<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังกั๊กอปท.ซื้อวัคซีน นายกฯอ้างท้องถิ่นงบฯไม่เท่ากันหวั่นเป็นปัญหาการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; การันตีมีวัคซีนเพียงพอ 7 มิ.ย. ได้ฉีคแอสตร้าฯ แน่ กำลังเข้ามาแล้ว ต้องใช้เวลาตรวจสอบ 7 วัน สั่ง ศบค.พิจารณากรณีท้องถิ่นขอซื้อวัคซีนเอง ลั่นไม่มีปัญหาถ้า กม.ทำได้ ห่วงแต่ละจังหวัดงบไม่เท่ากัน หวั่นเป็นปัญหาการเมือง เรียก &amp;quot;บิ๊กป๊อก-ปลัด มท.&amp;quot; เคลียร์ปม สมาคม อบจ.ร่อนหนังสือถึง มท. ถามแนวทางปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหาร กทม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 กรุงเทพมหานคร-สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย-เซ็นทรัลเวิลด์-รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้นายกฯ ได้พูดคุยกับประชาชนที่เข้ามาฉีดวัคซีน โดยขอให้ทุกคนอย่าตื่นเต้น เพราะจะส่งผลต่อระบบความดัน พร้อมยืนยันว่าตนเองก็ฉีดแล้วไม่มีผลอะไร และขณะนี้วัคซีนดังกล่าวฉีดให้กับประชาชนในหลายประเทศ พบว่ามีความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลเร่งรัดการฉีดวัคซีนทั้งในส่วนของหมอพร้อมและแอปพลิเคชันอื่นๆ อีกด้วย เพราะมีหลายกลุ่ม หากใช้แค่ระบบหมอพร้อมอย่างเดียวแล้วเมื่อไหร่จะทั่วถึง อย่างไรก็ตามไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องวัคซีน มีเพียงพออยู่แล้วตั้งแต่ มิ.ย.เป็นต้นไป ที่จะทยอยเข้ามา ซึ่งเดิมฉีดช่องทางรัฐอย่างเดียว วันนี้กระจายเพิ่มอีก 25 จุด ทั้งหมดจะมีการจัดการให้ตามจำนวนวัคซีนที่จะเข้ามา ส่วนการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหรือซิโนแวคนั้น กติกามีอยู่แล้วว่าอายุเท่าไหร่ ขณะนี้วัคซีนแอสตร้าฯ กำลังเข้ามาแล้ว และกำลังตรวจสอบคุณภาพอยู่ บางอย่างเราไปพูดก่อนไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายกฯ ได้สอบถามผู้ที่มารับบริการฉีดวัคซีน ซึ่งมีอาการข้างเคียงความดันสูง ว่า เป็นอาการชั่วคราว แต่วันก่อนมีข่าวไปลงว่าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต ซึ่งรายดังกล่าวเป็นโรคลมชักแต่ข่าวออกกลายเป็นไปกันใหญ่ ซึ่งในจุดบริการวัคซีนนี้หากมีอาการข้างเคียงจะมีรถพยาบาลเตรียมพร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ขอให้มั่นใจ ตนบริหารอย่างเต็มที่แล้วและฟังข้อมูลหมด อย่างไรก็ตามดีใจที่วันนี้มาให้กำลังใจทั้งผู้ประกอบการ หมอ แพทย์ พยาบาล อาสาสมัครและประชาชน รัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด และต้องเข้าใจความยากง่ายในการบริหารด้วย เพราะบริหารให้คนกว่า 50 ล้านคนทั้งประเทศ รัฐบาลจะเร่งจัดสรรให้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดและคลัสเตอร์ต่างๆ วันนี้ทุกจังหวัดคำนวณวัคซีนไว้ให้แล้ว โดยเอาฐานตัวเลขที่มีอยู่แล้วทุกจังหวัด พร้อมจะแจกจ่ายไปตามนั้น และโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและยอดวัคซีนที่จัดหามาได้ และขึ้นอยู่กับปริมาณวัคซีนที่บริษัทจัดส่งเข้ามา ส่วนใครที่ฉีดแล้วไม่ใช่ไม่เป็น ยังมีโอกาส แต่ภูมิต้านทานมากขึ้น ขอให้สวมหน้ากาก เว้นระยะห่างเหมือนเดิม และอย่าไปในพื้นที่อโคจร ยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิ์ในการฉีดวัคซีนทั้งหมด และมีจำนวนวัคซีนที่ติดต่อไว้ในขั้นต้น แต่ปัญหามีอย่างเดียวจะมาช้าหรือเร็วก็นิดหน่อย รัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ขอให้เข้าใจหลักการวัคซีนให้ตรงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า มีงบเพียงพอในการจัดหาวัคซีนแน่นอน ปัญหาก็คือเขาจะขายวัคซีนให้เราเท่าไหร่ ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงินซื้อวัคซีน มีมากให้มากเราก็ซื้อมาก ขึ้นอยู่กับบริษัทใหญ่เขาบริหาร แต่ยืนยันว่าในเดือน มิ.ย.จะได้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข้ามาแน่นอน ซึ่งเรายังมีช่องทาง อย่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งได้จองวัคซีนซิโนฟาร์มที่ได้ลงทะเบียนกับรัฐบาล ต้องมาดูอีกว่าบริษัทจะให้ยอดไทยเท่าไหร่
ห่วงท้องถิ่นงบไม่เท่ากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ท้องถิ่นจะใช้งบตัวเองไปจัดซื้อวัคซีนนั้น ตนไม่มีปัญหาถ้าทำได้ แต่ข้อสำคัญคือท้องถิ่นมีงบเท่ากันหรือไม่ และจะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ แต่รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีปัญหาในตรงนี้ การกระจายวัคซีนเราได้แจกจ่ายให้ครบ 76 จังหวัด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร วันนี้ยอดรวมมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 3-4 ล้านราย คิดว่าคงดำเนินการได้ตามแผน หากมีปัญหาต้องแก้ไข วันนี้ได้คุยกับประธานหอการค้าว่าจะซื้อวัคซีนที่ไหนก็ตาม อยู่ที่บริษัทเขาจะขายให้ เพราะมีเงินบางครั้งซื้อไม่ได้ทั้งหมด หากเขาไม่ขาย แต่โชคดีที่เราได้มีการเจรจาตรงนี้ไปแล้ว อาจจะพูดจากันได้ง่ายหน่อย ซึ่งบริษัทเป็นเรื่องของการค้าโดยการพาณิชย์ของเขา แต่ช่องทางการนำเข้าคือรัฐบาล ไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนก็ตามต้องเอาจำนวนของรัฐบาลไปแบ่งให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายกฯ เห็นด้วยที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซื้อวัคซีน ต้องไปแก้คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่และจะทำได้เมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังให้ ศบค.พิจารณาอยู่นะ กฎหมายว่าอย่างไรล่ะ ถ้ามันได้มันก็ได้แหละ ไม่มีปัญหาหรอก ต้องไปดูให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย และเรื่องของเงินท้องถิ่น มันเท่าเทียมกันทุกจังหวัดหรือเปล่า จะทำอย่างไรกับการบริหารตรงนี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลยืนยันว่าจะจัดหาวัคซีนให้กับทุกท้องถิ่นอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะปลดล็อกอะไร ถ้าเขาทำได้ก็คือทำได้ ก็ศึกษาตามข้อกฎหมาย ถ้าทำได้ก็ทำเลย ปัญหาอยู่ที่ว่าทำได้จริงหรือเปล่า มีเงินเพียงพอหรือไม่ ทุกจังหวัดจะว่าอย่างไรถ้าจังหวัดโน้นได้มากกว่า และจังหวัดนี้ได้น้อยกว่า ผมไม่อยากให้เป็นปัญหาทางการเมืองต่อไป ก็ยินดีที่วันนี้ภาคประชาชนมาร่วมมือ องค์การบริหารวัคซีนผมก็พูดมาตั้งแต่ปี 62 ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าวัคซีน แม้กระทั่งวัคซีนที่จะมาในอีก 2-3 วันข้างหน้า ที่ให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ไปใช้ ก็เป็นวัคซีนที่รัฐบาลดิวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งวัคซีนที่เข้ามาแต่เดิมรัฐบาลได้ 2 ล้านโดส ก็จะเหลือ 1 ล้านโดส เป็นของราชวิทยาลัยฯ 1 ล้านโดส ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของการที่ให้ประชาชนอยู่แล้ว ผมจะไปมีปัญหาอะไรล่ะ ฉะนั้นการจัดซื้อมี 2 อย่าง คือ ซื้อได้และซื้อไม่ได้ และมีวัคซีนให้ซื้อหรือเปล่า ต้องคิดตรงนี้ด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาจะได้มากน้อยแค่ไหนต้องใช้สติปัญญาและความร่วมมือของทุกคน เรื่องนี้ตนโทษใครไม่ได้ แล้วแต่จะคิด แต่ขอความกรุณาให้ฟังว่ารัฐบาลพูดอะไร โดยเฉพาะตนพูดอะไร และไม่ใช่ว่าตนพูดวันนี้แล้วไปลบคำเก่า เพียงแต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ตนตัดสินใจผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่งมีกระทรวงต่างๆ รวมทั้ง รมว.