<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธนินท์&#039; นำ ซีพี คิกออฟปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน 10 ล้านต้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 กันยายน 2564 &amp;ndash;เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ &amp;nbsp;นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร นายณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส พร้อมด้วย นายธนิศร์ เจียรวนนท์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ และประสานธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ บมจ.สยามแม็คโคร ได้ร่วมกันร้อยเรียงความดีในวันโอโซนโลก 16 กันยายน ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการช่วยกันปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน &amp;nbsp;ซึ่งเครือซีพีได้ร่วมรณรงค์ด้วยการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ลงดินเพื่อลดโลกร้อนและคืนโอโซนให้ชั้นบรรยากาศ &amp;nbsp;ผ่านโครงการ &amp;ldquo;ซีพี ร้อยรักษ์โลก&amp;rdquo; ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ &amp;nbsp;จังหวัดนครราชสีมา &amp;nbsp;ถือเป็นต้นแบบนำร่องขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) โดยทุกบริษัทในเครือ &amp;nbsp;อาทิ บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร &amp;nbsp;หรือ ซีพีเอฟ บมจ. ซีพี ออลล์ &amp;nbsp;บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บจ. เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม หรือ โลตัส บมจ. สยามแม็คโคร ฯลฯ จะต้องร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในช่วยลดโลกร้อนด้วยการปลูกต้นไม้ยืนต้นในพื้นที่ของบริษัท โรงงาน รวมถึงในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศให้ครบตามเป้าหมายที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เครือซีพีมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือจะต้องขับเคลื่อนนโยบายปลูกต้นไม้ให้ได้ 10 ล้านต้นภายในปี 2573 &amp;nbsp;ซึ่งผู้บริหารและพนักงาน 4.5 แสนคนในทุกกลุ่มธุรกิจของเครือทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกจะต้องเป็นพลังสำคัญเพื่อการบรรลุเป้าหมายในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) โดยกิจกรรมปลูกต้นไม้ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับสังคมและโลก การริเริ่มปลูกต้นไม้ยืนต้นของเครือซีพีในวันโอโซนโลกเพื่อนำร่องเป็นต้นแบบให้ทุกบริษัทในเครือเห็นถึงความสำคัญของนโยบายปลูกต้นไม้ลดโลกร้อนที่เครือซีพีได้ประกาศความมุ่งมั่น &amp;nbsp;และเพื่อตอกย้ำถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน &amp;nbsp;โดยต้นไม้ที่ได้นำมาปลูกลงดินในกิจกรรมครั้งนี้มาจากโครงการซีพีร้อยรักษ์โลกที่เครือซีพีสร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกรและชาวชุมชนชนบทมีรายได้จากการดูแลกล้าไม้ทดแทนรายได้หลักที่หายไปจากวิกฤติโควิด-19 ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกล้าไม้ในโครงการซีพีร้อยรักษ์โลกประกอบด้วย 1.ไม้ป่าเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ได้แก่ ต้นแดง ต้นพยูง ต้นประดู่ป่า ต้นมะค่าโมง ต้นชิงชัน ต้นสักทอง ต้นพยอม ต้นยางนา ต้นเก็ดแดง ต้นแคนา 2.ไม้ท้องถิ่น ได้แก่ ทองอุไร มะม่วงหิมพานต์ &amp;nbsp;3.ไม้ป่าชายเลน &amp;nbsp;ได้แก่ โกงกาง ลำพู ฝาดแดง/ฝาดขาว &amp;nbsp;และ 4.