<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ออมสิน” แจงไทยยังเจอปัญหารายได้เหลื่อมล้ำ ชี้ภาคเหนือน่าห่วงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.2562 รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ระบุว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เพิ่มขึ้น สะท้อนจากปี 2560 ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ (ค่าสัมประสิทธิ์จีนี่) อยู่ที่ 45.30 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีค่าอยู่ที่ 44.50 แม้ว่าสัดส่วนคนจนของประเทศไทยในปี 2560 จะลดลงอยู่ที่ 7.78% จากปี 2558 อยู่ที่ 8.61% เนื่องจากประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร อาชีพอิสระ และด้านบริการ ซึ่งมีระดับรายได้ที่ได้จากการทำงานไม่สูงมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นโยบายการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อลดความยากจน และความเหลื่อล้ำด้านรายได้ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านสวัสดิการ การให้ความรู้ การต่อยอดด้านอาชีพ เป็นต้น ก็สามารถลดคนจนได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงอาจต้องใช้ระยะเวลาในการเห็นผลของนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้ยังคงเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ปรากฎอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากกลุ่มประเทศที่ทำการศึกษาและมีแนวโน้มความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ลดลงต่างก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภาครัฐอาจพิจารณานโยบายที่เกี่ยวกับการให้การศึกษากับประชาชนตั้งแต่ระดับเด็กเพื่อเป็นพื้นฐานที่มั่นคงและเพื่อให้ได้ผลอย่างต่อเนื่องแนวทางการปฏิบัติของนโยบายที่เกี่ยวข้องควรมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง&amp;rdquo; ศูนย์วิจัย ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้ของประชากรหรือการถือครองรายได้ของกลุ่มประชากรตามระดับรายได้ พบว่า การถือครองรายได้ของประชากรภายในประเทศส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้มากที่สุด โดยปี 2560 ประชากร 10% ที่มีรายได้มากที่สุด มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือน 33,933 บาท ถือครองรายได้รวม 35.29% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 32,759 บาท และมีสัดส่วนการถือครองรายได้รวม 34.98% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุดพบว่า ในปี 2560 มีความแตกต่างของรายได้ 9.96 เท่า โดยกลุ่มรายได้ต่ำสุดมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 3,408 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีจำนวน 3,353 บาท และมีสัดส่วนการถือครองรายได้รวม 14.18% ลดลงจากปี 2558 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 14.32%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าระดับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของประชากรไทยมีจำนวนมากขึ้นแต่การกระจายรายได้ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน สาเหตุอาจมาจากลักษณะของกลุ่มรายได้ต่ำที่ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนหรือคนเกือบจน อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานไม่มีรายได้หรือประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน รวมถึงส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ส่งผลให้โอกาสในการหารายได้ของคนกลุ่มนี้มีไม่มากนัก และเป็นตัวผลักดันที่ทำให้ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อศึกษาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เป็นรายพื้นที่ พบว่า ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากกว่าภูมิภาคอื่น โดยจังหวัดน่านและจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่เผชิญปัญหาดังกล่าวในอันดับต้น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ในภาคเหนือเป็นอันดับต้น ๆ ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้โดยเฉพาะในจังหวัดน่านและจังหวัดแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2550-2560 พบว่า แนวโน้มคนจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มีการปรับลดลง โดยในปี 2560 