<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปอร์ตซาลูน 4 ประตู จากปอร์เช่ ทำลายสถิติ ในประเภท “executive cars” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;เป็นอีกครั้งที่ปอร์เช่ได้พิสูจน์สมรรถนะให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย พานาเมร่า รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก: ภายใต้การขับขี่ของ Lars Kern นักขับทดสอบมืออาชีพหลังพวงมาลัยรถจากสายการผลิตปกติ เขาสามารถวิ่งจบรอบสนามระดับตำนานอย่าง N&amp;uuml;rburgring Nordschleife ระยะทางรวมกว่า 20.832 กิโลเมตร ได้ด้วยเวลา 7:29.81 นาที เมื่อพิจารณาจากการ จัดอันดับสถิติอย่างเป็นทางการของสนามหรือ official ranking of N&amp;uuml;rburgring GmbH เวลาดังกล่าวได้รับการ รับรองให้เป็นสถิติใหม่ที่รวดเร็วที่สุดในประเภท &amp;ldquo;executive cars&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;Lars Kern กล่าวว่า การยกระดับขีดความสามารถในส่วนของระบบช่วงล่างและระบบส่งกำลังให้แก่ พานาเมร่า ใหม่ ทำให้เรารู้สึกได้ในทันทีระหว่างการขับขี่ไปรอบสนามว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดเมื่อต้องลงสนามแข่งทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในส่วนของโค้ง Hatzenbach รวมทั้ง Bergwerk และ Kesselchen ก็ไม่แตกต่างกันระบบ electromechanical roll stabilisation ที่ผ่านการปรับแต่งมาใหม่ยังคงแสดงประสิทธิภาพ ได้อย่างคงเส้นคงวาและส่งผลให้พานาเมร่ามีเสถียรภาพการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมแม้ต้องวิ่งบนสนาม ที่ขรุขระก็ตามในช่วงเส้นทางโค้งยาว Schwedenkreuz ชัดเจนว่าตัวรถได้รับประโยชน์อย่างยิ่งยวดจากการเคลื่อนที่ในแนวระดับที่ดีขึ้นและการยึดเกาะที่เพิ่มขึ้นของยางมิชลินสปอร์ตรุ่นใหม่ ผมขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะ เกิดขึ้นได้ด้วยปอร์เช่ พานาเมร่า &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;Thomas Friemuth รองประธานกรรมการผู้ดูแลส่วนงาน Product Line Panamera เปิดเผยว่า ปอร์เช่ พานาเมร่า คือยนตรกรรมที่ดำรงสถานะ 2 ประการควบคู่กันเสมอโดยสามารถเป็นทั้งทัวริ่ง ซาลูนสุดหรูหราและรถสปอร์ตพันธุ์แท้ได้ในเวลาเดียวกัน สำหรับรุ่นล่าสุดเราได้ทำการปรับแต่งศักยภาพของพานาเมร่า ให้เเข็งเเกร่งยิ่งขึ้นข้างต้น พร้อมกับการเพิ่มพลังเครื่องยนต์ การพัฒนาส่วนอื่นเกิดขึ้นตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพในการเข้าโค้ง การควบคุมตัวถังและความแม่นยำของพวงมาลัยสิ่งที่ได้จากการปรับปรุงก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อความนุ่มนวล สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม สถิติความเร็วรอบสนามที่ทำได้ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์อันน่าประทับใจ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;ขณะที่อุณหภูมิอากาศภายนอกห้องโดยสารอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิพื้นผิวสนามอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส Lars Kern เริ่มต้นการขับรอบสนามในเวลา 13.49 นาฬิกา ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2020 และนำพารถวิ่งผ่านเส้นชัยได้ด้วย ระยะเวลา 7:29.81 นาที หลังจากนั้นในการทำลายสถิติของปอร์เช่ พานาเมร่า ครั้งนี้ตัวรถ ได้รับการติดตั้งเบาะนั่งสำหรับการแข่งขันและโครงสร้างนิรภัยเพื่อการปกป้องผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ผู้บันทึกสถิติได้ยืนยันถึง สภาพตัวรถว่าเป็นซาลูน 4 ประตู จากสายการผลิตปกติซึ่งมีกำหนดเปิดตัวต่อสาธารณะชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ของโลกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ในส่วนของยางรถยนต์สมรรถนะสูง Michelin Pilot Sport Cup 2 ได้รับการพัฒนา ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อติดตั้งให้กับพานาเมร่าใหม่ โดยเฉพาะสำหรับการลงสนามเพื่อทำสถิติ ความเร็วรอบและจะสามารถสั่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมได้หลังจากตัวรถวางจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;สถิติความเร็วต่อรอบสนาม คือเครื่องยืนยันผลการพัฒนาโดยรวมที่เกิดขึ้นกับ ปอร์เช่ พานาเมร่า เจเนอเรชันที่ 2 ในปี 2016 เป็น Lars Kern ที่นำพารถวิ่งครบรอบสนามเลื่องชื่อของภูมิภาค Eifel แห่งนี้ด้วยระยะเวลา 7:38.46 นาที หลังพวงมาลัยของ พานาเมร่า เทอร์โบ ซึ่งมีพละกำลัง 550 แรงม้า &amp;ndash; สถิติที่ทำได้ในขณะนั้นถูกบันทึกโดยวิ่งด้วยระยะทางรอบสนามมาตรฐานที่ 20.6 กิโลเมตร หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นระยะทางที่ตัดถนนความยาวประมาณ 200 เมตร บริเวณหน้าอัฒจันท์ grandstand หมายเลข 13 (T13) ออก แต่เมื่อพิจารณาเส้นทางรอบสนามในมาตรฐานใหม่ของ N&amp;uuml;rburgring GmbH เวลาต่อรอบจะถูกวัดที่ระยะทางจบ Nordschleife ที่ 20.832 กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน Lars Kern และปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) ใหม่ สามารถวิ่งผ่านระยะทาง 20.6 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 7:25.04 นาทีเท่านั้น การทำลายสถิติโดยรถสปอร์ต 4 ประตู และนักขับมืออาชีพในครั้งนี้จึงนับได้ว่าเร็วกว่าสถิติเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถึง 13 วินาที&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Presse-Standard&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ปอร์เช่ พานาเมร่า, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f45e08feb93b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครบรอบ 10 ปี ปอร์เช่ พานาเมร่า ยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนสุดหรู ผู้บุกเบิกขุมพลังไฮบริด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ปอร์เช่ได้เผยโฉมรถยนต์เพื่อรองรับตลาดกลุ่มใหม่ นั่นคือ พานาเมร่า บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำจากประเทศเยอรมนี นำเสนอยานยนต์แกรน ทัวริสโม่สายพันธุ์แรกเมื่อเดือนเมษายน 2009 นี่คือยานพาหนะสุดหรูที่ไม่มีคู่แข่งรายใดเทียบเคียงได้ ยนตรกรรมที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะชั้นเลิศที่ผู้ขับขี่สามารถ สัมผัสได้จากรถสปอร์ต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหรูหราและเปี่ยมด้วยอรรถประโยชน์ของรถยนต์ซาลูน ในช่วงแรก ปอร์เช่วางแผน กำลังการผลิตไว้เพียง 20,000 คันต่อปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายส่งผลให้ พานาเมร่า มียอดส่งมอบที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 235,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ในฐานะของยานยนต์ที่เป็นผู้บุกเบิกด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและถ่ายทอดความเหนือชั้นต่อไปยังปอร์เช่รุ่นอื่นๆ แสดงให้ เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งของพานาเมร่า ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ตลอดช่วงระยะ เวลา 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้ เจเนอเรชันที่ 2 ของสปอร์ตซาลูนจากปอร์เช่ ได้รับการผลิตขึ้นในโรงงาน Leipzig พร้อมตอบสนอง ทางเลือกที่ด้วยตัวถัง 3 สไตล์ โดยมี Thomas Friemuth รับหน้าที่เป็นรองประธานกรรมการส่วนงานการผลิตตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2018 เป็นต้นมา ซึ่งรถต้นแบบ 4 ที่นั่งคันแรก พัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของปอร์เช่ 356 ประวัติความเป็นมาของรถสปอร์ต 4 ที่นั่งจากปอร์เช่ ย้อนกลับไปในภูมิหลังของบริษัทกว่า 70 ปี วิศวกรของปอร์เช่ได้เคยนำเสนอแนวคิดดังกล่าวในช่วงยุค 1950 โดยพวกเขาทำการพัฒนา รถยนต์ 4 ที่นั่งอันแสนสะดวก สบาย ซึ่งมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 356 นั่นคือรถยนต์ที่มีชื่อว่า Type 530 ซึ่งได้รับการขยาย ความยาวฐานล้อ เพิ่มขนาดของประตู รวมทั้งยกระดับความสูงของหลังคาห้องโดยสารตอนหลัง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการ อื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย อาทิ รถต้นแบบ 4 ประตูอันมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 911 ต่อมาในช่วงยุค 1980 ปอร์เช่ 928 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และ Ferry Porsche ได้เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้เป็นหนึ่งในรถส่วนตัวของเขา ในปี 1988 ความพยายามครั้ง ใหม่ของปอร์เช่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาด้วย Type 989 รถสปอร์ต 4 ประตูคูเป้ที่มาพร้อมพื้นที่ตอนหลัง สำหรับผู้โดยสาร 2 ที่นั่งอย่างเต็มรูปแบบ ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ติดตั้งใต้ฝากระโปรงหน้า ทั้งนี้งานออกแบบของรุ่น 989 ได้รับการถ่ายทอดมาถึงปอร์เช่ 911 ในรุ่นรหัสตัวถัง 993 ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับรถต้นแบบคันอื่นก่อนหน้า ปอร์เช่ 989 ยังคงเป็นได้แค่เพียงรถยนต์ต้นแบบ ด้วยสาเหตุด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาต่อยอดรถยนต์รุ่นดังกล่าวจึงถูกยุติลงในช่วงต้นปี 1992&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;รุ่นใหม่ล่าสุด เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2016 กระบวนการพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่า เจเนอเรชันที่ 2  เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ของยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนแกรนทัวริ่งจากรุ่นปกติและรุ่นฐานล้อ ยาว คือสไตล์ตัวถังที่ 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานเดียวกัน: พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม เปิดตัวในปี 2017 ด้วยงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคม และแนวคิดในการออกแบบตัวถังที่เน้นรองรับความอเนกประสงค์ บนรถยนต์ระดับหรู ทิศทางการพัฒนาด้วย &amp;ldquo;Concept Sport Turismo&amp;rdquo; ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในงานแสดง มหกรรมยานยนต์ Paris Motor Show เมื่อปี 2012 และได้รับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกมากมายหลังจากนั้น เพื่อให้ปอร์เช่ พานาเมร่า เจเนอเรชั่นที่ 2  ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำเมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ทันทีที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในวันที่ 28 มิถุนายน 2016&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ปอร์เช่กำหนดบรรทัดฐานและเป้าหมายหลักในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยพานาเมร่า เป็นจุดเริ่มต้นในปี 2011 ด้วยการติดตั้งระบบ full hybrid แบบคู่ขนาน เป็นครั้งแรกของโลกในรถยนต์ซาลูนระดับหรู พานาเมร่า เอส ไฮบริด คือหนึ่งในรถยนต์ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงดีเยี่ยมที่สุดของปอร์เช่ แม้ว่าจะมีพละกำลังสูงสุดถึง 380 แรงม้าก็ตาม หลังจากนั้นสองปี พานาเมร่า เอส อี-ไฮบริด จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะสปอร์ตซีดานขุมพลัง plug-in hybrid คันแรกของโลก ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 416 แรงม้า พร้อมพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสูงสุดถึง 36 กิโลเมตรสำหรับเจเนอเรชันล่าสุด ของพานาเมร่า ปอร์เช่ได้บรรจุแหล่งกำเนิดพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสมรรถนะสูงหลากหลายระดับความแรง เอาไว้อย่างครบถ้วนในทุกรุ่น ระบบ boost strategy ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยนตรกรรมซูเปอร์สปอต์ 918 สไปเดอร์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รถแกรนทัวริ่งสามารถกระทบไหล่กับสปอร์ตพันธุ์แท้ได้อย่างลงตัว แต่ยังคงมีสิ่งที่เหนือกว่านั่นคืออัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 462 แรงม้าใน พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด และ รุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า ด้วยศักยภาพอันล้ำเลิศของพานาเมร่า G2 ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะสามารถยกเอาสมรรถนะสุดยอดเยี่ยม ของระบบขับเคลื่อนไฮบริด จาก 918 สไปเดอร์ มาบรรจุลงในรถยนต์หรูได้อย่างเหมาะสมลงตัว ข้างต้นคือคำกล่าวของ Gernot D&amp;ouml;llner รองประธานกรรมการส่วนงานสายการผลิต ผู้รับหน้าที่ดูแลการผลิต พานาเมร่า ตั้งแต่ปี 2011 จนถึง 2018 ปัจจุบันรับผิดชอบส่วนงาน product concept development ให้แก่ปอร์เช่ กลยุทธ์การทำงานดังกล่าวได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยเสียงตอบรับจากกลุ่มลูกค้า ในปี 2018 ที่ผ่านมา กว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของปอร์เช่ พานาเมร่า ที่ถูกส่งมอบถึงมือผู้หลงใหลความแรงในทวีปยุโรป ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นที่ได้รับการติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบ ไฮบริด ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36469</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ปอร์เช่ พานาเมร่า, รีวิว, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190522/image_big_5ce4ca92a6df3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
