<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองนายกฯปองพล โพสต์ระลึกถึง &#039;ท่านผู้หญิงบุญเรือน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ระลึกถึงท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ&amp;nbsp;เป็นญาติผู้ใหญ่ท่านเดียวที่ไปงานรับปริญญาตรีของผมที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาในเดิอน มิ.ย. ค.ศ. 1964&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดเศร้า! โควิดคร่า &amp;#39;ท่านผู้หญิงบุญเรือน&amp;#39; ภริยาอดีตนายกฯชาติชาย ชุณหะวัณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113238</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ, ปองพล อดิเรกสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_611739548947d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองนายกฯปองพล ออกโรงว่าด้วย &#039;นะจ๊ะ&#039; ประเด็นร้อนโจมตี &#039;บิ๊กตู่&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.64 - นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นะจ๊ะ..นะจ๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; กำลังถูกพูดถึงกันมากในโซเชียลมีเดียเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ฯนายกรัฐมนตรีใช้ปิดท้ายประโยคที่พูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 มิ.ย. 2564
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;นะ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;จ๊ะ&amp;rdquo; เป็น 2 คำที่คนไทยมักใช้แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกในทางดีปิดท้ายประโยคต่อผู้ที่สนทนาด้วยระหว่างคนต่างวัยและคนวัยเดียวกัน เด็กหรือผู้มีวัยน้อยกว่ามักใช้ &amp;ldquo;นะ&amp;rdquo; ออดอ้อน อ้อนวอน หรือชักชวนให้ผู้วัยเดียวกันหรือสูงวัยกว่าเล็กน้อยทำในสิ่งที่ตนต้องการ เช่น ไปเที่ยวกันนะ อย่าพูดไปนะ ส่วนผู้สูงวัยมักจะใช้คำ &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; ปิดท้ายประโยคเพื่อปลอบหรือปรามผู้วัยน้อยกว่าให้รู้สึกถึงความอ่อนโยน เมตตา และห่วงใย เช่น อย่ากลับดึกนะจ๊ะ ระวังตัวด้วยนะจ๊ะ เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงชีวิตของผมซึ่งอีกปีเดียวก็จะครบ 80 ปีเต็มนั้นได้ใช้ &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; และได้ยิน &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo;มานับครั้งไม่ถ้วนในสังคมของคนไทยตั้งแต่เป็นเด็ก เติบโตเป็นหนุ่ม เข้าสู่วัยกลางคน และสูงวัยให้ความรู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้มีโอกาสอยู่ในสังคมที่มีความสุภาพนอบน้อมต่อกัน นึกถึงใจเขาใจเรา ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งผมได้เคยเขียนบทความเรื่อง &amp;ldquo;ความน่ารักของคนไทยกำลังจะหายไป&amp;rdquo; โพสต์ลงใน Facebook เมื่อ 24 ก.ค. 2563 แสดงความเสียดายที่บรรยากาศของความน่ารักของคนไทยกำลังเริ่มหายไปกับกาลเวลา และการพัฒนาของเทคโนโลยีซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัยห่างเหินจืดจางไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพบปะซึ่งหน้าเพื่อพูดจาหารือแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นต่อกันอย่างสุภาพ ถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ การส่งไลน์ การโพสต์ในเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;ทวิตเตอร์ และการใช้โซเชียลมีเดียอื่นๆ ทำให้ความเกรงอกเกรงใจลดน้อยลงไป ถูกแทนที่ด้วยความก้าวร้าว ความหยาบคาย การใส่ร้ายป้ายสี และการบิดเบือนข้อมูล มีศัพท์อื่นๆอุบัติขึ้นมาเช่น