<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินพร้อมปล่อยกู้ช่วยโควิด รายละ 10,000 บาท ดอกเบี้ย0.35 ต่อเดือน ไม่ต้องค้ำประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค. 2564 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 3 โดยรัฐบาลได้มอบหมายธนาคารออมสินเป็นผู้จัดทำมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ด้วยมาตรการ &amp;quot;สินเชื่อสู้ภัย COVID-19&amp;quot; วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดรายได้อันเนื่องมาจากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้มีสิทธิ์ขอสินเชื่อนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งผู้มีรายได้ประจำของหน่วยงานเอกชนที่ได้รับผลกระทบกระทบจาก COVID-19 (ไม่รวมผู้มีรายได้ประจำจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ) มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป สำหรับวงเงินสินเชื่อกำหนดให้รายละไม่เกิน 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกันการกู้ ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในระยะแรกของโครงการ เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงเริ่มให้บริการแก่ลูกค้าธนาคารที่เปิดใช้แอป MyMo อยู่แล้วก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2564 ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 9 ล้านคน โดยเริ่มจากลูกค้าที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้ม 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรปราการ และเชียงใหม่ สามารถยื่นกู้ได้ทางแอป MyMo ในวันที่ 13 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป หลังจากนั้นในระยะต่อไปจึงขยายให้บริการลูกค้าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 20 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป ตามด้วยลูกค้ากลุ่มอื่นที่ไม่มีแอป MyMo กำหนดสิ้นสุดระยะเวลาโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าจะครบจำนวนวงเงินโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอแจ้งย้ำว่าธนาคารให้บริการทางการเงินรูปแบบดิจิทัลทางแอป MyMo เท่านั้น จึงขอแจ้งเตือนโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อและโลโก้ธนาคารออมสินติดต่อประชาชนด้วยช่องทางอื่น เช่น LINE หรือแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ MyMo โปรดใช้ความระมัดระวังพิจารณาตรวจสอบจากธนาคารออมสินก่อนทุกครั้ง โดยสามารถติดต่อธนาคารที่ Call Center โทร. 1115 และที่ Facebook : GSB Society&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102373</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปล่อยกู้, สินเชื่อสู้ภัยโควิด, ออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e7d4b93300.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;พร้อมปล่อยกู้หนุนเกษตรกรปลูกกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า เตรียมหารือร่วมกับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หลังจากที่ ยสท. เตรียมจะขึ้นทะเบียนเกษตรผู้ปลูกกัญชง-กัญชา ในวันที่ 1 เม.ย. นี้ จำนวน 13,000 ครัวเรือน โดยจะมีการหารือถึงเงื่อนไขในการรับรองการปลูกกัญชง-กัญชา ก่อนพิจารณาแนวทางในการปล่อนสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธ.ก.ส. สามารถปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกกัญชง-กัญชาได้ ซึ่งจะอยู่ในวงเงินสินเชื่อสำหรับปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต วงเงิน 10,000 ล้านบาท หากเกษตรกรต้องการจะเปลี่ยนการเพราะปลูกมาปลูกกัญชงกัญชา ส่วนจะมีสินเชื่ออะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ก็ขอพิจารณาความต้องการของเกษตรกร และดูเรื่องกระบวนการผลิตให้ชัดเจนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โดยเบื้องต้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ลงไปดูลูกค้าไว้บ้างแล้ว ซึ่งกัญชง-กัญชาที่จะปลูก จะต้องผ่านเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด โดยขณะนี้เห็นว่ายังอนุญาตให้ปลูกแค่ครัวเรือนละ 6 ต้นเท่านั้น&amp;quot; นายธนารัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า จะไปคุยกับอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อหารือหลักเกณฑ์การดำเนินการปลูกกัญชง-กัญชา ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจนำมาใช้ในอุตสาหรรม เช่น ซีพี ที่สนใจนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร คาราบาว ที่จะใช้กัญชาในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่การให้สินเชื่อก็ต้องดูเงื่อนไขของกฎหมายด้วย ที่ออกโดยองค์การเภสัชกรรม ที่ตอนนี้ยังไม่ได้อนุญาตให้ปลูกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป จึงต้องดูนโยบายให้ชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96863</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, ปลูกกัญชา, ปล่อยกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605828279b9e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;เสนอบอร์ดหาทางปล่อยกู้ช่วยสายการบินจ่ายเงินเดือนพนักงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2564 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ในวันที่ 28 ม.ค. 2564 พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่มอบหมายให้เอ็กซิมแบงก์ไปหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักการในเบื้องต้น คือ จะมุ่งเน้นในเรื่องการรักษาการจ้างงานเป็นหลัก โดยเฉพาะสายการบินที่เป็นบริษัทของไทย ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ เบื้องต้นมองไว้จาก 2 ส่วน คือ จากงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออาจจะเป็นเงินของเอ็กซิมแบงก์เอง โดยข้อสรุปทั้งหมดคาดว่าจะเสนอให้ รมว.