<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039;ด่าลั่นพวกมักง่ายทิ้งอวนคลุมปะการัง อย่าทำตัวเป็นภาระให้ลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.64- นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​(ทส.) กล่าวถึงกรณีพบอวนขนาดใหญ่ยาวกว่า 100 เมตร คลุมปะการังที่หมู่เกาะโลซิน จ.ปัตตานี ว่า ถ้าตนสามารถไปดำน้ำเพื่อดึงออกเองได้คงไปแล้ว แต่อยากจะขอวิงวอนคนที่กระทำหรือพี่น้องที่มีอาชีพเกี่ยวกับท้องทะเล ว่า ขออย่ามักง่ายอย่างนี้เลยเพราะท่านกำลังทุบหม้อข้าวของตัวเองอยู่ เมื่อปะการังเหล่านี้หาย ไปจนหมด เมื่อนั้นท่านจะรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านทำไปนั้นไม่สามารถหวนคืนมาได้ภายในชั่วอายุคนของท่านเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อท่านตายไปแล้วคนที่มารับกรรมต่อก็คือลูกและหลาน คนรุ่นต่อๆไปที่อยู่ในตระกูลของท่านเองดังนั้นอย่าทำตัวเป็นภาระ และสร้างปัญหาให้กับลูกหลานเลย ช่วยกันแก้ปัญหาเสียวันนี้เถิด ก่อนที่ท้องทะเลไทยจะไม่มีอะไรเหลือให้รุ่นลูกของคุณ ซึ่งคุณรักลูกคุณแค่ไหนผมไม่รู้ แต่ผมรักลูกหลานของผมมากพอที่จะปกป้องผืนทะเลไทยนี้ ถ้าคุณจงใจที่จะตัดอวน เพื่อความสะดวกสบายโดยไม่คิดถึงคนรุ่นหลัง นั่นก็เป็นเรื่องของคุณแต่คุณกำลังผลักภาระให้กับลูกหลานของคนอื่น ดังนั้นขอให้หยุดเสียเถิด&amp;quot; นายวราวุธ​ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106399</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปะการัง, วราวุธ ศิลปอาชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062a3bdcf706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.ธรณ์ชี้ปะการังกำลังฟื้นคืนวอนต้องช่วยกันดูแล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.64- ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว &amp;ldquo;Thon Thamrongnawasawat&amp;rdquo; ระบุ
ทะเลกำลังสงบ ปะการังกำลังฟื้นคืน แต่บางครั้งการท่องเที่ยวอาจรบกวน ไม่ใช่แค่คนไปมากน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าเราปฏิบัติตัวอย่างไรด้วย
การถ่ายภาพใต้น้ำกำลังเป็นที่นิยม ใครก็อยากได้ภาพสวย&amp;nbsp;
ปัญหาคือเบื้องหลังภาพเป็นอย่างไร คนถ่ายย่อมรู้ดี
เพื่อนๆ ในวงการดำน้ำมีมากมาย แทบทุกคนรับผิดชอบต่อการถ่ายภาพ และหลายต่อหลายภาพเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทะเล&amp;nbsp;
ไม่ใช่น้อยๆ แต่มากด้วยครับ
ทว่า...บางครั้งบางคน อาจมองข้าม&amp;nbsp;
อาจมุ่งแต่อยากได้ภาพสวยสุดโดยหลงลืมไปว่าหัวใจของการดำน้ำคืออะไร
หัวใจไม่ใช่การตื่นเต้นผจญภัย ไม่ใช่เพียงความสนุกของมนุษย์
จุดกำเนิดที่แท้จริงคือเป็นสะพานเชื่อมต่อคนกับเพื่อนๆ ในโลกสีคราม&amp;nbsp;
ทำให้เรารู้จัก ทำให้เรารัก และทำให้เราช่วยกันดูแลได้
หากหัวใจถูกมองข้าม การดำน้ำก็แทบจะไม่มีความหมาย
จึงอยากขอร้องกันไว้ ทุกท่านทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร ชีวิตใต้ทะเลบอบบางแค่ไหน
ช่วยกันบอกกล่าว ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันดูแล
โควิดมา โควิดจากไป เราคงหวังให้ทะเลดีขึ้นอย่างยั่งยืนจากโรคระบาดไม่ได้
แต่เราหวังได้กับความรักความเข้าใจในทะเลไทย
เพราะความรักอยู่ได้เป็นนิรันดร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ - จุดประสงค์ของโพสต์นี้คือเพื่อการอนุรักษ์ทะเลและเพื่อแจ้งเตือนว่า ปะการัง ปะการังอ่อน ฯลฯ เป็นสัตว์คุ้มครอง ต้องระมัดระวังไม่ให้ทำอันตรายต่อสัตว์เหล่านี้ครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99863</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปะการัง, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c1659b7529.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าหน้าที่อช.