สัดส่วนคนจนยังมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้กลับสวนทางกัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทยที่มีเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; ศูนย์วิจัยฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารออมสินมีโครงการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) แก่ผู้มีรายได้น้อยและบุคคลทั่วไป ดังนั้น ธนาคารอาจพิจารณาให้ความสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการการเงินและตระหนักถึงการออมมากขึ้น และจากสภาพภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นภูเขาและพื้นที่สูงและมีการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ธนาคารอาจพิจารณาสินเชื่อ GSB Homestay โดยจัดแคมเปญหรือโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเกิดการกระจายรายได้ เพื่อให้ประชาชนฐานรากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและอาจจะทำให้สัดส่วนคนจนลดลงได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42278</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd4b04b2b17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 06:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 06:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.เพื่อแม้วแฉแหลก ยาเสพติด ยัน ล็อสเปกบริษัทซื้อยางพาราทำถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.62 - ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เวลา 20.55 น. วานนี้ &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายเปรียบเทียบปัญหาเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยกำลังป่วย ซึ่งเดือนต.ค.นี้ รัฐบาลจะขอเงินไปซื้อยาในการของบประมาณ ถ้ารักษาอาการหาย ชาวบ้านก็ให้ท่านเป็นหมอต่อไป แต่ถ้ารักษาไม่หาย ก็ต้องไล่ท่านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนจะจับอาการป่วยซึ่งมีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง นายคนไทยคนนี้ การเมืองแย่ เศรษฐกิจทรุด สังคมเลยเสื่อม ดูแล้วรัฐบาลคงรักษาให้หายได้ลำบาก เกิดจากไม่ยอมเอ็กซเรย์อาการของคนป่วยที่แท้จริงก่อนจะรักษา ไม่ยอมรับความจริงว่า ชาวบ้านลำบากเศรษฐกิจตกต่ำ บวกกับความสามารถที่บริหารมา 5 ปี ถ้าใช้ชุดความคิดเดิมดูแล้วคงลำบาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวว่าฝีมือของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแล้วดูดี เน้นเรื่องการลงทุนอีอีซี เหมือนว่าการลงทุนอีอีซีเป็นเสมือนความหวังที่จะใช้ชุบชีวิตคนไทย แต่วันนี้ชาวสวนยาง แม่ค้าจะตายแล้ว ล้มเหลวรวยกระจุกจนกระจาย ไม่กระจายรายได้ นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำ เปรียบเทียบการบริหารเศรษฐกิจกับรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว เศรษฐกิจรัฐบาลนี้ตกต่ำที่สุด มุ่งให้ความสำคัญกับการขยายตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ปากท้องชาวบ้านคนละเรื่อง ชาวนาหนี้สินล้นตัวท่วมหัว บอกท่องเที่ยวดีแต่ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ กลับซบเซา คืออันเดียวกับการแก้ปัญหายากจนและความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่ารัฐบาลทำงบขาดดุลมา 5 ปีแล้วจะรับประกันได้หรือไม่ว่า จะไม่ทำงบขาดดุลอีก หนี้ประเทศเพิ่มขึ้น สองล้านๆที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แค่นี้ชาวบ้านก็โงหัวไม่ขึ้นแล้ว ที่บอกว่า ชาวบ้านกู้มากขึ้น แต่ถามว่าท่านทำอะไรอยู่ คนรวย รวยขึ้น คนจนจนลง ราคาสินค้าเกษตรตกทุกตัว ราคาข้าวสูงขึ้นจริง แต่เพราะไม่มีข้าวขาย เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ให้ทำนาปรัง เพราะไม่มีน้ำ &amp;nbsp;แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร ความจนมากขึ้น รัฐบาลกดทับเราด้วยภาษีอย่างเลือดเย็น ขึ้นภาษีไม่น้อยกว่า 5 รายการ แถมยังรับภาษีทางอ้อม เพราะของแพงขึ้นทุกวัน ถามนายกฯว่าจะเอาอย่างไรกับภาษีเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีภาษีแอบแฝง เช่น กรมธนารักษ์ ที่ยกราคาประเมินราคาที่ดินขึ้นทุกปี แค่คิดจะโอนที่ดินให้ลูกหลานยังทำไม่ได้ เพราะราคาแพงเท่ากับซื้อใหม่ อย่างกรณียางพาราที่สนับสนับให้นำยางไปทำถนน แต่การยางแห่งประเทศทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นให้ซื้อยางกับ 3 บริษัทเท่านั้น เป็นการล็อกสเปก แต่ปรากฏว่า 3 บริษัทอยู่บ้านเดียวกัน &amp;nbsp;สุดท้ายงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านก็ตกอยู่กับ 3 บริษัทเท่านั้น จึงขอให้ไปจัดการจะเจอกันอีกทีตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากจนทำให้เกิดปัญหาแย่งชิงวิ่งราว จี้ปล้น รวมถึงปัญหายาเสพติด เพราะราคาถูก อีกไม่เกิน 10 ปีกำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. ส.