การคลัง พิจารณาได้ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในหลักการ คือ จะเน้นเรื่องการช่วยเหลือเรื่องการจ้างงาน บริษัทไหนจ้างงานเท่าไหร่ก็มาเบิกเงินกู้ไปตามจำนวน ส่วนเงินที่เหลือก็เอาไปใช้จ่ายเป็นค่าบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ ซึ่งหลักการในการให้สินเชื่อค่อนช้างชัดเจนแล้ว ยังเหลือในรายละเอียดอยู่นิดหน่อยที่อาจจ้ะองหารือร่วมกับทั้งสายการบิน และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งหมดก็จะเสนอให้ รมว.การคลังพิจารณา คาดว่าน่าจะในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2564&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 135,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,360 ล้านบาท หรือ 11% เมื่อเทียบกับปี 2562 แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 36,093 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 99,135 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) รวม 168,035 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี 60,689 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 36%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีซี) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดคงค้างสินเชื่อในประเทศขยายตัว เพิ่มขึ้น 7,237 ล้านบาท หรือ 20% จากปี 2562 ขณะที่มีการขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน โดยปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเพิ่มขึ้น 13,699 ล้านบาท หรือ 11% จากปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ณ สิ้นปี 2663 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ อยู่ที่ 3.81% คิดเป็นวงเงิน 5,153 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ธนาคาร มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 11,977 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่ 232.44% ส่งผลให้ในปี 2563 ธนาคาร มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่น ๆ เท่ากับ 2,250 ล้านบาท และจากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็กซิมแบงก์ มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,340 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าและผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือน โดย ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการจำนวน 6,400 ราย วงเงินรวมประมาณ 55,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยสายการบิน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ปล่อยกู้, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb901e9dee3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ธอส.&quot; ทุ่ม 2.55 หมื่นล.จัดแพ็กเก็จสินเชื่อบ้านกระตุ้นยอดปล่อยกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย. 2562 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ในปี 2562 ซึ่งธนาคารกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 2.03 แสนล้านบาท ธนาคารได้จัดทำแพ็กเกจผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าหลากหลายอาชีพ ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และบริษัทเอกชน ภายใต้กรอบวงเงินรวม 2.55 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1. สินเชื่อบ้านสำหรับพนักงานประจำบริษัทเอกชน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้กู้สำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไปที่เป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชน หรือเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชนในหน่วยงานที่ทำข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ ธอส.ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;Corporate Synergy&amp;rdquo; และไม่มีสวัสดิการประเภทอื่นกับ ธอส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.45% ต่อปี (3.30%) ปีที่ 4-5 เท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี (5.25%) และปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้กรณีลูกค้ารายย่อยที่หน่วยงานทำ MOU กับ ธอส. อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหรือกู้เพื่อชำระหนี้ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.75% ต่อปี) วงเงินให้กู้ขั้นต่ำ 1 ล้านบาทสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อหลักประกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมกับวัตถุประสงค์การซื้อที่อยู่อาศัย ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม ให้ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี พิเศษ!! สำหรับผู้กู้ที่ ยังเป็น หรือ เคยเป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธอส. รวมถึงผู้ที่ได้รับการแนะนำจากญาติพี่น้องที่เป็น หรือ เคยเป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธอส. ที่ยื่นกู้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ดังนี้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.60% ต่อปี (3.15%) และปีที่ 4-5 เท่ากับ MRR-1.65% ต่อปี (5.10%) ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สินเชื่อบ้าน Happy Life วงเงิน 5 พันล้านบาท สำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไปและลูกค้าสวัสดิการไม่มีเงินฝากที่มีวงเงินกู้ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 คงที่ 2.95% ต่อปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ MRR-3.80% ต่อปี (2.95%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนอง ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัยพร้อมกับไถ่ถอนจำนอง &amp;nbsp;ซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. และให้กู้เพิ่มสำหรับลูกค้าปัจจุบันเพื่อปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย และซ่อมแซม ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ก.