อ่าวสยาม​ แจ้งความเอาผิดคนทำแปลงปะการังเขากวางแตกหักอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.64 - นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี​ เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรใต้น้ำ ชุมชนบ้านปากคลอง พบแปลงปลูกปะการังเขากวาง มีสภาพปะการังแตกหักเสียหายเป็นจำนวนมากในพื้นที่เกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ได้ประสานเพื่อขอข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโครงการฟื้นฟูปะการัง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาเข้าดำเนินการ​ผู้รับจ้างไม่ได้มีการดำเนินการหักกิ่งปะการังที่ปรากฏตามภาพข่าวดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการฟื้นฟูปะการังบริเวณดังกล่าว​ ดำเนินการโดยเก็บกิ่งปะการังตามพื้นทรายมาทำการขยายพันธุ์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว​ อุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิด ณ สถานีตำรวจภูธรบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ดำเนินการดำน้ำเพื่อตรวจสอบความเสียหายบริเวณจุดดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปะการังจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ประเภทสัตว์ป่าไม่มีกระดูกสันหลัง มีความผิดตามมาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง มีบทกำหนดโทษในมาตรา 89 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 หรือมาตรา 29 ถ้ากระทำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดเพชรบุรี, ปะการัง, พิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​, อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม, เกาะทะลุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604097ef28531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัย จุฬาฯ  ค้นพบปะการังอ่อนชนิดใหม่ของโลก กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานนาม“สิรินทรเน่”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิรินทรเน่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ธ.ค.63- คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ ร่วมกัน เผยแพร่การค้นพบ &amp;ldquo;ปะการังอ่อน 2 ชนิดพันธุ์ใหม่ของโลก&amp;rdquo; เป็นพันธุ์หายาก แต่ชี้วัดใต้ทะเลไทยยังมีความหลากหลายทางนิเวศวิทยา หลังค้นพบได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานนาม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิรินธรเน่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร. วรณพ วิยกาญจน์ &amp;nbsp; หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการที่ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ได้ร่วมกับ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;วิจัยความหลากหลายของปะการัง ความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง รวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรปะการัง ทั้งบริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จนกระทั่ง ล่าสุดได้ค้นพบปะการังอ่อนชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้สกุล &amp;ldquo;Chironephthya&amp;rdquo; (ไคโรเนฟเฟีย) จึงนำเสนอเรื่องเพื่อกราบบังคลทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า &amp;nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงทราบ และขอทรงมีพระราชวินิจฉัยพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ โดยปะการังอ่อนสองชนิดที่ค้นพบใหม่นี้ หนึ่งในชนิดปะการังนี้ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อชนิดว่า &amp;ldquo;sirindhornae&amp;rdquo; (สิรินทรเน่) ซึ่งเป็นชื่อตามพระนามขององค์ประธานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ &amp;nbsp;สำหรับปะการังอ่อนอีกชนิดหนึ่งได้ชื่อว่า &amp;ldquo;cornigera&amp;rdquo;(คอร์นิกีร่า) &amp;nbsp;โดยชื่อปะการังชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในน่านน้ำไทยได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารวิจัยระดับนานาชาติ Zootaxa (ซูแท๊กซ่า) ในปี 2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร. สุชนา ชวนิชย์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การค้นพบในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้โครงการการศึกษาวิจัยความหลากหลายของปะการังในน่านน้ำไทย &amp;nbsp;ยังได้รับการสนับสนุนจาก สำนักเลขาธิการคณะอนุกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาลภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตกภายใต้ยูเนสโก (UNESCO-IOC/WESTPAC) &amp;nbsp;สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ &amp;nbsp;และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;ปะการังอ่อนชนิดใหม่ทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นปะการังที่หายาก แต่สามารถพบได้ในบริเวณหมู่เกาะแสมสารและที่หมู่เกาะแถวพัทยา จังหวัดชลบุรี &amp;nbsp;ที่ระดับความลึกตั้งแต่ประมาณ 8 &amp;ndash; 19 เมตร &amp;nbsp;ขนาดของปะการังสูงประมาณ 4 เซนติเมตร ปะการังอ่อนทั้งสองชนิดนี้ชอบอาศัยในบริเวณที่มีกระแสน้ำไหล เนื่องจากสามารถจับหาอาหารบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp; สำหรับปะการังอ่อนชนิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;sirindhornae&amp;rdquo; นี้เป็นปะการังอ่อนที่มีสีชมพูสวยงามเหมือนดอกไม้ &amp;nbsp; ส่วนปะการังอ่อนชนิด &amp;ldquo;cornigera&amp;rdquo; เป็นปะการังอ่อนที่มีสีส้มเหลือง ชื่อ &amp;ldquo;cornigera&amp;rdquo; &amp;nbsp; แปลว่า แตร เพราะมีรูปร่างเหมือนแตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิรินทรเน่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การค้นพบปะการังอ่อนชนิดใหม่ของโลกในน่านน้ำไทยนี้ &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่า ใต้ทะเลของประเทศไทยยังมีความหลากหลายของปะการังอีกมากที่ยังรอการค้นพบจากนักวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp; จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อการอนุรักษ์ &amp;nbsp;ก่อนที่ปะการังเหล่านั้นจะถูกทำลายและหายไปเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์&amp;rdquo; &amp;nbsp;รศ.ดร. สุชนา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิรินทรเน่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ปะการังอ่อนชนิดพันธุ์ใหม่ที่ 1 Chironephthya sirindhornae (อ่านว่า ไคโรเนฟเฟีย สิรินธรเน่) หรือปะการังสีชมพู ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามพระนามสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า &amp;nbsp;กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นองค์ประธานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี &amp;nbsp;ปะการังชนิดนี้มีลำตัวสีชมพู และที่ปลายแหลมเป็นสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปะการังอ่อนชนิดพันธุ์ใหม่ที่ 2 Chironephthya cornigera (อ่านว่า ไคโรเนฟเฟีย คอร์นิกีร่า) หรือปะการังสีส้มเหลือง ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามรูปร่างของปะการังซึ่งมีรูปร่างเหมือนแตร ปะการังชนิดนี้มีลำตัวสีส้มหรือสีเหลือง และมีหนวดเป็นสีขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานภาพของประชากร (สถานที่ค้นพบ)จัดเป็นปะการังอ่อนที่หายาก ปัจจุบันมีรายงานค้นพบเพียงแห่งเดียวที่จังหวัดชลบุรี บริเวณหมู่เกาะแสมสารและที่หมู่เกาะแถวพัทยา ที่ระดับความลึกตั้งแต่ประมาณ 8 ถึง 19 เมตร &amp;nbsp;ปะการังอ่อนทั้งสองชนิดนี้ชอบอาศัยในบริเวณที่มีกระแสน้ำไหล เนื่องจากสามารถจับหาอาหารบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp; การค้นพบปะการังอ่อนสามารถใช้เป็นตัวขี้วัดทางชีวภาพที่สามารถบ่งบอกถึง &amp;ldquo;สุขภาพ&amp;rdquo; ของสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลว่า บริเวณนั้นยังมีความหลากหลายของปะการังสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอร์นิกีร่า 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอร์นิกีร่า 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอร์นิกีร่า 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอร์นิกีร่า 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87162</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, กรมสมเด็จพระเทพ, ดร. วรณพ วิยกาญจน์, ปะการัง, ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์, สิรินทรเน่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201217/image_big_5fdb2f196419b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีโอทีร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูแนวปะการังสร้างความสมดุลในท้องทะเล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ 2 ส.ค.62 ที่ วิหารหลวงพ่อดำ วัดช่องแสมสาร ต.ช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี&amp;nbsp; บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคม โดยมีคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที นำโดย&amp;nbsp; นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานกรรมการ บมจ.ทีโอที พร้อมด้วยผู้บริหาร และพนักงาน ทีโอที นำโดย ดร.มนต์ชัย หนูสง&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; บมจ. ทีโอที และเยาวชนในโครงการ TOT Young Club ชุมชนบ้านช่องแสมสาร&amp;nbsp; จากโรงเรียนพลูตาเหลืองวิทยา จ.ชลบุรี ร่วมกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคม ฟื้นฟูแนวปะการังให้สมบูรณ์ และคืนความสมดุลสู่ท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประธานกรรมการ บมจ.ทีโอที&amp;nbsp; กล่าวว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรที่บริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการใส่ใจดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR)&amp;nbsp; โดยได้กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อน TOT CSR&amp;nbsp; ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)&amp;nbsp; โดยมีการกำกับดูแลและบูรณาการการดำเนินงานด้าน CSR ให้เกิดประสิทธิผลและเป็นไปทั่วทั้งองค์กร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยกำลังเป็นที่ให้ความสนใจของทั่วโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากผลที่จะตามมาเกิดกับมนุษย์และผลที่เกิดเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการและฝ่ายบริหาร ทีโอที&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงได้จัดกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคมในการฟื้นฟูแนวปะการังให้สมบูรณ์ และคืนความสมดุลสู่ท้องทะเล เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.มนต์ชัย หนูสง&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับนโนบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการขับเคลื่อนให้ผู้บริหารและพนักงาน โดยมีจิตสาธารณะทำความดีเพื่อสังคม&amp;nbsp; ซึ่งการจัดกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคมในครั้งนี้&amp;nbsp; เป็นการร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธาณะ เป็นของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานที่ทุกคนได้มีจิตสาธารณะในการทำประโยชน์ต่อสังคมร่วมกัน&amp;nbsp; การชมผลงานการอนุรักษ์แนวปะการัง/ผลงานด้านการวิจัยของเยาวชน