก เพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อสรุปร่วมกันเรื่องการแก้ปัญหาราคาที่กระทบต้นทุนของผู้ใช้เหล็กเป็นหลัก คือ กลุ่มก่อสร้างที่เสนองานกับหน่วยงานภาครัฐจะมีการพิจารณาทบทวนตัวเลขค่า K หรือ ดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างานของงานโครงการภาครัฐระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ทั้งในด้านการสืบราคาจำหน่ายและการกำหนดค่า K ให้สะท้อนกับราคาในตลาดยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดทำการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ผลิต และผู้ใช้เหล็กเพื่อวางแผนการใช้และการผลิตร่วมกัน และขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเหล็ก ตรึงราคาและจำหน่ายสินค้าเหล็กในราคาที่สอดคล้องต้นทุนที่แท้จริง โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ต้นทุนการนำเข้าและราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่อยู่ในแผนการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามนโยบายบีซีจี(เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว) ของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงฯ ได้มอบหมาย 4 หน่วยงานหลัก ทั้ง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้เข้าไปดูแลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับหน่วยงานกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กเร่งพัฒนาประสิทธิภาพโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ผลิตเหล็ก โดยสมาคมเหล็กฯ ยืนยันว่า จากสถานการณ์การผลิตและจำหน่ายเหล็กในประเทศไทยปัจจุบันมีการผลิตประมาณ 30% ของกำลังการผลิตที่สามารถผลิตได้ ปัญหาการขาดแคลนสินค้าเหล็กในประเทศไทยจะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการใช้เพิ่มเติมจากกลุ่มผู้บริโภคที่หันกลับมาใช้สินค้าเหล็กในประเทศแทนเพื่อลดการนำเข้า สำหรับดัชนีอุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้าขั้นมูลฐานของเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;จากเหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเคลือบสังกะสี เหล็กลวด เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและเหล็กเส้นกลม เป็นหลัก โดยได้รับอานิสงส์จากปริมาณเหล็กในตลาดโลกลดลง และเป็นช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการใช้เหล็กของโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นไปด้วยทำให้ราคาเหล็กโลกปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกของตลาดโลก&amp;rdquo;นายกอบชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103956</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ดูแลราคาเหล็ก, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ สั่งกนอ.สำรวจพื้นที่นิคมฯทั่วประเทศทำศูนย์กลางฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการจุดบริการให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่แรงงานภาคอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีการประชุมอย่างเป็นทางการถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนนัดแรกในวันที่ 17 พ.ค.2564 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการให้วัคซีนแก่ประชาชนทั่วประเทศตามความสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการฯชุดดังกล่าว มีหน้าที่หลัก คือ 1.กำหนดแนวทางพื้นที่จุดบริการและเตรียมความพร้อมการให้วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19 แก่แรงงานภาคอุตสาหกรรม และประชาชน 2.ประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การบริการมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ 3. ติดตามและรายงานผลการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และ 4.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้นได้สำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเพื่อรองรับการฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งมีทั้งในส่วนที่ กนอ.บริหารจัดการเอง และในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน รวมทั่วประเทศ 59 นิคมฯ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ อีกครั้งว่าความสามารถในการฉีดวัคซีนต่อวันจะได้ประมาณกี่ราย โดยคิดจากอัตราส่วนต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เพื่อประเมินความพร้อมของสถานที่ ไม่ให้เกิดความแออัด ขณะเดียวกันต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ดำเนินการได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เบื้องต้นในที่ประชุมได้หารือว่าจะแบ่งกลุ่มผู้ที่รับวัคซีนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 2.โรงงานอุตสาหกรรมนอกนิคมอุตสาหกรรมที่แจ้งความประสงค์เข้ามา และโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) 3.ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรจะพิจารณาในที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฉีดวัคซีนตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการฉีดให้ได้วันละ 5 แสนคน&amp;quot;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, จุดฉีดวัคซีน, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, หาพื้นที่การนิคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตจัดงานตลาดนัดเอสเอ็มอีกระตุ้นชิมช้อปเที่ยวไทยฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2563 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จํากัด บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และบมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จัดงานตลาดนัด SME &amp;ldquo;เราช่วยไทย ไทยช่วยกัน&amp;rdquo;ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ย.2563 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5-7 จังหวัดนนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีพื้นที่และช่องทางจำหน่ายสินค้า สร้างโอกาสทางการตลาดและการเงิน เพิ่มสภาพคล่องของธุรกิจแก่เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แก้ไขปัญหาการว่างงานจากการชะลอธุรกิจหรือหยุดกิจการ โดยมีเอสเอ็มอีที่รับสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และวิสาหกิจชุมชนร่วมออกงานจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 600 บูธ ประกอบด้วย สินค้าจำพวกอาหารและเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ ของใช้และของตกแต่งบ้าน บริการท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ในราคาพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมธุรกิจทางการตลาด