<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 00:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่ เปิดตัวนิทรรศการ #DrivingTomorrow ณ สนามบิน Changi ประเทศ สิงคโปร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ เปิดตัว นิทรรศการ #DrivingTomorrow จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า Jewel Changi Airport เพื่อเป็นการบอกเล่าความเป็นมาของรถสปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ผลงานนวัตกรรมที่ถือกำเนิดและพัฒนา ขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บรรดาผู้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในสนามบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจะได้เรียนรู้ เกี่ยวกับวิสัยทัศน์องค์กรของปอร์เช่และพันธะสัญญาที่มีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านรายละเอียดสุดยอดเยี่ยมของ นิทรรศการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Arthur Willmann, Chief Executive Officer ของ Porsche Asia Pacific เปิดเผยว่า ปี 2020 นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับปอร์เช่ในการทบทวนและสรรค์สร้างพันธะสัญญาของเราที่มีต่อยนตรกรรมสปอร์ต ในอนาคตข้างหน้าด้วยการมุ่งเน้นไปยังตัวตนของยานพาหนะในจินตนาการที่เราสามารถสร้างสรรค์ให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ จากการเปลี่ยนกรอบความคิดและเข้าถึงทุกความเป็นไปได้ที่มี นิทรรศการ #DrivingTomorrow จะทำให้ผู้เข้าชมงานได้มองย้อนกลับไปสู่นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอันน่าภาคภูมิใจไปพร้อมกับเรา และทั้งร่วมกันเป็นส่วน หนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงการพัฒนาในอนาคตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Lee Seow Hiang, Chief Executive Officer ของ Changi Airport Group เปิดเผยว่า เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ทางปอร์เช่ ได้ตัดสินใจเลือก Changi Airport เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ #DrivingTomorrow ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมที่ถือได้ว่ามีความทันสมัยที่สุด ผู้ที่มายังสนามบินจะได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจ สุดพิเศษ เมื่อเข้าชมนิทรรศการในศูนย์การค้า Jewel Changi Airport แห่งนี้ นิทรรศการนี้นับเป็นครั้งแรกของ Porsche Asia Pacific ในการจัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่ 356 (Porsche 365) เคียงข้างด้วยปอร์เช่ ไทคานน์ นี่คือการนำเอายนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ตคันแรกที่ได้รับการติดตั้ง ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ มาอยู่บนเวทีเดียวกันกับรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกของปอร์เช่ ซึ่งเปรียบเสมือน กลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทที่ใช้ประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์เป็นเครื่องนำทางไปสู่อนาคตนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิสัยทัศน์อันกว้างไกล ประกอบกับจิตวิญญาณของนักพัฒนา คือสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังให้เป็นหนึ่งเดียวกับองค์กร มาอย่างยาวนาน ในปี 1898&amp;nbsp; Ferdinand Porsche ได้ออกแบบพัฒนารถยนต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา หลังจากนั้นจึงวิวัฒนาการจนกระทั่งกลายเป็นรถที่มีชื่อว่า Egger-Lohner Phaeton C.2, &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ปอร์เช่ ยังคงเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานให้แก่วงการยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) คือภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสายการผลิตภายในโรงงาน Zuffenhausen ประเทศเยอรมนี ซึ่งปราศจากคาร์บอนไดออกไซด์โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่อง ให้เป็นรถยนต์ที่มีนวัตกรรม ล้ำยุคที่สุดในโลก จากเหล่านักวิทยาศาสตร์ของศูนย์เทคโนโลยี Centre of Automotive Management ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) คือรถสปอร์ตพันธุ์แท้ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่สุดอัศจรรย์ นี่คือยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ ที่ได้รับการขับเคลื่อนด้วย พลังงานไฟฟ้าอันล้ำยุคมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ให้พลังสูงและมีพละกำลังมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถชาร์จพลังงาน