ไม้ผลกินได้ ได้แก่ มะม่วง(น้ำดอกไม้) กล้วยน้ำว้า ขนุน ฝรั่ง ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116886</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี, ปลูกต้นไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142b6676272d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อชาติแนะรัฐบาลลอกไอเดีย&#039;ทักษิณ&#039;ปราบฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 63 &amp;ndash; น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นในวันนี้อยู่ในขั้นวิกฤติ แต่รัฐบาลไม่มีมาตรการทางปฏิบัติอะไรออกมาเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หรือแม้แต่หน้ากากกันฝุ่นที่รัฐบาลสามารถทำเป็นสินค้าควบคุมราคาให้ประชาชนเข้าถึงโดยง่ายรัฐบาลก็ยังไม่ทำ จนประชาชนทนไม่ไหว #ฝุ่นกรุงเทพ ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่ง ประชาชนรุมประณามความเลือดเย็นของรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชน แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยสนใจการเมืองหรือผู้สนับสนุนรัฐบาลมาก่อน ก็รับไม่ได้กับการที่รัฐบาลเมินปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่รัฐบาลไม่มีแผนปฏิบัติงานที่จะแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า รัฐบาลต้องการประชากรที่ด้อยคุณภาพเพื่อจะได้ปกครองง่าย หรืออย่างไร ถ้ารัฐบาลคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะเริ่มแก้ปัญหาอย่างไร ที่ไหนก่อน ตนขอแนะนำให้รัฐบาลลองนำวิธีแก้ปัญหาฝุ่นที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเเนะนำไว้ในรายการ Good Monday เมื่อปีที่ผ่านมา มาประยุกต์ใช้ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่าการซื้ออาวุธเป็นหลายเท่า และสามารถทำได้ทันทีภายในเดือนมกราคมนี้ โดยเร่งให้หน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงเกษตรเเละกรุงเทพมหานคร นำต้นไม้โตแล้วมาปลูกทุกเกาะกลางถนน ทางเท้าให้แน่นเป็นพื้นที่ป่าทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเเละอาจจะเพิ่มปริมาณฝนจะได้ลดปริมาณฝุ่นได้ รวมทั้งอาจจะทำหอคอยฟอกอากาศในจุดที่มีฝุ่นปริมาณสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;อีกทั้งอาจจะขอความร่วมมือเอกชนช่วยทำเครื่องฟอกอากาศหน้าห้างสรรพสินค้า แลกกับการลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ไปแล้ว โดยภาระบรรจุภัณฑ์ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นภาระของผู้ซื้อแทนผู้ขาย พร้อมทั้งรณรงค์อย่างจริงจังให้ประชาชนรู้ถึงพิษภัยฝุ่น เพื่อจะได้ช่วยกันลดปริมาณฝุ่น ไม่ใช่ให้โฆษกรัฐบาลออกมาบอกว่าประชาชนอย่าตื่นกลัวฝุ่น ซึ่งเท่ากับบอกว่าปัญหาฝุ่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แล้วอย่างนี้จะรณรงค์ลดปริมาณฝุ่นได้อย่างไร&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อชาติ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ, ปลูกต้นไม้, ฝุ่นPM2.5, ุฝุ่นพิษ, เกศปรียา, เพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3937ccde01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวยิ่งใหญ่ กิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ วราวุธ รมว. ทส. เชื่อมั่นประชาชนคือกำลังสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่าของชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในโอกาสวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ. 2563 ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวนกว่า 10 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านการทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยงานในวันนี้ (13 มกราคม 2563) ได้รับเกียรติจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมเป็นเกียรติในงาน และนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ ภายในงานมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัด ทส. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกจิตอาสาจังหวัดเพชรบุรี ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักเรียน นักศึกษา กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล และประชาชนในพื้นที่และประชาชนผู้ร่วมงานกว่า 1,700 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ. 