<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวเปิดวิสามัญ บิ๊กตู่ขานรับถกแก้วิกฤติพท.จี้นายกฯต้องไขก๊อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประธานชวน&amp;rdquo; ร่อนหนังสือถึง &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญอภิปรายตามมาตรา&amp;nbsp; 165 &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ลั่นหนุนเต็มที่ แต่ไม่ได้ทำตามแรงกดดันเพราะมีแนวคิดอยู่แล้ว จ่อชงที่ประชุม ครม. 20&amp;nbsp; ต.ค. &amp;quot;ฝ่ายค้าน&amp;quot; ยันต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปล่อยผู้ถูกจับกุม เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเปิดเวทีคุยเรื่องปฏิรูปสถาบัน &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; สบช่องไล่ &amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; ไขก๊อก เพราะไม่เช่นนั้นเจอยื่นไม่ไว้วางใจคนเดียว ชี้ยังไม่ต้องงัดมาตรา 272 นายกฯ คนนอก &amp;quot;7 พรรคเล็ก&amp;quot; ประสานเสียงยังอยู่รัฐนาวาลุงตู่ไม่หนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในเวลา 09.25 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกตัวแทนพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหารือถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเป็นการเร่งด่วน เพื่อหาทางออกให้บ้านเมืองจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายชวนให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมว่า ส่วนใหญ่ยืนยันต้องการให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ ซึ่งจะรีบทำหนังสือไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp; แจ้งให้ทราบว่าทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอยากให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการโทรศัพท์พูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เกี่ยวกับการเปิดประชุม นายชวนยอมรับว่าได้พูดคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายชวนได้ทำหนังสือด่วนที่สุด สผ 0014/10188&amp;nbsp; ถึง พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2563 โดยได้ระบุถึงผลประชุมช่วงเช้าว่า หลังหารือร่วมกันแล้วได้ข้อสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้ 1.ครม.ควรมีมติเห็นชอบในการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2563 เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสอภิปรายแสดงความคิดเห็นและชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและลดปัญหาข้อขัดแย้ง และ 2.ครม.สมควรให้รับฟังความคิดเห็นของ ส.ส.และ ส.ว. โดยขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 165
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ร่วมกันแถลงข่าว
โดยนายวิรัชแถลงว่า ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดข้องที่จะให้เปิดประชุมสภา แต่ติดอยู่ตรงต้องทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอเปิดประชุม เนื่องจากวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่สองเหลืออีก 11 วัน ซึ่งนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าต้องมีเหตุและผลในการเสนอ และต้องเสนอวันปิดด้วย เพราะเพิ่งมีคำประกาศพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญออกมาวันที่ 9 ต.ค. และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 1 พ.ย. ดังนั้นหากจะเสนอไปเกรงว่าจะซ้ำซ้อน&amp;nbsp; ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุทินกล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือว่าเมื่อเปิดแล้วจะอภิปรายเรื่องใดบ้าง ก็ได้ข้อสรุปว่าจะพูดเรื่องการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่หลายคนเสนอให้ยกเลิก รวมทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะต้องทำพร้อมกับร่างของไอลอว์ ซึ่งเราอยากให้การเปิดวิสามัญครั้งนี้เน้นการพูดจาสาระล้วนๆ เพราะไม่อยากให้สังคมกังวลว่าเปิดแล้วก็มาทะเลาะด่ากัน&amp;nbsp; แต่เปิดเพื่อแก้ปัญหาจริงๆ หาทางตอบสนองต่อประชาชนผู้ชุมนุมได้ก็ต้องทำ
หนุนเปิดวิสามัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวเรื่องนี้ว่า รู้ว่าทุกคนเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมือง รัฐบาลเองไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทราบว่าวันที่ 19 ต.ค.สภาจะหารือเรื่องการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยรัฐบาลก็มีความคิดนี้อยู่แล้วในขณะนี้เพื่อให้เกิดทำความเข้าใจกันในสภา รัฐบาลจำเป็นต้องทำหน้าที่ตรงนี้ คงไม่ได้ทำตามแรงกดดันของใคร รัฐบาลมีแนวคิดอย่างนี้อยู่แล้ว ซึ่งมี 2 กลไกด้วยกัน โดยกลไกประธานสภาเปิดประชุมสภา และรัฐบาลเป็นอีกส่วนหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลยืนยันสนับสนุนการเปิดประชุมสภาวิสามัญเพื่อให้พิจารณาร่วมกัน นำข้อเท็จจริงมาพูดจากัน ดีกว่าให้เป็นเรื่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้เพื่อลดความขัดแย้งลงไปให้ได้มากที่สุด และยิ่งวันนี้ปัญหาประเทศไทยมีอยู่หลายประการด้วยกัน รัฐบาลจำเป็นต้องมีบทบาทนำในเรื่องเหล่านี้และยินดีที่จะใช้กลไกรัฐสภา ผมขอยืนยันตรงนี้วันที่ 20 ต.ค.จะหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมการให้พร้อม&amp;quot; จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบคำถามที่ว่า หากเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญแล้วจะหารือประเด็นใดบ้างว่า &amp;quot;ก็คอยดูแล้วกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุในเรื่องนี้ว่า ไม่สามารถทำได้ง่ายและเร็ว แต่กำลังหาช่องทางอยู่ เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญออกมาแล้วในวันที่ 1 พ.ย. ซึ่งเหลือเวลาเพียงกว่า 10 วันเท่านั้น แต่หากต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญแทรกขึ้นมา ก็ทำได้ตามกฎหมายมาตรา 122 และมาตรา 123 ซึ่งเป็นไปได้ทุกทาง เพราะมาตรา 122 รัฐบาลขอเปิดเอง ส่วนมาตรา 123&amp;nbsp; เป็นเรื่องของสมาชิกสภา 2 สภาเข้าชื่อ 1 ใน 3 ร้องขอต่อประธานรัฐสภาให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกำลังคุยกันอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะใช้คำว่ารุนแรงก็ไม่เชิง แต่หมายความว่ามันมากขึ้นและหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการที่จะเอาเรื่องไปพูดคุยกันในสภาก็น่ามีประโยชน์ ซึ่งประโยชน์มีหลายอย่างและมีประโยชน์เยอะ เอาเป็นว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย&amp;quot; นายวิษณุกล่าวถึงการชุมนุมและการเปิดสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีข้อเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้เจรจากับผู้ชุมนุมเองโดยการเปิดเวทีเจรจา นายวิษณุกล่าวว่า&amp;nbsp; ก็ถือว่าเป็นทางออกทางหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนดำเนินการอยู่ เมื่อถามย้ำว่ามีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่จะไม่ใช้เวทีสภา แต่รัฐบาลเปิดเวทีเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเอง นายวิษณุกล่าวว่าไม่ทราบ ตอบไม่ถูก เมื่อถามย้ำว่าแรงกดดันมาอยู่ที่รัฐบาลและนายกฯ นายวิษณุกล่าวว่าก็รับทราบ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)&amp;nbsp; กล่าวถึงกรณีม็อบกดดันให้พรรคถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เช่นนั้นจะมาประท้วงที่ สธ.ว่า ไม่ใช่กดดัน การที่เราทำงานร่วมกันในรัฐบาลต้องมีสปิริตทำงานร่วมกัน และเหตุการณ์ความขัดแย้งอะไรต่างๆ&amp;nbsp; เราทุกคนในรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลยแม้แต่น้อย เราต้องทำงานแต่ละช่วงเวลาอย่างดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราแคร์ความรู้สึกประชาชนกันทุกคน ไม่มีใครนอนหลับใน ครม. ตี 1 ตี 2 ยังทำงานกันอยู่เลย ไม่มีใครสบายในเรื่องนี้ ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ ผมได้บอกให้สมาชิกพรรคทุกคน ส.ส.ให้หาวิธีการที่จะทำความเข้าใจและสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกดดันกัน อย่าไปกดดันกันเลย การกดดันจะทำให้เกิดความเครียด เกิดการคิดอะไรที่ไม่รอบคอบ มีวันหนึ่งผมส่งไลน์ไปหาท่านนายกฯ ตอนตี 5 เพื่อส่งข้อมูลไปให้ดูเฉยๆ ท่านตอบกลับมาในทันทีเลยแล้วบอกว่ายังไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เพราะฉะนั้นไม่มีใครสบายใจกับเหตุการณ์แบบนี้ ทุกคนก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