บุลลี่ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ bully แปลว่าข่มเหงรังแกด้วยกายหรือวาจา และทัวร์ลง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้คำสุภาพเช่น &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; จะถูกเย้ยหยันด้อยค่าและกลายเป็นคำที่สังคมส่วนหนึ่งซึ่งเหินห่างจากการใช้คำ &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; ไม่ยอมรับ ดังเช่นในสองสามวันที่ผ่านมาได้มีกระแสโซเชียลมีเดียส่วนหนึ่งโหมโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ฯในการใช้คำว่า &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo;กับผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล แต่ก็มีโซเชียลมีเดียอีกไม่น้อยที่แสดงความเข้าใจในการใช้ &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; ปิดท้ายประโยคที่พูดกับผู้สื่อข่าวในวันนั้นเป็นการแสดงความเอ็นดูต่อผู้สื่อข่าวที่อ่อนวัยกว่า และคุ้นเคยกัน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ใช้คำ &amp;ldquo;นะจ๊ะ&amp;rdquo; มาแล้วหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอปิดท้ายด้วยการขอให้พวกเราช่วยกันรักษาความน่ารักของคนไทยให้คงอยู่ต่อไปนะจ๊ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108188</URL_LINK>
                <HASHTAG>นะจ๊ะ, ปองพล อดิเรกสาร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067e1b2207d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 21:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปองพล&#039; เปิดตัวเลขคนย้ายเข้าไทยมากกว่าย้ายออก ชี้คนส่วนใหญ่-ชาวต่างชาติพึงพอใจใช้ชีวิตในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 64 &amp;nbsp;- นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การย้ายถิ่นฐานของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีกระแสในโซเชียลมีเดียอ้างถึงคนไทยจำนวนหนึ่งราว 6 แสนคนอยากย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในประเทศอื่นด้วยเหตุผลว่าประเทศไทยล้าหลัง ไม่เจริญก้าวหน้า ไม่มีเสรีภาพ และไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว ทำให้ผมสนใจในเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะตัวผมเองได้เคยไปศึกษาในสหรัฐอเมริกามา 9 ปีและได้เดินทางไปท่องเที่ยว และติดต่อธุรกิจ ในต่างประเทศในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ได้ไปมาทุกทวีปและหลายสิบประเทศ ได้พบคนไทยในต่างแดนมากมาย ก็พบว่าการย้ายถิ่นฐานของผู้คนทั่วโลกในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติเนื่องจากความก้าวหน้าทางการสื่อสาร ทางเทคโนโลยี การขนส่งทางอากาศ และการโอนเงินไปต่างประเทศ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อกับต่างประเทศในเรื่องต่างๆสะดวกยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานของคนไทยก็พบว่าปัจจุบันมีคนไทยได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลกราว 1.5 ล้านคนด้วยเหตุผลต่างๆกันทั้งไปศึกษา ประกอบอาชีพต่างๆ ทำธุรกิจข้ามชาติ เป็นแรงงานที่มีฝีมือ และสมรสกับผู้เป็นเจ้าของประเทศ &amp;nbsp;มี 20 ประเทศที่มีคนไทยย้ายไปอยู่จำนวนมากที่สุดตามลำดับดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหรัฐอเมริกา 350,000 คน &amp;nbsp; ออสเตรเลีย 100,000 คน &amp;nbsp; เกาหลีใต้ 80,000 คน &amp;nbsp; สหราชอาณาจักร 71,000 คน &amp;nbsp; ไต้หวัน 67,573 คน &amp;nbsp; เยอรมนี 58,975 &amp;nbsp; ญี่ปุ่น 52,848 คน &amp;nbsp; สวิสเซอร์แลนด์ 51,362 คน &amp;nbsp; สวีเดน 