<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยูเอ็น&#039;ขยับห่วงชาวบ้านปราจีนฯโดนข่มขู่คุกคามต่อเนื่องหลังลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อมชุมชนถูกเอกชนฟ้อง50ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63- ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ (UNOHCHR)ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การถูกละเมิดสิทธิฯของสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาด จังหวัดปราจีนบุรี โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิชุมชน &amp;nbsp;และพบกับตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและหามาตรการในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ เนื่องจากรัฐไทยจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตัวแทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UNOHCHR)ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการประสานงานของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงพื้นที่พบกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาด จ. ปราจีนบุรี &amp;nbsp;ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและสิทธิชุมชน เพราะที่ผ่านมากลุ่มฯ ได้รับผลกระทบจากมวลพิษทางอากาศ เช่น การได้รับกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายสารเคมีภายในชุมชน หรือ และมีความกังวลว่าแหล่งน้ำและดิน จะมีสารเคมีปนเปื้อน หรือ การที่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านแหล่งชุมชน ซึ่งชาวบ้านมองว่าสาเหตุดังกล่าวมาจากบริษัทเอกชนที่เป็นบริษัทฯ รับกำจัดขยะในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภายหลังจากการลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในครั้งนี้นักปกป้องสิทธิซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดถูกคุกคามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2562 เป็นต้นมา เช่น การทำลายป้ายรณรงค์ของกลุ่มฯ &amp;nbsp;การลอบยิงเพื่อทำร้ายเอาชีวิต หรือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิฯ สืบเนื่องจากการร้องเรียนและขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หนังสือฉบับดังกล่าวกลับเป็นเอกสารและหลักฐานสำคัญของบริษัทฯ พิพาทในการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาคดีหมิ่นประมาทกับนักปกป้องสิทธิฯ โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน &amp;nbsp;50 ล้านบาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดรายหนึ่งระบุว่า ทางกลุ่มยินดีเป็นอย่างมากที่ตัวแทนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้ลงพื้นที่ &amp;nbsp;และรับฟังประเด็นปัญหาในการลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องสิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและสิทธิชุมชน และสถานการณ์การถูกคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกลุ่มฯ &amp;nbsp;เธอมองว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เป็นเสมือนกระบอกเสียงนำเสียงปัญหาของนักปกป้องสิทธิฯ ไปพูดคุยและสอบถามกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแนวทางการแก้ไขปัญหา ทำให้นักปกป้องสิทธิฯ ได้เห็นถึงบทบาทของสำนักงานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล ว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนมากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ยังเห็นว่าหากบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาประกอบการในพื้นที่ใดๆก็ตาม หากทำตามมาตรฐานสากลในการรักษาสิ่งแวดล้อม รับฟังชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างจริงจังและจริงใจ มิใช่แต่จะข่มขู่ &amp;nbsp; บริษัทนั้นก็จะอยู่กับชุมชนที่ไหนก็ได้ &amp;nbsp;แต่สิ่งหนึ่งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเห็นที่ผ่านมา คือ ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง &amp;nbsp;และจริงใจ ดังนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบแน่นอนทั้งในทางสุขภาพและทางสิ่งแวดล้อม ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดยังคงยืนยันที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกติบ้านเกิดของตน เพราะบ้านเกิดไม่ใช่เพียงคนรุ่นเรารุ่นเดียว แต่รวมถึงรุ่นลูกหลานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิชุมชน ไม่ว่าจะในรูปแบบของการคุกคามทางกาย ใจและการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมเช่นการฟ้องคดีหมิ่นประมาท จากการทำงานปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยทางตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เข้าพบหัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจและประสานงานในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ รวมถึงข้อกังวลของชุมชนเรื่องสภาพแวดล้อม เช่น สภาพน้ำ ดิน และบทบาทของคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่พิพาทฯ ที่ตั้งขึ้นโดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงพื้นที่ของตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การละเมิดสิทธิจากการประกอบธุรกิจยังคงเกิดขึ้น ทางการไทยจึงจำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และใช้กลไกที่ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ตามที่่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคุกคามที่เกิดขึ้นกับสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดที่มีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ละเมิดเสาหลักทั้งสามประการของ ซึ่งเป็นหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ดังนี้ &amp;nbsp; 1. หน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2. ความรับผิดชอบของบรรษัทที่จะต้องเคารพสิทธิมนุษยชน และ3. การเข้าถึงการเยียวยาของผู้เสียหายจากการปฏิบัติมิชอบเนื่องจากการทำธุรกิจ &amp;nbsp;ซึ่งหลักการชี้นำยังกำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปรานม ระบุด้วยว่า แผนปฏิบัติการเพื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในสี่องค์ประกอบหลักของแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล เราเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆของสหประชาชาติ โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG), สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) &amp;nbsp;ชี้แนะและประสานงานกับรัฐบาลไทยในการทำให้แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน มีสถานะเป็นกฎหมาย และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้วันที่ 11 สิงหาคม 2563 ศาลจังหวัดปราจีนนัดคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (ไกล่เกลี่ย) ครั้งที่ 2 ระหว่างบริษัทเอกชนพิพาทและนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ และต่อมาในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 ทางกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย จะจัดเวทีสาธารณะเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจัดการขยะในพื้นที่ และในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor - EEC) และในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่บริษัทเอกชนที่พิพาทฟ้องร้องนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ในข้อหาในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73187</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNOHCHR, ชาวบ้านปราจีนบุรี, ปัญหาขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f267a5274c91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 00:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดอยคำ&#039;ประกาศเป้าหมายสู่สังคมไร้ขยะ ชูทุกกล่องน้ำผลไม้มีค่า อย่าทิ้ง ชวนผู้บริโภค&#039;แกะ ล้าง เก็บ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตอกย้ำให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานโดยคำนึงถึงการรักษาระบบนิเวศบนโลกและความยั่งยืน ดอยคำตระหนักถึงปัญหาขยะล้นเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เพื่อร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง จึงใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (&amp;nbsp;Circular Economy )&amp;nbsp; นำวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับมาใช้อีกทดแทนการผลิตแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขยะ ดอยคำประกาศเป้าหมายมุ่งสู่สังคมไร้ขยะ (Zero Waste)&amp;nbsp;เพื่อความสุขที่ยั่งยืน (Sustainable Happiness)&amp;nbsp;จึงเป็นที่มาของโครงการ&amp;nbsp;&amp;ldquo;รวมพลังสร้างโลกสีเขียว&amp;rdquo; ช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ดอยคำเปิดตัวกิจกรรม &amp;quot;แกะ ล้าง เก็บ&amp;quot;&amp;nbsp; เชิญชวนให้ผู้บริโภคนำกล่องเครื่องดื่มยูเอชที ดอยคำ มาแกะ ล้างทำความสะอาด และเก็บ นำมาเป็นส่วนลดที่ร้านดอยคำ สำหรับกล่องน้ำผลไม้ที่รวบรวมได้ทั้งหมดจะนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยรังสรรค์ให้กลายเป็นแผ่นอีโคบอร์ด นำมาขึ้นรูปแบบเป็นพาเลทไม้เทียม นำกลับมาใช้ในโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปทั้ง 3&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบโรงงานสีเขียว&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงผลิตกรวยจราจรจากกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีมอบให้หน่วยงานต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp; ดอยคำยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างความสุขให้สังคมไทย โดยมอบกล่องน้ำผลไม้พร้อมดื่มให้โครงการ &amp;ldquo;หลังคาเขียว&amp;rdquo;&amp;nbsp;มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก&amp;nbsp;สภากาชาดไทย นำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์โครงการฯ ซึ่งปริมาณกล่องน้ำผลไม้ดอยคำทุก 1,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่อง จะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 900 กิโลกรัม และสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 150&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตารางเมตร ลดอุณหภูมิโลกที่กำลังร้อนขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่องน้ำผลไม้พร้อมดื่มทุกขนาดมีค่า ดื่มหมดแล้ว อย่าทิ้ง ชวนแกะ ล้างทำความสะอาด และเก็บ นำมาเป็นส่วนลดที่ร้านดอยคำ ทุกสาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมนี้ผู้บริโภคไทยสามารถร่วมกิจกรรมได้เพียงนำกล่องเครื่องดื่มยูเอชที&amp;nbsp;ดอยคำ น้ำผัก น้ำผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำลิ่นจี่ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ หรือน้ำมะเขือเทศ&amp;nbsp;ทุกขนาด 200&amp;nbsp;มล. 500&amp;nbsp;มล. และ 1,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;มล. เมื่อดื่มแก้กระหาย ชื่นใจได้ประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว อย่าทิ้งลงถังขยะ ให้นำกล่องมาแกะ ล้าง&amp;nbsp;และเก็บ แล้วนำมาเป็นส่วนลดทุกขนาด มีมูลค่า 1&amp;nbsp;บาท เมื่อมาช้อป ที่ร้านดอยคำ&amp;nbsp;ทุกสาขา กิจกรรมนี้จำกัดส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ต่อ 1&amp;nbsp;ใบเสร็จ โดยใบเสร็จมีมูลค่า 120 บาทขึ้นไป&amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธันวาคม 2563 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเงื่อนไข โปรโมชันนี้เฉพาะกล่องน้ำผลไม้พร้อมดื่ม ดอยคำ ทุกขนาดที่ แกะ ล้าง เก็บ แล้ว เท่านั้น ,แสดงกล่องน้ำผลไม้พร้อมดื่ม ดอยคำ ที่ &amp;ldquo;แกะ ล้าง เก็บ&amp;rdquo; เมื่อชำระเงิน โดยไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้,กล่องเครื่องดื่มยูเอชที ดอยคำ ทุกขนาด มูลค่า 1 บาท โดยจำกัดส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5&amp;nbsp;บาท ต่อ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใบเสร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใบเสร็จมีมูลค่า 120บาทขึ้นไป ที่ร้านดอยคำ ทุกสาขา&amp;nbsp; ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับเป็นกิจกรรมที่ลดปริมาณขยะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภคและทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องโลกใบนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71091</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร, น้ำผลไม้ดอยคำ, ปัญหาขยะ, ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน, แกะ ล้าง เก็บ, โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f089dff163f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วงโควิดไม่ได้แย่ไปเสียหมด!ร่วมส่ง92ลูกเต่าตนุสู่อ้อมกอดทะเลสมุย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63- ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว &amp;ldquo;Thon Thamrongnawasawat&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนธรณ์จำเรื่องแม่เต่าตนุวางไข่ที่เกาะสมุยได้ใช่ไหมฮะ วันนี้มีข่าวดีมาบอกว่าลูกเต่าฟักแล้วจ้า เจนนุ่นโบว์คลานเตาะแตะลงไปแดนซ์ในอ่าวไทย #92เต่าพี่น้องคลานลงทะเลสมุย
แม่เต่าวางไข่ไว้ 114 ฟอง ผ่านมาเกือบ 2 เดือน ลูกเต่าออกมา 92 ตัว ถือว่าเยอะนะ ยังมีน้องคนสุดท้องไม่ยอมออกจากไข่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กรมทะเลกำลังช่วยอยู่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เต่าตนุเป็นเต่าทะเลพบบ่อยสุดในไทย แต่ช่วงหลังเจอปัญหาขยะทะเลเพียบเลย ทั้งกินบ้างติดบ้าง ตัวเลขเต่าเกยตื้นแต่ละปีนับได้หลายร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกเต่าตนุที่กำลังเดินลงทะเลจึงเป็นความหวัง โดยเฉพาะเต่าเกาะสมุยที่ไม่ค่อยมีมานาน
ขอบคุณพี่น้องคนเกาะหมุยที่ช่วยกันดูแลจนภารกิจเต่าน้อยลงทะเลประสบความสำเร็จลั้ลลา&amp;nbsp;
หวังว่า 92 ลูกเต่าจะอยู่รอดจนสืบสานตำนานเต่าเกาะสมุยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วย ช่วยๆ กันลดขยะพลาสติก/ขยะทะเลเท่าที่ทำได้ ประคองสถานการณ์กันไว้ก่อน หลังโควิดมาว่ากันอีกหน
โชคดีจ้ะเต่าน้อยเจนนุ่นโบว์ เจอกันอีกที 20 ปีหน้าจ้ะ&amp;nbsp;
ภาพ - กรมทรัพยากรทางทะเล ผมนำมาดัดแปลงฮะ&amp;nbsp;
(เตง = ตัวเอง ภาษาเด็กรุ่นผมฮะ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62200</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาขยะ, เกาะสมุย, เต่าตนุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89c4947e688.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดอยตุง&#039; ชนะ &#039;สงครามขยะ&#039; สู้ต่อลด&#039;ก๊าซเรือนกระจก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง 6 ชนิด ภายในศูนย์จัดการขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยวมักวัดด้วยรายได้&amp;nbsp; ปริมาณนักท่องเที่ยว หรือการขยายพื้นที่ให้ใหญ่โตมากขึ้น แต่สำหรับ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย มีสถานที่สำคัญอย่างพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง ศูนย์รวมช่างฝีมือท้องถิ่นทอผ้า ช้อนกระดาษสา ปั้นเซรามิก และคั่วกาแฟ จนกระทั่งดอยตุง ลอดจ์ ที่พักบนดอยตุง พร้อมใจกันสร้างขยะให้น้อยลง ยึดแนวทางใช้น้อยและปล่อยน้อย แล้วยังมีการจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ หรือ Zero Waste to Land Fill ที่จะไม่สร้างขยะใหม่ๆ และหมุนเวียนนำทรัพยากรกลับมาใช้ ปัจจุบันดอยตุงประสบผลสำเร็จ ไม่มีอะไรหลงเหลือจนเป็นขยะได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดอยตุงไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ คัดแยก เพิ่มมูลค่า ขายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไอเดีย Zero Waste to Land Fill บนดอยตุงนี้ ทำให้เกิดศูนย์จัดการขยะอย่างศูนย์จัดการขยะและสำนักงานสิ่งแวดล้อม