ชทพ.ยึดมั่น 3 สถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา? (ชทพ.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า&amp;nbsp; อุดมการณ์ของพรรคสืบทอดมาตั้งแต่สมัยนายบรรหาร? ศิลปอาชา คือยึดมั่นในชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแนวทางนี้พวกเราชาวพรรคชาติไทยพัฒนารับสืบทอดมาอย่างมั่นคง? ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคสนับสนุนการแก้ไขโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบของการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
นายสุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า วันนี้ต้องทำให้สังคมมั่นใจว่าสามารถแก้ปัญหาและหาทางออกได้ เป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ ซึ่งเมื่อเปิดประชุมแล้วสาระที่จะหารือกันก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่าเป็นข้อเรียกร้องชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับ หรือต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใด ดังนั้นก็เห็นควรที่ต้องเปิดประชุมแบบวิสามัญเพื่อลงมติโหวต และเชื่อว่าหากโหวตผ่านสถานการณ์ก็จะดีขึ้น แต่ถ้าไม่ผ่านก็จะสามารถยื่นต่อได้ในสมัยประชุมแบบสามัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องหารือเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยว่าออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะก็จะทำให้สถานการณ์ไม่ดีขึ้น และควรยกเลิกหรือไม่ รวมถึงการให้คำแนะนำท่าทีรัฐบาลต่อผู้ชุมนุม และควรที่จะเปิดเจรจากัน รวมถึงท่าทีของรัฐบาลที่มีการข่มขู่ ต้องลดท่าทีนี้ด้วยหรือไม่ ทุกวันนี้ต้องตระหนักว่านายกฯ ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา หากสภาจะมีมติหรือแนะนำอะไรบางอย่างกับนายกฯ ก็เชื่อว่าจะมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าผู้ชุมนุม&amp;quot; นายสุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวถึงการยุบสภาหากเกิดขึ้นว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้และต้องนำปัญหานี้ไปแก้ในปีหน้าอีก ทั้งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเอง และหากยุบสภาขณะนี้ยังต้องใช้ระบบเลือกตั้งแบบเดิมอยู่ ซึ่งจะทำให้ปัญหานั้นวนกลับมาอีก และคำว่าสืบทอดอำนาจก็ยังจะถูกหยิบยกขึ้นมาอีก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้คือ การทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น และจะเอาใครเป็นรัฐบาลในช่วงนี้ก็ต้องมาช่วยกันคิด และต้องเป็นรัฐบาลที่ทุกฝ่ายยอมรับ ต้องถ่วงดุลและตรวจสอบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ นายสุทินกล่าวว่า รัฐสภาไม่สามารถพูดได้โดยตรง แต่หากมีการตั้งเวทีขึ้นมาและเปิดโอกาสให้พูดว่าปฏิรูปนี้คืออะไร ต่างจากการล้มล้างหรือไม่ และต้องการปฏิรูปอะไร ก็เชื่อว่าต้องมีการรับฟังอย่างเป็นเหตุเป็นผลก่อน ซึ่งอะไรทำได้หรือไม่ได้สังคมจะมีคำตอบเอง จึงไม่ควรไปวิตกกับข้อเสนอดังกล่าว หากมีการพูดคุยกันอาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครเปิดเวทีดังกล่าวเลย ซึ่งรัฐสภาควรที่จะเป็นผู้หารูปแบบว่าการเปิดเวทีลักษณะนี้ควรเป็นเวทีแบบไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกระแสเริ่มมีการเสนอประเด็นมาตรา 272 ที่ให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯ จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 โดยเปิดช่องเสนอนายกฯ&amp;nbsp; นอกบัญชีได้ นายสุทินกล่าวว่า เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 700 คนมีวิจารณญาณว่าอะไรสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมาตราดังกล่าวสามารถบังคับใช้ได้ แต่ต้องมาคิดกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้เหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท.กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านได้ลงรายชื่อแล้ว 211&amp;nbsp; รายชื่อ ขาดอีก 34 รายชื่อ โดยฝ่ายค้านจะนำญัตติที่ลงชื่อแล้วมาฝากไว้ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลได้มาลงชื่อให้ครบ 245 รายชื่อ โดยญัตติที่จะยื่นก็จะมีทั้งเรื่องการยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที รวมถึงยกเลิกการจับกุมและปล่อยตัวแกนนำผู้ชุมนุม ซึ่งในการหารือร่วมกับนายชวนในช่วงเช้า นายชวนก็เห็นด้วยในการแนะนำรัฐบาลให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ยื่นอภิปรายนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรค พท.