สาธารณสุข ที่มีการหารือในรายละเอียดกัน แนะนำข้อสรุปที่เป็นมติมาขออนุมัติจากตน ซึ่งถ้าเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรก็พร้อมอนุมัติ ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วตนจะสั่งให้ทำทันที มันไม่ได้ เราต้องทำงานเป็นคณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันว่าผมไม่ได้รวบอำนาจ มีการตั้งกลไกขึ้นมาบริหารวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาโควิด ซึ่งรับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาลและบุคลากรด้านสาธารณสุข แล้วจะไม่เชื่อพวกเขาหรือ ขอร้องอย่าไปฟังคำพูดที่บิดเบือนเยอะๆ มันอันตราย วันนี้เราต้องมีภูมิต้านทาน โดยเฉพาะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อย่าปล่อยให้เขาชักจูงอะไรง่ายๆ ก็แล้วกัน ผมยืนยันรัฐบาลทำเต็มที่ให้ประชาชนและประเทศชาติ&amp;quot; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯ พูดถึงตรงนี้ได้เอามือทุบไปที่หน้าอกข้างซ้าย 3 ครั้ง พร้อมกล่าวว่า มันคือหน้าที่ของผม
7 มิ.ย.ได้ฉีดแอสตร้าฯ แน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การตรวจคุณภาพวัคซีนนั้น ของมาเยอะต้องใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 7 วัน ซึ่งวันนี้เร่งรัดไปแล้วให้เร็วขึ้น ยืนยันว่ามีวัคซีนแน่นอน เพียงแต่ว่าวันนี้จะมากน้อยแค่ไหน แต่น่าจะเพียงพอที่จะฉีดในเดือน มิ.ย. และมีหลายยี่ห้อ ทั้งนี้นายกฯ ต้องฟังทุกเรื่อง ฟังทุกคน และต้องพยายามทำให้ไม่งง ซึ่งมีการเช็กข้อมูลโดยตรงกับกระทรวงสาธารณสุขว่าเท่าไหร่ อย่างไร ต่างคนก็หวังดีพูดนั่นพูดนี่ไป แต่ทำได้หรือไม่คืออีกเรื่อง ขอให้ฟังตน ซึ่งยืนยันว่าจะทำให้ประชาชนคนไทยได้ฉีดวัคซีนทุกคน นายกฯ ไม่ใช่กลุ่มใครทั้งสิ้น นายกฯ ไม่มีธุรกิจ แต่นายกฯ จะดูแลธุรกิจ นี่คือหน้าที่นายกฯ หน้าที่รัฐบาล ยืนยันว่าในวันที่ 7 มิ.ย.จะต้องมีวัคซีนแอสตร้าฯ ฉีดแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.30 น. นายกฯ ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ พร้อมด้วยนายฉัตรชัยได้เดินทางเข้าพบ โดยใช้เวลาหารือประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเป็นการมาหารือเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนของท้องถิ่นที่ยังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงกรณีที่ท้องถิ่นจะใช้งบตัวเองจัดซื้อวัคซีนว่า จะมีปัญหาเรื่องการล้วงเอาเงินออกมาใช้ โดยเฉพาะกรณีที่จะซื้อจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะมีระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอยู่ จึงต้องปลดล็อกส่วนนี้ก่อนซื้อ และที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยไม่ได้ปลดล็อกตรงนี้ เพราะไม่คิดว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อวัคซีน ฉะนั้น อปท.ต้องติดต่อทางกระทรวงมหาดไทย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบการใช้เงินผิดประเภท ดังนั้น อปท.ต้องทำให้เป็นเงินที่ถูกประเภทเสียก่อน คือการให้กระทรวงมหาดไทยอนุญาตการใช้เงินเพื่อซื้อวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อยู่ที่ ศบค.ตัดสินใจ กระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงผู้ปฏิบัติที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดตามนโยบายที่สั่งการ หากยืนยันที่จะทำเขาต้องรับผิดชอบ เราก็เพียงแค่ทำตาม หากท้องถิ่นต้องการทำอะไรเองทุกอย่าง น่าจะมีการจัดตั้งระบบที่จะมาบริหารจัดการ ส่วนใครจะไปซื้อเองเป็นนโยบายของผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นแต่ละคน เราไปก้าวล่วงไม่ได้ ทั้งนี้ในเรื่องของวัคซีนได้สั่งการไปแล้วว่า ให้ทุกหน่วยงานบริการวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขเปิดแล้วห้ามปิด ต้องให้บริการทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า วัคซีนที่สั่งซื้อมาครบจะเปิดฉีดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วัคซีนไม่มีคำว่ามาครบมีแต่ทยอยส่งมาเรื่อยๆ และทำการฉีดไปเรื่อยๆ ซึ่งทยอยฉีดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ยังไม่นับที่จะเริ่มดีเดย์วันที่ 7 มิ.