49,776 คน &amp;nbsp; จีน 43,551 คน &amp;nbsp; ฝรั่งเศส 35,000 คน &amp;nbsp; สิงคโปร์ 21,288 คน &amp;nbsp; มาเลเซีย 16,765 คน &amp;nbsp; แคนาดา 13,526 คน &amp;nbsp; อิสราเอล 13,000 คน &amp;nbsp; นอร์เวย์ 9,000 คน &amp;nbsp; อิตาลี 7,227 คน &amp;nbsp; เดนมาร์ก 6,000 คน &amp;nbsp; เบลเยี่ยม 4,000 คน &amp;nbsp; ไอร์แลนด์ 4,000 คน &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่มีคนไทยไปอยู่มากกว่า 2,000 คนได้แก่ อิหร่าน &amp;nbsp;เนเธอร์แลนด์ &amp;nbsp;รัสเซีย &amp;nbsp;บรูไน &amp;nbsp;นิวซีแลนด์ &amp;nbsp;สหรัฐเอมิเรตส์ &amp;nbsp;และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียนว่าการจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศใดนั้นจะต้องเป็นไปตามกฏหมายและหลักเกณฑ์ในการเข้าประเทศนั้นด้วยซึ่งแทบทุกประเทศมีความเข้มงวดมากเพราะไม่ต้องการให้ชาวต่างชาติเข้าไปแย่งอาชีพของคนของเขา ขอให้ทดลองขอวีซ่าเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศนั้นก่อน ซึ่งบางประเทศก็ไม่ให้วีซ่าท่องเที่ยวง่ายๆนัก ยิ่งขอย้ายถิ่นฐานไปอยู่ถาวรยึ่งมีเงื่อนไขสาระพัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันผมก็ไปดูจำนวนชาวต่างประเทศที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยปรากฏว่ามีมากถึง 2,459,785 คน ด้วยเหตุผลต่างๆได้แก่แรงงานที่มีใบอนุญาตทำงาน นักศึกษา ผู้บริหารและพนักงานบริษัทธุรกิจข้ามชาติ คู่สมรสของคนไทย และผู้เกษียณอายุมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตกมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัสเซีย 225,143 คน &amp;nbsp;ฝรั่งเศส 112,076 คน&amp;nbsp;เยอรมนี 96,736 คน สหราชอาณาจักร 89,143 คน&amp;nbsp;สหรัฐอเมริกา 25,000 คน และชาวแสกนดิเนเวียจากสวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ 10,000 คน&amp;nbsp;รวมทั้งชาวเอเชียจาก จีน 250,000 คน &amp;nbsp; ญี่ปุ่น 140,568 คน &amp;nbsp; อินเดีย 94,248 คน &amp;nbsp;ตลอดจนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนธันวาคม 2563 ทีมยุทธศาสตร์การลงทุนของสื่อ Bloomberg ของสหรัฐอเมริกาได้ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศในการพัฒนาการลงทุนจากทั้งหมด 17 ประเทศที่นำมาพิจารณาโดยอยู่เหนืออันดับที่ 2 ถึง 4 ได้แก่ รัสเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ตามลำดับ โดยพิจารณาจากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มั่นคง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิผลซึ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และความสำเร็จในการต่อสู้การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าจากข้อมูลที่ผมได้รับและศึกษามาข้างต้น คนไทยส่วนใหญ่และชาวต่างประเทศจำนวนมากยังพึงพอใจในสถานภาพปัจจุบันของการบริหารประเทศและการดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102731</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปองพล อดิเรกสาร, ย้ายประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067e1b2207d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองนายกฯ เปิดบันทึก &#039;ฟรังซัว ตุรแปง&#039; ไม่มีประเทศใดในโลกที่คนโกงมีวิธีพลิกแพลงมากเท่ากับประเทศสยาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.64 - นายปองพล อดิเรกสาร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ผมได้เคยโพสต์บันทึกของฟรังซัว ตุรแปงซึ่งอ้างถึงข้อมูลจากบาทหลวงบรีโกต์ผู้เคยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาหลายปีจนกระทั่งกรุงแตกถึงนิสัยใจคอของชาวสยามหลายข้อด้วยกัน