ได้อย่างรวดเร็วและนำกลับมารีไซเคิลได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าชมนิทรรศการ #DrivingTomorrow จะได้รับความตื่นตาตื่นใจไปกับการจัดแสดงแนวคิดและกระบวนการ ในการออกเเบบรถสปอร์ต ผ่านผลงานบางส่วนที่คัดเลือกมาจาก &amp;ldquo;Porsche Unseen,&amp;rdquo; หนังสือที่เปิดโอกาสให้ทุกคน สามารถสัมผัสกรณีศึกษางานออกแบบต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของปอร์เช่ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกเก็บรักษาเป็นความลับ จนกระทั่งถูกเปิดเผยสู่สายตาสาธารณะชนอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ขับขี่และรถยนต์ของเขาเหล่านั้น จะได้รับการแนะนำให้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการใหม่ๆที่ได้รับการคิดค้น อาทิ Porsche Impact กองทุนที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงผลกระทบจากมลพิษของสารประกอบคาร์บอน มีวัตถุประสงค์ในการร่วมมือกันสร้างโลกให้สะอาดขึ้น Porsche Asia Pacific เป็นอีกกำลังสำคัญที่ริเริ่มกิจกรรม carbon offsetting ผ่านโครงการ Porsche Impact ทั้งนี้รายละเอียดดังกล่าวจะถูกจัดแสดงไว้ในนิทรรศการ #DrivingTomorrow เช่นเดียวกัน นิทรรศการ #DrivingTomorrow จัดแสดงภายในบริเวณชั้น 2 ของศูนย์การค้า Jewel Changi Airport ผู้เข้าชม และเยาวชนจะได้รับความประทับใจพร้อมกับประสบการณ์สุดพิเศษ จาก Porsche mascots, Tom Targa และ Tina Turbo สนใจรับชมนิทรรศการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ&amp;nbsp; ทั้งสิ้น เวลางาน 9:00 จนถึง 21:00 นาฬิกา ทุกวัน ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 18 ธันวาคม 2020 ถึง 17 มกราคม 2021&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87523</URL_LINK>
                <HASHTAG>DrivingTomorrow, ข่าวรถ, ปอร์เช่., ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fe014ec4023f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่ เปิดตัว พานาเมร่า ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตซาลูน รุ่นปรับโฉม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะท้อนความแตกต่างอย่างเหนือระดับ ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ ถึงเวลาเติมเต็มทางเลือกที่หลากหลายผสมผสานสมรรถนะของรถสปอร์ตและความสะดวกสบายในรูปแบบรถสปอร์ตซาลูนสุดหรูด้วยพละกำลัง สูงสุดกว่า 630 แรงม้า (463 กิโลวัตต์) พานาเมร่า เทอร์โบ เอส จึงกลายเป็นรถสปอร์ตซาลูนจากสายการผลิตปกติที่ถือได้ว่าให้สมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกันเรือธง คันใหม่ของรุ่นมีการพัฒนาในหลายส่วนให้ดีขึ้นกว่า พานาเมร่า เทอร์โบ ในรุ่นก่อนหน้า ปอร์เช่ไม่ละเลยที่จะยกระดับตัวรถให้เหนือชั้นในเชิงของกลยุทธการพัฒนาด้าน E-Performance พานาเมร่า โฟร์เอส อี ไฮบริด คือรุ่นที่ได้รับการเปิดตัวเข้ามาเติมเต็มสายพันธุ์ plug-in hybrids ติดตั้งระบบขับเคลื่อนใหม่ให้พละกำลังสูงสุด 560 แรงม้า (412 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น ไฮบริด ก่อนหน้า พบว่าพิสัยระยะการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ความนุ่มนวล และความสปอร์ต คือประโยชน์ที่ได้รับจากการปรับปรุงชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบช่วงล่างและระบบควบคุมการทำงานจนสามารถสัมผัสได้ ชัดเจน ยิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับระบบควบคุมพวงมาลัย และยางรถยนต์สมรรถนะสูงเจเนอเรชันล่าสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทอร์โบ เอส อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 3.1 วินาทีพละกำลังสูงสุดกว่า 630 แรงม้า (463 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 820 นิวตันเมตร พานาเมร่า เทอร์โบ เอส ให้แรงม้ามากขึ้นถึง 80 แรงม้า (59 กิโลวัตต์) และให้แรงบิดมากขึ้นถึง 50 นิวตันเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับพานาเมร่า เทอร์โบ ขุมพลังสันดาปภายในรุ่นก่อนหน้า ผลลัพธ์คือสมรรถนะ การขับขี่ที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับ เมื่อเลือกใช้งาน Sport Plus mode รุ่นเทอร์โบ เอส ให้อัตราเร่งจาก 0 &amp;ndash; 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 3.1 วินาที การพัฒนาเกิดขึ้นใน Weissach และผลิตที่โรงงาน Zuffenhausen ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ผ่านการปรับปรุงใหม่หมดจดแทบทุกจุดให้รถทำความเร็ว สูงสุดได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดกำลังมหาศาลลงสู่พื้นถนนได้อย่างเต็มที่ภายใต้การควบคุม