<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ส.หน้าละอ่อนค่ายส้มหวาน&#039; โชว์นั่งรถเมล์มองปัญหาฝุ่นพิษกระทบแต่ละชนชั้นไม่เท่ากัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63 - นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงปัญหาฝุ่นพิษว่า&amp;nbsp;PM 2.5 จะแก้ อาจต้องใช้&amp;quot;ใจ&amp;quot;คิด&amp;nbsp;1.วันนี้ค่า PM 2.5 อยู่ที่ 158 ผมว่าเรื่อง PM 2.5 บางทีก็เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เพราะมันเป็นปัญหาที่มองเห็นไม่ได้ชัดมากเท่ากับมลพิษอื่น ผลกระทบ (ต่อสุขภาพ) ค่อนข้างที่จะเป็นระยะยาวเมื่อเทียบกับมลพิษอื่น ผลกระทบต่อคนแต่ละชนชั้นก็ไม่เท่ากัน แต่ละคนก็รู้สึกไม่เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผมเชื่อว่าอีก 1 เหตุผลที่สำคัญอาจเป็นเพราะชีชีวิตของคนที่อยู่ในอำนาจส่วนใหญ่ (รวมถึงผมด้วย)ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นโดยตรง ไม่จำเป็นต้องไปยืนรอรถเมล์ในสถานที่ที่มีค่าฝุ่น pm 2.5 สูงๆ ไม่ต้องเดินถนนคลุกฝุ่นโดยไร้หน้ากากที่แพง พอประชุมในห้องแอร์ นั่งรถส่วนตัว ไม่ค่อยได้รับผลกระทบอะไรกันสักเท่าไรนัก นึกภาพผลกระทบไม่ค่อยออก เฉยๆ กับมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปัญหาบางปัญหาอาจจะ ไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์แก้ ไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์แก้ แต่เริ่มที่ใช้ใจแก้ พอ &amp;quot;ใจเขามาใส่ใจเรา&amp;quot; ก็พอที่จะเริ่มเข้าใจ เมื่อเริ่มเข้าใจก็เริ่มที่จะใส่ใจ เมื่อเริ่มที่จะเริ่มใส่ใจก็จะเริ่มสั่งการได้ดีขึ้น ละเอียดขึ้น ยิ่งถ้ามันกระทบกับเรา ลูกหลานเรายิ่งเห็นภาพ ยิ่งมีอารมณ์ร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วันนี้พอตกเย็น ประชุมพรรคเสร็จ พอจะว่าง เลยนั่งสาย 2 ลองดูให้เห็นกับตา ไม่ได้ต้องการจะสร้างภาพอะไร ปกติก็ใช้รถส่วนตัวบ้าง BTS บ้าง จักรยานบ้าง คละๆ กันไป แค่อยากลองสัมผัสจังๆ ให้รู้ ค่า AQI จะ 50, 100, 158 เกินมาตราฐาน WHO (World Health Organization) คืออะไรยังไง ก็ไม่เท่าว่าลองสัมผัสดูก่อนที่จะอภิปราย ญัตติด่วน เรื่อง PM 2.5 พรุ่งนี้ บวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา หวังว่าจะพอจะอภิปราย แบบ &amp;quot;เกาให้ถูกที่คันได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.สิ่งที่พอจะมองเห็นได้ว่า มลพิษทางอากาศส่วนมากก็มาจาก ขนส่งมวลชน นั้นเอง ไม่ค่อยจะมาจากรถส่วนบุคคลสักเท่าไร เพราะฉะนั้นบางครั้ง การออกนโยบายให้งดการใช้รถส่วนตัว ให้หันมา ใช้รถเมล์ อาจจะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหา (หรือไหม?) บางทีอาจจะเกาถูกที่กว่าว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะสั้น ห้ามรถขนส่งมวลชนเก่ากว่ากี่ปีๆ หรือที่ไม่ผ่านเกณฑ์วิ่ง ถามพี่ตำรวจว่าเวลามีด่านตรวจ ได้จับรถของรัฐบ้างไหม พี่ตำรวจบอกว่าส่วนใหญ่จับมอเตอร์ไซด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะกลาง เริ่มบอกให้ฝ่ายนโยบายไปดูว่า สัดส่วนรถใหม่ : รถเก่า แผนการเปลี่ยนเป็น รถเมล์ไฟฟ้ามีสัดส่วนอย่างไร ภายในกี่ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะยาว เริ่มคิดว่าหรือบางทีมันอาจเป็นเรื่องของ&amp;quot;ผังเมือง&amp;quot;ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พยายามจะลด PM 2.5 ยังไงก็ทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถูก ผิด ยังไม่รู้ แต่ อย่างน้อยก็มีสมมุติฐาน และ ความคิด แล่นกว่าตอนนั่งอ่าน report ในห้อง ที่สภาเยอะเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55150</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, ความเหลื่อมล้ำ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ปัญหาฝุ่นละออง, ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26ed704c7ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อู่ซ่อมรถบัสโวย &#039;โรงงานยางมะตอย&#039; ปล่อยฝุ่นฟุ้งกระจาย-ทำลายสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.62 - ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากอู่ซ่อมรถบัสชื่อบริษัท สุมิตรา อินเตอร์ เลขที่ 7/23 หมู่ 8 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ามีฝุ่นละอองจากโรงงานทำยางมะตอยซึ่งอยู่ติดกัน โดยในขณะที่เครื่องจักรทำงานจะเกิดมีฝุ่นละอองเป็นจำนวนมากลอยเข้ามาในตัวบริษัท ที่มีทั้งคนงานทำสี คนงานซ่อมรถ ต่างต้องใช้หน้ากากปิดตลอดเวลาทำงาน นอกจากนี้ยังเปื้อนรถบัสที่จอดอยู่เต็มไปหมด แถมมีผลกระทบถึงปัญหาสุขภาพของพนักงานที่อยู่ในอู่รถบัสแห่งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถามนายเมยู ชิยางคะบุตร อายุ 49 ปี ช่างซ่อมรถ กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดอู่รถบัสแห่งนี้มาฝุ่นละอองก็จะลอยมาแบบนี้ตลอดเวลา ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานทำยางมะตอย โดยหน้าฝนจะเบา&amp;nbsp;แต่หน้าหนาวฝุ่นละอองที่โรงงานแห่งนี้พ่นออกมาจำนวนมากเนื่องจากลมพัดมาทางอู่ ซึ่งสังเกตดูจากต้นไม้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงใบไม้ก็มีแต่ฝุ่นละออง ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างที่อยู่นอกห้องก็เต็มไปด้วยฝุ่นละออง รวมถึงเวลาจะทำการพ่นสีรถก็ทำไม่ได้ต้องรอให้เขาหยุดทำงานก่อนจึงจะพ่นสีได้ ไม่งั้นสีจะเต็มไปด้วยฝุ่นละออง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แถมช่วงนี้โรงงานทำงานทั้งวันทั้งคืนอีก ซึ่งในเบื้องต้นทางเราก็ยังไม่ได้ไปคุยกับทางบริษัททำยางมะตอยเลย แต่เคยได้ยินว่า แพปลาที่อยู่อีกฝั่งของโรงงานก็เคยร้องเรียนมาแล้ว ตนคิดว่าโรงงานน่าจะมีแนวทางป้องกันฝุ่นให้มากกว่านี้ จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาตรวจสอบและทำการแก้ไขให้ด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52857</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปทุมธานี, ปัญหาฝุ่นละออง, มลพิษฝุ่นควัน, อู่ซ่อมรถบัส, โรงงานยางมะตอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191219/image_big_5dfb750211602.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาฯยัน &#039;ห้องประชุมจันทรา&#039; ปลอดภัย ตรวจวัดค่าฝุ่นขนาดเล็กไม่กระทบสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค.62 - ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีปัญหาฝุ่นละอองภายในห้องประชุมจันทรา ที่มีการประชุมสภาวานนี้ (7 ส.ค.) เป็นครั้งแรก ว่าทางสภาฯได้เชิญกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครกรัม สามารถผ่านทางกลไกการป้องกันของร่างกายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ 3 ช่วงเวลา คือ ช่วง 13.00 น. ค่าที่วัดได้อยู่ที่ 16 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร , เวลา 14.00 น. ค่าที่วัดได้อยู่ที่ 13 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเวลา 15.00 น. ค่าที่วัดได้อยู่ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 อยู่ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่าในห้องประชุมจันทรามีความปลอดภัย ส่วนสมาชิกหลายคนระบุว่า มีการเจ็บคอ แสบจมูก แสบตา ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะเป็นเรื่องของสี เพราะอาคารยังใหม่ซึ่งเราเข้ามาอยู่ก่อนบ้านจะสร้างเสร็จ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเกิดผลกระทบดังกล่าว แต่ทางสภาฯจะหาทางแก้ไขต่อไป ซึ่งในวันนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่นำหน้ากากอนามัยมาแจกแก่ส.ส.บริเวณหน้าห้องประชุมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ได้มีการติดตั้งหรือตรวจสอบเครื่องวัดคุณภาพอากาศภายนอกห้องประชุม ซึ่งมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ทำงานอยู่ด้วยหรือไม่ หรือให้ความสำคัญเฉพาะ ส.