มีข้อหนึ่งที่ยังทันสมัยอยู่จึงขอนำมาโพสต์อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่มีประเทศใดในโลกที่คนทุจริตจะมีวิธีพลิกแพลงมากเท่ากับในประเทศสยาม มีคนชำนาญการในการทำให้คดียุ่ง สามารถทำให้เรื่องร้ายที่สุดกลับไปในทางดีได้ และเขาจะเรียกร้องค่าตอบแทนอย่างสูงทีเดียว&amp;quot;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ฟรังซัว ตุรแปง ข้อมูลในวิกิพีเดีย &amp;nbsp;สารานุกรมเสรี ระบุว่า เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2252 อันตรงกับปีที่ 2 ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่ง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ที่เมือง ก็อง เขาเป็นศาสตราจารย์คนแรกของมหาวิทยาลัยในบ้านเกิดของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พ.ศ. 2314 ตุรแปงได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบันไว้ชุดหนึ่งชื่อ &amp;quot;Histoire naturelle et civile du royaume de Siam&amp;quot; มีทั้งหมด 2 เล่มโดยมาจากการบันทึกคำพูดของบาทหลวง ปีแยร์ บรีโก บาทหลวงและอดีตประมุขแห่งคณะ มิสซังสยาม ที่เคยมาพำนักในสยามช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมถึงภาษาไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2522 ทางกรมศิลปากรได้ให้คุณ สมศรี เอี่ยมธรรม เป็นผู้แปลหนังสือเล่มที่ 2 ของหนังสือชุด Histoire naturelle et civile du royaume de Siam โดยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษและใช้ชื่อว่า &amp;quot;ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง&amp;quot; ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ทางกรมศิลปากรได้ให้คุณ ปอล ซาเวียร์ เป็นผู้แปลหนังสือเล่มที่ 1 ของหนังสือชุด Histoire naturelle et civile du royaume de Siam โดยใช้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตุรแปงถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2342 ตรงกับปีที่ 17 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สิริรวมอายุได้ 90 ปี

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประวัติศาสตร์, ปองพล อดิเรกสาร, ฟรังซัว ตุรแปง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067e1b2207d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองนายกฯ ติดแฮชแท็ก &#039;ประชาสาส์น&#039; ข้าพระพุทธเจ้ารักสถาบันพระมหากษัตริย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63 -&amp;nbsp;นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;#ประชาสาส์น &amp;quot;ข้าพระพุทธเจ้ามีความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและระบอบประชาธิปไตย....&amp;quot;&lt;/p&gt;


	ท่อน้ำเลี้ยงจัดเต็มขน&amp;#39;กุ้งเผา-ปลาหมึก-หมูหัน&amp;#39;แจกม็อบวันนี้
	&amp;#39;ศรี&amp;#39; ขยับแล้วร้อง &amp;#39;กกต.&amp;#39; ฟันกราวรูด &amp;#39;ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ&amp;#39; พ่วงผู้สมัครอบจ.ของคณะก้าวหน้า
	แกนนำ 3 นิ้วได้วีซ่าไปอเมริกาแล้ว &amp;#39;วรงค์&amp;#39; จับตาทิ้งทวนให้เกิดความรุนแรง!
	ช่างขัดแย้งกับ &amp;#39;โลกความเป็นจริง&amp;#39; ที่อยู่ข้างนอกเสียเหลือเกิน
	อินหนักมาก! แดงตัวพ่อ ร่ายกลอน รวมพลังไพร่พร้อมสู้ตาย ทำศึกสู้กับนาย
	มาแล้ว!เส้นทางเลี่ยงม็อบ3นิ้ว
	เริ่มระอุ!ตำรวจตั้งลวดหนาม-รถเมล์ ขวางม็อบ 3 นิ้ว
	&amp;#39;จตุพร&amp;#39; ตอกย้ำ &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ไม่รอด แนะไขก๊อกก่อนถึงวันประหาร!

