<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยายวัย 70 ปี โผล่ร้อง กมธ.ลงพื้นที่นครพนม ช่วยทวงคืนที่ดินมรดกถูกหน่วยงานรัฐฮุบไร้เยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63 - ที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครพนม นางมนพร เจริญศรี ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 2 นครพนม พร้อมด้วย นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ร้อยเอ็ด รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะทำงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน&amp;nbsp;พร้อมด้วย นายพีระเพชร ศิริกุล รองประธาน นางบุญรื่น ศรีธเนศ ประธานที่ปรึกษา และคณะได้เดินทางมาลงพื้นที่ร่วมประชุมกับนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ตลอดจนหน่วยงานเกี่ยวข้อง ในส่วนของการดูแลปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมครั้งนี้ได้มีตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม รวมถึง อ.ปลาปาก และ พื้นที่ ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการออกรังวัดโฉนดที่ดินของภาครัฐ ทับซ้อนที่ดินทำกิน แต่ยังไม่มีหน่วยงานเข้าไปดูแลแก้ไข พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เร่งรัดหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลมาดำเนินการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่รับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชน ในพื้นที่ ต.รามราช อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม กว่า 1,000 ราย ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนยื่นคำร้องทุกข์ เพื่อรวบรวมหลักฐาน นำไปเสนอรัฐบาล ทำการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในช่วงเสร็จการประชุมที่ศาลกลางจังหวัดนครพนม ได้มีนางดวงตา เข็มพรมรี อายุ 70 ปี ชาวบ้านนาโพธิ์ ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม นำเอกสารเข้าร้องทุกข์ก้มกราบขอความช่วยเหลือ เนื่องจากที่ดินมรดกทำกิน ประมาณ 4 ไร่ ที่ครอบครองมาตั้งแต่ปี 2497 ถูกกรมชลประทานออกรังวัดทับที่ดินทำกิน เพื่อก่อสร้างพัฒนาแหล่งน้ำ แต่ไม่ได้รับการดูแลเยียวยาช่วยเหลือ ต่อสู้มาตั้งแต่ ปู่ย่า ตายาย ประมาณปี พ.ศ.2500 ถึงรุ่นลูกหลาน ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่เคยมีเอกสารการครอบครองมาแต่ปี 2497 โดยเรียกร้องให้ช่วยเหลือเยียวยาก่อนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นางมนพร ระบุว่า การนำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ครั้งนี้ เพราะได้รับทราบความเดือดร้อนชาวนคพนม มานาน แต่การแก้ไขจะต้องเป็นระดับรัฐบาล โดยวันนี้นำกรรมมาธิการมารับทราบปัญหา ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อจะรวบรวมปัญหานำเสนอต่อรัฐบาลแก้ไขต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตนจะเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเต็มที่ให้พื้นที่ เขต 2 นครพนม นำร่องเป็นโมเดลแก้ปัญหาที่ดินทำกิน และจะหารือประสาน ส.ส.ทั้ง 4 เขตในพื้นที่ จ.นครพนม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลช่วยกันผลักดันแก้ไข เพราะมีปัญหามานาน แต่ล่าช้า ด้วยปัญหาทางการเมือง รวมถึงประชาชนเข้าไม่ถึงหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ&amp;quot;นางมนพร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73216</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, ปัญหาที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26b390ece4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พีอาร์คณะก้าวหน้า &#039;ปิยบุตร&#039; ลงพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว ชี้แก้ปัญหาที่ดินต้องเอาทหารออก-เก็บภาษีก้าวหน้า แก้ไขความซับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.63 - ประชาสัมพันธ์คณะก้าวหน้า รายงานว่า ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เดินทางไปร่วมงาน &amp;ldquo;11 ปี ชุมชนบ่อแก้ว กับเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินและความเป็นธรรมทางสังคม&amp;rdquo; ณ ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ปิยบุตร บรรยายถึงปัญหาที่ดินว่า ในประเทศไทยมีอยู่หลายพื้นที่ แต่จากการสังเกตปัญหาที่ดินในประเทศไทยพบว่ามีจุดร่วมกันเดียวกันอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1. ความเหลื่อมล้ำ 2.ระบบราชการรวมศูนย์ 3.