<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิการบดีสจล.ยกโมเดล&#039;กรุงโตเกียว&#039;แก้น้ำท่วมกทม.เจอพายุใต้ฝุ่นยิ่งกว่าลอนดอน-นิวยอร์คแต่น้ำไม่ท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำท่วม ทะลัก ลอนดอน นิวยอร์ก ทำไมโตเกียวรอด แล้วกรุงเทพ? มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;
หน้าบ้านพี่เอ้ แถวลาดกระบัง น้ำท่วมรอระบาย น้ำรออยู่ไม่ไปไหนสองวัน และก็อยู่ที่เดิม... ก็เพราะลาดกระบัง เหมือนกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของกทม. เป็นแอ่งกระทะ (คอนกรีต) มีระดับต่ำกว่าคลอง ต่ำกว่าแม่น้ำ (บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อฝนตก หากสูบน้ำไม่ทัน เครื่องสูบน้ำเสีย เครื่องไม่พอ กทม.จมน้ำ ยิ่งแถวบางปู นอกจากเป็นแอ่งกระทะ ยังเจอน้ำทะเลหนุนสูง พื้นที่รับน้ำ หรือแก้มลิงธรรมชาติ ก็ถูกพัฒนาเป็นเมือง เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ฝนตกมา ก็จบกัน!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิสูจน์ ชัดยิ่งกว่าชัด หากเรายังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม แต่ปัญหาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ตามเวลา ตามการเร่งของภัยธรรมชาติ หากยังเป็นแบบนี้ เราจะไม่มีทางจะแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพยังมีโอกาสเสี่ยง เผชิญภัยพิบัติ ดังเช่น มหานครนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน ซึ่งทั้งสองเมืองนี้ได้เตรียมตัวป้องกันไว้อย่างดี (แต่ยังคงไม่ดีพอ) มีทั้งประตูกั้นน้ำที่ทันสมัย มีระบบสุดยอดคอมพิวเตอร์เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลน้ำท่วม และพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ ยังไม่รอด น้ำทะลัก ท่วมจมเมืองทั้งเมือง ท่วมทะลักสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จนมีพลเมืองเสียชีวิต!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นแล้ว เสียว กรุงเทพก็ไม่แน่ ยิ่งภัยธรรมชาติหนักขึ้นทุกวัน
แต่แปลกใจไหม กรุงโตเกียว ก็เจอพายุไต้ฝุ่นถล่มทุกปี บางปีเช่น 2019 เจอมหาพายุไต้ฝุ่นด้วยซ้ำ เจอหนักยิ่งกว่าลอนดอน นิวยอร์ค แต่ทำไมน้ำไม่ท่วมเมือง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงโตเกียว ที่คนไทยไปชอบเที่ยวมากที่สุด เขาแกัปัญหาน้ำท่วมได้เบ็ดเสร็จได้อย่างไร ลองไปดูด้วยกันครับ
1. กรุงโตเกียว แก้ปัญหาน้ำท่วมเบ็ดเสร็จด้วย &amp;quot;แก้มลิงใต้ดิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็เคยเจอพายุฝนถล่ม เจ็บมาก่อนเช่นกัน เพราะในยุค 1950-1960 หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง โตเกียวเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม สูบน้ำใต้ดินมาใช้มหาศาล จนเมืองทรุดต่ำกว่าอ่าวโตเกียว กลายเป็นแอ่งกระทะ (เหมือนกรุงเทพ) พื้นที่สีเขียว บึง คลอง รับน้ำก็หายไป เพราะทั้งเมือง ทั้งคน ก็ต้องการพื้นที่ใช้งาน พอฝนตกลงมา น้ำก็ไม่มีที่ระบาย ท่วม จมทั้งเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรกๆก็แก้ปัญหาแบบบ้านเรา คือใช้เครื่องสูบน้ำเป็นหลัก เพื่อระบายน้ำ แต่ก็ไม่ได้ผล น้ำยังท่วมหนักเหมือนกรุงเทพ เพราะต้องสูบน้ำขึ้นจากล่างขึ้นบน จากซอยถนน ขึ้นคลอง ขึ้นแม่น้ำ สวนทิศทางธรรมชาติของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ...
หากเครื่องสูบน้ำเสีย ขัดข้อง ลืมกุญแจ โตเกียวทั้งเมือง จมน้ำ!!