ที่เเม่นยำและให้ประสิทธิภาพในการเข้าโค้งอย่างไร้ที่ติ สิ่งที่ปอร์เช่นำมาใช้คือระบบช่วงล่างถุงลม three-chamber air suspension ระบบควบคุมการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) และ roll stabilisation Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) รวมทั้งระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ทั้งหมดได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดเพื่อให้การตอบสนองที่เหมาะสมกับสมรรถนะของแต่ละรุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ใน พานาเมร่า จีทีเอส ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยเน้นไปที่พละกำลังสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้คือตัวเลข 480 แรงม้า (353 กิโลวัตต์) และแรงบิด 620 นิวตันเมตร พานาเมร่า จีทีเอส ใหม่ ให้กำลังมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) โดยความแรงที่มากยิ่งขึ้นสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างต่อเนื่อง จนใกล้เคียงกับรอบการทำงานสูงสุดของเครื่องยนต์ ซึ่งมีบุคลิกการทำงานที่คล้ายคลึงกับรถสปอร์ตสไตล์ดั้งเดิมที่ติดตั้งเครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศให้เสียงคำรามที่เปี่ยมไป ด้วยเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V8 ที่สัมผัสได้ถึงความเเข็งเเกร่งดุดันยิ่งกว่าที่เคยจนต้องยกประโยชน์ให้ระบบระบายไอเสีย sports exhaust ใหม่ ที่มาพร้อมหม้อพักท่อไอเสียท้ายแบบ asymmetrically positioned&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ พานาเมร่า และ พานาเมร่า โฟร์ ประจำการด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.9-ลิตร V6 เทอร์โบคู่ ในทุกภูมิภาคที่วางจำหน่าย ให้พละกำลังสูงสุด 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ตัวเลขสมรรถนะที่ทำได้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ช่วงล่างและระบบควบคุม ได้รับการปรับแต่งให้เกิดความสมดุลระหว่างการขับขี่ที่ดุดันสไตล์สปอร์ตและความนุ่มนวล สะดวกสบายอันเป็นคุณลักษณะเด่นที่สำคัญของ พานาเมร่า ใหม่ ในทุกรุ่น ถือเป็นครั้งแรก สำหรับบางระบบในการรีดศักยภาพการทำงานออกมาจนสมบูรณ์แบบ อาทิ ระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ที่ผ่านการปรับปรุงจนสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความนุ่มนวลที่เพิ่มขึ้นขณะโดยสาร ขณะที่ ระบบ roll stabilisation Porsche Dynamic Chassis Control Sport ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถ ในด้านการควบคุม เพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพการทรงตัวทั้งหมดมีเพียงระบบควบคุมพวงมาลัยและยางรถยนต์ เท่านั้นที่เป็นอุปกรณ์ในเจเนอเรชันใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เอส อี ไฮบริด พร้อมแบตเตอรี่ 17.9 กิโลวัตต์ วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลสุด 54 กิโลเมตร ปอร์เช่ นำเสนอนิยามใหม่ของยนตรกรรม plug-in hybrid เปี่ยมประสิทธิภาพ พานาเมร่า 4 เอส อี ไฮบริด ใหม่ ยานยนต์อัจฉริยะประสานพลังระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) และเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 440 แรงม้า (324 กิโลวัตต์) เมื่อทำงานร่วม กันก่อให้เกิดความแรงระดับ 560 แรงม้า (412 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดที่ 750 นิวตันเมตร ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ PDK คลัทช์คู่ 8 จังหวะ ให้ผลตัวเลขสมรรถนะการขับขี่สุดแสนประทับใจเมื่อทำงาน ร่วมกับชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono Package อัตราเร่งจาก 0 &amp;ndash; 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน ระยะเวลาเพียง 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุดกว่า 298 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความจุแบตเตอรี่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 14.1 เป็น 17.9 กิโลวัตต์ เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าการปรับปรุงเซลล์แบตเตอรี่และการทำงานของ driving modes ช่วยให้ ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานดีขึ้น 4 เอส อี ไฮบริด สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลสุดถึง 54 กิโลเมตร เมื่อทดสอบตามมาตรฐาน WLTP EAER City (มาตรฐาน NEDC: ทำได้สูงสุดที่ 64 กิโลเมตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ นอกเหนือจากรุ่นสปอร์ตซาลูนยังเพิ่มทางเลือกในรูปแบบตัวถัง สปอร์ต ทัวริสโม หรือรุ่นเอ็กเซ็คคูทีฟ ฐานล้อยาว