ส.เท่านั้น นพ.สุกิจ กล่าวว่า จะหารือเรื่องการตรวจสอบภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ได้มีแผนป้องกันกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ เพราะยังไม่เห็นทางหนีไฟ นพ.สุกิจ กล่าวว่า คิดว่ามีการป้องกัน แต่เชื่อว่าคงไม่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วนพื้นที่ที่มีการรับมอบ และเปิดใช้งานแล้วนั้น ได้มีการทดสอบเรื่องความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งยืนยันว่าการรักษาความปลอดภัยเราได้ทำอย่างเต็มที่ และยังไม่มีรายงานว่าใครได้รับอันตราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์, ปัญหาฝุ่นละออง, ฝุ่น PM 2.5, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก, รัฐสภาแห่งใหม่, ห้องประชุมจันทรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190808/image_big_5d4ba1912cce6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2019 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2019 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนในกทม.ปริมณฑล ยอมรับต้องแก้ปัญหาฝุ่นละออกด้วยตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;การจัดการวิกฤตฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 6 กุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;โดยจากการสำรวจเมื่อถามถึงการจัดการปัญหาจากวิกฤตฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.42 ระบุว่า จัดการปัญหานี้ ขณะที่ร้อยละ 24.58 ระบุว่า ไม่ได้ทำอะไรต่างจากเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าไม่ได้ทำอะไรต่างจากเดิม ร้อยละ 69.68 ระบุว่าเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 32.26 ระบุว่า ที่พักอาศัย/ที่ทำงานไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี และร้อยละ 0.32 ระบุว่า มีปัญหาด้านการเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการจัดการปัญหาวิกฤตฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.28 &amp;nbsp;ระบุว่า ป้องกันตัวเอง รองลงมา ร้อยละ 15.46 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน และร้อยละ 0.63 ระบุว่า เดินทางไปต่างจังหวัดที่ไม่มีฝุ่น ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าจัดการปัญหาด้วยวิธีป้องกันตัวเอง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.93 ระบุว่า สวมหน้ากากอนามัย รองลงมา ร้อยละ 11.57 ระบุว่า ปิดประตู-หน้าต่างกันฝุ่น ร้อยละ 5.42 ระบุว่า งดออกกำลังกายกลางแจ้ง ร้อยละ 4.22 ระบุว่า ใช้พัดลม &amp;ndash; &amp;nbsp;เครื่องฟอกอากาศ ร้อยละ 3.61 ระบุว่า ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ และร้อยละ 1.93 ระบุว่า ปิดห้องแอร์ให้สนิท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายจากวิกฤตฝุ่นละออง ถ้ามีการจัดการปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชน ร้อยละ 33.23 ระบุว่า &amp;nbsp; ไม่มีค่าใช้จ่าย ร้อยละ 56.26 ระบุว่า ไม่เกิน 500 บาท ร้อยละ 5.78 ระบุว่า 501 - 1,000 บาท ร้อยละ 0.95 ระบุว่า 1,001 - 1,500 บาท ร้อยละ 1.05ระบุว่า 1,501 - 2,000 บาท และร้อยละ 2.73 ระบุว่า 2,001 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการขจัดฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ควรจัดเป็นวาระเร่งด่วนมากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อยละ 64.15 ระบุว่า เร่งด่วนที่สุด ร้อยละ 31.88 ระบุว่า เร่งด่วน ร้อยละ 3.81 ระบุว่า ไม่เร่งด่วน และร้อยละ 0.16 ระบุว่า ไม่เร่งด่วนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการที่รัฐควรมีในช่วงที่มีปัญหาวิกฤตฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.12 ระบุว่า หยุดการก่อสร้างในพื้นที่วิกฤตฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 