ที่รับขยะจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่แยกขยะจากต้นทางมาส่วนหนึ่งแล้ว มาคัดแยกต่อที่ปลายทางให้ถูกต้องตรงตามการใช้ประโยชน์ต่างๆ มี 6 ชนิด ขยะย่อยสลายได้อย่างเศษอาหาร เศษผัก ขยะขายได้อย่างแก้ว-จานพลาสติก กระดาษ ขยะเปื้อน เช่น ถุงพลาสติกเปื้อนแกง ขยะพลังงานอย่างเศษด้าย กะลาแมคคาเดเมีย&amp;nbsp; ขยะอันตรายจำพวกกระป่องสเปรย์ แบตเตอรี่ กระทั่งขยะห้องน้ำ เช่น ทิชชู่ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายในศูนย์ยังมีห้องเก็บขยะขายได้ เครื่องอัดพลาสติก ห้องเก็บขยะอันตราย และเครื่องบดย่อยหลอดไฟด้วย ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ พาเยี่ยมชมศูนย์จัดการขยะดังกล่าวเมื่อวันก่อนในโอกาสมูลนิธิจัดงานสัมมนาประจำปี 2562 ของอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) หัวข้อ &amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; ศูนย์จัดการขยะสร้างแรงบันดาลใจและทำให้หลายๆ คนมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะลดขยะให้เหลือศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี วิศวกรอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขยะเป็นประเด็นใหญ่ของดอยตุง เพราะเรามีส่วนสำนักงาน โรงงาน 8 โรง ห้องอาหาร และส่วนท่องเที่ยว ร้านกาแฟ มีพนักงาน 1,500 คน ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาบนดอยตุงปีละกว่า 6 แสนคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีนโยบายด้านจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งแนวคิดขยะเหลือศูนย์ ลดและงดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตามแนวคิดธุรกิจหมุนเวียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของ ดร.ธนพงศ์ สะท้อนภาพความล้มเหลวจัดการขยะไทย เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,782 แห่ง ในประเทศไทย มีเพียง 50% มีบริการเก็บขยะ และมี 740 แห่งที่จัดการถูกต้อง มีเตาเผากำจัดมลพิษ ระบบคัดแยก และฝังกลบถูกต้อง&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์ขยะเชียงราย ปัจจุบันมีขยะ 4 แสนตันต่อปี อปท.ที่มีระบบจัดการขยะแค่ 50 แห่ง จาก 143 แห่ง ที่เหลือเทกองแบบเปิด 26 แห่ง เตาเผาไม่ถูกต้อง 2 แห่ง และไม่ได้จัดการอะไรเลยถึง 93 แห่ง ส่วนปริมาณขยะบนดอยตุง 114 ตันต่อปี ข้อมูลปี 61&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; บ่อฝังกลบเทศบาลตำบลห้วยไคร้พื้นที่ 90 ไร่ เป็น 1 ใน 3 บ่อที่ถูกหลักสุขาภิบาล บ่อนี้รับขยะจาก 3 หน่วยงาน คือ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ อบต.แม่ฟ้าหลวง และเทศบาลตำบลห้วยไคร้ บ่อฝังกลบเต็มแล้วเต็มอีก เกินความสามารถรองรับการกำจัดขยะ 20-30% มีปัญหาประสิทธิภาพของระบบด้วย การหาบ่อฝังกลบแห่งใหม่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงเริ่มโครงการจัดการขยะแบบไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบ ทำตั้งแต่ปี 55 ปริมาณขยะที่ไปบ่อฝังกลบลดลงเรื่อยๆ แต่ติดที่ขยะเปื้อน 11% ถุงพลาสติกมีอาหารค้างในถุง เดิมเข้าหลุมฝังกลบหมด แต่เมื่อนำมาล้างในเครื่องล้างขยะ แล้วไปปั่นแห้ง เอาไปอัดเป็นก้อนไปขายต่อ ทำให้ปี 61 ไม่มีขยะบนดอยตุงสู่บ่อฝังกลบนี้อีกเลย พิชิตเป้าหมายสำเร็จ จะขยายผลวิธีนี้ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจด้วย&amp;quot; ดร.ธนพงศ์&amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขยะเปื้อนจัดการด้วยเครื่องล้างขยะ ก่อนนำไปปั่นแห้ง อัดเป็นก้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ผู้บริหารศูนย์เรียนรู้ฯ ระบุว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายจัดการขยะให้น้อยกว่า 500 บาทต่อตัน ปัจจุบันวิธีนี้ยังแพงอยู่ที่ 2,000 บาทต่อตัน แต่มีประโยชน์กว่า เปลี่ยนขยะเป็นเงิน ไม่ก่อมลพิษ และพัฒนาขยะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะเพิ่มการแยกขยะจากต้นทางจาก 80% เป็น 100% ให้ได้ ปัจจุบันมีปัญหาในกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่คัดแยกขยะครึ่งต่อครึ่ง ต้องพยายามแก้ปัญหานี้ให้ได้ เพื่อเป็นต้นแบบจัดการขยะที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากลดขยะแล้ว ดอยตุงยังเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ ดร.ธนพงศ์เผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สามารถลดความเข้มของการใช้พลังงานร้อยละ 36 และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 61 โดยมีเป้าหมายจะเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปีหน้า มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นความร่วมมือของพนักงานและชาวบ้านในพื้นที่ ปลูกและฟื้นฟูป่าช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอน ถ้านำปริมาณลดก๊าซ ที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิต ไปขายในตลาด จะมีรายได้กลับคืนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เครื่องปั่นแห้งภายในศูนย์จัดการขยะ จ.