โดยขึ้นอยู่กับระบบขับเคลื่อน ในแต่ละรุ่นได้รับการติดตั้งชุดแต่งตัวถัง Sport Design ซึ่งเคยเป็นอุปกรณ์พิเศษในรุ่นที่แล้ว มาเป็นมาตรฐานครีบดักอากาศกันชนหน้าสุดเฉียบคม&amp;nbsp; ช่องอากาศด้านข้างตัวถังขนาดใหญ่ และโคมไฟหน้าแบบ single-bar มุมมองด้านหน้าที่ใหม่หมดจดของ พานาเมร่า เทอร์โบ เอส สร้างความแตกต่าง จากช่องดักอากาศด้านข้างที่ขยายใหญ่ขึ้นและชิ้นงานตกแต่งตัวถังภายนอกดีไซน์ใหม่พ่นสีเดียวกับตัวรถติดตั้งต่อเนื่อง ทุกชิ้นในแนวราบเน้นย้ำรูปทรงตัวรถให้ดูกว้างยิ่งขึ้นชุดไฟหน้าภายในโคมของรุ่น เทอร์โบ ได้รับการออกแบบให้แตกต่าง จากรุ่นอื่นแถบเรืองแสงท้ายรถปรับปรุงใหม่วางตำแหน่งต่อเนื่องแนบสนิทไปกับรูปทรงเหนือแนวฝากระโปรงท้ายเป็น จุดเชื่อมต่อสายตาเพิ่มความลื่นไหลระหว่างไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ทั้ง 2&amp;nbsp; ฝั่ง เสริมมาดสปอร์ตเต็มพิกัดในรุ่นจีทีเอส (GTS) ด้วยไฟท้ายรมดำเป็นอุปกรณ์มาตรฐานพร้อมฟังก์ชัน dynamic coming/leaving home เพิ่มทางเลือกในการตกแต่ง ด้วยล้ออัลลอยลวดลายใหม่ขนาด 20 และ 21 นิ้ว รวมเป็นล้ออัลลอยที่สามารถรองรับความต้องการได้ทั้งหมดกว่า 10 ดีไซน์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เสริมความปลอดภัย และความสะดวกสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ พานาเมร่า ยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบไฟส่องสว่างให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น อาทิ อุปกรณ์มาตรฐานระบบ Lane Keeping Assist พร้อมระบบตรวจจับสัญญาณจราจร road sign recognition รวมทั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่เวลากลางคืน Night Vision Assist ระบบ Lane Change Assist ไฟหน้า LED matrix พร้อมระบบ PDLS Plus ระบบช่วยเตือนการจอด Park Assist ซึ่งรวมเอากล้องรอบคัน Surround View และการแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า head-up display&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้วโดยรถจะส่งถึงผู้แทนจำหน่าย อย่างเป็นทางการในประเทศเยอรมันช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 91,345 ยูโร สำหรับ พานาเมร่า รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive: ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,289 ยูโร ในรุ่น&amp;nbsp; พานาเมร่า โฟร์ เริ่มต้นที่ 126,841 ยูโร ในรุ่น พานาเมร่า 4 เอส อี ไฮบริด เริ่มต้นที่ 136,933 ยูโร ในรุ่น พานาเมร่า จีทีเอส และเริ่มต้นที่ 179,737 ยูโร ในรุ่น พานาเมร่า เทอร์โบ เอส ทั้งนี้เป็นราคาจำหน่ายที่รวมภาษี และอุปกรณ์มาตรฐานในภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76259</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ปอร์เช่., ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f33737b0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต GT4 Clubsport รถแข่งต้นแบบสำหรับทางวิบาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปอร์เช่พัฒนารถสปอร์ตสายพันธุ์ล่าสุดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงสนามทดสอบในรายการแรลลี่สุดทรหด ADAC Rallye Deutschland ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมา: รถต้นแบบคันพิเศษมีชื่ออย่างเป็น ทางการว่า ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต พร้อมแล้วสำหรับการตะลุย เส้นทางทุรกันดาร โดยปอร์เช่ต้องการใช้รถต้นแบบคันนี้เพื่อเป็นแนวทาง ในการสร้างสรรค์รถแข่งระดับ FIA R-GT ซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถสปอร์ตทางเรียบรุ่น GT จากสายการผลิตปกติมากที่สุด รถแข่งต้นแบบคันนี้จะถูกทดสอบ ภายใต้สภาวะของการแข่งขันจริงทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาและสามารถพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นรถแข่งแรลลี่สำหรับรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตสไตล์วิบากในลำดับต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;นักแข่งรถยนต์สังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ ผู้รับบทบาทหน้าที่ในการขับรถทดสอบ คือ Romain Dumas (ชาวฝรั่งเศส) หนึ่งในนักแข่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะการขับขี่ยอดเยี่ยมและครบเครื่องที่สุดในโลกของกีฬาความเร็วระดับสากล ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีในชีวิตนักแข่งเจ้าของตำแหน่งชนะเลิศรายการ Le Mans เขาลงแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั่วทุกมุม โลกด้วยทีมแข่งของตนเอง นอกจากนี้ Dumas ยังเคยได้รับชัยชนะในรายการแข่งรถขับขึ้นเขาระดับตำนาน