ย. นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการได้มีการประสานมาในเรื่องของวัคซีน และนายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนให้ฉีดกลุ่มคนที่เป็นครู อย่างน้อยเมื่อช่วงเปิดเทอมครูจะได้มีความปลอดภัย ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กำลังเจรจาซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ ซึ่งเขาเพิ่งจะได้รับรองคุณสมบัติสามารถฉีดให้เด็กอายุ 12 ปีได้ที่มีอยู่ประมาณ 6 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสาคร นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร เปิดเผยว่า อบจ.สมุทรสาคร ได้ทำหนังสือยื่นขอสั่งจองซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 2 แสนโดสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพร้อมที่จะทุ่มงบประมาณราว 200 ล้านบาท เพื่อนำวัคซีนมาฉีดให้กับคนสมุทรสาคร เพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ฉะเชิงเทรา นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมคณะผู้บริหาร แถลงว่า เตรียมตั้งงบจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยตั้งเป้าไว้ในการจัดซื้อ 2-3 แสนโดส เพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี รายงานว่า พ่อค้าแม่ค้าชายหาดบางแสนเรียกร้องให้จังหวัดหรือรัฐบาลจัดสรรวัคซีนลงมาในพื้นที่ ต.แสนสุข เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมระบุว่า ทราบข่าวว่าเทศบาลเมืองแสนสุขได้รับวัคซีนเป็นหลักร้อยเท่านั้น แต่มีประชากรในพื้นที่นับหมื่นคน จึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรวัคซีนให้ จ.ชลบุรีมากๆ หน่อย เพราะทุกคนพร้อมจะฉีด
อบจ.ทำหนังสือถาม มท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย แถลงว่า กรณีจัดซื้อวัคซีนของ อบจ.ทั่วประเทศ คงจะแยกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องของอำนาจหน้าที่ของ อบจ. และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า อปท.ไม่สามารถจัดซื้อวัคซีนได้ แต่สมาคมพิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายและระเบียบหลายฉบับได้บัญญัติให้ อบจ.มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรค ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องวิธีการดำเนินการของแต่ละ อบจ. เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่เกิดปัญหากับหน่วยตรวจสอบในอนาคต จึงมีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอหารือถึงแนวทางปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ในกรณีที่ อบจ.จะดำเนินการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่ของจังหวัดตัวเอง 2.กรณีที่ อบจ.ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ดำเนินการจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่ของจังหวัดตัวเอง 3.กรณีที่ อบจ.ร่วมมือกับหรือหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการจัดหาวัคซีน เพื่อฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่ของจังหวัดตัวเอง และ 4.กรณีอื่นๆ ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ในส่วน อบจ.ไหน จะใช้วิธีอย่างไร ขึ้นอยูกับบริบทและดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละ อบจ. เนื่องจากบริบทและสถานะทางการคลัง รวมถึงรายได้ของแต่ละ อบจ.มีไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนแต่ละจังหวัด จึงต้องฝากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เผยว่า ผู้บริหารเทศบาลนครยะลาได้อนุมัติวงเงินงบประมาณ 40 ล้านบาท สนับสนุนการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา โดยสั่งจองวัคซีนซิโนฟาร์มล็อตแรก จำนวน 25,000 โดส จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า พร้อมที่จะใช้เงินสะสมของ อบจ.ซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จำนวน 100,000 โดส ตามที่นายวิเชียร จันทรโณทัย อดีตผู้ว่าฯ นครราชสีมาประสานเข้ามา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการลงทะเบียนรับวัคซีนในระบบขอนแก่นพร้อม ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00 น.