<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีระเกียรติตกเก้าอี้สว. เซ่นคู่สมรสถือหุ้นสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศาล รธน.ฟัน &amp;quot;หมอธีระเกียรติ&amp;quot; สิ้นสุดความเป็น รมต. ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ตั้งแต่ 9 พ.ค.62 เหตุคู่สมรสซื้อหุ้น บ.ปูนซิเมนต์ไทยฯ คู่สัมปทานของรัฐเพิ่ม 800 หุ้นขณะเป็น รมต. ส่งผลพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ทันที &amp;quot;อภิชาติ โตดิลกเวชช์&amp;quot; ส้มหล่นขึ้นมาเป็น ส.ว.แทน ส่วน &amp;quot;ปนัดดา-สุวิทย์-ไพรินทร์&amp;quot; รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 27 สิงหาคม องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา, &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวกรณีถือครองหุ้นบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยว่า ศาลได้กำหนดประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 4 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ โดยประเด็นในเรื่องการถือหุ้นจะหมายรวมถึงการถือหุ้นที่มีมาก่อนเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ศาลมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่าการถือหุ้นอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ไม่รวมถึงการถือหุ้นที่มีมาก่อนการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการถือหุ้นของ ม.ล.ปนัดดา ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายไพรินทร์ ผู้ถูกร้องที่ 3 พบว่าเป็นการถือหุ้นที่มีมาก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว สำหรับประเด็นความเป็นรัฐมนตรีของนายสุวิทย์ ของผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสุวิทย์ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท แฟมิลี่ บิสสิเนส โซไซตี้ จำกัด โดยมีหุ้นจำนวน 19 เปอร์เซ็นต์ และต่อมามีการประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้จดทะเบียนเลิกบริษัท จัดตั้งผู้ชำระบัญชี ในระหว่างดังกล่าวบริษัทไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ การที่นายสุวิทย์ยังมีชื่อถือหุ้นในบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ก่อนรับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่ก็อยู่ในช่วงการชำระบัญชีปิดบริษัท นายสุวิทย์จึงไม่ได้กระทำการในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.ธีระเกียรติ ผู้ถูกร้องที่ 4 พบว่าคู่สมรสถือหุ้นบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยได้หุ้นมาก่อนเป็นรัฐมนตรี แม้จะถือหุ้นไว้ต่อไปก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ยังพบด้วยว่าคู่สมรสของผู้ถูกร้องซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ เพิ่มเติมจำนวน 800 หุ้น ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ศาลจึงเห็นว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ รับสัมปทานจากรัฐ ทำเหมืองแร่ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ การถือหุ้นเพิ่มเติมจำนวน 800 หุ้น จึงเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ส่วนข้อโต้แย้งว่าคู่สมรสไม่มีเจตนาเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ เป็นหุ้นสัมปทาน ศาลเห็นว่าก่อนการลงทุนผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการทำกำไร ข้อโต้แย้งดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ หากรับฟังไว้มาตรการป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับไม่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อโต้แย้งที่มีจำนวนหุ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มีสิทธิร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและไม่มีอำนาจครอบงำกิจการนั้น ศาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญเขียนห้ามไว้ชัดเจน แม้จะมีหุ้นเพียงหุ้นเดียว ก็เป็นการกระทำต้องห้ามตามความหมายของรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ต่อมาจะมีการขายหุ้นทันที หลังรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาก็ไม่อาจมีผลลบล้างการกระทำอันเป็นการต้องห้ามได้ ทั้งนี้ในประเด็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจะสิ้นสุดลงเมื่อไรนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.62 ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย แม้จะเป็นคนละเหตุกับคำร้องนี้ แต่เป็นการลาออกเป็นผลเพื่อระงับยับยั้งการขัดกันของผลประโยชน์ที่กำลังดำเนินการหรือจากการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งกว่าการที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จึงต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง จึงวินิจฉัยให้มีความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดผลเฉพาะตัวเป็นเวลา 2 ปี โดยให้นับแต่วันที่ 9 พ.ค.62 &amp;nbsp;หรือนับตั้งแต่วันที่ลาออก ส่วนความเป็นรัฐมนตรีของ ม.ล.ปนัดดา นายสุวิทย์ และนายไพรินทร์ ไม่สิ้นสุดลง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจมีผลต่อตำแหน่ง ส.ว.ของ นพ.ธีระเกียรติ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ข. (1) ประกอบมาตรา 89 (17) ได้กำหนดลักษณะของการเป็น ส.ว.