Pikes Peak ถึง 4 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติเวลาเร็วที่สุดอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น Richard Lietz (ชาวออสเตรีย) และ Timo Bernhard (ชาวเยอรมัน) ซึ่งเป็นนักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่และมีประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั้งคู่ ยังได้ร่วมเป็นนักขับ ในโครงการพัฒนารถแข่งต้นแบบ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Cayman GT4 Clubsport) เช่นเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลงสนามแข่งขันในรายการระดับ clubsport หลากหลายรายการทั่วโลก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2016 เป็นต้นมา รถคันนี้ได้รับการติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบนอนวางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 385 แรงม้า (283 กิโลวัตต์) พร้อมถ่ายทอดพละกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK ควบคุมการเปลี่ยนจังหวะได้ตาม ต้องการด้วย shift paddles บนพวงมาลัย สำหรับการแข่งขันแรลลี่ทางวิบาก รถคันนี้ได้รับการติดตั้งแผ่นโลหะปิดใต้ท้อง เพิ่มเติม รวมทั้งเสริมวัสดุโฟมสังเคราะห์ดูดซับแรงกระแทก เพื่อป้องกันความเสียหายภายในแผงประตูลักษณะเดียวกัน กับรถแข่งรายการแรลลี่ WRC &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;Dr. Frank-Steffen Walliser รองประธานกรรมการผู้รับผิดชอบส่วนงานมอเตอร์ สปอร์ตและรถยนต์รุ่น GT ของปอร์เช่ เปิดเผยว่า ผมขอเชิญนักแข่งทุกท่านและเจ้าของทีมแข่งทุกทีมที่มีความ สนใจในโครงการของเรา เข้ามาเยี่ยมชม service park และร่วมสัมผัสรถแข่งแรลลี่ต้นแบบของเราคันนี้อย่างใกล้ชิด ทุกความคิดเห็นและเสียงตอบรับมีความหมายต่อการพัฒนาในอนาคต และถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใน สิ้นปีนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงมือเดินหน้าพัฒนาโครงการรถแข่งแรลลี่ระดับมาตรฐานโดยสร้างขึ้นจากยนตกรรมปอร์เช่รุ่นอื่นที่กำลังจะตามมาในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16787</URL_LINK>
                <HASHTAG>Cayman GT4 Clubsport, Dr. Frank-Steffen Walliser, motoring, Motorsport, ข่าวรถ, ข่าวใหม่, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต, ปอร์เช่., ยานยนต์ไทยโพสต์, รถยนต์, รีวิว, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e105559638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 02:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 02:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่คลับ ไทยแลนด์ จัดทริปขับรถล่องใต้ พร้อมฉลองครบรอบ 70 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด&amp;nbsp; ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนกิจกรรมขับรถทางไกลหลบลมร้อน หรือ PCT SUMMER TRIP จัดโดยชมรมรถปอร์เช่แห่งประเทศไทย&amp;nbsp; เพื่อร่วมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 70 ปี ปอร์เช่ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกชมรมฯ บนเส้นทางสายใต้ สุราษฎร์ธานี - พังงา - กระบี่ - นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เอเอเอสฯ ยังคงคำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกชมรมเป็นอันดับหนึ่งจึงได้จัดเตรียมวิศวกรผู้ชำนาญการด้านรถยนต์ปอร์เช่ ร่วมดูแลและคอยให้บริการสมาชิกชมรมฯ ตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรม PCT SUMMER TRIP เป็นกิจกรรมที่ชมรมปอร์เช่แห่งประเทศไทยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้มีกองทัพรถยนต์ปอร์เช่ร่วมทริป 3 วัน 2 คืน จำนวน 39 คัน นำโดย ทัชชะ ชัยปาณี ประธานชมรมฯ มุ่งหน้าสู่ภาคใต้เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและชายทะเลอันสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจในช่วงหน้าร้อน โดยเริ่มต้นทริปในวันที่ 1 ของการขับรถปอร์เช่ทางไกลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนจะล่องเรือเพื่อชื่นชมความงามอันน่ามหัศจรรย์ของเทือกเขาหินปูนอันสลับซับซ้อนที่ได้รับฉายาว่ากุ้ยหลินเมืองไทยในเขื่อนรัชประภา หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาหลักเพื่อเข้าที่พัก ณ หาดสน รีสอร์ท และจบทริปวันแรกอย่างสนุกสนานกับกิจกรรมสังสรรค์ PCT Party ยามค่ำคืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทริปวันที่ 2 ขบวนรถยนต์ปอร์เช่มุ่งหน้าสู่จังหวัดพังงาในยามเช้า