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83189</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปกป้องสถาบัน, ประชาสาส์น, ปองพล อดิเรกสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5c097db9ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองนายกฯปองพล : ประชาธิปไตยแบบไทยๆ มุ่งแต่รักษาสิทธิเสรีภาพของตน แต่พร้อมที่จะละเมิดคุกคามสิทธิผู้อื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค.63 - นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาธิปไตยแบบไทยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รากฐานอันมั่นคงของราชอาณาจักรไทยได้แก่พุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และตัวคนไทยเองซึ่งมีวัฒนธรรม จารีตประเพณีที่สะสมหล่อหลอมมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันในสังคมนานาชาติและระบบการปกครองที่เหมาะสมกับคนไทย คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งระบุไว้ใน มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;


	&amp;#39;น้าหงา&amp;#39;ออกโรง!เตือนอย่าฟูมฟายเสียใจ เพราะจะมีผู้พ่ายแพ้มากมายทั่วประเทศ
	ทนายรับหนักใจหลังยังไม่มีใครได้รับการประกันตัว!
	ออกไม่ออก &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; แถลงแล้วหลัง &amp;#39;ม็อบ 3 นิ้ว&amp;#39; ไล่บี้ไขก๊อกพ้นนายกฯ
	&amp;#39;บุญเกื้อหนุน&amp;#39; เข้ามอบตัวหลังโดนมาตรา 110 ยืนยันไม่มีเจตนาประทุษร้าย
	จ่อออกหมายจับอีก 5 ราย ศิลปินอิสระ นักแต่งเพลง ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี
	ตำรวจส่งตัวไป ตชด.ภ.1 &amp;#39;เอกชัย&amp;#39; โอดจนท.ตั้งข้อหาเกินจริง
	รมว.ยุติธรรม สยบลือ &amp;#39;ไผ่ ดาวดิน&amp;#39; ถูกซ้อมคาเรือนจำ
	โดนอีกราย!ตำรวจรวบ &amp;#39;สมยศ&amp;#39; แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายน
	โล่ง! ทหารออกจากรัฐสภาแล้ว


&lt;p&gt;ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าประชาธิปไตยเป็นผลผลิตของโลกตะวันตกและนำมาสู่ประเทศไทยได้ 88 ปีแล้ว แต่จากการศึกษาของผมพบว่าประชาธิปไตยระบบรัฐสภาได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลด้วยการทอดกฐิน ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทอดกฐินตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 31 ต.ค. 2563 ขอให้ผู้ไปร่วมในพิธีทอดกฐินติดตามดูจะเห็นว่าพระภิกษุที่มารับผ้ากฐินจะต้องมีองค์ประชุมคือพระภิกษุซึ่งจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาเลยไม่ต่ำกว่า 5 รูปมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพุทธบัญญัติ ในการกำหนดพระภิกษุผู้จะรับผ้ากฐินนั้น จะต้องมีพระภิกษุ 1 ใน 5 รูปเป็นผู้เสนอว่าพระภิกษุรูปใดจะเป็นผู้รับผ้ากฐิน เมื่อมีผู้เสนอแล้ว ก็จะมีการถามว่ามีผู้คัดค้านหรือไม่ ผมเคยไปงานทอดกฐินครั้งหนึ่งซึ่งมีผู้คัดค้านแต่แพ้การลงมติจากเสียงข้างมาก จะเห็นว่าการทอดกฐินมีองค์ประกอบของประชาธิปไตยระบบรัฐสภาครบถ้วน ผมเชื่อว่าคนไทยพุทธทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับพิธีทอดกฐินซึ่งมีเป็นประจำทุกปี ซึ่งการได้สัมผัสประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอย่างต่อเนื่องคงจะซึมซับอยู่ในจิตสำนึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไปดูประชาธิปไตยของโลกตะวันตกกันบ้าง ซึ่งมีหลักการสำคัญ 3 ประเด็นได้แก่ 1. ปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ (Majority Rule) 2. ความเท่าเทียมกันใน สิทธิ (Rights) โอกาส (Opportunity) และการปฏิบัติ (Treatment) 3. การตรวจสอบและถ่วงดุลย์ (Check and Balance)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดินแดนบนแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยไทย กัมพูชา ลาว และพม่าซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนามานานร่วมพันปีปกครองโดยระบบกษัตริย์ ซึ่งราชธานีแห่งแรกของราชอาณาจักรไทยหรือสยามในขณะนั้นคือกรุงสุโขทัย ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยคือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงปกครองบ้านเมืองแบบพ่อปกครองลูกด้วยทศพิศราชธรรมสืบต่อมาจากยุคพุทธกาลและต่อเนื่องยาวนานมาเกือบ 800 ปีจนมาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุใน มาตรา 9 ว่า &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ชาวตะวันตกและประชาธิปไตยแบบตะวันตกมักจะมองบุคคลอื่นเป็นผู้สร้างปัญหา ไม่ใช่ตนเองและมุ่งแต่รักษาสิทธิและเสรีภาพของตนแต่พร้อมที่จะละเมิดและคุกคามสิทธิของผู้อื่นนั้น ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ซึ่งยึดมั่นในหลักธรรมของพุทธศาสนาเป็นจริยวัตรในการดำรงชีวิต ยอมรับผลของกรรม บาป บุญ คุณ โทษของตนเอง เชื่อว่าทุกคนย่อมเป็นไปตามกรรมและการกระทำ ทำดีย่อมได้รับผลดี และทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ไม่โทษผู้อื่น อันเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยแบบไทยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปองพล อดิเรกสาร
16 ต.ค. 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80743</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชาธิปไตย, ปองพล อดิเรกสาร, สิทธิเสรีภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f8702acf1eaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปองพล:ที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตอน2 ทิ้งท้ายวันพระราชสมภพ&#039;พระยาเสือ&#039; 19 ก.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.63-นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นของใคร (2) &amp;nbsp;โดยระบุว่า หลังจากที่ผมได้โพสต์เรื่อง &amp;ldquo;ที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นของใคร&amp;rdquo; ไปแล้ว ได้มีผู้สนใจเข้าไปอ่านเป็นจำนวนมาก และบางคนได้ปรารภว่าอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดจนพระบรมมหาราชวังซึ่งเรียกกันว่าวังหลวงและพระราชวังบวรสถานมงคลคือวังหน้า ผมได้เคยค้นคว้าหาข้อมูลของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งคือกรุงเทพมหานครขณะเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง &amp;ldquo;รัตนโกสินทร์ กำเนิดกรุงเทพ&amp;rdquo; ใน พ.ศ. 2548 จึงขอสรุปประวัติการก่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์อย่างย่อมาให้อ่านกันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองกรุงธนบุรีสืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าตากสินในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างราชธานีขึ้นใหม่เนื่องจากกรุงธนบุรีมีพื้นที่คับแคบไม่อาจขยายได้และตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ข้าศึกซึ่งมักยกทัพมาทางด้านตะวันตกเข้าโจมตีได้ง่าย เพราะขณะนั้นเวลาได้ผ่านไปเพียง 15 ปีเท่านั้นที่กองทัพพม่าได้ยึดกรุงศรีอยุธยาและเผาทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูให้เหมือนเดิมได้ จึงทรงย้ายราชธานีมาฝั่งตะวันออกซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองเล็กๆเรียกว่าบางกอก แต่มีพื้นที่กว้างขวางและมีแม่น้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่เป็นกำแพงธรรมชาติที่จะสกัดกั้นมิให้ข้าศึกเข้าประชิดตัวเมืองได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระนามเดิมบุญมา ได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกให้เป็นผู้ออกแบบและเป็นแม่กองในการก่อสร้างราชธานีแห่งใหม่เนื่องจากบุญมาเคยรับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่ในพระบรมมหาราชวังในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา 8 ปีในวัย 16 ถึง 24 ปี ขณะที่รัชกาลที่ 1 ดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ในวันที่กรุงศรีฯแตก บุญมากับเพื่อนอีก 3 คนหลบหนีออกจากกรุงศรีฯได้ขณะที่กองทัพพม่าเข้ายึดกรุง และพายเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงหมู่บ้านบางกอกซึ่งอยู่ตรงข้ามเมืองธนบุรี บุญมาได้อธิษฐานต่อพระประธานในโบสถ์ของวัดร้างแห่งหนึ่งคือวัดสลัก ขอให้ตนและเพื่อนมีชีวิตรอดปลอดภัยเดินทางไปถึงราชบุรี แล้วจะกลับมาบูรณะวัดแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้ออกแบบสร้างกรุงรัตนโกสินทร์บนพื้นที่ 2,500 ไร่ซึ่ง ใหญ่กว่ากรุงธนบุรี 3 เท่า โดยให้มีพระบรมมหาราชวังตั้งอยู่บนพื้นที่ 150 ไร่ รูปแบบเช่นเดียวกับพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางการบริหารและปกครองราชธานี มีวัดพระรัตนศรีศาสดารามประดิษฐานพระแก้วมรกตอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในขั้นแรกได้สร้างพระที่นั่งและพระราชมณเฑียรด้วยไม้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้เสร็จทันฤกษ์พระราชพิธีปราบดาภิเษกอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านเหนือของพระบรมมหาราชวังมีสนามหลวงเช่นเดียวกับที่กรุงศรีอยุธยา ขนานไปกับบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ซึ่งรวมทั้งวัดสลักซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างวังหลวงกับวังหน้า กรมพระราชวังบวรฯได้ทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรวัดสลักใน พ.ศ. 2326 ตามที่ได้ทรงอธิษฐานไว้ เป็นราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก และได้เปลี่ยนชื่อหลายครั้งเป็นวัดนิพพานาราม วัดพระศรีสรรเพชร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ใน พ.ศ. 2439 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงมีพระอัครชายาคือเจ้าศรีอโนชาพระขนิษฐาของพระเจ้ากาวิละพระเจ้าเชียงใหม่และหม่อมอีก 32 คน มีพระราชโอรสธิดารวมทั้งสิ้น 43 พระองค์ ประทับอยู่ในบริเวณวังชั้นในซึ่งปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ส่วนพระที่นั่งที่ประทับของพระองค์คืออาคารในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบัน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้ทรงรับขานพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงเป็นแม่ทัพเอกของสองราชอาณาจักรได้แก่ราชอาณาจักรธนบุรีและราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ทรงรบในศึกสงคราม 24 ครั้ง รวมทั้งสงครามกู้อิสรภาพจากพม่าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินและสงคราม 9 ทัพในการป้องกันกรุงรัตนโกสินทร์จากการรุกรานของพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าใน พ.ศ. 2328 พระองค์ได้รับฉายาจากข้าศึกศัตรูว่า &amp;ldquo;พระยาเสือ&amp;rdquo; จากฝีมือการรบที่เก่งกล้าและดุดัน ทรงพระประชวรด้วยโรคนิ่ว เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบูรพาภิมุข พระราชวังบวรสถานมงคล วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346 พระชนมายุ 60 พรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มีการกล่าวถึงอาถรรพ์คำสาปแช่งของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคลก่อนเสด็จสวรรคตว่า &amp;ldquo;....ใครไม่ใช่ลูกกู เข้ามาเป็นเจ้าของครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข....&amp;rdquo; ขอเตือนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ให้ไปดูประวัติของการมาใช้และครอบครองพระราชวังบวรสถานมงคลโดยบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะปาฎิหารย์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งผมได้ประจักษ์ด้วยตนเองมาแล้ว ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟัง ขอเรียนให้ทราบเป็นการปิดท้ายว่า วันพระราชสมภพของพระองค์คือ 19 กันยายน พ.ศ. 2286.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77310</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปองพล อดิเรกสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f051dd2b5e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