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่ดอยตุงก็เป็นต้นแบบ ผู้บริหารศูนย์หัวใจสีเขียวให้ข้อมูลว่า ที่นี่มีการใช้กะลาหรือเปลือกของแมคคาเดเมียเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำร้อนของโรงงานกระดาษสาและโรงงานย้อมสี ลดใช้ LPG ได้ 55% ประหยัดเงินกว่า 4 แสนบาท ทั้งยังผลิตซินแก๊สจากถ่านไม้ไผ่แห้ง ใช้โซลาร์เซลล์ที่หอแห่งแรงบันดาลใจและ 52 ไร่&amp;nbsp; มีปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ตลอดจนสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอแก๊สจากน้ำเสียจากการแปรรูปกาแฟ ซึ่งกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่น กระบวนการผลิตกาแฟต้องมีความยั่งยืนและปกป้องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมระบบบำบัดน้ำเสียต้นแบบมาจากโครงการแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายในศูนย์จัดการขยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากดอยตุงสู่ศาลาแก้ว อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง หรือที่เรียกว่า &amp;quot;ไร่แม่ฟ้าหลวง&amp;quot; สถานที่จัดงานสัมมนา &amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; เวทีนี้เป็นความตั้งใจของอาจารย์นคร พงค์น้อย กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง เพื่อระดมแนวคิดและสร้างความตระหนักรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สัมมนา&amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งแวดล้อมเชียงราย การแก้ไขปัญหาสู่ความยั่งยืน&amp;quot; ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วงเสวนาฉายภาพเชียงรายขยะเกลื่อนเมือง หมอกควันพิษ จนถึงเรื่องฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 มหันตภัยใกล้ตัว โดยมีวิทยากรจากภาคส่วนต่างๆ อย่างอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ, วิทิตนันท์ โรจนพานิช นักปีนเขาไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม,&amp;nbsp; อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในประเทศและภูมิภาค และ พญ.วรรัตน์ อิ่มสงวน อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ร่วมพูดคุย ขณะที่ ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ถอดบทเรียนการจัดการขยะบนดอยตุงให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับฟังด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ กล่าวว่า เชียงรายที่เห็นนอกจากปัญหาขยะ ประชาชนยังเป็นผู้ประสบภัยหมอกควัน เป็นปัญหาใหญ่มาก พบว่าอายุเฉลี่ยของชาวเชียงรายสั้นกว่าที่ควรจะเป็น 4 ปี เพราะได้รับผลกระทบจากการสูด PM 2.5 เข้าปอด ปัจจุบันมีประชากรกลุ่มเสี่ยงกว่า 2 แสนราย ทั้งเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ สถานการณ์หมอกควันเชียงรายปีนี้วิกฤติมาก เดิมฟ้าหม่นหนึ่งเดือน แต่ปี 62 โดนรมควันตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.ถึง 31 พ.ค. ไม่มีวันไหนเกณฑ์คุณภาพอากาศเป็นสีเขียว จะมีมาตรการอย่างไรไม่ให้วิกฤติซ้ำอีก นำมาสู่การตั้งศูนย์วิจัยหมอกควันฯ รวบรวมนักวิชาการทุกสาขาที่สนใจแก้ปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; มาตรการระยะสั้นได้จัดทำระบบรับมือฝุ่น PM 2.5 สำหรับกลุ่มเสี่ยง โดยประสานจังหวัดเชียงรายของบขั้นต่ำ 5 ล้านบาท สนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดระดับมลภาวะใน อปท. และเทศบาล 114 แห่ง เพราะรับผิดชอบภัยพิบัติระดับท้องถิ่น เมื่อรู้ตัวเลขค่าฝุ่นจิ๋วทั้ง PM 2.5 และ PM 10 ศูนย์เฝ้าระวังจะส่งข้อความเตือนภัยให้ผู้ใหญ่บ้าน 1,000 คน มีการประกาศเสียงตามสายเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ป้องกันตัวเองเบื้องต้น ขณะเดียวกัน อสม.อีก 20,000 คน ที่ผ่านการอบรมจะดูแลกลุ่มเสี่ยง อีกกลไกจะเตรียมห้องปลอดภัย หรือ Clean Room มีเครื่องกรองอากาศ PM&amp;nbsp; 2.5 ใช้พื้นที่ รพ.สต. และศูนย์อนามัย จำนวน 215 จุดในเชียงราย เมื่อค่าฝุ่นจิ๋ววิกฤติ อพยพคนมาไว้ที่นี่ชั่วคราว ถ้าภายในเดือน พ.ย.นี้ ไม่เริ่มทำ ช่วยไม่ทัน ยอดผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับ PM 2.5 เพิ่มแน่นอน&amp;quot; อาจารย์ ดร.ปเนตย้ำวิกฤติสุดๆ จะป่วยตายด้วยโรคจากมลพิษอากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์หมอกควัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนมาตรการระยะยาวจะแก้ไฟป่าและหมอกควันเชียงรายได้ ผู้อำนวยการศูนย์หมอกควันย้ำในท้ายต้องแก้ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในป่าต้นน้ำของไทย ไม่ใช่แค่ไม่เผา แต่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากพืชไร่เป็นปลูกไม้ยืนต้น รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบทางสุขภาพและรักษาดิน น้ำ ป่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารพัดกรณีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายจากยอดดอยถึงพื้นราบ ถือเป็นกรณีศึกษากระตุ้นให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ใส่ใจปัญหามากยิ่งขึ้น จะช่วยลดขยะให้เหลือศูนย์ ลดฝุ่นควันพิษ เพื่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นจริงได้ด้วยสองมือมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43174</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.