ก่อนจะลงเรือต่อไปยังเกาะปันหยีเพื่อมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนเกาะปันหยี จากนั้นเดินทางต่อไปยังจังหวัดกระบี่เพื่อเข้าพักที่โรงแรมสุดชิค The Shellsea Krabi และร่วมกิจกรรม PCT White Party เป็นการจบทริปวันที่ 2 ด้วยความสนุกสนาน ในวันสุดท้ายของทริปหลบลมร้อนประจำปี 2018 สมาชิกชมรมฯ ขับรถมุ่งหน้าสู่เมืองคอน - จังหวัดนครศรีธรรมราช เยี่ยมชมคิวคูตอน นครโบราณ ก่อนร่วมทำบุญใหญ่ห่มผ้ารอบองค์พระบรมธาตุเจดี ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และสักการะศาลหลักเมือง เป็นการจบทริป 3 วัน 2 คืน ด้วยความเป็นสิริมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เอเอเอสฯ ในฐานะผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ คำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกชมรมเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้จัดเตรียมวิศวกรผู้ชำนาญการด้านรถยนต์ปอร์เช่ ร่วมดูแลและคอยให้บริการสมาชิกชมรมฯ เพื่อการขับขี่รถยนต์ปอร์เช่อย่างสนุกสนานและสบายใจตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9854</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, ข่าวรถไทยโพสต์, ปอร์เช่., ยานยนต์, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b05ba82534c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2018 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาเยนน์ ใหม่ เสริมทางเลือกด้วยรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่เสริมทัพขุมพลังขับเคลื่อนไฮบริด ต่อยอดสมรรถนะเหนือระดับให้ยนตรกรรม SUV สุดหรู ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร พร้อมนำพายนตรกรรมสปอร์ต SUV พุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัด ทันทีที่เหยียบคันเร่ง; ด้วยศักยภาพของขุมพลังที่สืบทอดแนวทางการออกแบบจากรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาเยนน์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สามารถเร่งออกตัวจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.0 วินาทีเท่านั้น เร้าใจยิ่งกว่าด้วยความเร็วสูงสุดถึง 253 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ สามารถเดินทางได้ 44 กิโลเมตร และทำความเร็วได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเมื่อวัดตาม มาตรฐาน New European Drive Cycle (NEDC) โดยขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้งอยู่ที่ 29.4 - 31.2 กิโลเมตร ต่อลิตร หรือ 3.4 &amp;ndash; 3.2&amp;nbsp; ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 &amp;ndash; 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นอกจากการเปิดตัว คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบช่วยเหลือการขับขี่หลากหลายรายการให้แก่คาเยนน์ (Cayenne) ทุกรุ่น อาทิ หน้าจอ แสดงข้อมูล head-up display แบบใหม่ เบาะนวดไฟฟ้า และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ คาเยนน์ อี-ไฮบริด&amp;nbsp; คือหนึ่งในผลงานอันเป็นตัวแทนที่แสดงออกถึงทิศทางการพัฒนายานพาหนะ พลังงานไฟฟ้าในอนาคตของปอร์เช่ ประจำการด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในสมรรถนะสูง ซึ่งผ่านการปรับแต่งจนมีกำลัง สูงสุดเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 7 แรงม้า (5 กิโลวัตต์) รวมเป็น 340 แรงม้า (250 กิโลวัตต์) ประสิทธิภาพจากระบบขับเคลื่อน พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 43 เปอร์เซ็นต์ หรือ 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) ทั้ง 2 ขุมพลังผสานพละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แนวทางในการออกแบบระบบเสริมสมรรถนะที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากรถซูเปอร์สปอร์ต ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์&amp;nbsp; ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงาน ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่ออยู่ภายใต้โปรแกรมการขับขี่ทุกรูปแบบของชุดแต่งสปอร์ตโครโน ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นั่นหมายความว่าแรงบิดสูงสุดจะพร้อมตอบสนองต่อการบังคับควบคุมทุกครั้งที่สัมผัสคัน เร่ง ผู้ขับขี่สามารถสนุกสนานกับอัตราเร่งและแรงบิดมหาศาลในทุกรอบความเร็ว พร้อมรับมือกับสถานการณ์บนท้องถนน ที่ต้องเผชิญด้วยความมั่นใจ ทั้งหมดข้างต้นนำมาซึ่งเสถียรภาพการทรงตัวและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมกำลังสำรอง ที่ล้นเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ผ่านการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางโดยขึ้นอยู่กับโปรแกรมการขับขี่ที่เลือกใช้งานขณะนั้น