อาทิ สัมมนาและเวิร์คช็อปเพิ่มความรู้ให้ผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนธุรกิจในวิถีชีวิตใหม่(นิว นอร์มอล) เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น เอสเอ็มอีต้องรู้ การตลาดบนติ๊กต็อก โดย TikTok (Thailand) การตลาดออนไลน์สไตล์เอสเอ็มอี โดย Shopee (Thailand) อีกทั้งยังมีบูธให้คำปรึกษาจากสถาบันการเงินชั้นนำ ที่จะมาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการฟื้นฟูธุรกิจ แนวทางการปรับตัวให้อยู่รอด ในภาวะปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปทิตตา ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการส่งเสริมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่ายอมรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวปรับเปลี่ยนไปสู่นิว นอร์มอล ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวในไทยจึงเริ่มปรับรูปแบบโรงแรมหรือการท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศให้มีความรู้สึกเหมือนไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน รองรับคนไทยที่ไม่ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ต้นปีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้โรงแรมทยอยปิดตัวจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศ แต่หลังมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้คนไทยเริ่มกลับมาท่องเที่ยวจำนวนมากในแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลังจากนี้ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวโดยเร็ว คาดว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งช่วงกลางปีหน้า แต่พื้นที่ห่างไกลยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูเก็ต ที่ต้องเร่งเยียวยา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย โดยเตรียมใช้ภูเก็ตโมเดลเป็นต้นแบบภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัดกุมมากที่สุด &amp;rdquo;นางสาวปทิตตา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76059</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, เราช่วยไทย ไทยช่วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4cc055ce5c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนเอสเอ็มอีเร่งเติมสภาพคล่องลูกหนี้ คิดดอกเบี้ย 1 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2563 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำการสำรวจ ความเดือดร้อนและความต้องการของเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) และสถานการณ์ภัยแล้งนั้น พบว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินโดยเฉพาะการพักชำระหนี้ และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ กองทุนฯ จึงได้ได้ประกาศพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้กองทุนสูงสุด 12 เดือน ตามความสมัครใจ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการชะลอหรือ ลดโอกาสในการเกิดหนี้เสีย ขณะนี้มีลูกหนี้ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 2,834 ราย คิดเป็นวงเงิน 5,300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มลูกหนี้กองทุนอีกจำนวนมากที่ยังได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาด และภัยแล้ง ประสงค์จะขอสินเชื่อเพื่อการเสริมสภาพคล่อง และคงการจ้างงานต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 เห็นชอบให้กองทุนปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้กองทุนจำนวนกว่า 10,000 ราย ที่ต้องการใช้เงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการจ้างงานบุคลากรของสถานประกอบการ โดยวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายจะอยู่ที่ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ระยะเวลา 5 ปี โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานะไม่เป็น NPL และมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ปกติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ลูกหนี้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทุนหมุนเวียนดังกล่าว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหรือเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ ตามที่กองทุนฯ กำหนด อาทิ ด้านแผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้านการตลาด และบริหารการเงิน การบัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันว่า กิจการจะสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแบบใหม่นี้ จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม จนถึง 31 กรกฎาคม 2563 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ในทุกสาขาของประเทศ หรือติดต่อสายด่วนที่ 1357 หรือโทร 0 2265 3000 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และสำหรับลูกหนี้กองทุนฯ ที่ต้องการพักชำระหนี้เงินต้นแต่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ ขอให้รีบติดต่อ SME D Bank ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ก่อนที่จะปิดรับคำขอ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.), กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecc91d4474cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 08:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 08:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเตรียมแผนอุ้มเอสเอ็มอีน้ำท่วม เตรียมให้พักชำระหนี้ 6เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุตฯ เตรียมมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เตรียมวงเงิน 15 ล้านบาทให้ลูกค้า ธพว. กู้ พร้อมออกแผนพักชำระหนี้ได้ 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4.99% / ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพสุ &amp;nbsp;โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศนั้น กระทรวงฯได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังมีมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเครื่องจักร ค่าธรรมเนียมตรวจควบคุมคุณภาพ ค่าธรรมเนียมการตรวจติดตามทั้งร้านจำหน่ายและผู้ผลิต ในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สำหรับระยะเวลาที่ยกเว้นกระทรวงจะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป มาตรการพักชำระหนี้ โดยลูกค้าธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) สามารถพักชำระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนได้ สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ อัตราดอกเบี้ย 4.99% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้เตรียมวงเงินสำหรับโครงการนี้ 15 ล้านบาท ให้กู้สำหรับลูกค้าเดิมของธพว. ส่วนเอสเอ็มอีที่ต้องการเงินทุนเพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจหลังอุทกภัยผ่านไป ธพว.