เชียงราย, ซีโร่เวสต์, ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี, ดอยตุง, ปัญหาขยะ, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ, ลดโลกร้อน, ศูนย์จัดการขยะ, อาจารย์ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์, โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย, ไร่แม่ฟ้าหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190810/image_big_5d4edf4c7d9d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โตโน่&#039;ปลื้มได้รับอนุญาตดูการกำจัดขยะของโตเกียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดี หลังจากที่นักร้องหนุ่ม โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ได้ริเริ่มโครงการ &amp;quot;เก็บรักษ์&amp;quot; ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเปลี่ยนประเทศไทยจาก 1 ใน 10 ของประเทศที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก สู่ประเทศไทยที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด 1 ใน 10 ของโลก เมื่อโตโน่ได้รับอนุญาตจากทางประเทศญี่ปุ่น ให้เข้าไปศึกษาดูงาน การกำจัดขยะของเมืองโตเกียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเจ้าตัวโพสต์เอกสารพร้อมข้อความว่า &amp;quot;ข่าวดีครับทุกคน เดือนหน้าผมและโครงการเก็บรักษ์ ได้รับใบอนุญาติจากทางประเทศญี่ปุ่น ให้เข้าไปศึกษาดูงาน การกำจัดขยะของเมืองโตเกียว ประเทศของเค้าแล้ว และทางหน่วยงานเค้ายินดีให้คำแนะนำอย่างเต็มที่เพื่อเราจะเอามาปรับใช้กับประเทศของเราได้ไม่มากก็น้อย ขอบคุณคนไทยทุกคนที่ช่วยกันลดขยะ และการใช้พลาสติกมากๆนะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมไม่ต้องการรออีก10ปี ผมต้องการให้เราหลุดจาก1ใน10ที่แย่ที่สุดให้ได้ภายใน3ปีครับ ให้มันรู้กันไปว่าถ้าคนไทยช่วยกันแล้วมันจะทำไม่ได้!!! #เก็บรักษ์ #ญี่ปุ่น #ไทยจะต้องสะอาดที่สุด #สิ่งแวดล้อมดีที่สุดที่นึงในโลก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งนอกจากหนุ่มโตโน่และแฟนๆที่เข้าไปเก็บขยะตามแหล่งน้ำ และสถานที่ต่างๆแล้ว ยังมีเพื่อนๆในวงการบันเทิงเข้าร่วมทำประโยชน์ต่อความสะอาดของประเทศแล้วมากมาย อาทิ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, ปาย-สิตางศุ์ ปุณณภพ, เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์, เก๋-ชลลดา เมฆราตรี, ดิว-นัทธพงศ์ พรมสิงห์ และ แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม mootono29&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34469</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลังญี่ปุ่น, การกำจัดขยะ, ขยะ, ช่วยประเทศไทย, ปัญหาขยะ, มลพิษ, มลพิษทางทะเล, สิ่งแวดล้อม, เก็บขยะ, เก็บรักษ์, โครงการเก็บรักษ์, โตเกียว, โตโน่ ภาคิน, โตโน่ เดอะสตาร์, โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190425/image_big_5cc18f712abe1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2019 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอเปิดเสรีโรงไฟฟ้าขยะ   ผนวกกลไกตลาดทุน เชื่อสิ่งปฏิกูลหมดใน 20 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยที่หน่วยงานทุกภาคส่วนต่างให้ความสนใจและพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งการกำจัดขยะด้วยพลังงานความร้อน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ก๊าซชีวภาพ รวมทั้งการแปรรูปผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่ถ้ามองถึงสาเหตุของปัญหาขยะในสังคมไทย ส่วนหนึ่งคือค่ากำจัดขยะที่ประชาชนจ่ายนั้นไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงในการกำจัดขยะ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำจัดขยะในแต่ละพื้นที่ ไม่สามารถบริหารจัดการและกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผู้คนส่วนใหญ่มองว่าขยะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่กลับละเลยว่าขยะที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันก่อให้เกิดขึ้น และเป็นสิ่งที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว และชุมชนหากไม่สามารถกำจัดขยะได้อย่างถูกวิธี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน และสถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 27 (วตท.27) เตรียมจัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;20 ปี ปัญหาขยะประเทศไทยหมดไปด้วยกลไกตลาดทุน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการขยะ และบทบาทของตลาดทุนซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่จะสนับสนุนให้กำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 4 ก.พ.นี้ ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุนในแต่ละรุ่น เราจะส่งเสริมให้นักศึกษาทำงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง และส่งผลต่อเศรษฐกิจสังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละรุ่นก็จะมีงานที่นำเสนอออกมาสู่สาธารณะ ให้นำไปสู่เรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นแรกที่นำเสนอประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องขยะเป็นปัญหาหมักหมมของชาติ ที่เกิดขึ้นทั้งจากภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ที่สร้างขยะวันละประมาณหลายล้านกิโลกรัม แต่มีการแก้ปัญหาการกำจัดขยะด้วยวิธีเดิมๆ ที่ยังได้ประสิทธิภาพไม่ดีพอ นั่นคือการนำขยะไปทิ้งรวมในบ่อขยะเพื่อฝังกลบ ซึ่งบ่อขยะในประเทศไทยทราบมาว่ามีมากกว่า 2,000 บ่อ แต่วันๆ หนึ่งเราทิ้งขยะกันจำนวนมาก การนำไปฝังกลบหรือกำจัดด้วยวิธีอื่นๆ แบบถูกต้องได้แค่ไม่กี่ล้านตัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่หลายภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหาเหล่านี้ จากการศึกษาข้อมูลมีการรายงานว่า ในอาเซียนติดอันดับประเทศทิ้งขยะลงทะเลมากสุด ไทยก็ไม่แพ้ใคร ถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับ 5 ของโลก ยังไม่รวมขยะบนบกอีก ซึ่งไม่ใช่อันดับที่น่าภูมิใจนัก การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ถ้ามีทุนสนับสนุนก็จะสามารถนำไปรีไซเคิล นำขยะไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ หรือต่อยอดด้านอื่นๆ ได้อีก ฉะนั้น กลไกด้านตลาดทุนอาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้แต่ละหน่วยงานและประชาชนทุกคนเข้าใจถึงปัญหาและแนวทางปฏิบัติ ช่วยกันทำให้ประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคณพศ นิจสิริภัช ประธานนักศึกษาวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นที่ 27 และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด กล่าวว่า สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วยเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ของขยะที่เป็นปัญหาระดับชาติตอนนี้ และแนวทางแก้ไขที่ควรจะทำให้ได้ รวมถึงนโยบายกำจัดขยะด้วยโรงไฟฟ้า ตัวบทกฎหมายต่างๆ ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญว่า ระหว่างผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร รวมถึงการออกใบอนุญาตเรื่องการใช้ไฟฟ้าจากขยะ และเรื่องเกี่ยวกับตลาดทุน ซึ่งเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทุนอย่างมหาศาล จะมีการจัดสรรระดมทุนอย่างไร เพราะไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ ซึ่งการสัมมนาดังกล่าวผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับมุมมองจากผู้กำกับดูแลนโยบายเกี่ยวกับการกำจัดขยะ การผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากขยะ ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน รวมทั้งรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาการกำหนดราคาค่ากำจัดขยะที่ไม่เป็นธรรม รูปแบบในการใช้กลไกตลาดทุนในการจัดการกับปัญหาขยะ ซึ่งมีได้ทั้งการออกหุ้น หรือการใช้หุ้นกู้ประเภทกรีนบอร์ด เพื่อจัดหาเงินทุน การสัมมนา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายทวี จงควินิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด เผยว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ส่งผลให้การบริโภคของประชาชนมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าที่มีแพ็กเกจสวยหรู ซึ่งส่งผลต่อการสร้างปริมาณขยะ โดยจากการศึกษาข้อมูลพบว่า เราทิ้งขยะกันถึงวันละประมาณ 75 ล้าน กก. ซึ่งเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีแล้ว ยิ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ทำให้ตัวเลขลดลงแม้แต่น้อย ตัวเลข 75 ล้าน กก.ต่อวัน ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนคือ ใน 1 ปี คนไทยทิ้งขยะทั้งสิ้น 27.5 ล้านตัน เท่ากับตึกใบหยก 140 ตึก หรือปริมาณรถสิบล้อที่วิ่งตามถนนจำนวน 1.2 ล้านคันต่อปี ต้องคิดว่าจำนวนนี้ไม่ใช่น้อยๆ และการแก้ปัญหาของเรายังเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ การนำไปฝังกลบ โดยเก็บขยะในบ้านไปทิ้งเพื่อให้เกิดความสบายใจ มองไม่เห็นขยะในบ้าน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วต่อให้เอาไปทิ้งไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ยังเป็นขยะที่อยู่รอบตัวเราเช่นเดิม ไม่ว่าจะอีก 10-30 ปี ก็ตาม ขยะที่เราไปทิ้งรวมฝังกลบ ยังสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม เช่น ส่งกลิ่นเหม็น เกิดก๊าซมีเทนไปทำลายชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการซึมลงไปในน้ำ ทำให้น้ำใต้ดินมีปัญหา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราเรียกการแก้ปัญหานี้ว่า &amp;lsquo;waste to waste&amp;rsquo; ซึ่งก็คือ เอาขยะไปแก้ปัญหาโดยการฝังกลบ สิ่งที่ได้กลับมาก็ยังเป็นขยะที่อยู่กับเรา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวี กล่าวต่อว่า จากประเด็นดังกล่าว ทำให้เราอยากจะนำเสนอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหันกลับมามองแล้วก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ว่าจะทำอย่างไรที่จะกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ที่ผ่านมามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณของรัฐในการดูแล ถ้าลองจินตนาการดูว่า 75 ล้าน กก.ต่อวัน งบประมาณที่ได้แต่ละครั้งจะต้องผ่านคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนกวาดขยะ คนเก็บขยะ รถขนขยะไปยังสถานที่ฝังกลบ จากนั้นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นลงตารางบันทึกรายละเอียดเบิกเงินจากภาครัฐออกมา แต่เงินที่เบิกออกมาได้จริงๆ เก็บได้จากภาคครัวเรือนได้เพียงหลังละประมาณ 10-20 บาทต่อเดือนเท่านั้น ในขณะที่ค่ากำจัดขยะค่อนข้างสูงมาก ซึ่งเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทางหลักสูตรก็ได้ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นประเด็นว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่หมักหมมมานาน ทั้งวิธีการแก้แบบ waste to waste ควรจะต้องค่อยๆ ลดบทบาทลงเอาทฤษฎีศาสตร์ 3R (Reduce Reuse Recycle) แล้วทำให้ได้ หากเหลือไม่สามารถกลับไปรีไซเคิล นำไปใช้ใหม่ได้อีก ก็จะมีการเสนอให้ทำ waste to energy คือสิ่งที่เหลือแทนที่จะเอาไปฝังกลบในที่ดิน