และแล้วในช่วงปี 1990 กรุงโตเกียวตัดสินใจเด็ดขาด สร้างบ่อพักน้ำฝนใต้ดิน เปรียบดังแก้มลิงใต้ดิน เพราะพื้นที่บนดิน ต้องใช้พัฒนาทางเศรษฐกิจของเมือง และถูกใช้งานจนไม่มีเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการ คือ เมื่อฝนตก น้ำฝนจะไหลลงสู่ ท่อรวม และต่อลงสู่ บ่อใต้ดิน น้ำไหลจากสูง (พื้นดิน) ลงสู่ที่ต่ำกว่า (ใต้ดิน) ไม่ต้องพึ่งเครื่องสูบน้ำ พอฝนซา ก็ค่อยๆระบายน้ำสู่ทะเล แบบใจเย็น ไม่เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ่อแก้มลิงใต้ดินโตเกียว มีสองแบบ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. แบบอุโมงค์ทรงกระบอก ปลายปิดสองข้าง ไว้เก็บน้ำรอระบาย ใต้ชินจูกุและพื้นที่ใจกลางโตเกียว รองรับน้ำฝนได้มากถึง ห้าแสนลูกบาศก์เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 2. แบบกล่องสี่เหลี่ยมยักษ์ ไว้เก็บน้ำรอระบายรอบเมืองโตเกียว รองรับน้ำฝนได้เกือบ สี่แสนลูกบาศ์กเมตร
ปลายปี 2019 กรุงโตเกียวก็เจออภิมหาไต้ฝุ่น มีแต่คนบอก เอาไม่อยู่แน่ จนมีแผนอพยพพลเมือง ฝนตกทั้งวันทั้งคืน แต่แล้วเมืองกลับแห้งสนิท เพราะน้ำฝนลงไปรอระบายในแก้มลิงใต้ดิน เต็มทุกบ่อ!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่กล้าจินตนาการ หากกรุงโตเกียวไม่ทำแก้มลิงใต้ดิน ยังมัวแต่พึ่งพาปั๊มสูบน้ำ สภาพจะเป็นเช่นไร (คงท่วมหนักยิ่งกว่าบางปูหลายเท่า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการนี้ก่อสร้างไม่ยาก สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินยากกว่าแพงกว่า หลายเท่านัก สิงคโปร์ก็ทำใต้ถนนออชาร์ด ฮ่องกงก็ทำใต้สนามแข่งม้า กรุงกัวลาลัมเปอร์ก็ทำอุโมงค์รับน้ำรอระบายใช้เป็นทางด่วนแก้ปัญหาจราจรเวลาปกติ แก้ปัญหาน้ำท่วม (จากต้นเหตุเพราะพื้นที่ต่ำ น้ำไปไหนไม่ได้) ได้เบ็ดเสร็จทุกๆเมือง ทั้งที่เคยเจอปัญหาหนักกว่ากรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กรุงโตเกียว ใช้ &amp;quot;ระบบอัตโนมัติ&amp;quot; ในการควบคุมประตูน้ำ และเครื่องสูบน้ำ
เพราะฝนตกหนัก รอเจ้าหน้าที่ขี่มอเตอร์ไซด์ลุยน้ำ ไปเปิดเครื่องสูบน้ำ หรือไปเปิดประตูน้ำ คงสายไป...
เพราะเจ้าหน้าที่ ไม่มีวันเพียงพอ และการประสานงานกันระหว่างเครื่องสูบ และประตูน้ำ มีความซับซ้อน เพราะมีเป็นพันๆเครื่อง มีเป็นร้อยๆประตูน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงโตเกียว บริหารจัดการแบบอัตโนมัติ ด้วยเซ็นเซอร์ ตรวจวัดระดับน้ำ ทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะโตเกียว แต่ได้ทั้งประเทศญี่ปุ่น!!! ที่สำคัญระบบการป้องกันน้ำท่วมของเมืองหลวง เป็นความรับผิดชอบของหน่วยหลักของกรุงโตเกียว มิได้มีหน่วยงานอื่นทับซ้อน วุ่นวาย งง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุปกรณ์ wifi ขนาดเล็ก ประสิทธิภาพสูง (ราคาไม่ได้แพง) ติดตามความพร้อมของเครื่องสูบน้ำทุกเครื่องตลอด 24 ชม. ทำให้ทำงานประสานกัน รู้ล่วงหน้าว่า เครื่องใดดี เครื่องใดเสีย แก้ไขทัน ก่อนฝนตก ทำให้ระบบระบายน้ำ สมบูรณ์ทุกตรอก ซอก ซอย (โตเกียวก็มีซอยเยอะแยะ เหมือนกรุงเทพนะครับ)
แล้วกรุงเทพ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่ากันไปแล้ว พายุก็น้อยกว่าโตเกียวมากๆ ความหนาแน่นแออัดของคนและเมืองก็น้อยกว่ามากๆ แล้วทำไมน้ำยังท่วม?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงหากเปรียบเทียบกับกรุงโตเกียวแล้ว แก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.