ส. ไปจนถึงรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ก็อาจจะติดยากันหมด &amp;nbsp;หรืออาจจะมีอยู่แล้วที่เป็นขี้ยา หรือพ่อค้ายาก็ไม่รู้ วันนี้หน่วยงานที่รู้ดีที่สุด คือ สีเขียว เพราะลองไปดูในค่ายทหาร ลูกหลานในค่ายทหารก็ติดกันหมด ความแตกแยกในสังคมที่เป็นสงครามสีเสื้อจนเป็นข้ออ้างให้ท่านเข้ายึดอำนาจ ก็มีมูลเหตุจากความเหลื่อมล้ำจนทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้น การเมืองไทยเป็นปมด้อย เพราะมีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร นายกฯไปเจรจาในเวทีโลกก็เป็นปมด้อยทำให้บ้านเมืองมีปมด้อยไปด้วย 5ปีที่ผ่านมา อียู 28 ประเทศไม่เจรจาค้าขายกับเรา เลือกตั้งเสร็จแล้วก็คิดว่าน่าจะดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าเลือกตั้งเสร็จได้นายกฯสื่อนอกก็ยังไม่เชื่อถือ ทั่วโลกรู้ว่า เลือกตั้งเป็นอย่างไร ชอบธรรมหรือไม่ อยู่ได้นานแค่ไหน มีที่ไหนมีรัฐบาล 19 พรรคมากที่สุดด้วยซ้ำ ซึ่งที่ผ่านก็บริหารงานซึ่งไร้หลักนิติรัฐนิติธรรม&amp;rdquo; นายสุทิน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกัญชาอยากให้รัฐบาลน้ำเสนอข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดว่า มีใครตายเท่าไหร่ มีโทษอย่างไร และอย่าอุปทานว่าน้ำมันกัญชาเป็นสิ่งดี เพราะกัญชาไม่ใช่โอสถต้องระวังผลข้างเคียง เพราะกัญชาเป็นยาเสพติด ทำให้เด็กติดยาได้ เพราะสังคมไทยยังไม่มีภูมิคุ้มกันอย่างชาติตะวันตก และอย่าให้ทุกคนตกเป็นแมงเม่า และสุดท้ายไม่อยากให้กัญชาอยู่ในเมืองของใครตกอยู่ในมือคนๆเดียว ซึ่งส่วนตัวตนเห็นด้วย.
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42057</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, สุทิน คลังแสง, อภิปรายนโยบายรัฐบาล, แถลงนโยบายรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190727/image_big_5d3b8b69adc5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อชาติ&#039;ผุดนโยบายปลอดภาษีรถยนต์เพื่อการเกษตรและประมงลดต้นทุนปัจจัยการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18ม.ค.62-น.ส.พรพรหม พรหมชาติ รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ เปิดเผยว่า นโยบายชุดแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาความยากจน โดยยกการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เป็นวาระแห่งชาติ นโยบายนี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อชาติพูดมาเสมอ สิ่งที่ตนจะนำเสนอในวันนี้เป็นเพียงโครงการหนึ่งในหลายโครงการที่พรรคเพื่อชาติจะนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่นโยบายปลอดภาษีรถยนต์เพื่อการเกษตรและประมงทุกชนิด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม รายได้หลักของประชาชนไทยคือ รายได้จากการเกษตร ซึ่งมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องราคา ปริมาณน้ำฝน อากาศ ศัตรูพืช และอื่นๆ ส่งผลต่อปัจจัยการผลิต ต้นทุนการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจึงได้คิดนโยบายนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ให้โอกาสเกษตรกร ในการมีเครื่องมือที่จะใช้ขนส่งสินค้าไปยังที่ต่างๆ โดยรถยนต์ในที่นี้ หมายถึงรถยนต์ทุกประเภท ที่ใช้เครื่องยนต์ มีล้อ เป็นพาหนะ พิสูจน์ได้ว่านำมาใช้เพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง รัฐจะไม่คิดภาษี ปลอดภาษี 100%&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติเราเข้าใจถึงหัวอกคนยากคนจน เกษตรกร ที่มักจะขาดโอกาสอยู่เสมอ เราจึงพยายามที่จะคิดนโยบายที่เป็นการให้โอกาสเกษตรกรได้มีรถยนต์ พาหนะที่จะนำมาใช้เพื่อการเกษตรใหม่ๆ สามารถขนส่งสินค้าไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการผูกขาดการค้าจากพ่อค้าคนกลาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26884</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พรพรหม พรหมชาติ, ปลอดภาษีรถยนต์เพื่อการเกษตร, ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, พรรคเพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c413acac34af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประสาร’ชี้ระเบิดเวลา แฉศก.