<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังปักธงจีดีพี64โต1.3% ธกส.จัดหมื่นล.ปล่อยกู้อปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; ปักธงจีดีพีไทยปี 64 โตฝ่าโควิดที่ 1.3% ยอมรับระบาดหลายรอบกระทบสาหัส ลุยอัดมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ยก 6 แนวทางปูพรมเติบโตระยะยาว &amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; จัด 1 หมื่นล้านบาทปล่อยกู้ อปท. &amp;nbsp;หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรายได้-อาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันวันจันทร์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในฐานะประธานและสักขีพยานในการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ &amp;ldquo;Sustainable Thailand&amp;rdquo; รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร &amp;nbsp;ร่วมกันประกาศเจตจำนงสร้างประเทศไทยยั่งยืนว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 1.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างดี ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4-5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญและต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดหลายรอบ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการกู้เงินและใช้นโยบายด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงาน มีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ เพื่อรักษาการบริโภคภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปภายหลังสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;คลี่คลาย รัฐบาลวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีการวางแนวทางสำหรับประเทศไทยในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 2-3 มาตรการ อาทิ การเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจและประชาชน การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้หลายส่วนมีรายได้มากขึ้น &amp;nbsp;และการวางนโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลืออย่างฉุกเฉิน ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นตัวในระยะยาวนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งผ่าน 6 แนวทาง &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) ซึ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย &amp;nbsp;รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในอีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน 3. การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 4.การให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายรับรองทางสังคม &amp;nbsp;5.การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความยากจน และ 6.บทบาทของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรทางการเงินในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ธนาคารได้จัดทำโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ อัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;MLR ไม่เกิน 2.25% ต่อปี (ปัจจุบัน MLR เท่ากับ 4.875% ต่อปี เพื่อให้องค์กรภาครัฐทั่วประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานคืนถิ่น ให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ และยังเป็นการป้องกันปัญหาทางสังคม หลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ อปท.ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, &amp;nbsp;(อบต.), เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร โดยนำสินเชื่อดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุน อาทิ &amp;nbsp;การสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยหรืออาหารสัตว์ โรงสีข้าวชุมชน &amp;nbsp;ตลาดจำหน่ายสินค้า การส่งเสริมพัฒนากลุ่มอาชีพต่างๆ &amp;nbsp;ปรับปรุงพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชน การศึกษา &amp;nbsp;อบรม สัมมนา ดูงานหรือฝึกงานในด้านการส่งเสริมอาชีพ &amp;nbsp;หรือเพื่อการศึกษาของบุคคลในครอบครัว การสร้างสนามกีฬา สวนสาธารณะ ศูนย์การแพทย์ชุมชน การเสริมสร้างการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงความต้องการทางด้านการแพทย์ การจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อปท.จะต้องดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนสินเชื่อต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา อปท.และมีการตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้คืนแก่ธนาคาร วงเงินกู้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงินกู้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118042</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ปักธงจีดีพีไทยปี 64, รมว.การคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d66d916a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
