<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 06:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รับความจริงไม่ได้!กลุ่มฟื้นฟูปชต.จี้ปลด&#039;หมอทวีศิลป์&#039;เหตุระบุการฆ่าตัวตายไม่ได้สูงกว่าวิกฤติศก.ปี40</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 พ.ค.63 - กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG ได้โพสต์ข้อความ ว่า ขอให้ปลด นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน (โฆษก ศบค.) เพื่อแสดงความรับผิดชอบคำพูด และการกระทำ ที่ไม่เห็นค่าของชีวิต และศักดิ์ศรีของประชาชน
จากการออกมาแถลงสถานการณ์โรคติดต่อ COVID-19 ของ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มี นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษกนั้น ปรากฏว่าในวันนี้ นพ.ทวีศิลป์ได้แถลง และตอบคำถามต่อสื่อมวลชนโดยมีเนื้อหาที่เป็นไปในทางที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน ต่อกรณีการฆ่าตัวตายของประชาชนที่เกิดขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ และไม่ได้รับการเยียวยา
โดยเนื้อหาที่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวนั้น ได้ระบุว่า การฆ่าตัวตายของประชาชนนั้นไม่ได้สูงไปกว่าครั้งวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งไม่ได้เป็นจำนวนที่มากเกินความคาดหมาย สะท้อนความอับจนความเข้าใจในปัญหา และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ เพราะรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่เหมาะสม และทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่โฆษก ศบค. ของ นพ.ทวีศิลป์ก็เป็นไปในทางที่คอยจะตำหนิติเตียนประชาชน ทำตัวเป็นคนดีที่คอยจะสั่งสอนราวกับประชาชนเป็นคนผิดบาปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งในเรื่องการพูดถึงคนที่ได้รับเงินเยียวยาว่า 5,000 บาทนั้นเพียงพอเพราะมีผักสวนครัวกิน หรือแม้แต่ทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ COVID-19 ที่เอาภาพการ์ตูนของตนเองมาแถลงเหมือนการโปรโมท ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์นี้โดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
DRG มีความเห็นว่า ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ศบค. สามารถยุติการแถลงสถานการณ์รายวันลง เพื่อประหยัดงบประมาณ และปรับมาใช้การเผยแพร่เอกสารสรุปสถานการณ์ประจำวัน และเนื้อหาที่ต้องการประกาศก็เพียงพอแล้ว รวมถึงควรปลด นพ.ทวีศิลป์ ออกจากตำแหน่งโฆษก ศบค. และให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เคารพศักดิ์ศรี เห็นคุณค่าของชีวิตประชาชน และเข้าใจสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญมาทำหน้าที่นี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64757</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG, จ่ายเงินเยียวยา, นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, วิกฤติเศรษฐกิจปี40</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7d8a67bf2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฆ่าตัวตายกันถี่เกินไป  กรมสุขภาพจิต จับมือ 50มหา&#039;ลัย เซ็นเอ็มโอยู วางมาตรการเฝ้าระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 มี.ค.62- กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตจัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;ldquo;สุขใจ...ไม่สูญเสีย&amp;rdquo; เนื่องในวันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็นวันความสุขสากล นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องในวันความสุขสากล กรมสุขภาพจิตจึงขอส่งต่อความสุขแก่ประชาชนคนไทยด้วยการจัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;ldquo;สุขใจ...ไม่สูญเสีย&amp;rdquo; เพื่อให้คนไทยมีความสุขมากขึ้นในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยลงจากความเครียด ปัญหาด้านสุขภาพจิต และปัญหาการฆ่าตัวตาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. เกิน 400 ราย ขณะที่เดือนอื่นๆประมาณ 300 กว่าราย &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไป ที่ต้องมีการเฝ้าระวังมี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ป่วยจิตเวชบางโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท 2.ผู้ป่วยที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดปริมาณมากมานาน เช่นสุรา ยาบ้า 3. กลุ่มที่มีการสูญเสีย 4.กลุ่มที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว อารมณ์หุนหันพลันแล่น 5.กลุ่มที่มีประวัติการทำร้ายตัวเองซ้ำๆ หรือฆ่าตัวตาย และ6.กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในการแก้ไขการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิตจะมีการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น เช่น การจัดสัมมนาเครือข่ายในวันที่ 27 มี.