2563 ว่า นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2532 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรง ลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มีผลให้การทำไม้สัมปทาน จำนวน 276 ป่า เนื้อที่ 96,728,981 ไร่ ยุติลงโดยสิ้นเชิง ทำให้รัฐบาลได้รับคำชมเชยจากนานาประเทศเป็นอย่างมาก เพราะการระงับการทำไม้จากเหตุการณ์ดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2533 กำหนดให้วันที่ 14 มกราคมของทุกปี เป็น &amp;ldquo;วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ&amp;rdquo; นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการปกป้อง รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ความสําคัญกับการเพิ่มพื้่นที่ป่าไม้ของประเทศ เพื่อสร้างสมดุลทางธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน บริหารจัดการการใช้ประโยชน์ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและสามารถทํากินได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งรณรงค์สร้างจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับทุกภาคส่วน ซึ่งตนได้ผลักดันงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยาป่าไม้ของชาติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่าการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์สามารถดำเนินการควบคู่กันได้ หากเราสามารถสร้างสมดุลของการใช้ประโยชน์ได้ และที่สำคัญตนเชื่อมั่นในพลังพี่น้องประชาชนในความพร้อมมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ ตนได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะผลักดันนโยบายด้านการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมา ได้จัดทำโครงการปวงประชาร่วมใจ ปลูกไม้มีค่า 10 ล้านต้น ทั้ง 77 จังหวัด จากผลการดำเนินโครงการดังกล่าว จนถึงปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมปลูกต้นไม้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 12,626,128 ต้น ตนจึงขอยืนยันว่า พี่น้องประชาชนทุกคนคือกำลังสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่า สุดท้าย ตนอยากฝากไว้ว่า &amp;ldquo;การเพิ่มพื้นที่ป่าให้สมบูรณ์ดั่งในอดีต ต้องใช้ทั้งเวลาในการฟื้นฟู ต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการดูแล และที่สำคัญ ต้องใช้กำลังพลนับไม่ถ้วนกว่าป่าจะสมบูรณ์ดั่งเดิม ดังนั้น การมีส่วนร่วมของทุกคนในวันนี้ จะไม่เสียเปล่า เราอาจจะไม่ทันได้เห็นต้นไม้เติบโตจนเต็มประเทศในยุคเรา แต่เราเชื่อมั่นได้ว่า ลูกหลานของเราจะเห็นป่าที่สมบูรณ์และเห็นถึงความทุ่มเทและน้ำพักน้ำแรงของเราทุกคนที่ช่วยกันดูแล&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.ทส.กล่าวยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีมาโดยตลอด มองเห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 4,730 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 76 ของพื้นที่จังหวัด เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 15 แห่ง อุทยานแห่งชาติอีก 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อยู่ในเขตตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน เป็นที่ตั้งของเขื่อนแก่งกระจาน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนและบริเวณดินเลนงอกชายฝั่งทะเลในหลายพื้นที่ของจังหวัด ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ รวมถึงการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน สำหรับชาวจังหวัดเพชรบุรี ตนคิดว่าทุกคนพร้อมที่จะมีส่วนร่วม โดยเห็นได้จากความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างชุมชน และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรป่าชายเลน ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ อีกทั้ง ยังมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังมาโดยตลอด&amp;nbsp; ที่ปรึกษา รมว.ทส.