#จะทำก็ทำได้ ลองคิดดูครับ
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ สู้ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
⁠&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115463</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงโตเกียว, ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, พายุใต้ฝุ่น, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612de3f32f756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล. ผุดแนวคิด “แก้มลิงใต้ดิน” มูลค่า1พันล้าน ใช้เป็นบ่อพักน้ำรอระบาย แก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ต.ค.63 -สภาวิศวกร ร่วมกับสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แถลงข่าวเปิดตัว เทคโนโลยีวิศวกรรมแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;แก้มลิงใต้ดิน&amp;rdquo; แบ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองรองรับน้ำรอระบายได้ถึง 100,000 ลบ.ม. และในพื้นที่ซอย 800 ลบ.ม. หากเป็นไปได้พร้อมนำร่องที่ สวนเบญจกิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาหลายปี &amp;nbsp;จะเห็นว่าพื้นที่ใจกลางเมือง หรือในซอยจะเกิดน้ำท่วมเร็ว ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะคอนกรีต จากการขยายตัวของเมือง และหลายซอยมีระดับพื้นที่ต่ำกว่าน้ำทะเลหลายซอย ตัวอย่าง พื้นที่ ม.รามคำแหง &amp;nbsp;เราจึงคิดว่าฝนตกนิดหนึ่งน้ำก็ท่วมซอยแล้ว แต่แท้จริงคือน้ำย้อนจากพื้นที่สูงมายังพื้นที่ต่ำกว่า ดังนั้นวิธีที่จะนำน้ำที่ท่วมออกจากพื้นที่ได้คือการสูบน้ำออกจากถนน ไปยังคลองแสนแสบ และขึ้นไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าจะมีอุโมงค์ยักษ์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม บางทีน้ำก็มาไม่ถึงเพราะน้ำต้องมาจากซอยขึ้นไปบนถนน ไหลเชื่อมไปยังอุโมงค์ยังกษ์ และขีดความสามารถที่จำกัด มีปัญหาขยะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดน้ำบนถนนมากเกินไป กลายเป็นน้ำท่วมขัง และหากปั๊มน้ำตัวหนึ่งเสีย พื้นที่กรุงเทพฯอาจจะจมน้ำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิการบดีสจล.กล่าวอีกว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แบบแม่นยำสูงสุด ด้วย 5 ปัจจัย คือ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม(ถนนสายหลัก) โดยพื้นที่น้ำท่วมในปี 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ จากการวิเคราะห์ 70 จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมบริเวณถนน พบว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง โดย 70 จุดเสี่ยงแบ่งเป็น 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันที หากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มม./ชั่วโมง อาทิ &amp;nbsp;ถ.พระราม3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถ.งามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถ.รัชดาภิเษก แยกพระราม9-แยกห้วยขวาง ถ.แจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถ.รามคำแหง ถ.อโศกมนตรี และถนนพัฒนาการ และยังมี 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กรณีที่มีปริมาณฝนไม่เกิน 60 มม./ชั่วโมง ได้แก่ ถ.แจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถ.รัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และถ.พหลโยธิน เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือ ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้จัดโซนเมืองขนาดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;ได้ทำการศึกษาจากประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่หนักกว่าไทย อย่าง กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีประชากรเกือบ 40 ล้านคน หนาแน่นกว่ากรุงเทพฯ 3-4 เท่า ทำให้สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ และอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว และยังต้องเผชิญกับพายุใต้ฝุ่นอย่างหนักประมาณ 7-12 ลูกทุกปี วิธีการจัดการน้ำท่วมเมื่อก่อน จึงเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติโดยการสูบน้ำจากซอยขึ้นมาบนถนน ส่งต่อไปยังแม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว ซึ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะหากปั๊มสูบเกิดปัญหาก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำย้อนและเมืองอาจจะจมน้ำ ปัญหาเหล่านี้จึงได้ถูกแก้ด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ คือ การสร้างบ่อพักน้ำรอระบายขนาดยักษ์ใต้ดิน หรือไทยจะเรียกว่าแก้มลิงใต้ดิน ที่ไว้รองรอน้ำรอระบายไม่ต้องสูบน้ำรอระบายไว้บนถนน และไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำ มีทั้งหมด 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือและใจกลางเมืองชินจูกุ ซึ่งหลักการคล้ายกันนี้ก็ยังมีประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิดนี้ &amp;nbsp;มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว คือ แนวคิดแก้มลิงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีตามธรรมชาติ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ดังนั้นแนวคิดการสร้างแก้มลิงยักษ์ใต้ดินก็ต้องสามารถทำได้ในกรุงเทพฯ โดยประเมินจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ใจกลางเมืองที่มีปัญหาหนักสุด อย่าง พื้นที่ย่านอโศก-สุขุมวิท-พระราม 4-บางนา-ราชประสงค์ &amp;nbsp;ที่เมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะทำให้การจราจรติดมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากดูพื้นที่โดยรวมแล้ว สามารถนำร่องได้ คือ สวนเบญจกิติ ที่มีพื้นที่ 130 ไร่ มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการ 900,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;และไม่ต้องเวียนคืนพื้นที่ &amp;nbsp;สามารถสร้างบ่อสี่เหลี่ยมพักน้ำขนาดใหญ่ และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมไปยังระบบท่อระบายอื่นๆในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;เป็นการลำเลี้ยงน้ำฝนบนพื้นถนนลงสู่ใต้ดิน ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างไม่ยาก ทำเหมือนกับสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่จะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องมีคนไปอยู่ใต้ดิน ขนาดอยู่ที่ กว้าง 90 x ยาว 100 x ลึก 20 ม. และด้านบนเป็นตะแกรงที่สามารถกรองขยะ ซึ่งเราก็สามารถเก็บได้ง่าย โดยจะรองรับปริมาณน้ำได้ 100,000 ลบ.ม. และใช้ระยะเวลาระบายลงไปยังแก้มลิงใต้ดินภายใน 15 นาที &amp;nbsp;ในระยะเส้นทางตั้งแต่พระราม 4 ไปจนถึงสุขุมวิท-อโศก &amp;nbsp;ที่คาดว่าการสร้างจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท เปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมมากถึง 1 หมื่นล้าน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกพื้นที่มองไว้ก็คือสวนจัตุจักร &amp;nbsp;ส่วนน้ำท่วมในซอยที่เราต้องเผชิญ เพราะมีเพียงท่อระบายน้ำขนาดเล็ก และน้ำบนถนนยังทะลักเข้ามาอีก เราก็สามารถที่จะสร้างแก้มลิงเล็กใต้ดินขนาดเล็กหน้าซอย กว้าง 4 x ยาว 20 x ลึก 10 ม. สามารถรองรับน้ำเพื่อรอระบายได้ 800 ลบ.ม. ที่วางบประมาณไว้ 2-3 ล้านบาท ซึ่งความกว้างจะไม่ขัดขว้างการสัญจรในซอย และยังช่วยระบายน้ำจากถนนด้วย หากเป็นไปได้ภายใน 1 ปีนี้จุดที่ควรสร้างให้เร็วที่สุดคือย่านสุขุมวิท อโศก และพระราม4 และแนวทางนี้เราหวังว่าทางกรุงเทพฯ จะนำแนวคิดแก้มลิงใต้ดินที่ออกแบบเสร็จเรียบแล้ว ไปพิจารณาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f841f6160b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งรับมือ‘น้ำท่วม’24ชม. อุตุฯคาดวันหยุดฝนน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลุยฝนติดตามโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เรียกร้องทุกฝ่ายร่วมมือทำงาน เกิดเหตุขึ้นมาผู้ว่าฯ กทม.โดนก่อน คนที่สองคือนายกฯ &amp;nbsp;ยันไม่ทิ้งทั้งคนกรุงและต่างจังหวัด หยอดคำหวานเห็นใจคนจน-เกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่ายวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดเวลา โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร, นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ได้ไปตรวจโครงการก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) บริเวณหน้าหมู่บ้านอัมรินทร์ วงเวียนบางเขน พร้อมกล่าวว่า ขอให้ทุกฝ่ายเตรียมรับมือทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่และเครื่องมือให้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และคิดแก้ปัญหานอกกรอบ ซึ่งตนและรัฐบาลเห็นใจประชาชน ทั้งนี้ที่บอกว่าน้ำรอการระบายนั้น ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจด้วยว่าน้ำรอการระบายคืออะไร ขณะเดียวกันหากพื้นที่ใดประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด ต้องดูแลและแก้ปัญหาก่อน และเจ้าหน้าที่ต้องรีบลงพื้นที่เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ฝนตกน้ำท่วม ปัญหาที่ตามมาคือการจราจรติดขัด เดือดร้อนกันไปหมด รวมทั้งการจอดรถขวาง ดังนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหา ผู้ว่าฯ กทม.