ความไม่แน่นอนของการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ดินคือปัจจัยพื้นฐานในการผลิต เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หากไม่มีที่ดิน ก็ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะผลิตหรือหารายได้มาเลี้ยงชีวิต ที่ดินคือชีวิตของเกษตรกร และที่ดินยังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เพราะต้องใช้สำหรับอยู่อาศัย เมื่อที่ดินเป็นทั้งปัจจัยการผลิตและปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ดังนั้นที่ดินจึงไม่ควรถูกออกแบบให้กลายเป็นสินค้าหรือวัตถุที่เอาไว้สำหรับเก็งกำไรเพื่อให้คนมั่งมีเก็บเอาไว้เป็นจำนวนมหาศาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ดินไม่เหมือนกับนาฬิกา เพชร แก้ว แหวน ที่เก็บไว้ก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร แต่ที่ดินถ้าเก็บไว้มากๆ กระทบต่อการทำมาหากินของคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่ควรมี กองทัพ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ จำนวนมากถือที่ดินจำนวนมหาศาลเก็บเอาไว้ไม่ได้ทำอะไร ประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้ แต่เก็บไว้อย่างนั้น และยังมีเศรษฐีจำนวนมากที่มีที่ดินมากสุดลูกหูลูกตา ในขณะที่พี่น้องประชาชนที่มีที่ดินเป็นปัจจัยการผลิต กว่าจะได้ที่ดินมาทำกินแต่ละตารางกิโลเมตรยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน แต่กับคนบางกลุ่มมีเงินก็ไปกว้านซื้อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานะของและเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยถูกกำหนดให้มีหลายประเภท เราจะได้ยินชื่อกันมากมาย เช่น นส.3 สปก. ที่ราชพัสดุ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพราะขึ้นกับกฎหมายหลายฉบับ ส่งผลให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วย และหน่วยงานเหล่านี้อยู่ที่ส่วนกลางทั้งนั้น ไม่ได้อยู่ที่ท้องถิ่น นี่คือสภาพปัญหาว่าพี่น้องที่ต้องใช้ที่ดินทำกิน จะต้องเผชิญกับความซับซ้อนของหน่วยงานและกฎหมายหลากหลายฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนชัดเจนของสถานะที่ดินที่ตนเองต้องการถือครองหรือต้องการใช้ประโยชน์อยู่เสมอ หลายเรื่องแก้ปัญหาเจรจากันไปแล้ว ตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดไป พอ 3-5 ปีผ่าน เปลี่ยนผู้ว่าฯ หรืออยู่ๆ นโยบายเปลี่ยน มีนโยบายทวงคืนผืนป่าออกมา ก็ต้องมาต่อสู้ใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงเกิดความไม่มั่นคงแน่นอนในสถานะถือครองที่ดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่นับว่าที่ดินของพี่น้องที่ใช้ประโยชน์ แต่เราไม่มีโฉนด ไม่ได้เป็นเจ้าของ พี่น้องก็ไม่สามารถเอาไปเป็นทุนต่อได้ ไม่สามารถเอาสิทธิในการใช้ที่ดินเป็นทุนหรือเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอะไรได้ ไม่นับที่ดินที่เป็นป่าสงวน อุทยาน ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่มาตั้งนานแล้ว เมื่อต้องการสาธารณูปโภคต่างๆ หรืออยากได้ถนนซักเส้นก็ไม่ได้ เพราะกรมป่าไม้จะบอกว่าที่นี่เป็นเขตป่าสงวนไม่สามารถสร้างถนนได้ พี่น้องหลายแห่งจึงไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ยอมทำถนนให้ เพราะบอกว่าเป็นที่ป่าสงวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหามีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ขั้นแรกต้องยุติการดำเนินคดีกับพี่น้องประชาชนเป็นการชั่วคราวก่อน โดยเฉพาะจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เพราะเราไม่สามารถมีเวทีพูดคุยกันได้อย่างจริงจัง ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ยังจับพี่น้องประชาชน จับเข้าคุก ดำเนินคดีขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ ข้อที่สอง คือบรรดาประกาศคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่ออกมาทวงคืนผืนป่าต้องยกเลิกทิ้ง เพราะประกาศคำสั่ง คสช. เหล่านี้ มีเกราะคุ้มกันไว้ว่าเขียนยังไงก็ถูกเสมอ ตรวจสอบไม่ได้ อำนาจต่อรองของพี่น้องก็ไม่มี เพราะเขาทำอะไรก็ถูก ข้อที่สาม คือต้องเอาเจ้าหน้าที่ทหาร-กองทัพ ออกไปจากปัญหาที่ดินให้หมด กองทัพมีหน้าที่ป้องกันประเทศรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร แต่ทำไมกองทัพประเทศไทยต้องมายุ่งกับเรื่องที่ดินป่าไม้ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า เวลาเปิดโต๊ะเจรจาจะมีตัวแทนจาก กอ.