โดยการแนะนำการดูแลรักษาปะการังด้วยกิจกรรมเพาะพันธุ์ปะการัง เพื่อทดแทนแนวปะการังที่เสื่อมโทรม&amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อปลูกจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการัง และเพื่อรักษาสมดุลใต้ท้องทะเล ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์โดยเป็นทั้งแหล่งอนุบาล และแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นเขตกำบังคลื่นลมช่วยป้องกันอันตรายต่อชายฝั่งได้เป็นอย่างดี การปล่อยปูม้าไข่เพื่อแพร่ขยายพันธุ์ การปล่อยฉลามทราย เพื่อทำความสะอาดผิวดินชายหาดและการปล่อยหอยสังข์ เพื่อกำจัดขยะช่วยรักษาชายฝั่ง ซึ่งรับซื้อมาจากพ่อค้าแม่ค้า โดยหอยสังข์จัดเป็นสัตว์ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางพิมพ์วิมล วงษ์สุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า นอกจากการสร้างสรรค์ยกระดับบริการที่ดีมีคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างเข้มข้นแล้ว การสร้างโอกาสคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทีโอที ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยได้มีการบูรณาการการดำเนินงานด้าน CSR ให้เกิดประสิทธิผลและเป็นไปทั่วทั้งองค์กรผ่านโครงการกิจกรรมต่าง ๆ โดยการจัดกิจกรรมทำความดีเพื่อสังคมเป็นกิจกรรม Showcase ชุมชนบ้านช่องแสมสาร ซึ่งเป็นชุมชนในโครงการ TOT Young Club ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เป็นชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามเป็นธรรมชาติ มีหาดทรายขาว แหล่งดูปะการัง โดย ทีโอที ได้สนับสนุน TOT Young Club ชุมชนบ้านช่องแสมสาร ทั้งในด้านการรณรงค์เพื่อร่วมอนุรักษ์ทะเลไทยสร้างแบบอย่างของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2561&amp;nbsp; ทีโอที ได้ผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด &amp;ldquo;ทะเลยิ้มได้&amp;rdquo; เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการัง เพื่อเป็นแหล่งอนุบาล พืชและสัตว์ทะเลให้สมบูรณ์ของชุมชนบ้านช่องแสมสาร จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ ทีโอที ที่ได้จุดประกายความคิดเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42571</URL_LINK>
                <HASHTAG>-อนุรักษ์พะยูน, ชลบุรี, นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, บมจ.ทีโอที, ปะการัง, สัตหีบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d4420c12dbe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.ธรณ์&#039; ชี้ปะการังฟอกขาวปีนี้มาเร็ว เหตุน้ำทะเลร้อนถึง 31 องศา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค.62 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวถึงสถานการณ์อุณหภูมิน้ำในทะเลสูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังว่า น้ำร้อนแล้วครับ เริ่มมีรายงานปะการังฟอกขาวเข้ามาบ้างแล้ว อุทยานฯสิรินาถ ภูเก็ต ตอนนี้มีรายงานว่าในพื้นที่มีปะการังฟอกขาวแบบเห็นชัดแล้ว 50% อุณหภูมิน้ำ 31 องศา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ปะการังฟอกขาวเกิดจากภาวะผิดปกติ เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นมาก ปกติน้ำทะเล 27-29 องศา แต่เมื่อน้ำร้อนถึง 31 องศาขึ้นไป เริ่มเข้าสู่ช่วงเสี่ยงตอนนี้น้ำทะเล 31-32 องศาในบางพื้นที่ ถือว่าเข้าภาวะเสี่ยงแล้ว ปะการังจะปล่อยสาหร่ายเซลล์เดียวที่อยู่ในเนื้อเยื่อออกไป ทำให้สีของปะการังซีดลง หากเป็นมากอาจกลายเป็นสีขาวคือ สีของหินปูนที่เป็นโครงสร้างปะการัง ปะการังฟอกขาวจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ อุณหภูมิน้ำสูงแค่ไหน ? ร้อนนานแค่ไหน ? และมีแสงแดดมากหรือแรงแค่ไหน ? หากรุนแรงหรือยาวนาน 3-5 สัปดาห์ปะการังอาจตาย