เป็นต้นไปในรูปแบบของภาษาไทย และในวันที่ 1 มิ.ย. ระบบขอนแก่นพร้อม จะมีรูปแบบของภาษาอังกฤษ เพื่อให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในจังหวัด รวมไปถึงคณะนักการทูตที่อยู่ในพื้นที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับวัคซีนด้วย โดยจังหวัดได้เสนอขอรับการจัดสรรวัคซีนจาก ศบค.เกือบ 400,000 คน ในรอบเดือน มิ.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104849</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ฉีดวัคซีน, ท้องถิ่นขอซื้อวัคซีนเอง, ท้องถิ่นงบไม่เท่ากัน, ปัญหาการเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มีวัคซีนเพียงพอ, วัคซีนมีเพียงพอ, วัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f241e1fa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาการเมืองฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ลดลงครั้งแรกรอบ 5 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2563 มีการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน แตะระดับ 50.2 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเสถียรภาพการเมือง หลังจากมีการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง และการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนายปรีดี ดาวฉาย ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวช้า และในอนาคตอาจเกิดการว่างงานมากขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีความกังวลว่าหากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่เห็นผลได้ทันในเดือนตุลาคมนี้ จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวแบกรับภาระด้านการจ้างงานมากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะปลดคนงานอีก 500,000 คน ในช่วงไตรมาส 4 รัฐบาลจำเป็นต้องประคับประคองให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจให้ได้ เพื่อประคองกำลังซื้อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมช่วงเดือนกันยายน อยู่ที่ระดับ 42.9 โอกาสหางานทำอยู่ที่ระดับ 48.2 และรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 59.4 โดยเป็นดัชนีที่ปรับตัวลดลงทุกรายการและหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นศรษฐกิจดีต่อเนื่องและดูแลโควิด-19 รอบสองได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้ามีโอกาสที่จะกลับมาเติบโตขึ้นได้ โดยมองว่าปี 2564 จีดีพีไทยจะกลับมาเป็นบวก 3-4% จากปีนี้ติดลบมากกว่า 7-8%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79879</URL_LINK>
                <HASHTAG>12ก.ย., ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค, ปัญหาการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานญาติวีรชน&#039;35 ชี้วิกฤติรอบด้าน การเมืองถึงทางตัน เสนอเปรี้ยงต้องล้างไพ่ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.63 - นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้านและได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว ต้องล้างไพ่กันใหม่ ยากที่จะหาทางออกอย่างอื่น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1.เศรษฐกิจล้มเหลว &amp;nbsp;ประชาชนกำลังเดือนร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่กลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กระกูลร่ำรวยมากขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;ขณะที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไร้เอกภาพ และไร้ความสามารถไม่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา คิดแต่จะแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย หากประเทศยังใช้ทีมเศรษฐกิจชุดเดิมจะเกิดวิกฤติลุกลามหนักกว่าปี2540 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.