โหมด Sport และ Sport Plus เน้นการดึงสมรรถนะตัวรถออกมาจนถึงขีดสุด พลังงานจากแบตเตอรี่ทั้งหมดจะได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างอัตราเร่ง สำหรับโหมด Sport การชาร์จแบตเตอรี่จะเกิด ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเสริมพละกำลัง ในส่วนของโหมด Sport Plus แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จอย่างรวดเร็ว ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โหมดการขับขี่อื่นๆ นั้นเหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิงสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ ออกแบบและสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลังของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ทั้งหมด ชุดขับเคลื่อนไฮบริด ประกอบด้วยเซลล์พลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมชุดคลัทช์อิสระ electromechanical แตกต่างจากระบบ electro-hydraulic และอุปกรณ์ spindle actuator ในรุ่นก่อนหน้าให้อัตรา การตอบสนองที่รวดเร็วและฉับไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของระบบส่งกำลังประจำการด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับปอร์เช่ คาเยนน์ โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ ชุดนี้ไม่เพียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการกระตุกที่เกิดขึ้น ขณะเปลี่ยนจังหวะ หนึบแน่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive พร้อมสมรรถนะการลากจูงสูงสุดกว่า 3.5 ตัน จัดเต็มอุปกรณ์พิเศษ: หน้าจอแสดงผล head-up display และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ มีกำหนดเปิดตัวในภูมิภาคยุโรปประมาณ ปลายเดือนพฤษภาคม 2018&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8610</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, คาเยนน์, ปอร์เช่., ยานยนต์, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถหรู, รถใหม่, ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aeef9208bce1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปอร์เช่ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่พร้อมเผยโฉมครั้งแรกของ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ ในงานมหกรรมยานยนต์ Geneva Motor Show ด้วยแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ Cross-Utility Vehicle (CUV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ เปี่ยมไปด้วยความอเนกประสงค์ สนองตอบรูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มบุคคลที่แสวงหาความสนุกสนานเร้าใจจากกิจกรรมผจญภัยและการเล่นกีฬากลางแจ้งพร้อมกับการท่องเที่ยวเดินทางอย่างมีสุนทรียภาพด้วยประสิทธิภาพเหนือ ระดับของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยอดเยี่ยมของรถสปอร์ต 4 ประตู 4 ที่นั่ง คันนี้ หมายรวมถึงงานออกแบบที่สะท้อนภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งสไตล์ off-road หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบใหม่ ระบบควบคุมฟังก์ชันการทำงานล้ำสมัย ด้วยหน้าจอสัมผัสและระบบตรวจจับทิศทางการมอง eye tracking รถยนต์ต้นแบบที่มีความยาว 4.95 เมตร ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของระบบเครือข่ายชาร์จพลังงาน 800 โวลต์ fast-charge network รองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย charging dock หรือระบบ Porsche home energy management system มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ สืบทอดความล้ำเลิศมากมายนานับประการ จากปอร์เช่ Mission E ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ International Motor Show (IAA) เมื่อปี 2015 รูปร่างโดยรวมของตัวรถถูกกำกับโดยแนวหลังคาสไตล์สปอร์ตโค้งมน ลาดเอียงเป็นทรงลิ่มจากหัวจรดท้ายซึ่งเป็นการออกแบบ ที่ได้รับคำนิยามจากดีไซน์เนอร์ของปอร์เช่ว่า &amp;ldquo;flyline&amp;rdquo; สะท้อนให้เห็นถึงตัวถังด้านท้ายรถที่ใกล้เคียงกับ พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม่&amp;nbsp; แนวกระจกประตูทั้ง 4 ที่ยังคงความคลาสสิกของปอร์เช่เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โป่งล้อขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องมายังซุ้มล้อคู่หน้า ขนาบด้วยช่องระบายอากาศให้มุมมองแบบ 3 มิติและแสดงออก ถึงบุคลิกของยนตรกรรมต้นแบบพันธ์แกร่งซึ่งมาพร้อมมิติความกว้างตัวถังถึง 1.99 เมตร สเกิร์ตข้างตัวถังสไตล์ off-road พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ล้อมรอบด้วยยางสมรรถนะสูงขนาด 275/40 R 20 รองรับทุกเส้นทางที่ต้องเผชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสารผสานด้วยความทันสมัยจากการยกระดับเข้าสู่โลกแห่งดิจิทัล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือชุดแผงหน้าปัทม์: อุปกรณ์ข้างต้นได้รับการติดตั้งวางตัว ตามแนวขวางตลอดความกว้างของตัวรถ ประกอบด้วยกรอบหน้าปัทม์ทรงปีกแยกตำแหน่งด้านบนและด้านล่างคอนโซลหน้า จัดวาง ในแนวตั้งด้วยหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พิเศษสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า แผงควบคุมทรงโค้งโอบล้อมที่นั่งผู้ ขับขี่เพื่อความสะดวกในการใช้งาน แผงหน้าปัทม์แบบวงกลม 3 วงภายในบรรจุหน้าจอแสดงผล TFT คอนโซลกลางระหว่าง เบาะนั่งคู่หน้าวางตัวต่อเนื่องในระดับความสูงเท่ากับคอนโซลหน้า เสริมสร้างบรรยากาศอบอุ่นระหว่างการเดินทางด้วยระบบไฟ ภายในห้องโดยสาร ambient lighting และ indirect lighting ยิ่งไปกว่านั้นงานออกแบบและวัสดุภายในห้องโดยสาร ยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองและสัมผัสได้ถึงโครงสร้างน้ำหนักเบาของตัวรถ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ชุด ให้กำลังสูงสุดมากกว่า 600 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) ส่งผลถึงอัตราเร่ง จากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า 3.5 วินาที และพุ่งทะยานแตะความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาต่ำกว่า 12 วินาที สมรรถนะอันเหนือ ความคาดหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากประสิทธิภาพการถ่ายทอดพละกำลังที่ต่อเนื่องซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะตัว ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า: จังหวะเร่งออกตัวที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยปราศจากการสูญ เสียกำลังในระบบขับเคลื่อนแม้แต่ น้อยแรงบิดที่ได้รับการ ควบคุมอย่างเหมาะสมจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive พร้อมระบบ Porsche Torque Vectoring รับหน้าที่กระจาย กำลังขับไปยังล้อทั้ง 4 และส่งต่อไปยังพื้นถนนอย่างอิสระ ระบบเลี้ยว 4 ล้อ all-wheel steering ให้ความแม่นยำเที่ยงตรง เพิ่มเสถียรภาพในการบังคับควบคุมให้แก่ตัวรถ ในขณะที่ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension รับหน้าที่ในการปรับตั้งความสูงของใต้ท้องรถให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 50 มิลลิเมตร ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญซึ่งมีบทบาทหลักในการเสริมสร้าง ความมั่นคงจากเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ทั้งในแนวระดับและการโคลงตัวเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ยังช่วยในการลด การโยนตัวขึ้นลงเมื่อขับขี่บนเส้นทางขรุขระเป็นหลุมบ่ออีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โครงสร้างระบบไฟฟ้าแรงเคลื่อน 800 โวลต์ คือเครื่องรับประกันถึงความมั่นใจว่า แบตเตอรี่ lithium-ion จะได้รับการชาร์จ พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเดินทางด้วยระยะทางสูงสุดประมาณ 400 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC) ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น รถยนต์ต้นแบบคันนี้ สามารถรองรับระบบชาร์จพลังงานที่หลากหลายไม่ว่าจะในระหว่าง การเดินทางหรือการชาร์จภายในที่พักอาศัย รวมทั้งได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานร่วมกับระบบเครือข่าย fast-charging network ซึ่งกำลังจะเปิดใช้งานทั่วทุกเส้นทางสัญจรในทวีปยุโรปผ่านสัญญาความร่วมมือพัฒนาของบริษัท IONITY เมื่อเข้ารับ บริการในสถานีชาร์จพลังงานที่อยู่ในโครงการ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ สามารถทำการชาร์จผ่าน เทคโนโลยีเหนี่ยวนำไร้สาย เช่นเดียวกับการชาร์จด้วย charging dock หรือระบบ Porsche home energy management system และเลือกติดตั้งระบบ photovoltaic system สำหรับการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7331</URL_LINK>
                <HASHTAG>porsche, ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, ข่าวรถยนต์, ข่าวรถไทยโพสต์, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ปอร์เช่ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่, ปอร์เช่., ยานยนต์, รถใหม่, รีวิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad6c17145032.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