20.30 ระบุว่า ห้ามรถทุกชนิดที่ใช้น้ำมันดีเซลวิ่งชั่วคราว ร้อยละ 11.82 ระบุว่า ให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดทำงานชั่วคราว ร้อยละ 7.61 ระบุว่า ให้ทำฝนเทียม ร้อยละ 7.14 ระบุว่า มีการบังคับใช้กฎหมาย &amp;nbsp; อย่างจริงจังในการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ และกับผู้ที่เผาป่า เผานา หรือเผาปรับที่เพื่อก่อสร้าง ร้อยละ 6.18 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ให้รัฐแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนและให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันฝุ่นละออง ให้มีการฉีดน้ำเพื่อช่วยลดฝุ่นละออง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ให้รัฐเข้มงวดในการตรวจสอบการปล่อยควันดำของโรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 1.67 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.16 ไม่ระบุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.98 ระบุว่า มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง ขณะที่ร้อยละ 29.02 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.37 ระบุว่า ฉีดน้ำล้างฝุ่นละอองหน้าบ้านตนเอง รองลงมา ร้อยละ 30.05 ระบุว่า หยุดเผาขยะใบไม้ เศษวัสดุ ร้อยละ 23.32 ระบุว่า นั่งรถประจำทางไปทำงานแทนการขับรถส่วนตัว ร้อยละ 8.53 ระบุว่า หยุดการจุดธูป ประทัด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเวลาจอดรถรอสัญญาณไฟ ร้อยละ 1.80 ระบุว่า หยุดต่อเติมขยายบ้าน และระบุอื่น ๆ ได้แก่ ปลูกต้นไม้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยู่บ้านเพื่อลดการใช้รถ ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง ได้ให้เหตุผลว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.47 ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ที่พักอาศัย/ที่ทำงานไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ร้อยละ 11.31 ระบุว่า จำเป็นต้องเดินทาง ร้อยละ 5.66 ระบุว่า ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี และร้อยละ 5.40 ไม่ระบุเหตุผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28714</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดการวิกฤตฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นิด้าโพล, ประชาชนแก้ปัญหาเอง, ปัญหาฝุ่นละออง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190210/image_big_5c5f819b23e39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่สน! ผู้ว่าฯอุบลสั่งห้ามประชาชนเผาตอซังข้าว แต่ อปท.กลับเผาขยะก่อมลพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นอย่างรุ่นแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และอาจจะลุกลามไปในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ส่งผลให้นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดปฏิบัติการป้องกันผลกระทบและลดปัญหามลภาวะในพื้นที่ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือ บุคลากรและจัดทำแผนปฏิบัติงานตามภารกิจ ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจวัดควันดำรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล ตรวจสอบการก่อสร้างถนน อาคารที่อาจจะก่อมลภาวะ เฝ้าระวังการเผาหญ้า ตอซังข้าว โดยนำเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้เครื่องฉีดน้ำที่บริเวณทุ่งศรีเมือง และศาลากลางหลังใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯอุบลราชธานี กล่าวว่าเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ เครื่องมือ และบุคลากร ตามแผนควบคุมและป้องกันปัญหามลภาวะของจังหวัด และเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเตรียมการป้องกัน ซึ่งขณะนี้ทุกพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่มีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 