รมน. มานั่งด้วยทุกครั้ง เพราะเขามองเรื่องที่ดินเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ จึงให้ทหารมาตีเส้นแบ่งเรื่องที่ดินได้ แต่ในปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงของรัฐ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชนต่างหาก ต้องให้รัฐบาลพลเรือนจัดการไม่ใช่ทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะกลางต้องมีการเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า เพื่อจะส่งผลให้คนที่ถือครองที่ดินมากๆ กักตุนที่ดินไว้ ต้องกระจายที่ดินออก รวมทั้งต้องออกแบบการถือครองที่ดินเชิงโครงสร้าง ขณะนี้การแก้ไขปัญหาที่ดิน ส่วนมากเป็นการแก้ไขเป็นกรณีๆ ไป เช่น ชุมชนบ่อแก้ว ต่อสู้มา 11 ปี เมื่อทำสำเร็จก็ถือเป็นต้นแบบให้ที่อื่นๆ แต่สุดท้ายไม่เคยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภาพใหญ่เลย พอต่อสู้ตรงนี้จบ ก็ต้องไปสู้ที่ใหม่ หรือพอสู้ๆ ไป มีปัญหาใหม่อีกก็ต้องสู้ใหม่อีก สรุปคือ มือขวาต้องทำมาหากิน มือซ้ายต้องเตรียมไว้ต่อสู้ว่าจะเอาที่ดินไปเมื่อไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะยาวต้องแก้ไขเรื่องความซับซ้อนของการถือครองที่ดิน ต้องแบ่งให้มีน้อยประเภท ประเทศไทยมีการแบ่งที่ดินหลายประเภทมาก เพราะรัฐมีแนวคิดว่ารัฐเป็นเจ้าของที่ดินหมด เอกชนเป็นเจ้าของได้ แต่ที่เหลือถือว่ารัฐเป็นเจ้าของหมด พี่น้องประชาชนที่ต้องใช้ที่ดิน จึงต้องมาถูกจัดแบ่งเป็นประเภทๆ เราต้องมาทบทวนว่าแทนที่จะแบ่งแค่ว่าที่ดินเป็นของเอกชนกับรัฐ ต้องมาดูวิธีการจัดการที่ดินแบบใหม่ๆ อย่าง การจัดการแบบสมบัติร่วม คือให้ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ต้องเป็นของใคร หลายประเทศเริ่มวิธีคิดแบบนี้แล้วเราต้องเอามาเริ่มบ้าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71788</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะก้าวหน้า, ปัญหาที่ดิน, ปิยบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200718/image_big_5f1253c45f6e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบช.ภ.4จี้คดีฆ่า กำนันหญิงคาบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผบช.ภ.4 ติดตามคดีมือปืนบุกยิงกำนันเตี้ยเสียชีวิตคาบ้านที่เปิดเป็นร้านขายของชำ สั่ง กก.สส.บช.ภ.4 เข้าช่วยเหลือตำรวจท้องที่ล่าตัวคนร้าย ชี้ปมสังหารมาจากปัญหาที่ดินที่นายทุนจาก กทม.ไปซื้อที่แล้วปิดทางเข้าออกของชาวบ้านที่เคยใช้มาเป็นเวลานาน กับกรณีอมเงินกฐินวัดในหมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบก.สส.ภ.4 เดินทางไปยัง สภ.สังคม จ.หนองคาย เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายเป็นชายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีแดง ใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. บุกยิงนางกรรณิการ์ วงค์ศิริ อายุ 52 ปี กำนันตำบลผาตั้ง หรือกำนันเตี้ย ที่บ้านเลขที่ &amp;nbsp;152 หมู่ 6 บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ กระสุนเจาะขมับเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.เจริญวิทย์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ที่เกิดขึ้นกับข้าราชการการเมืองท้องถิ่น หลังเกิดเหตุได้กำชับให้ตำรวจชุดสืบสวนภาค 4 ลงมาช่วยตำรวจในท้องที่เร่งล่าตัวคนร้าย และได้แบ่งคณะทำงานติดตามอย่างครอบคลุม ซึ่งขณะนี้มีเป้าหมายของคนร้ายแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะจะส่งผลกระทบกับรูปคดี ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน ถ้าได้พยานหลักฐานที่แน่ชัดจะได้เตรียมขออนุมัติศาลออกหมายจับทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับชนวนเหตุสังหารกำนันหญิงผู้นี้ ผบช.ภ.4 ระบุว่า &amp;nbsp;เบื้องต้นให้น้ำหนักไปที่ข้อพิพาทการเจรจาเปิดทางสัญจรให้ชาวบ้านกับเจ้าของที่ดินครอบครองสิทธิ์ สปก. โดยผู้ตายเป็นตัวแทนช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนมาเจรจากับเจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ มาหาซื้อที่ดินทำสวนยางพาราแล้วปิดทางเข้า-ออกของชาวบ้านหลายรายที่เคยใช้เส้นทางผ่านที่ดินของเจ้าของรายนี้มาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันกลับผ่านไม่ได้ จนเกิดเป็นปัญหาตามมา และอีกประเด็นคือเงินกฐินวัดถ้ำดินเพียง ตั้งแต่เมื่อปี 2559 ซึ่งเงินหายไป 85,000 บาท โดยขณะนี้ตำรวจได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อติดตามคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาต่อมา นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้เดินทางไปยังบ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย บ้านของนางกรรณิการ์ ผู้ตาย โดยไปดูจุดเกิดเหตุ และได้พูดคุยสอบถามเหตุการณ์จากลูกสาวของผู้ตายและญาติ จากนั้นได้มอบเงินช่วยเหลือให้จำนวนหนึ่งเป็นเงินค่าช่วยงานศพ ซึ่งญาติได้จัดเตรียมสถานที่ ตั้งเต็นท์ เตรียมจัดงานศพให้กับกำนันเตี้ย เนื่องจากหลังเกิดเหตุตำรวจได้นำศพกำนันเตี้ยไปผ่าเอาหัวกระสุนออกจากศีรษะเพื่อใช้ในการประกอบสำนวนคดี ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น จากนั้น นายเอกธนัช อินทร์รอด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 หนองคาย ได้เดินทางมามอบพวงหรีดแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่สูญเสียคนดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชาวบ้านดงต้องต่างนั่งจับกลุ่มสนทนาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีอาการโศกเศร้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด ที่สูญเสียผู้นำท้องถิ่นคนดีที่ชาวบ้านรักไปอย่างไม่มีวันกลับ &amp;nbsp;ต่างบอกว่า อยากให้ตำรวจติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ในขณะที่ญาติพี่น้องและชาวบ้าน ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงานศพ ซึ่งขณะนี้ญาติได้เดินทางไปรับศพที่นำไปผ่าพิสูจน์ที่ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิเดช วงค์ศิริ สามีของกำนันหญิงที่ถูกยิงโหด บอกว่า ขณะนี้แม้ว่าทางตำรวจจะยังจับคนร้ายไม่ได้ แต่ตนก็ทำตัวตามสบาย ไม่ได้ระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลความปลอดภัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ตนตกใจและเสียใจมาก อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายได้โดยเร็ว ตนอยากรู้ว่าเป็นใคร ทำไมต้องทำรุนแรงกันถึงขนาดนี้ อยากให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต และอยากให้มาขอขมาต่อหน้าศพด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.ท.เจริญวิทย์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจญาติของนางกรรณิการ์ วงค์ศิริ กำนันหญิงที่ถูกยิง ที่บ้านเลขที่ 152 หมู่ 6 บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย โดยมีนายพิเดช วงค์ศิริ สามีของกำนันหญิง พร้อมญาติพี่น้องและชาวบ้านดงต้องให้การต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.เจริญวิทย์กล่าวว่า วันนี้ตนได้มาประชุมเร่งรัดติดตามคดีนี้ ซึ่งขณะนี้มีประเด็นให้ติดตามอยู่ 3-4 ประเด็น ที่ผู้ตายเข้าไปมีความขัดแย้ง โดยผู้ตายเป็นกำนันที่ทำงานตรงไปตรงมา รักษาผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับชาวบ้าน ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานก่อน เนื่องจากเหตุเพิ่งจะเกิดเมื่อวานนี้ &amp;nbsp;คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้ ประเด็นก็คงจะแคบลงมา ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด มีความรอบคอบรัดกุมมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56090</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันเตี้ย, คดีมือปืนบุกยิงกำนันเตี้ย, ปัญหาที่ดิน, ผบช.ภ.4, เงินกฐินวัด, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200202/image_big_5e36d11a28fcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 07:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 07:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;โยนถามพปชร.ปมขัดแย้ง&#039;ปารีณา-ธรรมนัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 63 - เมื่อเวลา 06.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะออกเดินทางลงพื้นที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 20-21 ม.ค. ที่ จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนออกเดินทางผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังมีข้อความสนทนาทางไลน์ภายในกลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ในความขัดแย้งเรื่องปัญหาที่ดินของ น.ส.ปารีณา โดยนายกรัฐมนตรี ได้โบกมือกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุสั้นๆ ว่า &amp;quot;ให้ไปถามพรรค&amp;quot; ก่อนจะเดินเข้าห้องรับรองภายใน บน.6 ทันที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54996</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, ปัญหาที่ดิน, ปารีณา, พปชร., ร.อ.ธรรมนัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dba5cd32a6a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