แถลงมติพรรคว่า พรรคจะขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเร่งด่วนเพื่อให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง และขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมทุกคน รวมทั้งขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศลาออกไปเสียเลย เพราะในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญเดือน พ.ย.เราจะยื่นอภิปรายนายกฯ เพียงคนเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลาออก แล้วจะเสนอใครนั่งตำแหน่งนายกฯ นายสมพงษ์กล่าวว่าต้องเป็นไปตามกติกาก่อน โดยต้องเสนอชื่อตามรายชื่อของแคนดิเดตนายกฯ ที่เคยยื่นไว้ ซึ่งพรรคต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ยังเหลือนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอยู่ ส่วนเรื่องนายกฯ คนนอกนั้น แคนดิเดตจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคภูมิใจไทยก็มี พรรคเพื่อไทยก็มี 3 คน คิดว่าตัวเลือกมีพอเพียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าหากสภาไม่สามารถหาคนมานั่งในตำแหน่งนายกฯ ได้ ต้องนำไปสู่การใช้มาตรา 272 แก้ปัญหา นายสุทินกล่าวว่าสถานการณ์ยังไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ถ้าถึงขั้นต้องใช้มาตรา 272 จริง สมาชิกรัฐสภากว่า 700 คนคงต้องใช้ดุลพินิจ
นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกล (กก.) กล่าวถึงการเปิดสมัยประชุมวิสามัญว่า นอกจากรัฐสภาจะต้องเปิดสมัยประชุมเพื่ออภิปรายตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารแล้ว เราคิดว่าควรนำวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาพิจารณาด้วย ในเรื่องของการรับหลักการในวาระแรกที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ หากรัฐบาลตั้งใจจริงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะคลี่คลายสถานการณ์ในการเมืองตอนนี้อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทันที&amp;nbsp; เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินถือว่าเป็นการรัฐประหารเงียบ&amp;quot; นายชัยธวัชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กลุ่ม 7 พรรคเล็กซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคพลังชาติไทย พรรคพลังไทยรักไทย พรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคพลเมืองไทย ร่วมกันแถลงถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ขณะนี้ โดยนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลเมืองไทย กล่าวว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราพร้อมที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ เทิดทูนสถาบันชาติ และศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศลุกลามจากไล่นายกรัฐมนตรี แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตอนนี้กลายมาเป็นเปิดหน้าจาบจ้วงสถาบันภายใต้ข้ออ้างการกล่าวว่าปฏิรูปสถาบัน พลังธรรมใหม่จึงมีจุดยืนปกป้องสถาบันซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดการชุมนุมโดยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง เช่นฝ่ายรัฐบาลต้องพิจารณาทบทวนว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ณ วันนั้นอาจจะมีความจำเป็น เพราะมีการจาบจ้วงสถาบันอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่พอมาถึงวันนี้แล้วรัฐบาลต้องทบทวน&amp;rdquo; นพ.ระวี กล่าว
ขณะที่ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้เมื่อ 7&amp;nbsp; พรรคเล็กยังร่วมรัฐบาลอยู่ ก็จะช่วยเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา และจะขออยู่ร่วมกับรัฐบาลไม่มีการถอนตัว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81178</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ปล่อยผู้ถูกจับกุม, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดประชุมสมัยวิสามัญ, แก้วิกฤติ, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8daf8670092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