แต่อย่างใด และมอบนโยบายให้มีการตรวจสภาพรถของหน่วยงานราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เป็นแบบอย่างของประชาชน &amp;nbsp;สำหรับรถยนต์ของประชาชน และรถรับจ้างหากตรวจพบค่าควันดำเกินค่ามาตรฐานกำหนด จะให้หยุดใช้รถชั่วคราว เพื่อนำไปแก้ไขและนำกลับมาตรวจสภาพใหม่จากสำนักงานขนส่งจังหวัด หากผ่านการตรวจสภาพก็จะสามารถใช้รถได้ตามปกติ ส่วนมาตรการด้านการเฝ้าระวัง มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม สำรวจพื้นที่ที่มีสภาพจราจรหนาแน่นและเกิดปัญหาควันดำจากรถยนต์ &amp;nbsp;รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนไม่เผาตอซังข้าว หรือพืชทางการเกษตรและให้มีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาหมอกควันและมลภาวะ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ที่เดินทางมาท่องเที่ยวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มีประเด็นดราม่าเกิดขึ้นในห้วงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้กำชับในเรื่องนี้ ได้มีการเผาขยะในบ่อขยะในพื้นที่ตำบลช่องเม็ก ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน เนื้อที่กว่า 2 ไร่ ซึ่งมีควันจากการเผาขยะลอบโชยเต็มพื้นที่ ซึ่งบ่อขยะแห่งนี้เป็นบ่อที่มีหน่วยงานราชการ 2 แห่งนำมาทิ้ง คือขยะจากเทศบาลตำบลช่องเม็ก และ อบต.ช่องเม็ก และบ่อขยะดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อบต.ช่องเม็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่ามาตรการและการสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดห้ามให้ประชาชนมีการเผาหญ้า และตอซังข้าวนั้น แต่กลับมีหน่วยงานราชการทำการเผาขยะเอง แล้วการเผาทำได้หรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาฝุ่นละออง, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, ฝุ่นพิษ, มลพิษ, เผาขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c57e96dac6e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โพลแนะควบคุมมาตรฐานตรวจวัดค่าฝุ่นละอองการก่อสร้างจัดการจราจรที่ดีแก้ปัญหาอย่างจริงจัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ม.ค.62-ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ปัญหาฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 &amp;ndash; 17 มกราคม 2562 กรณีศึกษาจากประชาชน ที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กระจายทุกระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,253 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.31 ระบุว่า ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 46.69 ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ ในจำนวนผู้ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.05 ระบุว่า หายใจไม่สะดวก รองลงมา ร้อยละ 41.47 ระบุว่า แสบจมูก ร้อยละ 24.10 ระบุว่า ระคายเคืองตา ร้อยละ 10.18 ระบุว่า ไอ จาม เจ็บคอ แสบคอ ร้อยละ 9.43 ระบุว่า คันตามร่างกาย และร้อยละ 2.54 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เป็นหวัด น้ำมูกไหล และทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ค่อยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยงานที่ต้องออกมารับผิดชอบในการแก้ปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.31 ระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ รองลงมา ร้อยละ 45.97 ระบุว่า หน่วยงานกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 30.49 ระบุว่า กรมการขนส่งทางบก ร้อยละ 30.41 ระบุว่า กรมอนามัย/กรมการแพทย์/กรมควบคุมโรค ร้อยละ 22.67 ระบุว่า องค์การการขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร้อยละ 20.75 ระบุว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร้อยละ 17.72 