ซึ่งกินพื้นที่ในการทำเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมาก การทำ &amp;nbsp;west to energy จะทำให้เราได้พลังงานกลับมา ลดปัญหาเรื่องมลภาวะต่างๆ ให้หมดไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในเรื่องของกลไกตลาดทุน ที่จะเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการแก้ปัญหาขยะนั้น ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ศาสตราจารย์ระดับ 10 ภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การระดมทุนนั้นสำคัญ ประเด็นเรื่องกลไกตลาดทุนก็จะเป็นอีกส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการเรื่องงบประมาณและการระดมทุน ตนอยากให้มีการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างเสรี ลดการผูกขาด เพื่อให้เอกชนมีการแข่งขันในการคัดแยกขยะ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็จะช่วยให้มีการจัดการขยะในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมามีการผลักดันให้นำขยะมาเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้ว กพช.มีการอนุมัติแผนผลิตฟ้าใหม่ปี 2561-2580 รับนโยบายกำจัดขยะ เปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มจาก 500 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์ เป็น 900 เมกะวัตต์ เพื่อให้มากพอที่จะกำจัดขยะได้ทั่วประเทศตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาร่วมกับกระทรวงพลังงาน ซึ่งในการเพิ่มขึ้นหากพูดถึงเงินลงทุนเรื่องนี้ประเมินคร่าวๆ ก็อยู่ที่ 6-7 หมื่นล้านบาท แน่นอนว่า คนที่จะมีเงินจำนวนมากขนาดนี้มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม ถ้าเราปล่อยให้กลุ่มใหญ่ๆ สามารถที่จะครอบครองอำนาจในการกำหนดเรื่องพลังงานพวกนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะฉะนั้นในเรื่องของการนำกลไกทางตลาดทุนเข้ามาใช้ จึงไม่ใช่แค่การประหยัดจากภาคเงินทุนเพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะ แต่เป็นเรื่องของการเพิ่มอำนาจในการแข่งขันเพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนกระจายเข้าสู่ทุกๆ คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนต่อมาคือเรื่องของเครื่องมือทางการเงิน เช่นการนำกรีนบอนด์เข้ามาใช้ หรือพันธบัตรสีเขียว เหตุที่เรียกว่าสีเขียว เนื่องจากกรีนบอนด์เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้ในการระดมทุนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ลงทุนหรือสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Project) การออกกรีนบอนด์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะหลัง สะท้อนถึงความต้องการของนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการลงทุนในเครื่องมือทางการเงินอย่างกรีนบอนด์ รวมถึงเจตนารมณ์ของภาคสังคมและการเมืองที่ต้องการสนับสนุนการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมาสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังช่วยตอบโจทย์ของนักลงทุนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืน โดยใช้เกณฑ์การวิเคราะห์ในมิติทางด้าน ESG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่ง Blockchain ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์มาใช้ อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมทุนสมัยใหม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาก็เพื่ออยากให้ทุกคนได้เข้าใจว่าทำไมจึงจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้ากำจัดขยะ ทำไมพวกเราต้องลดการทิ้งขยะ ทำไมพวกเราถึงต้องแยกขยะก่อนทิ้ง ผลที่ทำสุดท้ายก็จะกลับมาที่ตัวเราเอง ฉะนั้น ต้องช่วยกันทำให้อีก 20 ปีปัญหาขยะหมดไป&amp;rdquo; ศ.ดร.อาณัติ กล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29215</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำจัดขยะด้วยโรงไฟฟ้า, ตลาดทุนกำจัดขยะ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ปัญหาขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c66a79b74d5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1ตื่น ! ถกผู้ว่าฯทั่วประเทศแก้ขยะทำท่องเที่ยวพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ต.ค.61- ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสื่อญี่ปุ่นเสนอข่าวกองขยะกว่า 3 แสนตันบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ทางรัฐบาลพยายามเร่งรัดในการจัดการปัญหาขยะ โดยจะมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ว่าจะมีนโยบายการจัดการเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงผู้นำท้องถิ่นที่เป็นผู้รับผิดชอบขยะ ซึ่งขยะในแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ในพื้นที่เกาะสมุยนั้น เป็นขยะเก่าที่ตกค้างอยู่กว่า 3 แสนตัน ที่ยังไม่ได้ดำเนินการขนออกมา รวมทั้งโรงกำจัดขยะยังไม่สามารถใช้การได้ ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในส่วนของเกาะท่องเที่ยว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20585</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะล้นเกาะสมุย, ญี่ปุ่น, ปัญหาขยะ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มท.1, เกาะสมุย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4daa945b1e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