ไทย‘ป่วยเรื้อรัง’!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ เหมือนผู้ป่วยเรื้อรัง แม้รัฐบาลจ่ายยาหลายขนาน กลับไม่ตอบสนอง ชี้ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นเหมือนระเบิดเวลา พัฒนาเน้นปริมาณอย่างหยาบๆ ที่เน้นแค่จีดีพี โดยไม่ดูคุณภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ กล่าวระหว่างปาฐกถาวาระ 45 ปี 14 ตุลาคม ในหัวข้อ ประชาธิปไตยกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ระบุว่า ช่วง 45 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกือบ 10 เท่า ความสำเร็จนี้ ในด้านหนึ่งทำให้พอใจได้ว่าไทยเดินหน้ามาพอสมควร แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าพิจารณาโดยไม่เข้าข้างตนเองมากนัก ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความท้าทายดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือความท้าทายจากบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิม ส่วนที่สองคือความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กรณีส่วนที่สองนี้ หลายปีที่ผ่านมา อาการของประเทศไทยเหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรัง ที่รัฐบาลพยายามจ่ายยาหลายขนาน แต่อาการกลับไม่ตอบสนอง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวว่า สาเหตุจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเห็นว่าต้องเร่งแก้ไข เพราะเหมือนระเบิดเวลา พร้อมจะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ มีอย่างน้อย 3 เรื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องแรกคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยตัวเลขและผลการศึกษาหลายหน่วยงานชี้ว่าประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับต้นๆ ของโลก โดยคนไทย 10% ประมาณ 7 ล้านคน มีชีวิตใต้เส้นความยากจน, คนไทย 10% ที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุด มีรายได้ห่างกันถึง 22 เท่า, คนไทยมากกว่า 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่โฉนดกว่า 61% อยู่ในมือคนแค่เพียง 10% และเด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องหลุดจากระบบการศึกษา เพียงเพราะผู้ปกครองไม่มีเวลาและเงินไม่พอส่งลูกเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารระบุว่า สาเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ส่วนหนึ่งมาจากทิศทางการพัฒนาที่เน้นปริมาณอย่างหยาบๆ ที่แน้นแค่จีดีพี โตปีละมากๆ โดยไม่ดูคุณภาพ อีกด้านหนึ่ง การค้าเสรีที่ไร้กติกา ที่แต่ละคนมีทุนและโอกาสไม่เท่ากัน ทำให้การพัฒนาออกมาในลักษณะเศรษฐกิจยิ่งโต ผู้มีทุนมากกว่ายิ่งได้เปรียบ คล้ายกับถนนการค้าที่ขาดกฎจราจร สุดท้ายพื้นผิวถนนถูกยึดครองโดยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่คอยเบียดรถขนาดเล็กให้ต้องวิ่งตามไหล่ทาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ ถือเป็นต้นตอของความขัดแย้งในโลกและไทย ช่วงที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เมื่อความเป็นอยู่ของคนในสังคมแตกต่างกันมาก ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการปะทะกัน เพื่อแย่งทรัพยากรในทุกระดับ สำหรับทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น การพัฒนาหัวเมืองในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เกิดการพัฒนากระจุกตัวในแค่กรุงเทพฯ ในระดับชุมชน ก็ต้องเพิ่มความแข็งในทุกมิติต่างๆ ระดับบุคคลก็ต้องเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แรงงานยากจน และ ฐานราก เพื่อให้ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องที่สองนั้น ในช่วงทศวรรษก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 9% ต่อปี แต่ช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตวนเวียนอยู่ในระดับ 4% สะท้อนที่ลดลงชัดเจน ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และถ้าไม่เร่งพัฒนา เป็นไปได้ว่าไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ มองอนาคตยิ่งท้าทาย เพราะไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาพัฒน์ชี้ว่า ภายในปี 2583 คนไทย 1 ใน 3 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี และธนาคารโลกมองว่าค่ากลางของอายุคนไทยจะเพิ่มจาก 38 เป็น 49 ปี หมายความว่า ฐานกำลังคนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะน้อยลง ขณะที่ประเทศในภูมิภาคประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ในเชิงเศรษฐกิจจึงเปรียบเอาคนแก่ไปสู้แรงกับคนหนุ่มสาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ที่น่าห่วงคือโอกาสที่คนไทยจะแก่ก่อนรวยและจนตอนแก่จะมีมากขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวว่า เรื่องที่สามคือกลไกและบทบาทของภารรัฐไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรณีคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างจากอดีตมาก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง สถาบันด้านเศรษฐกิจหลายส่วนที่เคยออกแบบไว้ในอดีต อาจไม่สามารถตอบโจกท์ประเทศภายใต้บริบทใหม่ ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินหน้าของประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความท้าทายในส่วนแรก คือความท้าทายจากบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิมนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ทำให้รู้สึกว่าโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของคนในสังคม รวมทั้งรูปแบบการทำธุรกิจ ด้านหนึ่งได้ทำให้ธุรกิจและงานหลายประเภทหายไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจเศรษฐกิจและการเมืองโลก นับตั้งแต่สงครามเย็นจบลง คาดกันว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกจะทยอยย้ายมาที่เอเชีย โดยภายในปี ค.ศ.2030 คาดขนาดเศรษฐกิจจีนและอินเดียรวมกันจะประมาณ 1 ใน 4 ของโลก และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อทิศทางการค้าโลก สหรัฐอเมริกาที่เคยสนับสนุนการค้าเสรี กลับตั้งกำแพงภาษีกีดกันการนำเข้า จนบรรยากาศการค้าโลกอึมครึม และสร้างความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่สนับสนุนกระบวนการ Globalization ทำให้ตลาดการค้า การลงทุนและตลาดการเงินระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนขึ้น การรับและส่งผลกระทบระหว่างกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น เหมือนเราอยู่ในที่แออัด ย่อมติดเชื้อหวัดได้ง่าย และอีกด้านก็ทำให้เศรษฐกิจและการค้าขยายตัวมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้การเติบโต ผลประโยชน์ของการพัฒนากระจายไม่ทั่วถึง ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้เกิด Brexit และการชนะการเลือกตั้งของนักการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมในหลายประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าความท้าทายส่วนแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญในระยะต่อไป คือบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิม โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าสปีดเดิมที่เราคุ้นชินมาก เป็นโลกที่ซับซ้อน ผันผวน และยากที่จะคาดเดาอนาคตได้ชัดเจน&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวด้วยว่า มองย้อนกลับไปอาจกล่าวได้ว่า ในช่วงหลังตุลาคม 2516 จนถึงเหตุการณ์พฤษภา 2535 เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทย นำมาสู่การผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่นำพาประเทศไปสู่สังคมที่พึงปรารถนานั้น เริ่มไม่ชัดเจน โดยท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศกว่าสิบปี คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกกังวลใจและหดหู่กับสภาวะบ้านเมืองที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย และคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยก็อาจรู้สึกอึดอัดที่เหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง ระหว่างที่ข้างหนึ่งที่ยังเชื่อว่าประชาธิปไตยยังเป็นคำตอบของประเทศ และอีกข้างเริ่มเสื่อมศรัทธากับประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบเข้ามากุมอำนาจรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13412</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, หนังสือพิมพ์, อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, อัตราการเติบโตวนเวียน, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b4a17f7d6413.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