ค. ที่กรมสุขภาพจิต ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน เอ็นจีโอ ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา มหาวิทยาลัย 50 แห่ง ในเดือน เม.ย. 2562 และกรมสุขภาพจิตยังมีแนวคิดที่จะลงนามความร่วมมือ ( MOU) ร่วมกับ 50มหาวิทยาลัย ที่มีนักศึกษามากกว่า 10,000 คน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้วางมาตรการในการเฝ้าระวังดูแลภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย ซึ่งการเฝ้าระวังเป็นมาตรการที่ดีที่สุดซึ่งจะสามารถป้องกันได้ถึง 60 % โดยทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการออกแบบบริการอาจจัดตั้งเป็นคลินิก เพื่อให้มีศักยภาพในการคัดกรองมากขึ้น ซึ่งสามารถเฝ้าระวังได้โดยใช้หลัก 3 ส คือ 1.สอดส่องมองหา 2.ใส่ใจรับฟัง และ 3.ส่งต่อ กรณีที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตาย สนับสนุนงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในจังหวัด สนับสนุนการเกิดมาตรการลดการเข้าถึงอุปกรณ์วิธีการฆ่าตัวตาย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการประเมินความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายด้วยแบบทดสอบต่างๆ เพื่อพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจากการเก็บข้อมูลพบว่าในแต่ละปีจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 4,000 ราย และในปี 2561 พบว่ามี 4 จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ได้แก่ 1.จ.แม่ฮ่องสอน มีการฆ่าตัวตาย 17.55 รายต่อแสนประชากร 2.พัทลุงมีการฆ่าตัวตาย 11 รายต่อแสนประชากร 3.สระแก้ว มีการฆ่าตัวตาย 10.23 รายต่อแสนประชากร และ 4.กาฬสินธุ์ มีการฆ่าตัวตาย 8.9 รายต่อแสนประชากร ทั้งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 10 รายต่อแสนประชากร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31734</URL_LINK>
                <HASHTAG>50มหาวิทยาลัย, กรมสุขภาพจิต, ปัญหาการฆ่าตัวตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd2e19c9da99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมสุขภาพจิตเข้มงวดเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย หลังมีข่าวถี่ อัตวินิบาตกรรมรูปแบบเดียวกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 มี.ค.62- นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าร่วมประชุมทางไกล (VDO Conference) กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในเขตสุขภาพทั่วประเทศ ว่า กรมสุขภาพจิตได้นำเสนอมาตรการเฝ้าระวังการ ฆ่าตัวตายในเขตสุขภาพให้กับผู้ที่เข้าร่วมประชุมทางไกลซึ่งเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในเขตสุขภาพทั่วประเทศ เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายค่อนข้างถี่ และหลายกรณีเป็นการพยายามทำร้ายตนเองด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกัน โดยจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรที่สูงเป็นอันดับสองของคนไทย รองจากอุบัติเหตุ และสูงกว่าการทำร้ายกันตายเกือบสี่เท่า ในแต่ละปีมีการประมาณการว่า จะมีผู้พยายามทำร้ายตัวเอง ราวปีละ 53,000 คน และมีคนไทยที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ ปีละประมาณ 4,000 คน เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา พบอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงในวัยทำงานและวัยสูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต จึงเร่งดำเนินการสื่อสารกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และยกระดับมาตรการในการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย การค้นหากลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังทางกาย ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุรา/สารเสพติด โรคทางจิตเวช ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท และผู้ที่เคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน และดำเนินการคัดกรองความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วยแบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8 Q หากประเมินพบค่าคะแนนมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายในปัจจุบันระดับปานกลางถึงรุนแรง ให้ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 24-72 ชั่วโมง หรือส่งต่อเพื่อพบผู้เชี่ยวชาญ หากเป็นไปได้ในกรณีของคนรอบข้างผู้มีความเสี่ยงให้ดำเนินการโดยใช้หลักการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (3 ส Plus) ได้แก่ 1. สอดส่องมองหา ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือผู้ที่มีการส่งสัญญาณเตือนในการฆ่าตัวตาย เช่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม แยกตนเองออกจากสังคม 2. ใส่ใจรับฟัง ด้วยความเข้าใจ ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์ 3. ส่งต่อเชื่อมโยง เช่น การแนะนำสายด่วนสุขภาพจิต 1323 แอปพลิเคชั่น Sabaijai หรือแนะนำให้ไปพบบุคลากรสาธารณสุข 4. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณเตือน แหล่งช่วยเหลือในชุมชน และ 5. ช่วยให้เข้าถึงบริการ เช่น ช่วยเหลือพาไปส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การฆ่าตัวตายยังถือเป็นพฤติกรรมรุนแรงอย่างหนึ่งที่สามารถลอกเลียนแบบได้ ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของสื่อมวลชน ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลกระทบกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความคิดทำร้ายตนเองอยู่แล้ว หรือผู้ที่กำลังมีความเปราะบางทางจิตใจอยู่ กรมสุขภาพจิตจึงได้กำหนดจัดให้มีการสัมมนาสื่อมวลชนขึ้น ในวันที่ 27 &amp;nbsp;มีนาคม ที่จะถึงนี้ เพื่อสื่อสารถึงช่องทางวิธีการที่สื่อมวลชนจะให้คำแนะนำแก่ประชาชน ตลอดจนข้อควรระวังและข้อพึงกระทำ ในการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตาย (Copycat Suicide) ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมสุขภาพจิตย้ำเตือนสังคมมาโดยตลอด โดยในการสัมมนาครั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการป้องกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;การฆ่าตัวตายจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31643</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd2e19c9da99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างวัดให้มีคุณค่า-คิดหวังให้น้อย วัคซีนแก้โรคซึมเศร้าลดฆ่าตัวตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(&amp;ldquo;ธรรมสถาน&amp;rdquo; แหล่งพักพิงใจที่ช่วยลดปัญหาโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุและคนทั่วไป โดยอาศัยหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าในการช่วยคลายทุกข์ อีกทั้งสร้างความปล่อยวางให้ชีวิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เพิ่มจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเกือบแซงหน้าญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศโซนยุโรป กับปัญหาการ &amp;ldquo;ฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันพบได้ทั้งทุกช่วงวัย รวมถึงวัยสูงอายุ และพบได้เกือบทุกวัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า เหงา จากการที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง รวมถึงการที่ผู้สูงวัยเจ็บป่วยและไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลาน กระทั่งคนสูงวัยบางรายที่ประสบปัญหากับธุรกิจและหน้าที่การงานจึงเลือกที่จะคิดสั้น แต่อย่าลืมว่าทุกปัญหาย่อมมีทางป้องกันและแก้ไขเสมอ โดยเฉพาะการหันหน้าพึ่ง &amp;ldquo;พระพุทธศาสนา&amp;rdquo; อย่างการสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิภาวนา แต่การป้องกันโรคซึมเศร้าทั้งปวงนั้นต้องเริ่มจากการปรับวัดให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของผู้สูงวัยให้สามารถรับมือการภาวะ &amp;ldquo;คิดสั้น&amp;rdquo; ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระราชญาณกวี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ทุกวันนี้มีผู้ที่โทร.เข้ามาปรึกษาหลวงพ่อค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับเรื่องการ &amp;ldquo;ฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; จากความทุกข์เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่สำหรับเคสของผู้สูงอายุนั้นจะประกอบด้วย 3 ด้านหลักๆ คือ &amp;ldquo;ว้าเหว่&amp;rdquo; จากการที่ต้องอยู่คนเดียว หรือแม้แต่ผู้ที่เกษียณอายุราชการและต้องอยู่ลำพัง โดยขาดการเข้าสังคม รองลงมาคือ &amp;ldquo;เจ็บป่วย&amp;rdquo; โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง อย่างโรคหัวใจ, อัมพฤกษ์ อัมพาต, ขาไม่ดี, ตาบอดมองไม่เห็น ที่ทำให้ท่านต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างทรมาน ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้ผู้สูงอายุอยากคิดสั้น เพราะไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลาน ประการสุดท้ายคือ &amp;ldquo;พลัดพราก สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก&amp;rdquo; กระทั่งการถูกโกงหรือถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำธุรกิจ ทำให้สิ้นหวังจนไม่ต้องการอยู่บนโลกใบนี้ เพราะคิดว่าทุกอย่างจบสิ้นลงไป ไม่เหลืออะไรแม้แต่สมบัติที่สร้างสมมาตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากมูลเหตุฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเองหรือแม้แต่คนวัยหนุ่มสาว จึงนำมาสู่การ &amp;ldquo;ทบทวนสติ&amp;rdquo; โดย การที่คนหลัก 5 หลัก 6 ฝึกสติได้ทั้งจากที่บ้านและที่วัด เพราะการที่คนชราได้มานั่งสงบและทำสมาธิภาวนา อีกทั้งได้เห็นอารามยามค่ำคืน ก็จะทำให้ขบคิดได้ว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ ก็ยังสละทรัพย์สมบัติ ดังนั้นทุกคนจึงควรปล่อยวางจากทรัพย์สินนอกกาย จากตรงนี้จึงอยากให้ผู้สูงอายุย้อนกลับไปมองว่า ทุกวันนี้เรายังมีบ้านอยู่ มีอาหารรับประทานไม่ได้ขาดแคลนหรือไม่ ดังนั้นการที่ถูกโกงทรัพย์สินไป ทั้งจากลูกหลานและคนใกล้ชิด หรือถูกหลอกลวงจากโลกออนไลน์ให้ทำธุรกิจต่างๆ กระทั่งถูกฉ้อโกงเสียเงินจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ธรรมะที่เกิดขึ้นจากการเข้าวัดปฏิบัติธรรมจะช่วยทำให้ท่านไม่คิดสั้นอีกต่อไป หรือปล่อยวางมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากทุกวันนี้มีสื่อที่รบเร้าให้คนทำอะไรได้อย่างง่ายๆ เป็นต้นว่า เด็กสามารถดูการก่ออาชญากรรมผ่านทางยูทูบได้ ตลอดจนการอาศัยสื่อออนไลน์และความทันสมัยก่อการทุจริตคดโกงผู้อื่น กระทั่งนำมาสู่การแก้แค้นโดยการเอาชีวิตผู้อื่น และตามด้วยการปลิดชีพตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นวิธี &amp;ldquo;เติมสติ&amp;rdquo; ให้คนหนุ่มสาว รวมถึงผู้สูงอายุ รับมือกับปัญหาการคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลวงพ่อขอเสนอไอเดีย ให้แต่ละวัดมี &amp;ldquo;ธรรมสถาน&amp;rdquo; เพราะการที่เราเปลี่ยนวัดจำนวนกว่า 300 แห่งใน กทม.ให้มีคุณภาพ มีสถานที่สำหรับทำสมาธิภาวนา โดยเปิดหลักสูตร 2, 3, 7 วัน มีห้องน้ำ และศาลานอนแยกหญิงชาย, มีชั่วโมงของการฟังเทศน์สอนใจดีๆ รวมถึงมีห้องโถงทำกิจกรรม เช่น การสอนดนตรีบำบัด, โยคะบำบัด, ศิลปะบำบัด โดยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงหลังเกษียณมาเป็นวิทยากรหรือผู้สอน คนในวัยเดียวกัน ก็จะทำให้เกิดสังคม อีกทั้งทำให้คนหลัก 5 หลัก 6 ไม่เหงา ไม่ซึมเศร้า เมื่อต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง ก็เป็นการลดความว้าเหว่ในใจได้ ที่สำคัญผู้มาปฏิบัติธรรมต้องไม่เสียค่าใช้จ่าย ตรงนี้หากภาครัฐลงทุนสร้างธรรมสถานดังกล่าวให้กับวัด ก็น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ดึงผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่มีปัญหาชีวิตเข้าวัด โดยมีจุดประสงค์ของการสร้างความผ่อนคลาย โดยใช้หลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวจับ ซึ่งมันจะช่วยลดการฆ่าตัวตาย ในกลุ่มของคนสูงอายุและคนทั่วไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การคิดและคาดหวังให้น้อยจะช่วยลดแรงปะทะจากการไม่สมหวังให้น้อยลงเช่นกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ป้องกันการคิดปลิดชีพตัวเองอย่างการ &amp;ldquo;คิดหรือคาดหวังในเรื่องต่างๆ ให้น้อยลง&amp;rdquo; ก็น่าจะเป็นหนทางป้องกันความไม่สมหวังและลดการสูญเสียได้ หลวงพ่อยกตัวอย่าง ผู้สูงอายุที่เขาอยู่ในต่างจังหวัด เขาจะมีความคาดหวังในเรื่องต่างๆ น้อยลง เมื่อนั้นแรงปะทะจากความไม่สมหวังก็จะน้อยเช่นกัน ที่สำคัญการที่คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ความไม่สมหวัง และมีความทุกข์เป็นอาจิณอยู่แล้ว เมื่อเกิดปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เขาก็จะสามารถรับมือกับเรื่องร้ายได้ พูดง่ายๆ ว่าเขาจะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในเมืองกรุง ที่มักจะไม่สามารถทนกับการถูกบีบคั้นต่างๆ ได้ หรือไม่สามารถอดทนรอได้ แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย จึงทำให้คนชรามีสุขภาพจิตที่เปราะบางกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากใช้ธรรมะเป็นตัวช่วยลดการคิดสั้นแล้ว การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการที่พ่อแม่ในเมืองกรุงสอนลูกหลานให้รู้จัก 3 สิ่งต่อไปนี้ คือ &amp;ldquo;รู้จักหิวเป็น&amp;rdquo; และต้อง &amp;ldquo;รู้จักลำบากเป็น&amp;rdquo; สุดท้ายคือ &amp;ldquo;การอยู่ท่ามกลางความยากลำบากและความขาดแคลนให้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้ง 3 เรื่องที่หลวงพ่อบอกมาจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และพบกับเรื่องที่ไม่สมปรารถนา เมื่อนั้นเขาก็จะไม่ประทุษร้ายตัวเองและผู้อื่น และสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณท่ามกลางสติและมีความสุข กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7940</URL_LINK>
                <HASHTAG>การก่ออาชญากรรม, คุณภาพชีวิต, ถูกฉ้อโกง, ทบทวนสติ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, พระราชญาณกวี, พลัดพราก, วัยสูงอายุ, โรคซึมเศร้า, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180426/image_big_5ae1c003cf6e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