และกลายเป็นเศษหักพังก่อนย่อยสลายไป นอกจากนี้ยังขึ้นกับสายพันธุ์ของปะการัง บางสายพันธุ์อาจทนได้ดี หรือมีการฟื้นตัวที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้น ทำให้ปะการังฟอกขาวเริ่มเกิดถี่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์หลายชาติทำนายว่า จะเกิดถี่ในระดับ 6 ปีครั้ง อย่างไรก็ตามอาจเกิดเร็วกว่านั้น เช่น ออสเตรเลียโดนถึง 2 ครั้งติดกัน เมื่อปะการังตายจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยว การประมง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการทางทะเล กล่าวอีกว่า ในปี 2558 เกิดปะการังฟอกขาวรุนแรงในบางพื้นที่ของไทย เคราะห์ดีที่มีฝนตกติดต่อกันในช่วงปลาย ทำให้อุณหภูมิน้ำลดลง และทำให้แสงแดดมีน้อยลงมาก ปะการังในหลายพื้นที่ยังมีการฟื้นตัวที่ดีมาก เช่น หมู่เกาะพีพี ทำให้ปะการังตายมีจำนวนน้อยมาก ในหลายพื้นที่ เช่น ออสเตรเลีย มัลดีฟส์ ปะการังไม่ได้มีการฟื้นตัวเหมือนไทย ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปะการังฟอกขาวในปี 58 ทำให้ปะการังในเกรทแบริเออร์รีฟตายถึง 30% โดยเฉพาะในตอนบน (ตั้งแต่ port douglas ขึ้นไป มีไซต์งานในอดีตที่ผมทำเคยทำ 3 แห่ง) หลังจากนั้น ยังมีการฟอกขาวซ้ำในปีถัดมา ทำให้เกิดปะการังตายในอีกบางพื้นที่ แม้ในปัจจุบัน หลายแห่งก็ยังไม่ฟื้นตัว หรือฟื้นตัวน้อย พื้นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด น่าจะคล้ายคลึงกับพื้นที่เคยเกิด เช่น รอบเกาะภูเก็ต พีพี ตรัง หมู่เกาะสุรินทร์ (ในอดีตเคยเกิดครั้งใหญ่จนปะการังตายจำนวนมาก เพิ่งจะเริ่มฟื้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามอ่าวต่างๆ ที่น้ำตื้น น้ำไหลเวียนไม่ค่อยดี เช่น อ่าวมาหยา ในช่วงเวลาน้ำตาย (พระจันทร์ครึ่งดวง) อาจทำให้น้ำร้อนแช่นาน ต้องติดตามปะการังที่ไปฟื้นฟูกันไว้ข้อมูลกระแสน้ำที่ม.เกษตรศาสตร์ทำไว้ในอ่าวมาหยา ชี้ให้เห็นว่า น้ำในช่วงนั้นจะแช่นานหน่อยครับ โดยสรุปแล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือปีนี้เกิดเร็วหน่อย แค่เข้าต้นเดือนพฤษภาคมก็เริ่มฟอกบางจุดแล้ว ปีที่ผ่านมา ปะการังเริ่มฟอกขาวปลายเดือนพฤษภาคม เรามีฝนเข้ามาช่วย ทำให้แดดน้อยลง คลื่นพัดไปมา ช่วยให้น้ำไหลเวียนดี ฝนยังช่วยทำให้อุณหภูมิน้ำต่ำลงอย่างรวดเร็ว แต่ปีนี้มาเร็ว แม้ฝนอาจเริ่มเข้าภาคใต้บ้าง แต่อาจไม่ต่อเนื่อง ต้องคอยช่วยกันลุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34914</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, นักวิชาการทางทะเล, น้ำทะเลร้อน, ปะการัง, ปะการังฟอกขาว, ภาวะโลกร้อน, สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190502/image_big_5cca533117348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิทย์จุฬาฯแช่แข็งสเปิร์มปะการังโต๊ะแบบพุ่มสำเร็จครั้งแรกของโลก เก็บได้นาน 20 ปี ชี้โลกร้อนทำปะการังหยุดสืบพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
24 เม.ย.62- คณะวิทยาศาสตร์และศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีและหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือกองเรือยุทธการจัดแถลงข่าวเรื่อง&amp;ldquo; ครั้งแรกของโลก...นักวิทย์ไทยเพาะปะการังชนิดแบบโต๊ะด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง&amp;rdquo; ณอาคารเคมี2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.ดร.