กระบวนการยุติธรรมไร้ความน่าเชื่อถือ กระบวนการยุติธรรมไทย 2 มาตรฐานเลือกปฏิบัติ ตั้งแต้ชั้นตำรวจ อัยการ ศาล และองค์กรอิสระ &amp;nbsp;ผู้มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ และเครือข่ายระบบอุปถัมภ์แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมให้ตัวเองไม่ต้องรับโทษได้ ขณะที่ประชาชนคนยากไร้ และคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐ เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม บางคนยังถูกยัดข้อหากลายเป็นแพะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.การทุจริตประพฤติมิชอบคอร์รัปชัน มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย แม้นายกรัฐมนตรี ไม่มีธุรกิจของตัวเอง แต่คนทำธุรกิจ พ่อค้า ยังมีการจ่าย&amp;quot;ใต้โต๊ะ&amp;quot;เหมือนเดิม ข้าราชการบางหน่วยงานมีการซื้อ-ขายเก้าอี้หนักกว่ายุคก่อน &amp;nbsp;โครงการเศรษฐกิจต่างๆของรัฐก็เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ผู้นำรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4.สภาผู้แทนราษฎรเสื่อมทรุด &amp;nbsp; ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ที่มีการซื้อ-ขายตัวส.ส.อย่างโจ่งแจ้งในราคา20-30 ล้านบาท เพื่อแลกกับการย้ายมาอยู่ข้างพรรคร่วมรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีข่าวฝ่ายค้าน&amp;quot;มวยล้ม ต้มคนดู&amp;quot; ส.ส.ฝ่ายค้านบางคนโหวตหนุนรัฐบาล แลกกับการที่ตัวเองไม่ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5.ผู้นำไม่ทำตามสัญญา วันยึดอำนาจ 22พ.ค.2557 ผู้นำคณะรัฐประหารได้ให้สัญญาประชาคมว่าจะทำให้ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ผ่านมา6ปีพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ ซื้อเวลา เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ประเทศมีวิกฤติรอบด้าน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ รวมทั้งนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ได้ลุกขึ้นมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากทนกับระบบเผด็จการซ่อนรูปไม่ไหว หากประชาชนทุกภาคส่วนเข้าร่วมชุมนุมและเดินลงถนน เชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมไม่อยู่แน่นอน จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปบ้านเมืองทุกด้านโดยเร่งด่วนก่อนที่จะหายนะไปทั้งระบบ จึงเรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม &amp;nbsp;เร่งดำเนินการ 2 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ตัวแทนประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สร้างความปรองดอง ด้วยการนิรโทษกรรมคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อหลอมรวมประชาชนทุกภาคส่วนให้เกิดความรักสามัคคี จากนั้นนายกรัฐมนตรี ต้องเสียสละด้วยการลาออก &amp;nbsp;แล้วเปิดทางให้มีการล้างไพ่ทั้งระบบ &amp;nbsp;ให้ผู้มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มีวิสัยทัศน์ และมีความกล้าหาญที่จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เข้ามาจัดระเบียบประเทศใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59088</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ปัญหาการเมือง, อดุลย์ เขียวบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191117/image_big_5dd153efe1573.