กล่าวให้ความมั่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54539</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวราวุธ ศิลปอาชา, ปลูกต้นไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1d89616fc56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คุณหญิงกัลยา&#039;แนะภาครัฐรณรงค์ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศแก้ปัญหาระยะยาว  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.62 - คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สืบเนื่องจากฝุ่นมลพิษ รัฐบาลควรตระหนักถึงผลเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตประชาชนไม่ควรปกปิดความจริง ระหว่างนี้ควรตรวจเข้มโรงงานที่ปล่อยมลพิษทางดิน-น้ำ-อากาศอย่างละเอียดเข้มงวดไม่ละเลยเพิกเฉย ฝุ่นละอองที่เป็นอันตรายมาจากโรงงานที่ผลิตมลพิษเกิดขึ้นจำนวนมากที่อยู่ใกล้เคียงกันเมื่อลมพัดก็ปลิวมากับลมทำให้กรุงเทพมีปัญหา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล กระทวงอุตสาหกรรม จะต้องตรวจสอบให้ทั่วถึงและหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมมลพิษที่เกิดขึ้นจึงเกิดขึ้น เกิดกับ 11 เขตบ้าง 23 เขตบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า จากประสบการณ์การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศมาร่วม 30 ปี ยืนยันว่าต้นไม้คือคำตอบ ไม่ว่าจะใช้เวลาระยะสั้นหรือระยะยาวก็อยากให้รัฐทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานครเป็นผู้นำในการรณรงค์ปลูกต้นไม้และอยากให้ประชาชนทุกครัวเรือนปลูกต้นไม้เพราะนั่นคือสถานที่ฟอกอากาศ ฟอกปอด ลดมลพิษอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากว่าในหลายสิ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตนเองแต่การปลูกต้นไม้เราสามารถทำได้ด้วยการลงมือของเราเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ปลูกต้นไม้, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c5809bf30860.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดเทอมชวนปู่ย่าทำกิจกรรม ใช้เวลาว่างของลูกหลานยุคไอที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(เปลี่ยนจากการนั่งเล่มเกมมือถือช่วงปิดเทอมลูกหลานสามารถอ่านหนังสือให้ผู้สูงอายุฟัง หรือสลับให้ปู่ย่าตายายอ่านหนังสือให้เด็กฟัง กิจกรรมกระชับครอบครัวอบอุ่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรบมือรัวๆ ให้กับน้องๆ หนูๆ หลายคนที่เลือกทำกิจกรรมร่วมกับปู่ย่าตายายในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะวัยรุ่นวัยทีนที่ให้เวลากับการเรียน และอยู่กับเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นช่วงปิดเทอม ไม่เพียงแต่เป็นช่วงพักสมองจากการศึกษาตำราที่คร่ำเคร่ง แต่การชวนผู้สูงมาทำกิจกรรมร่วมกันย่อมเป็นการกระชับความผูกพันและเติมความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้ไม่น้อย ที่สำคัญย่อมดีกว่าการที่ลูกเด็กเล็กแดงนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือในช่วงวันหยุดยาวเป็นไหนๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มะลิ พูนสวัสดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้ามะลิ พูนสวัสดิ์ คลังปัญญาผู้สูงอายุ ชาวบางน้ำผึ้ง วัย 76 ปี ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมเติมความอบอุ่นช่วงปิดซัมเมอร์ไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ในช่วงปิดภาคเรียนก็อยากแนะนำให้เด็กๆ วัยรุ่นหันมาดูแลญาติผู้ใหญ่ โดยสามารถเริ่มจากกิจกรรมง่ายๆ อย่าง &amp;ldquo;การเล่าเรื่องสมัยเก่าให้ลูกหลานฟัง&amp;rdquo; เช่น เรื่องวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของปู่ย่าตาทวด อย่างการจักสานข้าวของเครื่องใช้ หรือการประดิษฐ์ของเล่นสมัยที่ผู้สูงอายุยังเป็นเด็กให้ลูกหลานฟัง เพื่อที่ว่าภูมิปัญญาเหล่านี้จะได้ไม่สูญหายไป นอกจากนี้ ลูกหลานก็ยังสามารถ &amp;ldquo;อ่านหนังสือธรรมะ&amp;rdquo; ให้คุณตาคุณยายฟัง หรือสลับให้ปู่ย่าตาทวด &amp;ldquo;เล่านิทานพื้นบ้าน&amp;rdquo; ให้ลูกหลานฟัง ก็เป็นการเติมความอบอุ่นผ่านตัวหนังสือเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบ้านไหนที่ชอบปรุงอาหารรับประทานกันเอง ก็แนะนำว่าให้ผู้สูงอายุชวนลูกหลานมา &amp;ldquo;ทำเมนูอาหารคาว-หวาน&amp;rdquo; โดยสามารถเลือกใช้เมนูประจำถิ่นของตัวเอง อาทิ เมนูข้าวแช่, ทำข้าวเหนียวแดง, ทำขนมจาก, กวนกะละแม ฯลฯ ได้ทั้งความอร่อยและฝึกฝีมือด้านการครัวให้คนรุ่นลูกหลาน และยังทำให้ขนมหรืออาหารพื้นบ้านไม่เลือนหายไป หรือการทำงานเย็บปักถักร้อยอย่าง &amp;ldquo;การซ่อมแซมเสื้อผ้าชุดนักเรียน&amp;rdquo; เพื่อเตรียมความพร้อมในวันเปิดเทอม ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือซื้อเสื้อผ้าใหม่ได้ ทั้งนี้ หากบ้านไหนที่มีพื้นที่ว่างก็อยากแนะนำให้ลูกๆ หลานๆ ชวนคุณตาคุณยาย &amp;ldquo;ปลูกต้นไม้&amp;rdquo; ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว หรือไม้ดอกไม้ประดับ เรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่ทำให้ร่างกายคุณตาคุณยายแข็งแรงจากการขุดดิน, รดน้ำต้นไม้ และยังทำให้ท่านรู้สึกสดชื่นเมื่อได้อยู่กับธรรมชาติอย่าง ดิน ต้นไม้ ใบหญ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับครอบครัวไหนที่นับถือศาสนาพุทธ ปู่ย่าตายายสามารถชวนลูกหลานไป &amp;ldquo;ทำบุญและฟังเทศน์ในวันพระ&amp;rdquo; หรือวันสำคัญทางศาสนา เพื่อช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเด็กๆ ให้สงบและอยู่ในศีลธรรม หรือหากท้องถิ่นไหนที่วัดมีโบสถ์เก่าแก่ ผู้สูงอายุสามารถชวนน้องๆ หนูๆ ไปเยี่ยมชมและเล่าประวัติความเป็นมาของโบสถ์ดังกล่าว แทนการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้เช่นเดียวกัน เพราะการทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องเชย เนื่องจากคนรุ่นตายายถือได้ว่าเป็นปูชยนียบุคคลที่มีความรู้ความสามารถต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานเป็นอย่างมาก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ อาจาร์ยแอน-ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ อาจารย์พิเศษสาขาการบริหาร วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล ให้ไอเดียว่า &amp;ldquo;ในช่วงปิดเทอมลูกหลานควรหาเวลาว่างในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุอย่าง &amp;ldquo;การว่ายน้ำ&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ผู้ใหญ่กับเด็กสามารถทำด้วยกันได้อย่างปลอดภัย และยังดีต่อสุขภาพคุณตาคุณยายที่ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจากการลงไปแช่อยู่ในน้ำ หรือเป็นกีฬาที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ไฮดรอเอกเซอร์ไซส์ (hydro exercises) ซึ่งใช้ออกกำลังในกลุ่มคนสูงอายุทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นการฝึกว่ายน้ำและเอาตัวรอดจากการจมน้ำในเด็กวัยรุ่นได้เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ออกกำลังกายกับปู่ย่าตายาย กิจกรรมลดช่องว่างระหว่างวัยช่วงปิดเทอม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การ &amp;ldquo;ชวนผู้สูงอายุฟังเพลงและเต้นตามจังหวะ&amp;rdquo; ก็ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเสียงเพลงสามารถบำบัดโรคเครียดและอาการซึมเศร้า อีกทั้งยังทำให้อารมณ์ของผู้สูงอายุแจ่มใสอีกด้วย เช่น หากคุณตาคุณยายต้องนั่งวีลแชร์ ลูกหลานสามารถเปิดเพลงที่ท่านชอบฟัง แต่ขอให้เป็นเพลงที่มีจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้สามารถโยกย้ายได้ โดยให้น้องๆ หนูๆ จับที่วีลแชร์ และให้คุณตาคุณยายนั่งโยกไปมา หรือเพียงแค่หมุนวีลแชร์ไปมา เพียงเท่านี้ท่านก็ได้ออกกำลังกายแล้ว หรือหากเป็นผู้สูงวัยที่สามารถเดินได้ ก็ให้จูงมือท่านโยกตัวเบาๆ พอให้สนุกไปกับเสียงเพลง ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมครอบครัวที่น่ารักอีกอย่างหนึ่งในช่วงปิดภาคเรียนค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระชับความผูกพัน, คุณภาพชีวิต, ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ, ปลูกต้นไม้, ปิดเทอม, ป้ามะลิ พูนสวัสดิ์, พักสมอง, อาหารพื้นบ้าน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4d2d4a316f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