วรณพวยิกาญจน์หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯกล่าวว่ากลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้ทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศหาแนวทางอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก ในปีที่แล้วกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้ประสบความสำเร็จในการนำสเปิร์มของปะการังโต๊ะแบบพุ่มAcropora humilisมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งในไนโตรเจนเหลว &amp;nbsp;และนำกลับมาผสมใหม่กับไข่ปะการัง &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการทำสำเร็จครั้งแรกของโลกของปะการังโต๊ะชนิดนี้ &amp;nbsp;และได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารวิจัยระดับนานาชาติแล้ว &amp;nbsp;ทั้งนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันความสำเร็จของการนำสเปิร์มของปะการังมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งทำให้สามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้น &amp;nbsp;และสามารถนำมาผสมกับไข่ปะการังได้ใหม่ในช่วงเวลาและฤดูกาลที่ต้องการและเหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์รองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจฬุาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลคณะวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปะการังโดยทั่วไปมีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศเพียงปีละครั้งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์(ไข่และสเปิร์ม) ออกมาผสมกันในมวลน้ำ &amp;nbsp;กลุ่มการวิจัยฯนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศโดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังที่ถูกปล่อยออกมาตามธรรมชาติแล้วนำไปปฏิสนธิโดยการผสมเทียมเพื่อเพาะฟักในระบบเพาะฟักปะการัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;nbsp;เทคนิคใหม่เก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งในถังไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิเย็นจัดติดลบ196 องศาเซลเซียสเพื่อเก็บรักษาสภาพของเซลล์ซึ่งเก็บได้นาน10- 20 ปีและเมื่อนำกลับมาผสมใหม่ก็ฟื้นคืนชีพ &amp;nbsp;ทำให้สามารถผสมพันธุ์ปะการังได้เพิ่มขึ้นปีละหลายครั้งรวมทั้งป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังปัจจุบันอุณหภูมิของโลกได้สูงขึ้น &amp;nbsp;ทำให้ปะการังหลายชนิดไม่สามารถปล่อยเซลล์สืบพันธุ์และผสมกันตามธรรมชาติได้ปีนี้พบปะการังชนิดหนึ่งไม่ยอมปล่อยไข่และสเปิร์มทั้งที่ถึงเวลาปล่อย &amp;nbsp;เหตุสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม &amp;nbsp; อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นซึ่งการผสมเทียมรวมทั้งการนำเทคนิคการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งมาใช้สามารถแก้ปัญหานี้ได้ &amp;nbsp; ปกติอัตรารอดของปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติมีค่าร้อยละ0.01 หรือต่ำกว่าแต่การเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศด้วยวิธีการผสมเทียมดังกล่าวมีอัตราการปฏิสนธิของปะการังสูงกว่าร้อยละ98 และมีอัตรารอดขณะทำการอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ2 ปีที่ร้อยละ40&amp;ndash;50&amp;nbsp;
&amp;quot;กลุ่มวิจัยฯมีแผนจะนำกลับคืนถิ่นสู่ทะเลบริเวณชายฝั่งทะเลเขาหมาจออ.สัตหีบจ.ชลบุรีอนาคตจะนำไข่ของปะการังโต๊ะแบบพุ่มมาแช่เยือกแข็งต่อไป&amp;ldquo; รศ.ดร. สุชนากล่าวและว่าการขยายพันธุ์เพาะปะการังจากสเปิร์มแช่เยือกแข็งมีสหรัฐออสเตรเลียญี่ปุ่นและเยอรมันทำได้ &amp;nbsp;แต่เป็นปะการังแบบกิ่ง ปะการังแบบก้อน รวมถึงกัลปังหา &amp;nbsp;ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ไทยเพาะปะการังโต๊ะแบบพุ่มด้วยสเปิร์มแช่แข็งสำเร็จเป็นประเทศแรก &amp;quot;รศ.ดร.สุชนากล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34358</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาศาสตร์, จุฬาฯ, ปะการัง, ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์, แช่แช็งสเปิร์มปะการัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc01d57c3b57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