ย. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ ปี 2562 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐและอื่น ๆ ธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ MRR-3.76% ต่อปี (2.99%) ปีที่ 2 เท่ากับ MRR-3.00% ต่อปี (3.75%) ปีที่ 3 เท่ากับ MRR-2.50% ต่อปี (4.25%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี ยกเว้นกรณีกู้ชำระหนี้หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนอง ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ฟรี!! 1.ค่าจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง และ 2.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงิน กู้ ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สินเชื่อปลูกสร้างบ้าน ภายใต้บริษัทรับสร้างบ้าน (สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และสมาคมไทย รับสร้างบ้าน) ปี 2562 วงเงิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.96% ต่อปี (2.79%) ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR &amp;ndash; 0.50% ต่อปี ให้กู้เพื่อปลูกสร้าง ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง ไถ่ถอนจำนองพร้อมปลูกสร้าง หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกฯ พร้อมกับปลูกสร้างหรือไถ่ถอนจำนอง ผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37968</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นยอดสินเชื่อปล่อยใหม่, ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ปล่อยกู้, แพ็กเกจผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190608/image_big_5cfb14fcc2c38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธ.ก.ส.” เตรียมอัดฉีดสินเชื่ออุ้มเกษตรกรสู้ปัญหาภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2562 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายในการเพาะปลูกจากภัยแล้งทั่วประเทศ ซึ่งการช่วยเหลือจะมีหลายรูปแบบทั้งการสนับสนุนสินเชื่อและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตสู่พืชที่ใช้น้ำน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. และโฆษก ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งในปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งจะรุนแรงในรอบหลายปี โดยเริ่มกินเวลาตั้งแต่เดือน ก.พ.-พ.ค. 2562 ดังนั้นระหว่างนี้ขอให้เกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งให้เข้ามาแจ้งความประสงค์ในพื้นที่ทั้งอำเภอ หรือสาขาของ ธ.ก.ส. เพื่อขอรับมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งประเมินว่าจะมีพืชหลายชนิดที่ได้รับความเสียหาย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
รายงานข่าวแจ้งว่า ธ.ก.ส. ระบุว่า มีการประเมินว่าเกษตรกรลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะกระทบต่อพืชเกษตรสําคัญที่กําลังเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะ ข้าวนาปรัง ซึ่งมีผลผลิตอยู่ในภาคกลาง โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีลูกค้าที่เป็นเกษตรกรทั่วประเทศ 5.8 ล้านราย ในจํานวนนี้ อยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลาง 2.7 แสนราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.78 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ธนาคารเตรียมไว้ ได้แก่ โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสําหรับเกษตรกรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติ เพื่อเป็นค่าลงทุนฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหาย วงเงินกู้รายละไม่เกิน 500,000 บาท คิด ดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 5% ต่อปี ชําระคืนเป็นรายเดือน รายไตรมาส ราย 6 เดือน หรือรายปี ตามที่มาแห่งรายได้ และความสามารถในการชําระหนี้ของลูกค้าผู้ขอกู้ โดยให้ชําระหนี้คืนเสร็จไม่เกิน 15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีกองทุนบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ที่จะคอยช่วยเหลือให้ ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ตลอดจนฟื้นฟู ซ่อมแซมทรัพย์สิน อุปกรณ์การเกษตร สมทบเงินสร้างบ้าน ในส่วนของภัยแล้งนั้น จะมีการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อป้องกันการเกิดภัยดังกล่าว ที่ผ่านมาธนาคารได้ เข้าไปสร้างฝายชะลอน้ำในเขตพื้นที่ในทุกฝ่ายกิจการสาขา รวมฝายขนาดใหญ่ กว่า 7 แห่ง ขนาดกลาง 715 แห่ง และฝ่ายขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งอีก 3,243 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารมีฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท (ฝพช.) ทํางานร่วมกันกับกองทุนบรรเทาความเดือดร้อน ผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ โดยมีหน้าที่ในการดูแลรวมถึงการป้องกันการเกิดภัย ตลอดจนการให้ความ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน มากไปกว่านั้นแล้ว ธ.ก.