ระบุว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร้อยละ 13.97 ระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ร้อยละ 1.68 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม ขณะที่บางส่วนระบุว่า รัฐบาล และร้อยละ 0.88 ระบุว่า ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสาเหตุของปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.05 ระบุว่า รถประจำทาง/รถบรรทุก/รถปิกอัพที่ปล่อยควันดำ รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้า/ใต้ดิน/ตึก/อาคาร ร้อยละ 11.33 ระบุว่า โรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 9.66 ระบุว่า รถยนต์ส่วนบุคคล/แท็กซี่/รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 4.23 ระบุว่า การเผาขยะในที่โล่งแจ้ง ร้อยละ 0.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ขณะที่บางส่วนระบุว่า เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม ตัดต้นไม้ และร้อยละ 0.16 ระบุว่า ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ของภาครัฐ/รัฐบาล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 36.63 ระบุว่า ควบคุมมาตรฐานและตรวจวัด ค่าฝุ่นละอองในทุก ๆ ที่ ที่มีการก่อสร้าง ไม่ให้ค่าฝุ่นละอองเกิน ค่ามาตรฐาน รองลงมา ร้อยละ 33.52 ระบุว่า การจัดการจราจรที่ดี ไม่ให้เกิดปัญหารถติด สาเหตุของการเกิดมลพิษบนท้องถนน ร้อยละ 28.81 ระบุว่า ให้มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองอย่างจริงจัง ร้อยละ 24.34 ระบุว่า อนุมัติการก่อสร้างขนาดใหญ่ ให้เริ่มสร้างทีละโครงการ ทีละจุด ไม่เริ่มก่อสร้างพร้อม ๆ กัน ร้อยละ 22.59 ระบุว่า รณรงค์ลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้การเดินทางด้วยขนส่งมวลชน ร้อยละ 15.00 ระบุว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อดูดซับ และลดผลกระทบจากมลพิษในอากาศ ร้อยละ 10.38 ระบุว่า แจกมาส์กปิดจมูกที่สามารถกันฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ได้ ร้อยละ 7.18 ระบุว่า หยุดโรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 5.03 ระบุว่า เก็บภาษีกับผู้ที่ ก่อมลพิษ ร้อยละ 3.19 ระบุว่า ใช้แอพพลิเคชันที่ตรวจค่ามลพิษ ฝุ่นพิษต่าง ๆ เช่น AQI กรมควบคุมมลพิษ ฯลฯ ร้อยละ 7.02 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทำฝนเทียม ฉีดน้ำบริเวณที่มีฝุ่นละออง มีมาตรการควบคุมดูแลท่อไอเสียรถทุกชนิด กำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์ เร่งโครงการที่กำลังก่อสร้างให้เสร็จโดยเร็ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ร้อยละ 0.16 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.08 ไม่ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 53.07 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ และตัวอย่างร้อยละ 46.93 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑล ตัวอย่างร้อยละ 49.56 เป็นเพศชาย และร้อยละ 50.44 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.50 มีอายุไม่เกิน 25 ปี ร้อยละ 12.77 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 20.83 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 34.32 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 23.78 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 0.80 ไม่ระบุอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, ค่าฝนละอองPM2.5, นิด้าโพล, ปัญหาฝุ่นละออง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c413329ed4f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 14:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2018 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชื่อมโยงกันได้!!! &#039;เพื่อชาติ&#039; โวย เผด็จการทำ ฝุ่นละออง พุ่งสูงในกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค. 2561 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน พุ่งสูงขึ้นในกรุงเทพฯ เกินเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้คุณภาพอากาศจะอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพว่า ตนเองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้โดยตรง เมื่อกลางดึกเวลา 3.00 น.