จะโดนก่อน คนที่สองก็คือนายกฯ นอกจากนี้ต้องดูแลตัดเลนน้ำในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างด้วย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนร่วมกันแก้ปัญหาให้ได้ด้วยหลักการ และขอขอบคุณสำนักงานการระบายน้ำและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ต้องการมาให้กำลังใจ และอยากให้ร่วมมือกันแก้ปัญหาน้ำท่วม ยืนยันรัฐบาลนี้และรัฐบาลต่อไปจะทำให้เต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ถามผู้ว่าฯ กทม.ว่า กทม.มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า โครงการจะแล้วเสร็จแน่ในรัฐบาลชุดนี้ โดยขณะนี้โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก 17 จุดเสี่ยง แล้วเสร็จ 3 จุด เหลืออีก 14 จุดที่ต้องดำเนินการต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ปัญหาทุกอย่างต้องร่วมมือกันแก้ไข ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราต้องร่วมมือกันทั้งหมด และทำกันไปเรื่อยๆ ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ทุกคนอยากให้ก่อสร้างเสร็จเร็วๆ ซึ่งทำยาก เพราะงบประมาณสูงทุกอัน แต่จากนี้ไปช่วยกันทำก็จะเสร็จเองในวันหน้า จากนั้นได้มีรุ่นพี่โรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 11 มามอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจนายกฯด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปยังจุดที่สอง เพื่อดูงานก่อสร้างระบบท่อระบายน้ำ (Pipe Joking) ถนนพหลโยธิน บริเวณตัดถนนประเสริฐมนูกิจ คลองบางบัว แล้วเดินทางต่อไปยังจุดที่สาม ติดตามงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ถนนวิภาวดีรังสิต จุดคลองบางซื่อ โดยกล่าวชื่นชมว่ายอดเยี่ยม อุโมงค์ระบายน้ำและโครงการต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้ทำมาและใช้แก้ปัญหาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่ไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าเราไม่แก้ปัญหาแบบใหม่ก็ไม่มีทางทำได้ นี่คือหลักการบริหารจัดการน้ำที่ต้องทำและดูแลทั้งระบบ อีกทั้งตนก็ห่วงต่างจังหวัดอยู่เหมือนกัน ที่มีทั้งปัญหาวาตภัยและพายุมูนที่จะหมดในวันที่ 6 ก.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับปัญหาน้ำท่วม ในฐานะนายกฯ รู้สึกเป็นห่วงประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งต้องเจอกับพายุฝน ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎรก็มีการสะท้อนปัญหาของประชาชน โดยบอกว่าเหตุใดจึงเก็บน้ำในเขื่อนไว้ไม่ได้ จึงขอชี้แจงว่าเป็นเพราะฝนไม่ได้ตกในเขื่อน ทำให้เก็บน้ำไม่ได้ ส่วนนาปรังที่บางพื้นที่ไม่สามารถทำได้นั้น ต้องดูการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าแต่ละพื้นที่มีน้ำเพียงพอสำหรับทำนาปรังหรือไม่ ทั้งนี้ เข้าใจว่ามีผลกระทบต่อชาวนา และรัฐบาลก็จะหาวิธีแก้ปัญหาให้ ยืนยันว่านายกฯ เห็นใจคนจนและเกษตรกร จึงต้องมาดูว่าจะสร้างความร่วมมือกันได้อย่างไร&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพเตรียมความพร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนมูนที่กำลังเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนแล้ว เช่นที่จังหวัดนครพนมเกิดดินสไลด์ มีน้ำท่วมขังบางแห่งที่มีฝนตกหนัก และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อเนื่องครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกลดลง เว้นแต่ภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีกในระยะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจังหวัดที่คาดหมายว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา และอุบลราชธานี, ภาคกลางจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี และสระบุรี, ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่. &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40286</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง, น้ำท่วมขัง, ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1f4cf90306c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