ไว้ว่า ต้องไม่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าข่ายเป็นตำแหน่งทางการเมือง และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคราวเดียวกันนี้ว่าให้ความเป็นรัฐมนตรีของนพ.ธีระเกียรติสิ้นสุดลง ตามมาตรา 170 ประกอบมาตรา 160 (8) ที่ต้องเว้นวรรคการเป็นรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันมาตรา 111 ได้กำหนดถึงเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ว.ไว้ใน (7) ว่ากระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 184 คือ ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน บริษัท ที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ นพ.ธีระเกียรติดำรงตำแหน่ง ส.ว. แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ทันที ทำให้นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ซึ่งอยู่ในรายชื่อ ส.ว.สำรองลำดับที่ 2 ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวภายหลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ตนได้เตรียมตอบคำถามทั้งหมดตั้งแต่ชั้น กกต. จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตนรับราชการมา 39 ปี ก็ยึดมั่นในระบบระเบียบการทำงาน วันนี้ก็มีความรู้สึกว่าจะได้ตั้งใจทำงานต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งใจหรือไม่ ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า ใครที่ได้ประสบกับเรื่องเช่นนี้ก็คงรู้สึกเช่นนั้น หลังจากนี้คงจะมีใจได้ไปคิดเรื่องอื่นและมุ่งมั่นทำงานอะไรก็ตามที่ได้รับผิดชอบ ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ทั้งนี้ตนยังไม่ได้คุยกับอีก 3 รัฐมนตรี และตนไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะกล่าวถึง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44446</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญญา อุดชาชน, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, สุวิทย์ เมษินทรีย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6536d33819f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2019 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2019 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลั่นตัดสินคดีเป็นกลางยึดมั่นคำถวายสัตย์ฯไร้อคติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2562 - &amp;nbsp;นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญรวมถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ว่าตั้งแต่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ไม่มีการกำหนดเรื่องของบทลงโทษการละเมิดอำนาจศาลไว้ และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการพิจารณาคดี แต่ในกว่า 20 ปีที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเองก็ถูกขัดขวางในการพิจารณาคดีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง ก็มีการข่มขู่ตุลาการ​ศาล ตลอดจนการการใช้อาวุธ &amp;nbsp;M79 ยิงเข้าที่ทำการศาล ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นการขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล และเพื่อปกป้องศาลจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ผ่านมา &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงบัญญัติอำนาจนี้ให้ไว้และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญรองรับในเรื่องของการละเมิดอำนาจศาลไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ศาลจะใช้ในแต่ละครั้งจะใช้เฉพาะเรื่องที่จำเป็น ประโยชน์กับคู่กรณีและการพิจารณาคดีเท่านั้น และการจะใช้ในแต่ละครั้งต้องผ่านการลงมติจากที่ประชุมตุลาการ โดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของ 9 คน และจะมีลำดับขั้นในการลงโทษไล่จากการตักเตือน ปรับ และสั่งจำคุก&amp;rdquo;นายปัญญากล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปัญญา กล่าวถึงการให้ความเข้าใจกับประชาชนต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าที่ผ่านมาศาลเองก็เร่งทำทำความเข้าใจให้กับประชาชนและพี่น้องสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ &amp;nbsp;อย่างกรณีที่มีการเปรียบเทียบคดีมีความที่ส่งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคดีที่ส่งมาจากสภาผู้แทน​ราษฎร​ ศาลก็ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงความแตกต่างใน 2 กรณีให้ประชาชนได้เข้าใจ พร้อมทั้งนำไปแปลและส่งไปยังสื่อต่างประเทศด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นกลางในการทำหน้าที่เสมอ เพราะผมอยู่กับศาลนี้มานานแล้ว จึงรับประกันได้ว่ามีความเป็นกลาง แค่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการออกมาชี้แจงหรือแถลงให้เข้าใจมากนัก พร้อมยืนยันว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะทำงานตามที่ได้เคยถวายสัตย์ปฏิญาณตนไว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากอคติ&amp;rdquo;นายปัญญากล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42135</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ปัญญา อุดชาชน, ละเมิดอำนาจศาล, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, อำนาจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190728/image_big_5d3d4989a44df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