คืนวันที่ 23 ธ.ค.ต้องพาคุณพ่อเข้าโรงพยาบาลจากอาการหอบหืด ที่หายใจทางปาก หายใจถี่ เนื่องจากแพ้ฝุ่นละอองดังกล่าว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้ข้อสังเกตุว่า 4 ปีที่ผ่านมาการบริหารประเทศโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จไม่มีฝ่ายค้านของรัฐบาลเผด็จการ คสช.ที่อ้างว่าจะมาปฏิรูปประเทศ แต่ไม่ว่าจะชี้ไปที่ปัญหาประเด็นใดทั้งปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไม่มีการวางแผนแก้ปัญหาแบบองค์รวมที่แก้ตั้งแต่ต้นตอของปัญหาที่เรียกว่าการปฏิรูปเลย อย่างปัญหาสถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองที่พุ่งสูงจนมีผลต่อสุขภาพของประชาชน ถ้ารัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นรัฐบาล คสช. และต้องการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง มิใช่ใช่การปฏิรูปแต่ปาก 4 ปีกว่าเวลาไม่ใช่น้อย ถ้าวางแผนแก้ปัญหาแบบองค์รวมก็จะไม่เกิดปัญหาให้ต้องมาแก้ไขเฉพาะหน้าเช่นนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองที่มีปริมาณพุ่งสูงจนมีผลต่อสุขภาพของประชาชน ถ้าวางแผนตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้วโดยกำหนดเป็นกฏหมายว่าไม่ให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 3 ซึ่งมีค่ากำมะถันสูง ก่อให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์วิ่งผ่านในบริเวณชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น ปัญหาปริมาณฝุ่นละอองก็จะไม่พุ่งสูงจนก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้งบประมาณประกันสุขภาพพุ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลนี้ทวงบุญคุณประชาชนเสมอเมื่อมีการกล่าวถึงงบประมาณประกันสุขภาพ ว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ต้องการตัดงบประมาณส่วนนี้ แต่กลับไม่รู้จักมองปัญหาภาพกว้างที่จะวางแผนแก้ไขปัญหาถึงต้นตอที่จะทำให้เกิดปัญหาการเสียงบประมาณด้านสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา ผลงานเด่นรัฐบาลคสช. ที่เห็นชัดคือกำจัดสิทธิเสรีภาพคนคิดต่างเพื่อรักษาอำนาจของเผด็จการ แต่ปัญหาอื่นๆ ที่อ้างว่าจะมาปฏิรูปแก้ไขปัญหาเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ มองจากมุมมองแคบไม่เคยมองภาพรวมถึงสาเหตุและต้นตอของปัญหา อย่างเช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมกรณีฝุ่นละอองที่พุ่งสูงจนมีผลต่อสุขภาพของประชาชนเป็นต้น ดังนั้นบทเรียน 4 ปีของสังคมไทยได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจเบ็ดเสร็จของเผด็จการไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาหรือการปฏิรูปประเทศ ระบอบที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างระบอบประชาธิปไตยคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ถึงแม้จะช้าแต่ไม่นำประเทศถอยหลังแบบระบอบเผด็จการ ขอฝากประชาชนทุกท่านในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่จะถึงนี้ เพื่ออนาคตลูกหลานของท่าน ให้เลือกพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่ยึดโยงกับประชาชนเท่านั้น อย่าสนับสนุนพรรคที่มองทุกอย่างจากผลประโยชน์ของตนเองแล้วเลือกสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24870</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาฝุ่นละออง, เกศปรียา แก้วแสนเมือง, เผด็จการ, โฆษกพรรคเพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181208/image_big_5c0b8d3f1503d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