ได้มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ สำหรับใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ และหมุนเวียนธุรกิจ ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด หามาตรการป้องกัน ฟื้นฟูและเยียวยาสถานประกอบกิจการโรงงาน เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน โดยกระทรวงเตรียมออกมาตรการฟื้นฟูสถานประกอบการภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายและภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อเข้าร่วมทำความสะอาด ตรวจเช็คเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์ ภายหลังน้ำลด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภายในศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลืเอสเอ็มอี (SSRC) ที่อยู่ภายในสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัด เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานการให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยทันที และได้บริจาคเงิน สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สุขาเคลื่อนที่ เรือ สำหรับใช้ในพื้นที่อุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการติดตามสถานการณ์และจากรายงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ขณะนี้ยังไม่มีโรงงาน เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยอย่างรุนแรง มีเพียงได้รับผลกระทบเล็กน้อย อาทิ น้ำท่วมขังบริเวณโรงงาน การคมนาคมไม่สะดวก เป็นต้น และในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานขนาดใหญ่จำนวนมาก ก็ยังไม่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15267</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธพว., ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ, พสุ  โลหารชุน, พักชำระหนี้, เอสเอ็มอีน้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aec2d302968c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2018 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯจ่อเพิ่มเปอร์เซ็นสกัดปาล์มหวังเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 4 พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุตฯร่วม 3 กระทรวง เตรียมออกประกาศฯเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม ตามยุทธศาสตร์ปฏิรูป ก่อนเสนอครม.คาดประกาศใช้ได้ในเดือน มิ.ย.นี้ หวังเป็นผลดีกับชาวสวนปาล์ม หนุนมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มกว่า 4 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพสุ &amp;nbsp;โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดวัตถุดิบและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พ.ศ. ... เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งจะใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม และการรักษาเสถียรภาพราคาวัตถุดิบ โดยกระทรวงจะออกประกาศกำหนดค่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มขั้นต่ำที่โรงงานต้องสกัดได้ ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ทั้งกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการกำหนดราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบคงที่ จะมีผลทำให้ราคาวัตถุดิบปาล์มทะลายมีเสถียรภาพและไม่ตกต่ำตามภาวะตลาด และกำหนดแนวทางการกำกับควบคุมลานเทรับซื้อปาล์มทะลายไม่ให้มีการทำให้วัตถุดิบเสื่อมคุณภาพ เจือปนสิ่งปนเปื้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดมาตรการให้เกษตรกรชาวสวนตัดปาล์มคุณภาพ ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพปาล์มน้ำมัน ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการกำกับ ควบคุม กลไกการบริหารจัดการปาล์มทั้งระบบในท้องที่ ตามอำนาจของประกาศฯ และมาตรการอื่น ๆ อันจะส่งผลให้การทำปาล์มคุณภาพและการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้การจัดทำร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มขั้นต่ำ ดังนี้ &amp;nbsp;1.โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแบบหีบแยก ที่ใช้ปาล์มทะลายหรือลูกร่วงที่เกิดจากการตัด ขนส่งเป็นวัตถุดิบ จะต้องสกัดน้ำมันให้ได้ไม่ต่ำกว่า 18% และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแบบหีบรวม ที่ใช้ผลปาล์มเป็นวัตถุดิบ จะต้องสกัดน้ำมันให้ได้ไม่ต่ำกว่า 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ในกรณีที่มีเหตุธรรมชาติหรือเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้การสกัดน้ำมันไม่เป็นไปตามประกาศได้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่โรงงานตั้งอยู่มีอำนาจออกประกาศลดหรือเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ และ 3.หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้ โรงงานสามารถปรับปรุงและเตรียมการให้เป็นไปตามประกาศได้ ภายใน 180 วัน ซึ่งได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจาก ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มลานเท และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเห็นชอบในหลักการ โดยคาดว่าจะสามารถประกาศฯ ได้ในเดือนมิ.ย. 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันขั้นต่ำของโรงงานสกัด ทำให้ชาวสวนปาล์มมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะราคาวัตถุดิบปาล์มทะลายขั้นต้นจะเริ่มที่ 18% น้ำมัน และทุก ๆ 1% น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาปาล์มทะลายเพิ่มขึ้น 30 สตางค์ต่อกิโลกรัม และในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน มีปริมาณ 15 ล้านตัน จึงเชื่อว่าการออกประกาศฯ ฉบับนี้ จะมีส่วนช่วยให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมปาล์มทั้งระบบโดยรวมของประเทศ ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท&amp;quot;นายพสุฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9607</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, น้ำมันปาล์ม, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, ปาล์ม, พสุ  โลหารชุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b0221c44ed7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