ส. ยังเข้าไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกค้าในหลากหลายด้านอีกด้วย อาทิ การส่งเสริมให้ลูกค้าทําประกันภัยพืชผล เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อไว้ได้รับการชดเชยตามวงเงินที่ได้ทําประกันภัยไว้&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35686</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปล่อยกู้, ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง, อภิรมย์ สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb054651af15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 23:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนรับปากให้ชาติอาหรับกู้ 20,000 ล้านดอลลาร์ พัฒนาเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเผย จีนจะให้เงินกู้แก่ชาติอาหรับ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้พัฒนาเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (ขวา) และเชคซาบาห์ อัลอาหมัด อัลจาเบอร์ อัลซาบาห์ เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต (กลาง) เข้าสู่ที่ประชุม / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กล่าวเมื่อวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีจีน-อาหรับ ครั้งที่ 8 ว่าจีนจะให้เงินกู้แก่ชาติอาหรับ 20,000 ล้านดอลลาร์ (662,680 ล้านบาท) สำหรับโครงการต่างๆ ที่จะทำให้มีโอกาสการสร้างงานที่ดีและส่งผลที่ดีต่อสังคมในชาติอาหรับ ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องมีการบูรณะประเทศ เงินกู้นี้จะช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและทำให้ภาคอุตสาหกรรมของชาติอาหรับกลับมามีชีวิตชีวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จีนยังเตรียมเงินกู้อีกก้อนจำนวน 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,000 ล้านบาท) ให้แก่หลายชาติอาหรับ เพื่อใช้สำหรับสร้างศักยภาพในการธำรงเสถียรภาพของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่สีขึ้นเป็นประธานาธิบดีจีน ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะขยายอิทธิพลของจีนไปยังตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกา โดยจีนสร้างฐานทัพในต่างประเทศแห่งแรกที่ประเทศจิบูตี ซึ่งสถาบันไชน่า แอฟริกา รีเสิร์ช อินนิชิเอทีฟ จากสหรัฐประเมินว่า จีนให้จิบูตีกู้ไปแล้วราว 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่จีนให้เงินกู้แก่ชาติต่างๆ สร้างความกังวลทั้งในจีนเองและกับหลายชาติ โดยเฉพาะการให้เงินกู้ก้อนใหญ่แก่ประเทศที่ยากจน โดยเมื่อปีที่แล้วศรีลังกาต้องขายหุ้นส่วนใหญ่ของท่าเรือน้ำลึกฮัมบันโตตาที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศให้บริษัทของรัฐบาลจีน เนื่องจากไม่สามารถชำระเงินที่กู้มาจากจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการ &amp;quot;เบลต์แอนด์โรด&amp;quot; ที่ต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตามเส้นทางสายไหมโบราณ ซึ่งเป็นการค้าขายระหว่างเอเชีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลางและยุโรป สีกล่าวเมื่อวันอังคารว่า ที่ตั้งของชาติอาหรับเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าโบราณ ทำให้ชาติอาหรับเป็นหุ้นส่วนตามธรรมชาติกับจีนในเส้นทางการค้าใหม่ที่จะมีขึ้น ชาวจีนและชาวอาหรับแม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่ก็ใกล้ชิดเหมือนครอบครัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13185</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ปล่อยกู้, สีจิ้นผิง, อาหรับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180710/image_big_5b44e0ab0c0bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2018 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีสำหรับ เอสเอ็มอี &quot;ธพว.&quot; ประกาศตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธพว.&amp;quot; เด้งรับนโยบายคลัง ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี 2561 หวังอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประเมินแน้วโน้มดอกเบี้ยขยับขึ้น หนุนผู้ประกอบการตะลุยกู้เงินเพิ่ม ฟุ้งครึ่งปีแรกปล่อยสินเชื่อแล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.4 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปจนถึงสิ้นปีนี้ &amp;nbsp;หลังจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ออกมาส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 1.50% เหมาะสมแล้ว ธนาคารจึงยังไม่มีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ส่งผลดีกับธนาคารทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขอเงินกู้ก่อนที่ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น โดยในครึ่งแรกของปี 2561 สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้แล้ว 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งการปล่อยกู้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยการปล่อยกู้รายละ 1.7 ล้านบาท จากเดิม 3.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเร่งขอกู้มากขึ้น ถึงแม้ว่าการปล่อยกู้ผู้ประกอบการรายเล็กจะลำบากมีความเสี่ยงกว่ารายใหญ่ แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็ยังเน้นลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นระดับไมโครเข้าถึงสินเชื่อให้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;quot; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารมีโครงการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว สำหรับการกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ในกรณีบุคคลธรรมดาจะคิดดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นจะคิด MLR หรือ 5.2% สำหรับเอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคลจะคิดดอกเบี้ยคงที่ 1% เป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นคิด MLR เพราะธนาคารต้องการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาแปลงสภาพเป็นนิติบุคคลและทำบัญชีเดียวตามนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินของธนาคารครึ่งปีแรกมีกำไรก่อนหักสำรองกว่า 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามธนาคารจะสำรองหนี้เสีย และสำรองตามมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (IFRS9) ทุกอย่างภายในสิ้นปีนี้ โดยจะไม่เลื่อนเวลาออกไป เพราะต้องการสร้างความเข็มแข็งให้กับธนาคารให้เร็ว รองรับการปล่อยสินเชื่อได้มากกว่าในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธพว., ปล่อยกู้, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