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลระบุ ประชาชนมองปี61 คุณภาพชีวิตทรงตัว แถมปัญหาการเมือง เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค. 2561 -ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่อง &amp;ldquo;คุณภาพชีวิตของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา และการคาดการณ์ในปี 2562&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 &amp;ndash; 20 ธันวาคม 2561 โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,254 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา และการคาดการณ์ในด้านต่าง ๆ ในปี 2562 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified &amp;nbsp;Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ในปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า เท่าเดิม ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 53.43 ระบุว่า ด้านการพักผ่อนและการใช้ชีวิตในเวลาว่าง อันดับ 2 ร้อยละ 52.55 ระบุว่า ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน &amp;nbsp; อันดับ 3 ร้อยละ 52.23 ระบุว่า ด้านระดับความสุข อันดับ 4 ร้อยละ 52.15 ระบุว่า ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว อันดับ 5 ร้อยละ 50.24 ระบุว่า ด้านความสงบสุข ความปรองดอง ความสามัคคีของคนในสังคมและชุมชน อันดับ 6 ร้อยละ 48.96 ระบุว่า ด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวม อันดับ 7 ร้อยละ 46.97 ระบุว่า ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน การคมนาคม ฯลฯ อันดับ 8 ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ด้านการบริการและการได้รับสวัสดิการของรัฐด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และเท่าเทียมกัน เช่น ระบบการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐแก่ประชาชน อันดับ 9 ร้อยละ 45.45 ระบุว่า ด้านเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง และอันดับ 10 ร้อยละ 44.34 ระบุว่า ด้านการศึกษา/การทำงาน/ภาวะการมีงานทำ/ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ในปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า แย่ลง ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 59.81 ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และอันดับ 2 ร้อยละ 41.79 ระบุว่า ด้านปัญหาทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ในปี 2562 ที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดการณ์ให้ดีขึ้น ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 61.96 ระบุว่า ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เช่น สัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การคมนาคม ฯลฯ อันดับ 2 ร้อยละ 61.57 ระบุว่า ด้านระดับความสุข อันดับ 3 ร้อยละ 59.41 ระบุว่า ด้านการบริการและการได้รับสวัสดิการ ของรัฐด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน เช่น ระบบการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก่ประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 58.13 ระบุว่า ด้านความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว อันดับ 5 ร้อยละ 57.18 ระบุว่า ด้านเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ และด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจโดยรวม ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 56.46 ระบุว่า ด้านการพักผ่อนและการใช้ชีวิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวลาว่าง อันดับ 7 ร้อยละ 54.15 ระบุว่า ด้านการศึกษา/การทำงาน/ภาวะการมีงานทำ/การประกอบอาชีพ อันดับ 8 ร้อยละ 53.11 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านปัญหาทางการเมือง อันดับ 9 ร้อยละ 51.59 ระบุว่า ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อันดับ 10 ร้อยละ 51.28 ระบุว่า ด้านเสรีภาพ ในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง และอันดับ 11 ร้อยละ 48.57 ระบุว่า ด้านความสงบสุข ความปรองดอง ความสามัคคีของคนในสังคมและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25407</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นิด้าโพล, ปัญหาการเมือง, ปัญหาเศรษฐกิจ, ปี2561</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c281a82265c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
